แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Messages - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 49
1

ถั่งเช่า
ทานถั่งเช่าได้ผลด้านในกี่วัน
-ถั่งเช่า ช่วยรักษาผู้ที่มีลักษณะอาการจากการที่ต่อเนื่องมาจากการเป็นโรคไตเช่นอาการ ปวดหลัง ปัสสาสะบ่อย ฯลฯ
-ช่วยเพิ่มความฟิตให้กับร่างกายของนักกีฬาได้เป็นอย่างดี โดยยิ่งไปกว่านั้นนักกีฬาจำพวกวิ่งแข็ง หรือนักกีฬาที่ใช้ภาระหน้าที่กำลังอย่างยิ่ง
-ช่วยเพิ่มสมรรถภาพเพศได้เป็นอย่างดีเพราะว่า ถั่งเช่านั้นช่วยทำให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงที่อวัยวะเพศได้มากขึ้น-สมุนไพร ถั่งเช่าช่วยทำให้น้ำเชื้อสเปิร์มแข็งแร็ง
-ถั่งเช่า ช่วยลด และก็ต้านทานอนุมูอิสระภายในร่างกาย ช่วยยั้งแล้วก็ชะลอความแก่ได้ รวมถึงซ่อมแซมเซลต่างๆที่เสื่อมในร่างกาย
-ช่วยเพิ่มความจำ รวมทั้งปกป้องโรคสมองเสท่อมได้
-ช่วยลดอาการใจสั่น แล้วก็หัวใจเต้นเร็ว ที่เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากโรคเกี่ยวกับความดันเลือด
-ช่วยขยายเส้นโลหิต ช่วยเพิ่มระดับออกสิเจนในเลือด รวมทั้งช่วยทำให้เลือดมีระบบระเบียบไหลเวียนที่ดีขึ้น
-ช่วยยับยั้งเชื้อร้ายอย่างแบคทีเรียในร่างกายได้ต่อให้เชื้อแบคทีเรียที่ร้ายแรงอย่างวัณโรคก็ตาม
-ถั่งเช่า ช่วยให้เลือดลมของสุขภาพสตรีเดินดียิ่งขึ้น ประจำเดือนมาปกติ รวมทั้งยังช่วยทำให้สุขภาพสตรีมีความพร้อมที่จะมีบุตรเพิ่มมากขึ้นดด้วย
-ช่วยต้านทานมะเร็ง เนื่องจากว่าสารคอร์ไดเซปินใน ถั่งเช่าเป็นสารต่อต้านโรคมะเร็งทำให้ยับยั้งการเป็นวัณโรคมะเร็งได้ รวมทั้งช่วยไม่ให้คนป่วยโรคมะเร็งที่หายแล้วกลับมาเป็นอีก
สารออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่า
ที่ตัวของ สมุนไพร ถั่งเช่านั้นมีคุณประโยชน์ต่างๆมากมายเพราะว่าในตัวของถั่งเช่า มีสารออกฤทธิ์สำคัญนั้นเอง ขึ้นรถออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่าที่ออกจะเป็นอระโยชน์และก็ได้รับการรับรองด้านวิทยาศาสตร์แล้วมีดังนี้
1.สาร Cordycepin งานเรียนทดลองพบว่าสารตัวนี้สามารถ ช่วยแก้อาการหมดแรง บำรุงกำลัง ต่อต้านเชื้อโรคช่วยทำให้การไหลเวียนของโลหิตดียิ่งขึ้น บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ ต้านการโตของเซลล์ของมะเร็ง บำรุงไต รักษาโรคไตอักเสบ บำรุงระบบสืบพันธุ์ ปรับสมดุลร่างกาย แล้วก็ เสริมภูมิต้านทาน
2.สาร Nitric oxides สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยกรรมวิธีการแข็งของอวัยวะสืบพันธุ์ชายให้ปฏิบัติงานดียิ่งขึ้น แข็งเร็ว แล้วก็ นานขึ้น มันจะออกฤทธิ์ในการขยายเส้นโลหิตให้เข้าสู่องคชาติมากขึ้น ถั่งเช่า ให้การแข็งของอวัยวะเพศนานขึ้นอย่างสมบูรณ์
3.สาร Adrenaline สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย มันจะก่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ไม่มีอาการหมดแรง และก็สามารถนอนได้อย่างเต็มเปี่ยมหลับเต็มที่มากเพิ่มขึ้น ทั้งยังยังสามารถช่วยชะลอความแก่ให้กับคนอย่างพวกเราๆได้อีกด้วย
4.สารPolysaccharide สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของคนเรา มันจะสร้างกลไกการปกป้องคุ้มครองโรค แล้วก็ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อย่างดีเยี่ยม
แบบอย่างงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยเล็กน้อยที่เกี่ยวพันกับฤทธิ์ของ ถั่งเช่าในทางเภสัชวิทยา โดยที่เป็นงานศึกษาเรียนรู้วิจัยในตัวของคน ดังนี้
-จากการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับกรณีของฤทธิ์จาก ถั่งเช่าที่มีผลกระตุ้นสามารถทางเพศของเพศชายจากจำนวนแบบอย่างทั้งมวล 22 คน ผลปรากฏว่า ฤทธิ์ของ ถั่งเช่านั้นสามารถช่วยเพิ่มสเปิร์มในเชื้อน้ำอสุจิของผู้ชายจากกลุ่มทดลองