แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Messages - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 29
1
ขายสินค้า ทั่วไป / สัตววัตถุอีเเอ่นกินรัง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2017, 09:22:58 PM »

อีแอ่นกินรัง
อีแอ่นกินรังเป็นอีแอ่นขั้นต่ำ ๓ จำพวก
ในสกุล Collocalia
ตระกูล Apodidae เป็น
๑.อีแอ่นกินรัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  fuciphaga  (Gmelin)
มีชื่อสามัญว่า  edible – nest  swiftlet จำพวกนี้ทำรังด้วยน้ำลายล้วนๆ
สมุนไพร
๒.อีแอ่นรับประทานรังตะโพกขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  germani  Oustalet
มีชื่อสามัญว่า Germain’s  swiftlet จำพวกนี้ทำรังด้วยน้ำลายล้วนๆเช่นเดียวกับจำพวกแรก

๓.อีแอ่นรังดำ หรือ อีแอ่นหางสี่เหลี่ยม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  maxima  Hume
ชื่อสามัญว่า  black – nested  swiftlet   จำพวกนี้สร้างรังด้วยขนยาวราว  ๖0  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมจำนวนร้อยละ  ๔0 อีแอ่นในสกุล  Colocalia   ที่เจอในประเทศไทยมี  ๕  ชนิด  เว้นแต่  ๓  ชนิดข้างต้นแล้ว   ที่เหลืออีก  ๒  ประเภทเป็น
๔.อีแอ่นท้องขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  esculenta  (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า  glossy  swiftlet   จำพวกนี้ทำรังด้วยหญ้าและพืชต่างๆ  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ

Tags : สมุนไพร

2
ขายสินค้า ทั่วไป / สัตววัตถุ กุย
« เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2017, 07:18:06 PM »

กุย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Saiga tatarica Linnaeus
ในวงศ์ Bovidae
มีชื่อสามัญว่า saiga antelope
มีชื่อยาในภาษาละตินว่า Cornu  saigae  Tataricae
พบในที่ราบท้องทุ่งและก็ในที่สูงที่มีลมเย็นจัด และมักมีฝุ่นผงทรายกระจุยกระจายอยู่ ตั้งแต่ประเทศโปรแลนด์ไปถึงที่ราบสูงตอนใต้ของรัสเซียถึงทุ่งหญ้าที่ราบสูงในประเทศมองโกเลีย
ชีววิทยาของกุย
กุย เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม กีบคู่ ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงก้นยาว ๑.๑0-๑.๔0 เมตร หางยาว 0.๘0-๑.๓0 เมตร  สูง  ๖0-๘0   ซม.   น้ำหนักตัว  ๒๓-๔0   กก.   หัวใหญ่และอ้วน   ตัวเมียไม่มีเขา   ตัวผู้มีเขารูปคล้ายพิณฝรั่ง   ยาว  ๒0-๒๖  ซม.   มีวงเป็นข้อนูนต่อเนื่องกันขึ้นไปจากโคนเขา   ถึงแทบปลายเขา  ๑0-๑๖  วง   ระยะระหว่างวงนูนราว  ๒  เซนติเมตร   ปลายแหลม   ดั้งครึ้มและโค้งโก่ง   จมูกคล้ายกระเปาะพอง   มีสันตามแนวยาว   รูจมูกเปิดออกทางข้างล่างข้างในรูจมูกมีองค์ประกอบพิเศษหลายอย่าง   กระดูกเจริญดีมากและก็เรียงช้อนเหลื่อมกัน  สมุนไพร ภายในมีขนหนา   ต่อมแล้วก็ร่องมูก   สำหรับกรองฝุ่นละอองและก็ทำให้อากาศที่หายใจเข้าไปอุ่นแล้วก็เปียกชื้นขึ้น   มีประสาทสูดกลิ่นดีเยี่ยม   นอกจากนั้นในรูจมูกยังมีถุงที่พองได้   ข้างในบุด้วยเยื่อเมือก   มีขนที่ใต้คอหนาเพื่อกันความหนาว   ในช่วงฤดูขนบนตัวจะเกรียนสีน้ำตาลออกแดง   จมูกรวมทั้งหน้าผากสีน้ำตาลคล้ำกว่า   บนกระหม่อมมีลายสีออกเทา   รอบตูด   ใต้ท้อง   รวมทั้งหางสีขาว   ในช่วงฤดูหนาวขนจะยาวแล้วก็ดกกว่า   มีขนรองดก   มีสีขาวเทาตลอดลำตัว   กุยมีขาเรียวยาว   ด้นหลังกีบกางออกเล็กน้อย   หางสั้นมาก   ใต้หางไม่มีขน สัตว์จำพวกนี้ถูกใจอยู่เป็นฝูงเล็ก   ในช่วงฤดูใบไม้ตก   มักรวมฝูงและย้ายถิ่นที่อยู่ลงไป   ทางทิศใต้ที่อบอุ่นกว่า   ในฤดูใบไม้ผลิ   (ราวเดือนเมษายน)   เพศผู้ย้ายถิ่นขึ้นไปทางด้านเหนือก่อน   แล้วฝูงตัวเมียก็ย้ายถิ่นขึ้นไปสมทบ   เวลาวิ่งมักก้มหน้าต่ำ   แม้กระนั้นวิ่งได้เร็วถึงชั่วโมงละ   ๖0   กิโล   ถูกใจรับประทานใบไม้ตามพุ่มและก็ใบหญ้า อดน้ำได้นาน

สรรพคุณทางยา
เขากุยมีที่ใช้ทั้งในยาไทยและยาจีน ส่วนใหญ่ที่มีขายในร้านยาจีนมาจากทางภาคเหนือของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศสหรัฐสามัญชนจีน มีสีขาวๆถึงสีขาวอมเหลือง ราว ๑  ใน  ๓  ถึงครึ่งเดียวจากโคนเขามีเนื้อกระดูกที่แข็งรวมทั้งแน่นเมื่อคัดแยกออกจะทำให้เขากลวง โปร่งใส เมื่อส่องกับแสงจะมองเห็นข้างในช่วงหลังเขากุยมีช่องเล็กๆ  ทอดเป็นเส้นตรงยาวไปจนถึงปลายเขา เรียก รูทะลุปลายเขา ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะของเขากุย
การเตรียมเขากุยสำหรับใช้เป็นยาทำเป็น  ๒  แนวทาง  คือ
๑.ทำเป็นแผ่นบางๆ ซึ่งทำโดยการเอาเขาที่เอาเนื้อกระดูกออกแล้ว แช่น้ำอุ่นไว้เป็นระยะเวลานานพอควร คัดออกจากน้ำแล้วตัดตามแนวขวางเป็นชิ้นบางๆแล้วทำให้แห้ง
๒.ทำเป็นผงละเอียด โดยใช้เขาที่เอาเนื้อกระดูกออกแล้ว นำไปบดเป็นผุยผงละเอียด
หนังสือเรียนยาสรรพคุณโบราณว่า
เขากุยเป็นยาเย็น มีรสเค็ม ใช้แก้ไข้สูง แล้วก็อาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับลักษณะของการมีไข้สูง เป็นต้นว่า หมดสติ ชัก เพ้อ คลั่ง ฯลฯ แก้โรคลมชัก
จีนว่ายานี้เป็นยาแก้ตับทำงานมากเกินความจำเป็น มีสรรพคุณกำจัดความร้อนและก็พิษต่างๆในร่างกาย เมื่อกินเขากุยแล้วจะก่อให้ตัวเย็น รวมทั้งคุณประโยชน์นี้แรงกว่า เขาควายราว  ๑๕  เท่า (บางทีอาจใช้เขาควายแทนได้)

Tags : สมุนไพร

3
ขายสินค้า ทั่วไป / สัตววัตถุ พญาเเร้ง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2017, 04:19:15 AM »

พญาอีแร้ง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sarcogyps  calvus  (Scopoli) จัดอยู่ในสกุลเดียวกับอีแร้ง
เป็นวงศ์  Accipitridae
มีชื่อสามัญว่า  red-headded vulture หรือ king vulture
อีแร้งเจ้าพระยา หรือ แร้งหัวแดง (ลาว) ก็เรียก นกประเภทนี้เป็นนกขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางยาวราว  ๘๔  เซนติเมตร ขนทั่วตัวสีดำ หัว คอ และแข็งเป็นเนื้อสีแดง มีขนอุยสีน้ำตาลออกขาว มีแถบสีขาวตรงส่วนบนของอกและที่ต้นขาทั้งคู่ เมื่ออายุยังน้อยขนทั่วตัวมีสีน้ำตาล ใต้ท้องสีอ่อนกว่า และมีลักษณะเป็นลายเกร็ด ส่วนบนมีขนสีขาวทั่วไป
พญาอีแร้งเกลียดชังอยู่รวมกันเป็นฝูงเหมือนอีแร้งทั่วๆไป พบบ่อยอยู่สันโดษหรืออยู่เป็นคู่ และลวกินซากสัตว์ร่วมกับอีแร้งอื่นๆมั่นใจว่านกชนิดนี้เป็น “เจ้าแห่งอีแร้ง” จำต้องลงกินซากสัตว์ก่อนชนิดอื่นๆและก็เลือกกินเฉพาะส่วนที่มีรสชาติดีที่สุด จึงเรียก“พญาอีแร้ง” ถูกใจอาศัยอยู่ตามชายป่าแล้วก็ทุ่งนา มีเขตการกระจายประเภทกว้างมาก ตั้งแต่จีน  ประเทศอินเดีย  ลงมาทางด้านใตนจนถึงแหลมมลายู ในอดีตเคยเจอมากอยู่ทั่วไปในประเทศไทย มักทำรังอยู่บนต้นไม้สูง ตามชายป่าและท้องนา นากแล้ว ในประเทศไทยยังพบอีแร้งดำหิมาลัย (cinereous  vulture) อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Aegypius  monachus  (Linnaeus) เป็นนกที่อพยพเข้ามายังประเทศไทยในตอนนอกฤดูผสมพันธุ์ หรือบางทีอาจเป็นนกที่หลงเข้ามา แม้กระนั้นเป็นนกหายากและมีปริมาณน้อยมาก

สรรพคุณทางยา
แพทย์แผนไทยตามบ้านนอกใช้หัวอีแร้งเผา ผสมเป็นยาแก้ไข้รอยแดง ไข้พิษ กระดูกอีแร้งเผาไฟเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งใน “ยามมหานิลแท่งทองคำ” (มอง  คู่มือเภสัชกรรมแผนไทย เล่ม  ๔  เครื่องยาธาตุวัตถุ) แก่ไข้พิษ ไข้รอยแดง ส่วนหางอีแร้งและก็หางอีกาเผาไฟ ตำราโบราณมีรสเย็น เบื่อ บดผสมกวาวเครือแก้ซางชัก รวมทั้งใช้รมอสุรกายแม่ซื้อที่รบกวนเด็กที่เป็นลมเป็นแล้งซางจำพวกนี้ หากแก้โลหิตเป็นพิษให้เข้า “ดีอีแร้ง” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ยาแก้เลือดทำพิษ เอาดีอีแร้ง เจาะไนดี แล้วเอาพริกไทยตำยัด   ใส่ให้เต็ม ตากให้แห้ง ถ้าจะแก้โลหิตทำพิษ ให้ฝนกับเหล้ากินหายดีเลิศฯ พระคู่มือปฐมจินดาร์ให้ยาหลายขนานที่เข้า “กระดูกนกแร้ง”  เป็นเครื่องยาด้วย มีอยู่ขนานหนึ่งเข้า “ศีร์ษะนกแร้ง” เป็นยากวาดซางแดงดังต่อไปนี้ สมุนไพร ขนานหนึ่ง   ท่านให้เอาศีร์ษะงูเห่า  ๑  ศีร์ษะนกแร้ง  ๑  ศีร์ษะกา  ๑   หอยสังข์  ๑  รากดิน  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  ดินถนำ  ๑  น้ำประสานทอง  ๑  น้ำหมึกหอม  ๑  นอแรด  ๑  เขากุย  ๑  มูลหมูหยาบคาย  ๑  กฤษณา  ๑  กะลำภัก  ๑  ผลจันทร์  ๑  ดอกจันทร์  ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวตะไข้  ๑  เขี้ยวแรด  ๑  เขี้ยวหมู  ๑  กรามแรด  ๑  กรามช้าง  ๑   รวมยา  ๒๒  สิ่งนี้ เอาเท่าเทียมกัน ทำเปณจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะนาว กวาดได้สารพัดสารพันทรางทั้งปวงหายยอดเยี่ยมนัก

4

รังนกอีแอ่น
อีแอ่นกินรังและก็อีแอ่นสะโพกขาวสร้างรังด้วยน้ำลายเป็นรูปถ้วยครึ่งด้าน ขนาดยาวตามขอบบนเฉลี่ย ๑๓.๓ ซม. ลึก ๕.๑  เซนติเมตร   มีน้ำหนัก  ๗-๑0  กรัม   โดยนกทั้ง  ๒  เพศช่วยกันสร้างรังเฉพาะช่วงกลางคืน ใช้เวลาสำหรับเพื่อการทำรัง ๓0-๓๕  วัน  และก็จะสร้างรังชดเชย  (re-nest) แม้รังถูกทำลาย   โดยรังที่  ๒  ที่ทำใหม่มีขนาดเล็กลงมีน้ำหนักโดยเฉลี่ย  ๕-๗  กรัม แฟละใช้เวลาสำหรับเพื่อการทำรังลดลงด้วย  หมายถึง ๒0-๒๕  วัน ถ้าหากรังถูกทำลายอีกก็จะทำรังที่ ๓ ซึ่งจะมีขนาดเล็กกว่ารังที่ ๒ ไม่มากมาย น้ำหนักใกล้เคียงกัน   แล้วก็ใช้เวลาสำหรับในการสร้างรัง  ๑๕-๑๗ วัน เป็นประจำนกประเภทนี้ทำรังเพียงแต่ ๓ รัง หากรังที่ ๓ ทำลายก็จะไม่ทำรังใหม่อีก แต่จะมีลางสร้างรังที่ ๔ แล้วก็ที่  ๕  ได้
ตอนที่นก  ๒  จำพวก นี้ทำรังเป็นตอนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมิถุนายน โดยตกไข่เพียงแต่รังละ ๒ ฟอง ระยะฟักไข่ ๒๒-๒๔  วัน ระยะเลี้ยงลูก ๕-๖ สัปดาห์ นกทั้งสองเพศจะช่วยกันฟักแล้วก็เลี้ยงลูกอ่อน ลูกอ่อนที่ฟักออกมามักมี  ๒  ตัว มีเพียงแค่ตัวเดียวที่เจริญวัยหรือรอดตายจวบจนกระทั่งบินได้   โดยเวลาที่ลูกนกอีกตัวหนึ่งมักตาย   เพราะว่าขาดอาหาร หรือบางทีอาจถูกลูกนกอีกตัวหนึ่งซึ่งโตกว่าแทรกตกรังไป
สมุนไพร ส่วนอีแอ่นหางสี่เหลี่ยมทำรังโดยใช้ขนเป็นอุปกรณ์ ใช้น้ำลายเป็นตัวเชื่อมอุปกรณ์ให้ติดกัน รูปร่างของรังเป็นรูปถ้วย ขนาดโตกว่าของอีแอ่นกินรังเพียงแค่เล็กๆน้อยๆน้ำหนักเฉลี่ยราว  ๓0  กรัม หรือราว ๓ เท่าของอีแอ่นกินรัง อีแอ่นหางสี่เหลี่ยมนี้มีความประพฤติวิธีการทำรังตอบแทนและก็การออกไข่ทดแทนเหมือนกับอีแอ่นทำรังก้นขาวแต่ว่าวางไข่เพียงแค่รังละ ๑ ฟอง แล้วก็ช่วงเวลาทำรังกับออกไข่นั้นนานกว่า
อีแอ่นสร้างรังทั้งยัง ๓ ประเภทดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้งครองตามกฎหมาย อนึ่ง ในการเก็บรังนกนั้น ผู้เก็บจะต้องได้รับสัมปทาน กฎหมายให้เก็บรังนกได้ไม่เกินปีละ  ๓  ครั้ง การเก็บแต่ละครั้งให้เก็บพร้อมเพียงกัน   ภายหลังเจ้าพนักงานตรวจสอบแล้ว เพราะเหตุว่าการเริ่มต้นสร้างรังของนกแต่ละตัวไม่พร้อม   ลางรังที่เก็บจะมีไข่หรือตัวอ่อนอยู่ด้วย  ซึ่งการเก็บรังที่มีไข่หรือตัวอ่อนแล้วนั้น นกจะไม่มีการทำรังใหม่ขึ้นมาทดแทน เป็นเหตุให้จำนวนอีแอ่นลดลง ยิ่งไปกว่านั้น การต่ำลงของอีแอ่นกินรังเกี่ยวโยงกับสารพิษตกค้างในตัวนก แล้วก็สัตว์ผู้ตามล่า ซึ่งส่วนมากเป็นเหยี่ยวต่างๆงูเหลือม และ งูเขียว

คุณประโยชน์ของรังนก
ชาติจีนเป็นชนชาติที่นิยมบริโภครังนก ด้วยเหตุว่าเช้าใจกันว่าเป็นของกินชั้นยอด มีคุณประโยชน์บำรุงกำลังสำหรับคนเจ็บเรื้อรังด้วยโรคต่างๆเป็นยาอายุวัฒนะ ก่อให้เกิดกำหนัด แม้กระนั้นก็ส่งผลให้เกิดเสมหะด้วย รังนกประเทศต่างๆเช่น ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และก็ ประเทศฟิลิปปินส์ จะถูกส่งไปขายในประเทศจีน และประเทศที่มีชุมชนจีนหนาแน่น ปีละมากมายๆชาวจีนเชื่อกันว่า รังนกจากไทยมีคุณภาพดีเยี่ยม จึงราคาแพงแพงกว่ารังนกคุณภาพเดียวกันจากประเทศอื่น
ผลที่เกิดจากการวิเคราะห์ค่าทางของกินของรังนกพบว่า มีโปรตีนอยู่ร้อยละ ๕๔  คาร์โบไฮเดรตจำนวนร้อยละ ๒๓.๓  น้ำปริมาณร้อยละ ๑๖.๘  แล้วก็สารอื่นๆรวมถึงแคลเซียม โพแทสเซียม   แล้วก็ธาตุฟอสฟอรัส อีกจำนวนร้อยละ ๕.๙  นอกเหนือจากนี้ยังมีสารที่แสดงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เป็นคุณต่อสถาพทางร่างกายอีกหลากหลายประเภท

5

สมุนไพรชะมดต้น
ชะมดต้นเป็นพืช
อันมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Abelmoschus moschatus Medik subsp moschatus
จัดอยู่ในสกุล Malvacaea
ประชาชนบางถิ่นเรียก ฝ้ายผีก็มี  มีชื่อสามัญว่า musk   mallow หรือ  Abel  muskพืชชนิดนี้เป็นพืชล้มลุก อายุปีเดียว ลำต้นตั้งชัน แตกกิ่งเล็กน้อยอาจสูงได้ถึง  ๒  เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกัน รูปหัวใจปนรูปไข่ โคนใบเว้า ขอบของใบเว้าเป็น ๓-๕  แฉก ใบที่ปลายยอดจะเล็ก แฉกลึกและก็แคบกว่าใบที่อยู่ใกล้โคนต้น ผิวใบมีขนรูปดาวทั้งยัง ๒ ด้าน ก้านใบยาว ดอกมักออกลำพังๆตามซอกใบ สมุนไพร ดอกใหญ่มีกลีบเลี้ยง ๕  กลีบ เชื่อมติดกันบนหลอด ปลายแยกเป็น  ๕  แฉก กลีบเป็น  ๕  กลีบ เชื่อมติดกันที่โคน สีเหลืองสด โคนกลีบสีแดงเข้ม เกสรเพศผู้มีจำนวนไม่น้อย เชื่อมชิดกันเป็นท่อยาว   รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ มี ๕ ช่อง ก้านเกสรเพศเมียยาวแทงพ่นท่อเกสรเพศผู้ ปลายแยกเป็น  ๕  แฉก ผลเป็นฝัก แตกได้ รูปรีปนรูปไข่ เป็นเฟืองตามยาว ปลายเรียวแหลม ยาว  ๖.๓-๗.๕  เซนติเมตร ด้านในฝักมี  ๕  ช่อง แต่ละช่องมีเมล็ดเยอะมากๆ เมล็ดรูปไต มีกลิ่นฉุน แพทย์แผนไทยเรียกพืชชนิดนี้ว่า “เทียนฉมต” หรือ“เทียนชะมด”   มีชื่อสามัญเชิงพาณิชย์ว่า Ambrette seed หรือ Grains d’Ambrette ใช้เป็นยาแก้เสมหะและก็ดีพิการ แก้ลมให้คลื่นไส้ (ขับลม) เป็ยยาเย็น บำรุงธาตุ ยาบำรุง แก้อาการเกร็ง เมื่อเอามาบดกับน้ำนมใช้ทาแก้หิดหรือแก้คันได้ ถ้าเกิดเอาเม็ดมาบดจะได้กลิ่นราวกับเสมือนกลิ่นชะมดเช็ด ผงเทียนชะมดใช้โรยในตู้เสื้อผ้า เพื่อกันไม่ให้แมงมากินเสิ้อผ้าแล้วก็ทำให้เสื้อผ้ามีกลิ่นหอมยวนใจ อีกทั้งใช้ผสมทำบุหงา น้ำมันที่ระเหยง่ายที่ได้จากผู้กระทำลั่นเทียนชะมดที่ใช้ปรุงน้ำหอมให้กลิ่นคงทน
 
ประโยชน์ทางยา
ชะมดเช็ด (civet) เป็นเครื่องยาที่มีกลิ่นหอมสดชื่น ได้จากเมือกของไขของตัวชะมดเช็ดตลอดตัวผู้และก็ตัวเมีย ที่เช็ดถูไว้ตามไม้ที่ปักให้หรือที่ซี่กรงที่ขังสัตว์ไว้
ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณ ชะมดเช็ด มีกลิ่นหอมยวนใจฉุน ใช้เป็นยาบำรุงดวงจิตให้สดชื่น เป็นยาชูกำลัง ใช้เป็นเครื่องหอมยิ่งไปกว่านั้นยังคงใช้เป็นตัวทำให้น้ำหอมอยู่ทนทาน (fixative) ด้วย ก่อนนำชะมดเช็ดมาใช้ แพทย์แผนไทยมักฆ่าฤทธิ์ก่อน โดยผสมกับหัวหอมเล็กหรือผิวมะกรูดที่หั่นให้เป็นฝอยละเอียด ใส่ลงไปในช้าพลูหรือช้อนเงิน   นำไป ลนไฟเทียนจนกระทั่งชะมดนั้นละลาย รวมทั้งมีกลิ่นหอมก็ดีแล้วจึงกรองเอาน้ำมันชะมดไปใช้เป็นยาถัดไป ชะมดชนิดอื่นๆที่ให้  “ชะมดเช็ด”ชะมดเช็ดที่ใช้ในยาไทยนั้น ยังบางทีอาจได้จากชะมดจำพวกอื่นๆในสกุล  Viverridae   ที่เจอในประเทศไทยอีก ๒ จำพวก เป็น
๑.ชะมดจำพวกแผงหางปล้อง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Viverra  zibetha Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า large Indian civet
เป็นชะมดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ขนาดวัดจากจมูกถึงปลายหางราว ๗๕-๘๕  เซนติเมตร หางยาว ๓๕-๔๕  ซม. น้ำหนักตัว ๘-๙ กก. พื้นลำตัวมีสีเทาหรือสีน้ำตาล เหลือง มีจุดดำกระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป ข้างคอมีแถบดำ ๓ แถบ และแถบขาว  ๒  แถบ พิงผ่านจากไหล่อีกทั้ง ๒ ข้าง มีลายดำเป็นเส้นยาวไปถึงโคนหาง กึ่งกลางหลังจากหัวถึงโคนหางมีขนสีดำตั้งขึ้น หางมีลายเป็นบ้อง มีขาวสลับดำ  ๕-๗  บ้อง ปลายหางสีดำ ปลายตีนสีน้ำตาลไหม้ เล็บหดกลับได้ครึ่งหนึ่งชะมดแผงหางข้อเป็นสัตว์ที่หากินในยามค่ำคืน และชอบอยู่คนเดียวในป่าทึบ ขึ้นต้นไม้เก่ง แต่ว่าพบมากอยู่บนพื้นดินมากกว่าบนต้นไม้ กลางวันหลบนอนในที่ป่าทึบหรือในโพรงดิน ต่อมกลิ่นอยู่ที่บริเวณตูด ใกล้โคนหาง จะเช็ดของเหลวจากต่อมนี้กับต้นไม้ เพื่อแสดงเขตแดนรวมทั้งติดต่อสื่อสารระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูผสมพันธุ์กลิ่นดังที่กล่าวมาข้างต้นจะแรงมากมาย เป็นสัตว์ออกจะประหม่า  มักวิ่งแอบหนีมากกว่าจะต่อสู้กับศัตรูชะมดแผงหางปล้องโตสุดกำลังเมื่อแก่ราว  ๒  ปี ผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี ตั้งท้องนาน  ๖๐-๗๒  วัน ออกลูกครั้งละ  ๒-๔  ตัว มีอายุถึงราว  ๑๐  ปี รับประทานสัตว์เล็กๆเป็นต้นว่า หนู งู  นก แมลงและก็ไข่แมลง ผลไม้และก็หน่อไม้ลางชนิดเป็นของกินเจอในประเทศประเทศอินเดีย ประเทศพม่า จีนตอนใต้ ลาว  เวียดนาม กัมพูชา และก็ทุกภาคของไทย โดยยิ่งไปกว่านั้นภาคใต้
๒.ชะมดแผงสันหางดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Viverra  magaspila Blyth (ชื่อพ้อง Viverra  civettina  Blyth)
มีชื่อสามัญว่า  large – spotted  civet
เป็นชะมดขนาดใหญ่   ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว  ๗๒-๘๕ ซม. หางยาว  ๓๐-๓๗ ซม. น้ำหนักตัว  ๘-๙  กิโลกรัม พื้นตัวสีเนื้อปนเทา มีจุดดำขนาดใหญ่ที่ข้างลำตัว สีข้าง รวมทั้งต้นขา ขาอีกทั้งสี่ดำ มีขนเป็นสันสีดำจากคอถึงหาง ปลายหางสีดำ จากกลางหางถึงโคนหางมีข้อสีดำ  ๔-๕  ปล้อง หน้าค่อนข้างจะยาว ตีนสีน้ำตาลแก่   หางสั้น ขายาว ต่อมกลิ่นอยู่ที่รอบๆก้น ใกล้โคนหาง จะขัดถูของเหลวจากต่อมนี้ถึงต้นไม้ เพื่อแสดงอาณาเขตและก็ติดต่อสื่อสารระหว่างกัน โดยเฉพาะในฤดูผสมพันธุ์ กลิ่นดังที่กล่าวถึงมาแล้วจะแรงมาก ชะมดแผงสันหางดำชอบอาศัยอยู่บริเวณป่าทึบรกๆออกหากินตัวเดียว ถูกใจออกหากินช่วงเวลาค่ำคืน ช่วงกลางวันนอนซ่อนรอบๆตามป่าทึบหรือตามทุ่งที่มีต้นไม้ขึ้นเกลื่อนกลาดๆการสืบเผ่าพันธุ์แล้วก็ของกินหากินที่ราวกับชะมดแผงหางข้อ พบในประเทศไทย ประเทศพม่า ลาว  เวียดนาม กัมพูชาและก็ในทุกภาคของไทย

6
ขายสินค้า ทั่วไป / สมุนไพรอำพัน หมายถึงอะไร
« เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2017, 03:15:56 AM »

สมุนไพรอำพัน
อำพันเป็นซันแข็งที่ได้จากซากดึกดำบรรพ์ของสนโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์
อันมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า  Pinus  succinifera Conw.
ในวงศ์Pinaceae

มีชื่อสามัญว่า  amber
มีชื่อเรียกในภาษากรีกว่า electron (เนื่องจากว่าเมื่อเอาอำพันมาถูกับไหมจะได้ไฟฟ้าสถิต) อันเป็นสาเหตุของคำว่า  electricity  ในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่าไฟฟ้า สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้อำพันปรุงเป็นยาแก้โรคนอนไม่หลับ  ไม่สบายใจ  ขี้ลืม ต้องมายากลนี  ๑  พิกุล  ๑  สาระภี  ๑  มะลิ  ๑  สัตบุศย์  ๑  สัตตบตระหนี่ ๑  กรุงเฉมา  ๑  อำพัน  ๑  ชะมดเชียง  ๑  พิมเสน  ๑  ยาทั้งนี้เอาส่วนเสมอกัน  บดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำดอกไม้ เมื่อจะรับประทานให้แชกน้ำตาลกรวดแก้พิษกังวลในอกในทรวงให้สวิงสวายให้หิวโหยหากำลังไม่ได้กินหายแล

7
ขายสินค้า ทั่วไป / สัตววัตถุเสือโคร่ง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2017, 11:28:38 PM »

เสือโคร่ง
เสือโคร่งเป็นสัตว์ชนิดแมวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด รับประทานเนื้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris (Linnaeus) ประเภทที่พบในประเทศไทยเป็นจำพวกย่อย Panthera tigris corbetti (Mazak) จัดอยู่ในสกุล Felidae เสือลายพาดกลอน ก็เรียก
ชีววิทยาของเสือโคร่ง
เสือโคร่งเมื่อโตเต็มที่มีความยาวลำตัวราว ๒๑๐ เซนติเมตร หางยาวราว ๑๐๕ ซม. สูงราว ๙๕ ซม. (วัดจากหัวไหล่) น้ำหนักตัว ๑๐๐-๒๑๐ กิโล เพศผู้ที่โตสุดกำลังอาจหนักได้ถึง ๓๐๐ โล มีเล็บคม ซ่อนได้ มีเขี้ยวบน ๒ เขี้ยว ล่าง ๒ เขี้ยว หน้าสั้น มีหนวดแข็ง ตากลมโต แวววาว ขมเรียกตัวเป็นเส้นเล็กละเอียด สีเหลืองคละเคล้าเทา หรือสีเหลืองอมสีน้ำตาลปนแดง ท้องสีขาว มีแถบลายดำพิงผ่านข้างหลังลงมาข้างๆลำตัวตลอดตั้งแต่หัวถึงปลายหาง หางมีปล้องสีดำสลับเหลือง ปลายหางสีดำ ข้างหลังใบหูมีสีดำ และก็มีจุดสีนวลใหญ่เห็นได้ชัด เสือโคร่งเป็นสัตว์ขี้ร้อน ชอบเล่นน้ำหรือแช่น้ำมากมาย ขึ้นต้นไม้ได้ อาศัยในป่าได้ดูเหมือนจะทุก สมุนไพร จำพวกที่มีของกิน น้ำ และก็แหล่งซ่อนตัวอย่างพอเพียง อย่างเช่น ถ้ำ หลืบหิน ขอนไม้ใหญ่ ป่าที่รกทึบ ออกล่าเหยื่อตั้งแต่ช่วงเย็นไปจนกระทั่งรุ่งอรุณ ของกินที่กินได้แก่ กวาง เก้ง หมูป่า โค ควาย และก็สัตว์อื่นๆเสือโคร่งชอบอยู่สันโดษ เว้นเสียแต่ตัวเมียที่กำลังเลี้ยงลูกอ่อน เหมือนเคยตัวเมียเป็นสัดทุก ๕๐ วัน แล้วก็เป็นสัดอยู่นาน ๕ วัน ตกลูกครอกละ ๑-๗ ตัว มีท้องนาน ๑๐๕-๑๑๐ วัน เสือโคร่งในธรรมชาติ มีอายุได้ ๒๐-๒๕ ปี เคยมีผู้ประมาณว่า ในประเทศไทยมีเสือโคร่งคงเหลือในธรรมชาติไม่เกิน ๕๐๐ ตัว พบในแนวเขาตะท้องนาวศรี แนวเขาเพชรบูรณ์ เขาใหญ่ แล้วก็ในป่าดิบทางภาคใต้ ในต่างแดนพบได้ตั้งแต่ในไซบีเรียไปจนกระทั่งทะเลสาบแคสเปียน ในประเทศประเทศอินเดียและก็ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเกาะสุมาตรา ชวา รวมทั้งเกาะบาหลี เสือโคร่งที่เลี้ยงกันทั่วๆไปในประเทศไทยเป็นเสือโคร่งเบงกอล อันเป็นเสือโคร่งประเภทย่อย ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris tigris (Linnaeus) เจอที่อินเดีย เนปาล บังกลาเทศ และพม่า จำพวกย่อยนี้ตัวโตกว่าเสือโคร่งชนิดย่อยที่พบในธรรมชาติในไทย
ประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ส่วนต่างๆของเสือโคร่งดูเหมือนจะทุกส่วนเป็นเครื่องยา ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเสือโคร่ง เขี้ยว กระดูก หนัง ดีเสื้อ เอ็นเสือ ตาเสือ ไตเสือ และเนื้อเสือ แม้กระนั้นที่ใช้มากมายมี
๑. น้ำมันเสือ หนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า น้ำมันเสือมีรสเผ็ด ใช้ต้มผสมกับสุรา กินแก้อาเจียนอ้วก แก้ผมหงอกก่อนวัย ใน ตำราเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ มียาขนานหนึ่ง คือขนานที่ ๖๙ สีผึ้งบี้พระเส้น เข้า “น้ำมันเสือ” เป็นเครื่องยาด้วย
๒. เขี้ยวเสือ โบราณว่ามีรสเย็น มีสรรพคุณดับไข้พิษ ไข้กาฬ แก้พิษร้อน พิษอักเสบ พิษตานซาง เขี้ยวเสือเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก “นวเขี้ยว” หรือ “เนาวเขี้ยว” ตัวอย่างเช่น เขี้ยวหมูป่า เขี้ยวหมี เขี้ยวเสือ เขี้ยวแรด เขี้ยวสุนัขป่า เขี้ยวปลาพะยูน เขี้ยวตะไข้ เขี้ยวแกงเลียงหน้าผา และก็งา
๓. กระดูกเสือ ตำราเรียนยาโบราณว่ามีรสเผ็ดคาว เป็นยาบำรุงกระดูก บำรุงไขข้อและเนื้อหนัง แก้ปวดบวมตามข้อ แก้โรคปวดข้อ เป็นยาระงับประสาท แก้โรคลมเหียน แก้ปวดตามข้อ เข่า กระดูก บำรุงกระเพาะอาหาร ยาขนานหนึ่งใน พระหนังสือไกษย ชื่อ “ยาเนาวหอย” เข้า “กระดูกเสือเผา” เป็นเครื่องยาด้วย

กระดูกเสือในยาจีน
กระดูกเสือเป็นเครื่องยาที่ใช้ในยาจีน หายากและมีราคาแพง มีชื่อเครื่องยาในภาษาละตินว่า Os Tigris จีนเรียก หูกู่ (แมนดาริน) ได้จากกระดูกแห้ง (ทุกชิ้น) ของเสือโคร่ง Panthera tigris (Linnaeus) ตำรายาจีนว่า กระดูกเสือมีรสเผ็ด ฤทธิ์อุ่น มีสรรพคุณไล่ “ลม” รวมทั้งแก้ปวด จึงใช้รักษาโรคลมจับโปง และก็มีคุณประโยชน์เพิ่มความแข็งแกร่งของกระดูกและก็กล้มเนื้อ ใช้แก้อาการเมื่อยล้าของกระดูกและกล้ามอันมีต้นเหตุจากตับและก็ไต “พร่อง” ขนาดที่ใช้คือวันละ ๓-๖ กรัม โดยมักเตรียมเป็นยาเม็ดลูกกลอน ยาผง และก็ยาดองสุรา ก่อนนำกระดูกเสือมาใช้เป็นเครื่องยา จำเป็นต้องละเนื้อออกให้หมด ตากให้แห้ง แล้วเลื่อยออกเป็นชิ้นเล็กๆหรืออาจเอากระดูกชิ้นเล็กๆมาทอดด้วยน้ำมันจนกรอบแล้วทำให้เย็นก่อนประยุกต์ใช้ เพราะว่ากระดูกเสือเป็นเครื่องยาหายากรวมทั้งมีราคาแพง จึงมีของเทียมขายในท้องตลาดมาก ส่วนใหญ่เป็นกระดูกวัว
๔. นมเสือ ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่ามีรสมันร้อน มีสรรพคุณบำรุงกำลังแก้โรคหืด ดับพิษร้อน มียาหยอดตาขนานหนึ่งใน พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ เข้า “น้ำนมเสือ” เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ ยาหยอดตาสำหรับกัน ขนานนี้ท่านให้เอา นอแรด ๑ น้ำนมเสือ ๑ ผลสมอเทศ ๑ รากตำลึงตัวผู้ ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเท่าเทียมกัน บดทำแท่ง ฝนด้วยน้ำค้าง หยอดแก้สารพัดสารพันตานทรางทั้งมวลขึ้นตา แล้วจึงแต่งยาชื่อว่าคุณประโยชน์ลิกานั้น สำหรับแก้ตานโจร เหล่านี้ต่อไป

8
ขายสินค้า ทั่วไป / สัตววัตถุหมูป่า
« เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2017, 06:50:52 PM »

หมูป่า
หมูป่าเป็นสัตว์กินนม กีบคู่
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sus  scrofa Linnaeus
จัดอยู่ในวงศ์  Suidae
มีชื่อสามัญว่า  common wild pig หมูเถื่อนก็เรียก
ชีววิทยาของหมูป่า
หมูป่ามีรูปร่างเพรียวลม ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาวราว ๑.๕๐ เมตร หางยาวราว ๒๐ ซม. น้ำหนักตัว ๗๕-๑๐๐ โล  ความสูงตอนไหล่ ๖๐-๗๕ เซนติเมตร บริเวณไหล่รวมทั้งอกใหญ่ เรียวไปทางด้านท้ายของลำตัว ขาเล็กเรียว ใช้สำหรับขุดค้นหาอาหารใต้ดิน ขนยาว หยาบ แข็ง สีน้ำตาลเข้มหรือสีดำผสมเทา หรือสีดำแซมขาว มีขนยาวเป็นแผงบนสันคอและหลัง ขนบริเวณดังกล่าวข้างต้นนี้จะตั้งชันขึ้นเมื่อตกอกตกใจหรือเมื่อต่อสู้กับศัตรู เขี้ยวมีลักษณะยาว คมมาก โค้งงอนขึ้นไปนอกปาก   ใช้เป็นอาวุธป้องกันตัว บางตัวอาจมีเขี้ยวยาวถึง ๖ นิ้ว จมูกไว หูดี ชอบอาศัยตามป่าเปียกชื้น ที่ราบตามไหล่เขา หรือรอบๆหนอง อยู่เป็นฝูง ออกหากินช่วงเวลาเช้าหรือเย็น   รวมทั้งยามค่ำคืน กลางวันมักหลบอยู่ตามพุ่งไม้ ตามปลักตม หรือลำน้ำ ถูกใจเกลือกปลักโคลน ตัวผู้ที่อายุมากกๆจะแยกออกไปพบกินตามลำพัง เรียก หมูป่าโทน หรือ หมูโทน ตัวเมียแก่ๆเป็นผู้นำฝูง ในฤดูสืบพันธุ์เพศผู้ต่อสู้กัน และก็จะดุร้ายเมื่อบาดเจ็บ หมูป่าแม่ลูกอ่อนจะดุร้ายกว่าปรกติรวมทั้งจะหวงลูกมาก ถูกใจรื้อฟื้นดินหาอาหาร กินได้พืชรวมทั้งสัตว์ ตัวอย่างเช่น ผลไม้  ข้าวโพด เผือก มัน งู หนู ไส้เดือน กบ เขียด ปลา หมูป่าผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี แต่ว่าสืบพันธุ์กันถี่ที่สุดในตอนธันวาคมถึงมกราคม เริ่มโตผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ ๘-๑๐ เดือน ตั้งท้องนาน ๑๑๕ วัน ตามธรรมดาคลอดลูกครั้งละ ๔-๘ ตัว ลูกเลิกกินนมเมื่ออายุ ๓-๔ เดือน หมูป่าอายุยืนราว ๑๕ ปี

คุณประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยรู้จักใช้หนังหมูป่า ดีหมูป่า และเขี้ยวหมูป่าเป็นเครื่องยา ดังนี้
๑. หนังหมูป่า ตัวอย่างเช่น ยาต้มแก้สันนิบาตเลือดขนานหนึ่งใน พระหนังสือชวดาร เข้า “หนังหมุดุร้าย” เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ ยานั้นคุลีการเปนยาดับพิษผื่นคันเสมหะอันร้อนนอนมิหลับบริโภคของกินมิได้   ให้แต่งยาต้มกินเวลาเช้า   เอาหีบลม ๑   หนังหมูหยาบคาย ๑   รากเจ็ตมูลไฟแดง ๑   รากช้าพลู ๑   เอาสิ่งละ ๑ บาท   ข่า ๕ บาท   ดอกคำ ๑๐ สลึง   เทียนดำ ๒ บาท   ผลจู๋ม ๑   ก้านสะเดา ๑   ผลสมอเทศ ๑   ผลสมอไทย ๑   ผลสมอพิเภก ๑   ยายามเช้าเย็นเหนือ ๑   เอาสิ่งละ ๑ บาท   ดอกบัวแดง ๑   ดอกบัวขาว ๑   ดอกบัวขม ๑   ดอกบัวเผื่อน ๑   ดอกพิกุล ๑   ดอกบุนนาค ๑   ดอกสารภี ๑   เอาสิ่งละ ๖ สลึง  ต้มด้วยน้ำเถาวัลเปรียงแซกดีเกลือตามกำลังวัน  รับประทานจ่ายเม็ดยอดตกลิ้น   แล้วจึงประกอบยามหาสมไม่ใหญ่   แก้ไข้แก้ลม   ให้รับประทานเปนคู่กับยาต้ม
๒. ดีหมูป่า   เช่น   ยาขนานหนึ่งชื่อ “ยาประสานทองคำ”   ใน พระหนังสือปฐมจินดาร์ เข้า “ดีหมูไม่มีอารยธรรม” เป็นเครื่องยาด้วย   ดังนี้
ยาชื่อประสานทอง   ขนานนี้ท่านให้เอา   ชะมดสด ๑   ชะมดเชียง ๑   เอาสิ่งละ ๑ เฟื้อง   พิมเสน ๑ สลึง   กรุงเฉมา ๑   อำพัน ๑   ดอกบุนนาค ๑   บอแร็ก ๑   ลิ้นทะเลปิ้งไฟ ๑   เอาสิ่งละ ๒ สลึง   ตรีกฏุก ๑   หีบศพทั้งยัง ๙   เทียนอีกทั้ง ๕   ผลจันทน์ ๑   ดอกจันทน์ ๑   กระวาน ๑   กานพลู ๑   จันทน์อีกทั้ง ๒   กฤษณา ๑   กระลำภัก ๑   ชะลูด ๑   ขอนดอก ๑   เปราะหอม ๑   ผลราชดัด ๑   ผลสารพันพิษ ๑   พญารากขาว ๑   ปลาไหลเผือก ๑   ตุมกา ๒   ระอุ ๑   มหาสดำ ๑   มหาละลาย ๑   รากท้อม ๑   รากไคร้เครือ ๑   หว้านกีบแรด ๑   หว้านร่อนทอง ๑   หว้านน้ำ ๑   แสนประสระต้น ๑   แสนประสระเครือ ๑   เหล้ามฤตย์ ๑   อบเชยเทศ ๑   เอาสิ่งละ ๑ บาท   ทองคำเปลว ๒๐ แผ่น   รวมยา ๖๑ สิ่งนี้ทำเปนจุณ   แล้วเอาดีงูงูเหลือม ๑   ดีตะไข้ ๑   ดีตะพาบ ๑   ดีหมูป่าหยาบคาย ๑   ดีปลาช่อน ๑   ดีนกยูง ๑   ดีอีกทั้ง ๖ นี้แซก   เอาน้ำเปนกระสาย   บดปั้นแท่งไว้   แก้พิษทราง   แลแก้ไข้สันนิบาต   ละลายน้ำดอกไม้กิน   ถ้าเกิดแก้พิษฝีดาษ   พิษฝีดวงเดียว   พิษงูร้ายละลายสุรารับประทาน   ทุกอย่างประสิทธิ์ดีนัก
๓. เขี้ยวหมูป่า   เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดไทยที่เรียก “นวเขี้ยว” หรือ “เนาวเขี้ยว”  อย่างเช่น เขี้ยวหมูป่า  เขี้ยวหมี   เขี้ยวเสือ เขี้ยวแรด  เขี้ยวสุนัขป่า เขี้ยวปลาพะยูน   เขี้ยวตะไข้  เขี้ยวแกงเลียงเขาหิน  รวมทั้งงาช้าง  (ดู คู่มือเภสัชกรรมแผนไทย เล่ม๑ น้ำกระสายยา)

9

สมุนไพรอนุกรมวิธานพืชกับชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ของพืช
คนไม่ใช่น้อยที่อ่านตำราเรียนเกี่ยวกับพืชสมุนไพรที่เขียนโดยนักวิชาการ พบมากมองเห็นเนื้อความหนึ่งในตอนต้นๆว่า “พืชสมุนไพรนี้มีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า…จัดอยู่ในสกุล” ชื่อพวกนี้เป็นภาษาที่คนทั่วๆไปอ่านแล้วไม่ค่อยรู้เรื่องแม้กระนั้นนักวิชาการใส่ชื่อพรุ่งนี้เข้ามาทำไมล่ะ ก่อนจะเข้าใจได้นั้น จำเป็นจะต้องรู้เรื่องอนุกรมข้อบังคับพืชเสียก่อนอันดับเกณฑ์พืชคืออะไร?
คำ อนุกรมข้อบังคับ แปลจากคำ taxonomy ในภาษาอังกฤษ เป็นวิทยาศาสตร์ที่เรียนรู้เกี่ยวกับพื้นฐาน แนวทางหลักเกณฑ์ รวมทั้งวิธีการ สำหรับเพื่อการแยกประเภทพืช เพื่อแยกสิ่งมีชีวิตออกเป็นหมวดหมู่ให้ใกล้เคียงเรื่องจริงตามธรรมชาติให้สูงที่สุด สามารถนำมาใช้คุณประโยชน์อย่างมีคุณภาพ และก็สำรวจข้อมูลได้โดยตรงอย่างเร็วและก็ถูก อันดับเกณฑ์ก็เลยเกี่ยวพันกับการแยกประเภท (classificasion) การตรวจค้นหมู่หรือประเภท
(indentification) การบรรยายลักษณะ (description) และการตั้งชื่อ (nomenclature) นักอนุกรมกฎจึงมีกิจกรรมพื้นฐานที่ ๑. การพินิจพิเคราะห์ตำแหน่ง (position) รวมทั้งลำดับ (rank) ในหมู่ ๒.การศึกษาเล่าเรียนลักษณะของสิ่งมีชีวิตนั้นตัวอย่างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้รวมทั้ง ๓.การตั้งชื่อสิ่งมีชีวิต นักวิชาการประเมินว่า พันธุ์พืชที่มีท่อลำเลียงในประเทศไทยนั้น มีอยู่ระหว่าง ๑๐,๐๐๐ – ๑๕,๐๐๐ จำพวก กระจัดกระจายอยู่ในป่าดิบและป่าผลัดใบพรรณไม้เยอะแยะกลุ่มนี้ นักพฤกษศาสตร์ได้แบ่งไว้เป็นหมวดหมู่เป็นลำดับชั้น ที่เรียกกันว่า “อันดับเกณฑ์” ช่วยทำให้การตรวจค้นชนิดของพรรณไม้ไม้นั้น ทำได้สบาย ง่ายสุดๆ รวมทั้งถูกเพิ่มขึ้น และก็การตรวจหาจำพวกของจำพวกพรรณไม้ที่ถูกต้องนั้น จึงควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเค้าโครงวิทยาของพืชก่อน

นักวิทยาศาสตร์จำแนกประเภทพืชออกเป็น อาณาจักร (kingdom) หนึ่ง แต่ว่าจะแบ่งเป็น อาณาจักรพืชเป็นหมวดหมู่อย่างไรนั้น ยังมีความเห็นที่แตกต่างอยู่ อย่างไรก็ดีแบบการแบ่งแยกพืชที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดเป็นแบบของศ.จ. ดร.อาร์เทอร์ ครอนควิสต์ (คริสต์ศักราช๑๙๗๑) ผู้แบ่งอาณาจักรพืชออกเป็น ๒ อาณาจักรย่อย (Subkingdom) แต่ละอาณาจักรย่อยแบ่งเป็น หมวด (division) ต่างๆรวมทั้ง แต่ละหมวดแบ่งเป็น ชั้น (class) ชั้น (order) วงศ์ (family) สกุล (genus) แล้วก็ประเภท (species) ตามลำดับ แต่ละระดับมีการกำหนดบทส่งท้ายที่ชี้ระดับ เป็นต้นว่า ชั้นลงท้ายด้วย -ales สกุลมักลงท้ายด้วย -aceaeเมื่อจะแสดงระดับต่างๆมักใช้การย่อหน้าเพื่อแสดงว่าเป็นระดับย่อยลงมา ดังเช่น อนุกรมเกณฑ์ของต้นขิง ต้นไพล และต้นขิงดา เป็นดังนี้ อาณาจักรพืช (Kingdom plantae)
หมวดพืชมีดอก (Division magnoliophyta) มันพืชใบเลี้ยงคู่ (Class liliopsida)
ชั้นขิง (Order Zingiberales)
สกุลขิง (Family Zingiberaceae)
เผ่าขิง (Tribe Zingiberaceae)
สกุลขิง (Genus Zingiber)
ชนิด ต้นขิง (Species offcinale)
ประเภท ต้นไพล (Species montanum)
ประเภท ต้นขิงดา (Species kerri)  เป็นต้น.

10
ขายสินค้า ทั่วไป / สัตววัตถุวัว
« เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2017, 10:06:21 PM »

วัว
คำ “โค” เป็นคำที่แผลงมาจากคำไทยว่า “งัว” ส่วนคำ “วัว” เป็นคำเรียกสัตว์ชนิดนี้ในภาษาบาลี (คำ“วัว” นี้บางทีอาจหมายความว่าพระอาทิตย์  ได้แก่ในคำ“โคจร” ซึ่งหมายความว่า ทางเท้าของดวงตะวัน )
ชีววิทยาของโค
โคเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง กินต้นหญ้า มี ๔ เท้า รวมทั้งกีบเป็นคู่ เขากลวง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bos  Taurus (Linnaeus) จัดอยู่ในวงศ์ Bovidae
วัวบ้านมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  bos  Taurus  domesticus  Gmelin  โคบ้านของไทยมีพัฒนาการมาจากโคป่าหรือโคออรอคอยกส์  (Aurochs)  ซึ่งปัจจุบันนี้สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว  วัวป่าที่ยังคงพบในบ้านเราคือวัวแดง ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bos  javanicus  (D’Alton)  เข้าใจว่าวัวแดงนี้คงจะสืบทอดมาจากสชวัวออรอคอยกส์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์  ต่อมาวัวแดงนี้จึงสืบสายมาเป็นวัวบ้านของเมืองไทย ทำให้รูปร่างแล้วก็สีสันของวัวบ้านเสมือนวัวแดงมากมาย แม้กระนั้นรูปร่างใหญ่กว่าและสูงขึ้นมากยิ่งกว่า โคแดงมีความสูงที่ไหล่ราว ๑.๗๐ เมตร หรือกว่านั้น มีเขายาวราว ๗๐ เซนติเมตร โคแดงมีสีน้ำตาลปนแดงเหมือนวัวบ้าน ตัวผู้เมื่อแก่มากๆสีบางทีอาจเปลี่ยนไป โคแดงเป็นสัตว์ที่ถูกใจอยู่เป็นฝูง ฝูงหนึ่งมีราว ๒๐-๓๕ ตัว มักมีตัวเมียแก่ๆเป็นหัวหน้าฝูง แต่ละฝูงมักมีตัวผู้เพียงแต่ตัวเดียว รอทำหน้าที่ผสมพันธุ์เมื่อตัวเมียเป็นสัด

ประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้น้ำนมวัว (น้ำนมโค) ขี้วัว (มูลโค) รวมทั้งน้ำมูตรโค (น้ำมูตรโค) น้ำมันไขข้อโค เป็นยา
๑. นมวัว ได้จากเต้านมของวัวเพศภรรยาที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ แบบเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า น้ำนมวัวหรือน้ำนมวัวมีรสหวาน มัน เย็น มีคุณประโยชน์ปิดธาตุ แก้โรคในอก บำรุงกำลังรวมทั้งเลือดเนื้อ รุ่งโรจน์ไฟธาตุ หมอแผนไทยมักใช้นมวัวเป็นน้ำกระสายยา ดังเช่นว่า “ยาแก้ลมโกฏฐาสยาวาตา” ใน พระคัมภีร์โรคนิทาน ใช้ “น้ำนมวัว” เป็นน้ำกระสายยา ดังต่อไปนี้ลมโกฏฐาสยาวาตาแตกนั้น มักให้เหม็นกลิ่นคาวคอ ให้คลื่นไส้ ให้จุกเสียด ให้ยัดในอกถ้าเกิดจะแก้ ให้เอาใบสลอดต้มกับเกลือให้สุกแล้วตากแดดให้แห้ง ๑   ชะเอมเทศ ๑  รากเจตมูลเพลิงเเดง ๑  รากโคนงแตก ๑  รากจิงจ้อใหญ่ ๑  ลำพัน ๑  พริกล่อน ๑  ดีปลี ๑  ใบหนาด ๑  การะบูร ๑  เอาเสมอภาค ทำเปนจุณ ละลาย น้ำนมวัว ก็ได้ น้ำผึ้งก็ได้ น้ำร้อนก็ได้ รับประทานหายแล
๒. ขี้วัว หนังสือเรียนยามักเรียก น้ำมูลโค หมอแผนไทยใช้ขี้วัวปรุงเป็นยาบำบัดโรคอีกทั้งข้างในและก็ด้านนอกหลายขนาน ส่วนมากใช้ขี้วัวดำ แบบเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า ขี้วัวดำมีรสขม เย็น มีคุณประโยชน์ดับพิษร้อน พิษไข้ พิษรอยแดง ลางตำราว่าขี้วัวสดรวมทั้งแห้งผสมกับใบน้ำเต้าสดและก็สุรา ตำคั้นเอาน้ำ ทาแก้เริม ไฟลามทุ่ง งูสวัด ลมพิษ   และก็แก้พุพอง ฟกบวม ทำลายพิษ
๓. น้ำมูตรโค ตำรายามักเรียกว่า น้ำมูตรโค  และก็มักใช้น้ำมูตรวัวดำเป็นน้ำกระสายยา ได้แก่ ยาสตรีขนานหนึ่งใน พระตำรามหาโชตรัต ใช้ “มูตรวัวดำ” เป็นกระสาย   ดังนี้ ถ้าเกิดหญิงเลือดตกทางทวารหนักทวารเบา ไม่ออกสบาย ให้เอาขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ ผลผักชีล้อม ๑ บดละลายด้วย มูตรโคดำ กินหายแล
๔. น้ำมันไขข้อวัว พระคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา ให้ยาน้ำมันทาแก้ไส้ด้วนไส้ลุกลามแล้วก็แผลฝีเน่าเปื่อยขนานหนึ่ง เข้า “น้ำมันไขข้อโค”   เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้
ถ้าหากไม่ฟัง   พิษนั้นกล้านักมักเผาเอาเนื้อนั้นสุก รุ่นเข้าไปแต่ว่าปลายองคชาตทุกวี่วันๆก็ดี   ท่านให้หุงน้ำมันนี้ใส่   ดับพิษทั้งรักษาเนื้อไว้   มิให้หนุ่มเข้าไปได้ ท่านให้เอามะพร้าวงอกบนต้นเขี้ยวน้ำมันให้ได้ถ้วย ๑  ก็เลยเอาใบกระเม็ง ๑ ใบยาดูดสดๆ๑  เปลือกโพกพาย ๑  เปลือกจิก ๑  เปลือกกรด ๑  เบญจลำโพง ๑  ใบเทียน ๑  ใบทับทิม ๑   ใบขมิ้นอ้อย ๑ ใบเลี่ยน ๑  ยาดังนี้เอาสิ่งละถ้วย ใส่ลงกับน้ำมันที่ทำขึ้นมาจากมะพร้าวหุงให้คงแต่ว่าน้ำมัน แล้วเอาน้ำมันแมวดำชาตรีจอก ๑ น้ำมันฟอกไก่จอก ๑   น้ำมันไขข้อโคจอก  ๑   ปรุงใส่ลงเหอะดีเลิศนัก  น้ำมันนี้ท่านตีค่าไว้ตำลึงทองคำหนึ่งใช้ได้ทุกอย่าง แลตานทรางสรรพพิษฝียุ่ยเหน้า   แก้มิให้เป็นด่างเป็นแผลให้คงจะคืนดีคนเก่า แลแก้ไส้ขาดไส้ลุกลาม  ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมาแต่ว่าคราวหลังหายสิ้นอย่าสนเท่ห์เลย  ได้ทำมามากมายแล้ว  ตำราเรียนนี้ฝรั่งเอามาแต่เมืองยักกัยี่ห้อแล

11

หมีที่เจอในประเทศไทย
๑. หมีควาย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Selenarctos  thibetanus (G. Cuvier)
มีชื่อพ้อง Ursus  thibetanus  G. Cuvier
ชื่อสามัญว่า Asiatic black  bear
ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๑.๒๐-๑.๕๐ เมตร หางยาว ๖.๕-๑๐ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๖๐-๑๐๐ กก. หัวค่อนข้างจะแบน แคบ ปากยาวกว่าหมีหมา ขนรอบจมูก คาง แล้วก็บริเวณเหนือตามีสีขาว ใบหูใหญ่ ขอบกลมมน ตามลำตัวมีขนยาวสีดำ หน้าอกมีขนสีขาวรูปตัววี  (V)  แต่ละขามี ๕ นิ้ว มีเล็บขนาดใหญ่โค้ง ปลายแหลม   ไม่หดกลับ หมีควายชอบออกหากินตามลำพังในช่วงเวลากลางคืน  ยกเว้นในช่วงฤดูผสมพันธุ์  ตอนกลางวันมักซ่อนอยู่ในโพรงดิน ตามโคลนรากของต้นไม้ใหญ่หรือตามโพรงหิน ลางครั้งออกมาทำมาหากินผลไม้สุกหรือรังผึ้งในกลางวัน ขึ้นต้นไม้เก่ง เดินด้วยขา ๔ ข้าง เมื่อสู้กับศัตรูจะยืนด้วยขาหลังทั้งคู่ขา แล้วก็ใช้ฝ่าตีนของขาหน้าตะครุบศัตรู  อาหารที่กินคือผลไม้ น้ำผึ้ง กวาง เก้ง หมูป่า ปลา หมีควายโตเต็มวัยพร้อมผสมพันธุ์เมื่ออายุราว ๓ ปี มีท้องนาน ๗-๘ เดือน  ตกลูกครั้งละ ๑-๒ ตัว คลอดลูกในถ้ำ หรือในโพรงไม้   อายุยืนราว ๓๐ ปี เจอในทุกภาคของไทย ในต่างประเทศพบที่เขมร เวียดนาม ปากีสถาน ประเทศอินเดีย เนปาล ประเทศทิเบต เกาหลี  จีน  ญี่ปุ่น ไต้หวัน
๒. หมีสุนัข
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Helarctos  malayanus  (Raffles)
มีชื่อพ้อง  Ursus  malayanus  Raffles
ชื่อสามัญว่า  Malayan  sun  bear
หมีคน ก็เรียกเป็นหมีจำพวกที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๑-๑.๔๐ เมตร  หางยาว ๓-๕ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๓๐-๔๐กิโล หัวกลม   ปากสั้น ตามลำตัวมีขนยาวสีดำ หน้าอกมีขนสีขาวหรือสีขาวอมเหลืองเป็นรูปตัวยู (U) แต่ละขามี ๕ นิ้ว มีเล็บขนาดใหญ่ โค้ง ปลายแหลม ไม่หดกลับ มีเต้านม ๔ เต้าบริเวณทรวงอกและก็หน้าท้อง หมีหมาถูกใจออกหากินเป็นคู่ในช่วงเวลาค่ำคืน   ลางครั้งเจอในกลางวันบ้าง ปีนต้นไม้ได้กระชุ่มกระชวย ทำรังนอนโดยดึงกิ่งไม้ กาบไม้   มาวางไว้ใต้ท้อง   แล้วปล่อยขาห้อยคร่อมกิ่งไม้ไว้ โดยการเอาคางเกยไว้ตรงง่ามไม้   ยืนด้วย ๒ ขาได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องการมองในระยะไกลหรือมองหาศัตรู เวลาเข้าทำร้ายจะส่งเสียงร้องเสมือนสุนัข ของกินที่กินเป็นพวกผลไม้ แมลง ผึ้ง ปลวก ใบไม้ สัตว์ขนาดเล็ก หมีสุนัขโตเต็มวัยพร้อมผสมพันธุ์เมื่ออายุราว ๓-๕ ปี ตั้งครรภ์นานราว ๙๕ วัน ออกลูกทีละ ๑-๒ ตัว อายุยืนราว ๒๐ ปี เจอในทุกภาคของไทย  แต่ว่าพบได้ทั่วไปมากมายทางภาคใต้ ในเมืองนอกพบที่ลาว เขมร เวียดนาม ประเทศพม่า บังกลาเทศ   จีน   มาเลเชีย แล้วก็อินโดนีเชีย
ดีหมีในยาจีน
ดีหมีเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งที่ใช้ในยาจีน แพงแพงมากมายแล้วก็หายาก เครื่องยานี้มีชื่อภาษาละตินตามตำรายาว่า Fel  Ursi มีชื่อสามัญว่า bear  gall  จีนเรียก สงต่าน  (สำเนียงแมนดาริน) ได้จากถุงน้ำดีของหมี ๒ ประเภทหมายถึงหมีควาย Selenarctos  thibetanus (G. Cuvier) และหมีสีน้ำตาล หรือ brown bear (Ursus  arctos  Linnaeus) สกุล Ursidae ประเภทหลังไม่พบในธรรมชาติในประเทศไทย ดีหมีที่ได้จากเขตยูนนาน จำนวนมากเป็นดีของหมีควาย จัดเป็นดีหมีที่มีคุณภาพดีที่สุด ในทางกิจการค้า เรียก อวิ๋นต่าน  (ดีจากยูนนาน) แม้กระนั้นดีหมีที่มีขายในท้องตลาดมักได้จากหมีที่พบทางภาคอีสานของจีน โดยยิ่งไปกว่านั้นเขตเฮย์หลงเจียงและก็เขตจี๋หลิน ส่วนมากได้จากหมีสีน้ำตาล ในทางกิจการค้าเรียก ตงต่าน  (ดีจากภาคตะวันออก) ซึ่งมีปริมาณมากกว่า
รูปแบบของดีหมี
ดีหมีแห้งมีรูปร่างกลม ยาวรูปไข่  ส่วนบนเรียวรวมทั้งกลวง ส่วนล่างเป็นถุงใหญ่  ยาว ๑๐-๒๐ ซม.  กว้าง ๕-๑๐ ซม. (ส่วนล่าง) เปลือกนอกสีน้ำตาลอมเทา สีน้ำตาลอมดำ หรือสีเหลืองอมสีน้ำตาล วาวเล็กน้อย ส่วนบนใส ดูได้แทบทะลุผิวบางแล้วก็ร่น เมื่อฉีกให้ขาดจะมองเห็นเป็นเส้นใย ในถุงน้ำดีมีน้ำดีที่แห้งแล้วเป็นก้อนหรือเป็นเม็ด บางครั้งก็เป็นผงหรือก้อนเหนียวๆสีเหลืองทอง เป็นมันเงา เปราะ ดีหมีที่มีสีเหลืองทองคล้ายสีอำพัน เนื้อบาง เปราะ เป็นมันเงา มักเรียก ดีหมีสีทองคำ หรือ ดีหมีสีทองแดง ชนิดทีมีสีดำหรือสีเขียวอมดำ แข็ง มีลักษณะเป็นแผ่น มักเรียก ดีหมีสีดำ  หรือ ดีหมีสีเหล็ก ส่วนประเภทที่มีสีเขียวอมเหลืองเนื้อเปราะ มักเรียก ดีหมีสีกะหล่ำดอกเมื่อเรียกชิม  ดีหมีมีรสขมก่อน ต่อมาจะรู้สึกหวาน กลิ่นหอมยวนใจเย็นๆหรือ คาวเล็กน้อย อมในปากจะละลายจนหมด ดีหมีที่มีคุณภาพดีควรจะมีรสขม  เย็น ไม่ติดฟัน  ก้อนน้ำดีสีเหลืองทองคำเป็นมันเงา รสขมทีแรกๆ  แล้วหวานตามหลัง
ของจริงหรือของที่เป็นของปลอม
เนื่องด้วยดีหมีเป็นเครื่องยาที่หายาก จึงมีของเทียมขายมากมายในหลายต้นแบบ เป็นต้นว่า เลียนแบบด้วยดีหมู ดีโค หรือดีแกะ แต่อาจตรวจทานดีหมีแท้ได้ด้วยแนวทางดังต่อไปนี้
๑. แนวทางการตรวจทางด้านกายภาพ บางทีอาจทำได้ด้วยการดูลักษณะทั่วไปด้านนอก รวมถึงผิวและรูปร่าง ตรวจตรารูเปิดของถุงน้ำดีและก็บริเวณที่มัด มองจำนวนของน้ำดีแห้ง (ถ้าเกิดมีมากและก็เต็มอาจเป็นของเลียนแบบ) ตรวจทานน้ำหนักของดี (หากมีน้ำหนักมากเกินไป อาจเป็นของปนเลียนแบบด้วยโลหะลางอาทิเช่นตะกั่ว หรือเหล็กผสมทราย) ตรวจด้วยการเอาผงดีหมีบางส่วนวางบนนิ้วชี้ หยดน้ำลงไป ๑ หยด แล้วขยี้ด้วยนิ้วหัวแม่มือ (ถ้าเกิดเป็นของแท้จะมีกลิ่นหอมยวนใจเย็น) น้ำดีที่เป็นของแท้จะเปราะ แตกง่าย ได้ผลึกรูปหลายเหลี่ยม   (แม้เป็นของปลอมจะเหนียวและแข็ง ไม่เป็นเงา) อย่างไรก็แล้วแต่ กรรมวิธีนี้ควรต้องอาศัยประสบการณ์แล้วก็ความเก่งมากมาย
๒. วิธีเผาไฟ เอาเข็มเขี่ยๆผงดีหมีเล็กน้อย   เผาไฟ ถ้าหากเป็นของแท้จะปุดเป็นฟอง  แม้กระนั้นแม้เป็นของปลอมจะติดไฟหรือเยิ้มเหลว หรืออาจมีปุดเป็นฟองแต่ว่ามีกลิ่นไม่ประสงค์
๓. แนวทางตรวจด้วยน้ำ เติมน้ำลงในถ้วยน้ำ ขนาดราว ๓ ใน ๔ แก้ว เอาเกล็ดดีหมีบางส่วนใส่ลงเบาๆบนผิวน้ำ เกล็ดดีหมีนั้นจะหมุนอย่างรวดเร็วสักครู่ ขณะหมุนอยู่ก็จะละลายไปเรื่อยแล้วจมลงในน้ำ ทำให้มองเห็นเป็น “เส้นเหลือง” ลงสู่ก้นแก้ว เส้นเหลืองนี้ดำรงอยู่นานกว่าจะหายไป แม้ที่ผิวน้ำมีฝุ่นนิดหน่อยเมื่อใส่เกล็ดดีหมีลงบนผิวน้ำ   ผงดีหมีจะหมุนอย่างรวดเร็วและก็ผลักฝุ่นละอองที่ผิวน้ำให้กระจัดกระจายออก ยิ่งไปกว่านั้น วิธีแบบนี้ยังคงอาจใช้เหล้าขาวแทนน้ำ จะกำเนิดเส้นเหลืองให้มองเห็นเช่นกัน
๔. แนวทางตรวจทางเคมี ทำเป็นโดยตรวจสาระสำคัญในดีหมีซึ่งไม่พบในดีของสัตว์อื่นเป็นกรดเอ้อร์โซเดสออกศซิวัวลิก (ursodesoxycholic acid)  เช่น ด้วยแนวทางรงคเลขผิวบาง  (thin-layered  chromatography) หรือด้วยแนวทางรงคเลขของเหลวสมรรถนะสูง  (high  performance  liquid  chromatography  หรือ  HPLC)

คุณประโยชน์และก็ขนาดที่ใช้
ตำราจีนว่า ดีหมีมีรสขม ฤทธิ์เย็น ใช้เป็นยาลดไข้ แก้อาการชัก บำรุงสายตา ใช้เป็นยาเจริญอาหารและยาทดแทนน้ำดี เป็นยาช่วยคนเจ็บที่สลบเนื่องด้วยไข้สูง ใช้หยอดตา ทาหัวริดสีดวงทวารหนักที่ทำให้เกิดลักษณะของการปวดบวม ใช้รับประทานเป็นยาแก้โรคตับอักเสบ โรคความดันเลือดสูง โรคบิดเรื้อรัง ใช้ทีละ ๐.๖-๑.๕ กรัม   โดยชงน้ำกิน   หรือทำเป็นยาลูกกลอนก็ได้ หรือใช้ละลายน้ำนิดหน่อยเป็นยาใช้ภายนอก หรือใช้ทำเป็นยาตาก็ได้
ประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยใช้ดีหมีเป็นเครื่องยาและกระสายยา ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่าดีหมีมีรสขม หวาน มีคุณประโยชน์ดับพิษร้อนด้านใน แก้พิษบ้าคลั่ง สติลอย ตาเหม่อ บำรุงน้ำดี ขับรถยาให้แล่นทั่วตัว ใช้ดีหมีเป็นยากระจายเลือดลิ่มสำหรับบุคคลที่ซ้ำซอกเพราะว่าตกต้นไม้หรือตกจากที่สูง หรือถูกของแข็งกระแทก ทำให้ฟกช้ำดำเขียว เว้นแต่ดีหมีแล้ว แพทย์แผนไทยยังรู้จักใช้ “เขี้ยวหมี” เป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน ดังเช่นว่า ยาปรับแก้ขนานหนึ่งใน พระคัมภีร์มหาโชตรัต ดังต่อไปนี้ สิทธิการิยะ หากคนใดกันแน่เปนไข้แลให้ร้อนข้างในให้ต้องการน้ำนัก แลตัวผู้ป่วยนั้นให้กระด้างเหมือนหนึ่งขอนไม้แลท่อนฟืน ให้ตัวนั้นเปนเหน็บชาไปทั่วทั้งยังกายหยิกไม่เจ็บ ท่านว่ากำเนิดกาฬข้างในแลให้ปากแห้งคอแห้งผากฟันแห้งนมหดหู่ให้เปนต่างๆนั้น   ท่านว่ากาฬผุดออกยังไม่สิ้นยังอยู่ในหัวใจนั้น   หากจะแก้ให้เอารากกะตังบาย ๑   จันทน์ ๒   สนเทศ ๑   ระย่อม ๑   มองดูทุ่งนาศ ๑   รากแตงโหดร้าย ๑   รากหมูปล่อย ๑   หัวมหารอยแดง ๑   หัวกะตอนเช้าผีมด ๑   รากไคร้เครือ ๑   ใบระงับ ๑   ใบภิมเสน ๑   ใบเฉมีดพร้าหอม ๑   ใบทองพันชั่ง ๑   เขากวาง ๑   งา ๑   เขี้ยวเสือ ๑   เขี้ยวหมี ๑   เขี้ยวตะไข้ ๑   เขี้ยวหมูป่า ๑   เขี้ยวแรด ๑   ฟันกรามพญางู ๑   เขี้ยวปลาพยูน ๑   เกสรดอกบัวน้ำ ๗   ผลสมอพิเภก ๑   เทียนดำ ๑   ใบสทายใจ ๑   เปลือกไข่เป็ดสด ๑   ผลจันทน์ ๑   ดอกจันทน์ ๑   สมอไทย ๑   รากมะรุมบ้าน ๑   รวมยาทั้งนี้เอาเสมอภาค   ทำผง   แล้วจึงบดปั้นแท่งไว้   ฝนด้วยน้ำดอกไม้   กินอีกทั้งพ่น   แก้สรรพไข้ทุกอันดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมานั้น   หายแล อนึ่ง “เขี้ยวหมี”   เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก “นวเขี้ยว”   หรือ “เนาวเขี้ยว”   ตัวอย่างเช่น   เขี้ยวหมูป่า   เขี้ยวหมี   เขี้ยวเสือ   เขี้ยวแรด   เขี้ยวหมาป่า   เขี้ยวปลาพะยูน   เขี้ยวจระเข้  เขี้ยวเลียงหน้าผา   และงาช้าง

12

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร(คณาเภสัช)[/url][/size][/b]
ในการประกอบยาหรือปรุงยานั้น แพทย์ผู้ปรุงยาจำต้องรู้จักวัตถุต่างๆที่จะเอามาปรุงเป็นยา ในทางมุมต่างๆรวมทั้งกระบวนการปรุงยา (เภสัชกรรม) เป็นปฐม โดยปกติหมอปรุงยาจำต้องรู้จักหลักใหญ่ๆ๔ ประการ ยกตัวอย่างเช่น เภสัชวัตถุ รู้จักตัวยา คือวัตถุธาตุนานาจำพวกที่จะนำมาใช้ประกอบเป็นยาสำหรับแก้โรค ทั้งยังพฤกษวัตถุ สัตววัตถุ และธาตุวัตถุคุณประโยชน์เภสัช รู้จักสรรพคุณและโทษของวัตถุธาตุที่จะประยุกต์ใช้ปรุงเป็นยาตลอดจนเครื่องยาต่างๆที่ใช้หลายครั้งในยาไทย จัดประเภทตามรส คณาเภสัช รู้จักพิกัดยาหมายถึงยาหลายอย่างที่มีชื่อแตกต่างกัน รวมเรียกเป็นชื่อเดียวกัน การปรุงยา รู้จักกรรมวิธีการปรุงยาหรือการประกอบยาตามแบบตำราโบราณ เภสัชวัตถุ เภสัชวัตถุอันหมายคือวัตถุธาตุนานาจำพวกที่จะประยุกต์ใช้เป็นยาบำบัดโรคนั้น โบราณจำแนกประเภทตามมูลเหตุของวัตถุที่นำมาใช้เป็นยาได้ ๓ จำพวกใหญ่ๆคือ
๑.พฤกษ์วัตถุ ได้แก่ชนิดพฤกษชาตินานาประเภท อีกทั้งชนิดต้น ชนิดเถาหรือเครือ ชนิดหัว ประเภทผัก ชนิดต้นหญ้า ชนิดพืชพิเศษ (เห็ดและพืชเซลล์เดียวอื่นๆ)
๒.สัตววัตถุ ดังเช่นว่าสัตว์นานาประเภท ทั้งที่ทั้งตัวหรือเพียงแต่ลางส่วน นำมาใช้เป็นเครื่องยา ไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำ สัตว์บก หรือสัตว์อากาศ
๓.ธาตุวัตถุ ตัวอย่างเช่นแร่ต่างๆที่ประยุกต์ใช้เป็นเครื่องยา ในขณะที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือผสมขึ้น โบราณว่าสรรพวัตถุอันมีอยู่ในโลกนี้ล้วนมีสาเหตุจากธาตุทั้งยัง ๔ ย่อมใช้เป็นยาบำบัดโรคได้ทั้งสิ้น แม้กระนั้นจะมีคุณประโยชน์มากน้อยกว่ากันอย่างไร ขึ้นกับจำพวกของวัตถุนั้นๆหมอผู้ปรุงยาจะต้องรู้จักเภสัชวัตถุในรายละเอียด ๕ ประการ เป็นรู้จักรูปยา รู้จักสียา รู้จักกลิ่นยา รู้จักรสยา และรู้จักชื่อยานี้ ก็เลยจะสามารถนำเอาเครื่องยาที่ถูกต้องดังที่ระบุไว้ภายในตำรับยา มาปรุงเป็นยาซึ่งสามารถแก้โรคนั้นนั้นๆได้

สรรพคุณเภสัช
สรรพคุณเภสัช คือคุณประโยชน์ทางยา ของเภสัชวัตถุดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่ว่าควรต้องรู้รสอย่างก่อนจะรู้คุณประโยชน์ยา เนื่องมาจากรสยาจะแสดงสรรพคุณยา เมื่อรู้จักยาแล้ว ก็เลยจะรู้จักสรรพคุณยานั้นปิ้งกว้างๆได้ ในเรื่องรสยานี้โบราณแบ่งรสยาวออกเป็น ๓ รส ตั้งขึ้นเป็นประธานก่อนเป็น
๑.รสเย็น ประจำหน้าร้อน (คิมหันตฤดู) แก้ในกองเตโช สมุฏฐาน ดับพิษร้อนทำลายพิษไข้ต่างๆเพราะว่าไข้ตัวร้อนมากเกิดในช่วงฤดูร้อน เป็นต้นว่า อย่าที่ปรุงด้วยเกสรดอกไม้ (ที่ไม่ร้อน) รากไม้ต่างๆ(ที่ไม่ร้อน) เขาสัตว์ต่างๆเขี้ยวสัตว์ต่างๆแล้วก็ของที่เผาหรือสุ่มให้เป็นถ่าน ฯลฯ
๒.รสร้อน ประจำหน้าฝน (วสันตฤดู) เบื่อแก้ในกองวาโยสมุฏฐาน แก้ลมต่างๆเป็นส่วนมาก ทำให้แน่นท้อง จุกเสียด และแก้ลมในกองธาตุพิการ เพราะเหตุว่าโรคลม โดยส่วนมาก กำเนิดในช่วงฤดูฝน ได้แก่ ยาที่ปรุงผสมด้วยห้ากุล ตรีกฏุก ฝึกคุณ ขิง ข่า หัศคุณทั้งสอง ดองดึง ใบกระเพรา เป็นต้น
๓.รสอ่อนโยน ประจำหน้าหนาว (เหมันตฤดู) แก้ในกองอาโป สมุฏฐาน ระงับเสลด แก้เลือดพิการ ดังเช่นว่า ยาที่ปรุงมุ่งหมายด้วยโกษฐ์ทั้งยัง ๕ เทียน ๕ กฤษณา กระลำพัก ชลูด อบเชย ขอนดอก ฯลฯ เมื่อปรุงเป็นยาแล้วจะได้ยารสอ่อนโยน อาทิเช่น ยาหอม

13
ขายสินค้า ทั่วไป / สมุนไพรผลิตภัณฑ์จากพืช
« เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2017, 02:50:49 AM »

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/i]ประเภทผลิตผลจากพืช[/url][/b]
วัวกระทิง -น้ำมันจากเมล็ด แก้ปวดตามบาปข้อแล้วก็กระดูก
กะถุงลาย -น้ำมันจากเม็ด แก้เหน็บชา ขับเหงื่อ
กำยาน -ขับเยี่ยว บำรุงหัวใจ แก้โรคปอดและก็หลอดลมอักเสบ รักษาแผล
 คนทีเขมา – ยาง ขับเลือดและก็ลงให้กระจาย
 
คำฝอย – น้ำมันจากเม็ด แก้อัมพาต
 
งิ้ว – ยาง แก้ท้องเสีย แก้ระดูตกหนัก บำรุงโลหิต
 
จาก -น้ำตาล สมานหัวริดสีดวงทวารหนัก
 
จำปา -ยาง แก้ริดสีดวงพลวก
 
ตาตุ่ม – ยาง แก้หนองและก็ลม ถ่ายพรรดึก กัดทำลาย
 
ตีนเป็ดน้ำ – น้ำมันเมล็ดใน แก้หวัด หิดเหา
 
ทองกวาว – ยาง แก้ท้องเสีย
 
นุ่น -น้ำมันจากเมล็ด ขับเยี่ยว ระบายอ่อนอ่อนๆ
 

มะม่วงหิมพานต์ – ยาง ทำลายตาปลาหรือเป็นปุ่มโต แก้รัตตะปิตตะโรค
 
ว่านหางจระเข้ – ยาง ถ่าย ขับปัสสาวะ ขับเมนส์แก้รัตตะปิดตาโรค
 
สบู่ขาว – ยาง แก้ปากเปื่อยยุ่ยพุพอง ลิ้นเป็นฝ้าเป็นละออง
 
หมีเหม็น – ยาง แก้บาดแผล แก้ช้ำ

Tags : สมุนไพร

14
ขายสินค้า ทั่วไป / สัตววัตถุ เม่น
« เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2017, 08:16:51 PM »

เม่น
เม่นเป็นสัตว์กินนม
จัดอยู่ในวงศ์ Hystricidae
เม่นที่เจอในประเทศไทยมี ๒  ประเภท  เช่น
๑.เม่นใหญ่แผงคอยาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hystrix  brachyuran  Linnaeus
ชื่อสามัญว่า  Malayan  porcupine
เม่นประเภทนี้มีขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๖๓ – ๗๐  เซนติเมตร หางยาว ๖ – ๑๐ ซม. น้ำหนักตัว  ๓-๗ กิโลกรัม ขนบนลำตัวเป็นขนแข็งใช้ป้องกันภัย  หัวเล็ก จมูกป้าน มีหนวดยาวสีดำ รอบๆลำตัว คอ รวมทั้งไหล่  มีขนแข็ง  สั้น  สีดำ  ขนใต้คอสีขาว ตาเล็ก ใบหูเล็ก ขนตั้งแต่ข้างหลังไหล่ไล่ลงไปแข็งยาว ด้านโคนแล้วก็ปลายสีขาว ตรงกลางสีดำ ปลายแหลม หางมีขนเหมือนหลอดสั้นๆขาสีดำเม่นจำพวกนี้ถูกใจออกหากินโดยลำพังในกลางคืน รักสงบ เวลาพบศัตรูจะวิ่งหนี เพียงพอจวนตัวจะหยุดกึกแล้วพองขนขึ้น ศัตรูที่ไล่ตามมาอย่างเร็วถ้าหยุดไม่ทันก็จะโดนขนเม่นตำ รวมทั้งถ้าหากศัตรูใช้ตีนตะครุบก็จะโดนขนเม่นตำด้วยเหมือนกัน  ได้รับความปวดเจ็บมากมาย เมื่อศัตรูหนีจากไปแล้ว  เม่นก็จะหลบเข้าโพรงไม้หรือโพรงดิน ขนเม่นที่หลุดออกไปจะมีขนใหม่แตกหน่อขึ้นมาแทนที่ เม่นประเภทนี้รับประทานผัก ต้นหญ้าสด หน่อไม้ กาบไม้ ผลไม้ แล้วก็กระดูกสัตว์  เริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุราว ๒ ปี ตั้งท้องนาน  ๔  เดือน  ตกลุกครั้งละ  ๑ -๓  ตัวในโพรงที่ขุดอาศัย ลูกเม่นทารกมีขนที่อ่อน  แต่เมื่อถูกอากาศด้านนอกขนจะค่อยๆแข็งขึ้น  อายุราว ๒๐ ปีเจอทางภาคใต้ของประเทศไทย ในต่างประเทศเจอที่มาเลเชียรวมทั้งอินโดนีเซีย
๒. เม่นหางพวง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Atherurus  macroura (Linnaeus)
ชื่อสามัญว่า  bush-tailed  porcupine
เม่นชนิดนี้มีความยาวลำตัววัดจากปลายจมูกถึงโคนหาง  ๔๐ – ๕๐  เซนติเมตร หางยาว ๑๕ – ๒๐ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๒.๕ – ๕  โล จมูกเล็ก มีหนวดยาว ใบหูเล็ก ลำตัวยาว ขาสัน มีขนแข็งปกคลุมทั่วตัว ขนบางส่วนแข็งและปลายแหลมมาก  เหมือนหนาม  ขนส่วนที่ยาวที่สุดอยู่บริเวณกึ่งกลางข้างหลังขนแบน  มีร่องยาวอยู่ข้างบน ตอนกึ่งกลางหางไม่ค่อยมีขน แต่เป็นเกล็ด โคนหางมีขนสั้นๆปลายหางมีขนขึ้นดกดกเป็นกระจุก มองเป็นพวง ขนดังกล่าวแข็งแล้วก็คม ส่วนขนที่หัวรอบๆขาอีกทั้ง ๔ และก็รอบๆใต้ท้อง แหลม แต่ไม่แข็ง ขาค่อนข้างสั้น ใบหูกลมและก็เล็กมากมาย เล็บเท้าดูหมิ่นเหยียดหยามตรง ทื่อ และก็แข็งแรงมาก  เหมาะสำหรับขุดดิน เม่นประเภทนี้ออกหากินในช่วงเวลากลางคืน  ช่วงกลางวันมักหลบอยู่ในโพรงดิน  ตามโคนรากของต้นไม้ใหญ่ หรือตามซอกหิน มักออกหากินเป็นฝูง  ใช้ขนเป็นอาวุธป้องกันตัว รับประทานหัวพืช หน่อไม้  กาบไม้  รากไม้  ผลไม้  แมลง เขาและกระดูกสัตว์  คลอดลูกครั้งละ ๓- ๕  ตัวในโพรงที่ขุดอาศัย  ลูกเม่นแรกเกิดมีขนอ่อนนุ่ม แม้กระนั้นจะต่อยๆแข็งขึ้นอายุราว ๑๔ ปี พบในทุกภาคของประเทศไทย ในต่างประเทศเจอทางภาคใต้ของจีน แล้วก็ที่ลาว เวียดนาม  กัมพูชา มาเลเซีย  แล้วก็อินโดนีเซีย

ผลดีทางยา
หมอแผนไทยใช้ขนเม่นที่สุมไฟให้ไหม้แล้วปรุงเป็นยาแก้ตานซาง  แก้พิษรอยแดง  พิษไข้ เชื่อมซึม กระเพาะของเม่นใช้ปรุงเป็นยารับประทานบำรุงน้ำดี ช่วยให้ไส้มีกำลังบีบย่อยของกิน พระตำราปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่ง เข้า“ขนเม่น” เป็นยาใช้ภายนอกตัวเด็ก ดังนี้ ภาคหนึ่งยาใช้ภายนอกตัวกุมารกันสรรพโรคทั้งผอง และก็จะไม่สบายอภิฆาฏดีแล้ว  โอปักกะไม่กาพาธก็ดี ท่านให้เอาใบมะขวิด คราบเปื้อนงูเห่า หอมแดง สาบแร้งสาบกา ขนเม่น ไพลดำ ไพลเหลือง  บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำนมโค ทาตัวกุมาร จ่ายความมัวหมองโทษทั้งผองดีนัก

15
ขายสินค้า ทั่วไป / สัตววัตถุ ปลาพะยูน
« เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2017, 11:47:18 PM »

ปลาพะยูน
ปลาพะยูนเป็นสัตว์กินนม อาศัยอยู่ในน้ำไม่ใช่ปลาจริงๆแต่เพราะเหตุว่าอยู่ในน้ำและก็มีรูปร่างเหมือนปลาคนประเทศไทยก็เลยเรียกรวมเป็น”ปลา”
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dugong dugon(MuBer)
จัดอยู่ในตระกูล Dugongidae
ชื่อสามัญว่า dugong sea
บางถิ่นเรียกว่า พะยูน วัวทะเลหรือหมูสมุทรก็เรียก มีลำตัวเพรียวลม ขนาดตัววัดจากหัวถึงโคนหาง ยาว ๒.๒๐ -๓.๕๐ เมตรหางยาว ๗๕.๘๕ ซม.ตัวโตเต็มกำลังหนัก ๒๘๐ ถึง ๓๘๐ กก.รูปกระสวยหางแยกเป็น๒แฉกขนานกับพื้นในแนวนอนไม่มีครีบภายหลังอยู่ตอนล่างของส่วนแม่ริมฝีปากบนเป็นก้อนเนื้อครึ้มลักษณะเป็นเหลี่ยมเหมือนจมูกหมูเมื่ออายุน้อยลำตัวมีสีออกขาวแต่ว่าเปลี่ยนเป็นสีเทาอมน้ำตาลเมื่อโตเต็มวัย เป็นประจำถูกใจอยู่รวมกันเป็นฝูงหลายๆฝูงหาเลี้ยงชีพรวมกันเป็นฝูงใหญ่รับประทานพืชประเภทหญ้าสมุทรตามพื้นทะเลชายฝั่งเป็นของกินโตเต็มกำลังพร้อมผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ ๑๒-๑๓ปีตั้งท้องนาน๑ปีออกลูก ทีละ ๑ ตัว เคยพบได้บ่อยตามชายฝั่งทะเลของประเทศไทยแต่ว่าปัจจุบันนี้เป็นสัตว์หายากและใกล้สิ้นพันธุ์ยังพบในอ่าวไทยที่จังหวัดระยองจังหวัดชลบุรีจังหวัดตราดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และชายฝั่งทะเลอันดามันแถบจังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงากระบี่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจอซุกซุมที่สุดบริเวณอุทยานแห่งชาติหาดทรายเจ้าไหม-เกาะลิบงจังหวัดตรังในต่างประเทศเจอได้ตั้งแต่บริเวณชายฝั่งทะเลด้านทิศตะวันออกของทวีปแอฟริกาทะเลแดงตลอดแนวริมฝั่งของห้วงมหาสมุทรประเทศอินเดียไปจนกระทั่ง ถึงประเทศฟิลิปปินส์เกาะไต้หวันถึงภาคเหนือของทวีปออสเตรเลีย

คุณประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยใช้เขี้ยวปลาพะยูนเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งแม้กระนั้นเพื่อรักษาสัตว์จำพวกนี้ซึ่งหายากมากมายแล้วจึงไม่ควรใช้ยานี้อีกต่อไป เขี้ยวปลาพะยูนเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ที่ใช้ในพิกัดยาไทยที่เรียกว่า”นวขี้ยว” หรือ”เนาวเขี้ยว” ดังเช่นเขี้ยวหมูเขี้ยวหมีเขี้ยวเสือ เขี้ยวตะไข้เขี้ยวเลียงหน้าผา และงาช้าง (ดูคู่มือการปรุงยาแผนไทยเล่ม ๑น้ำกระสายยา)

Tags : สัตววัตถุ

หน้า: [1] 2 3 ... 29
Sorry, the copyright must be in the template.
Please notify this forum's administrator that this site is missing the copyright message for SMF so they can rectify the situation. Display of copyright is a legal requirement. For more information on this please visit the Simple Machines website.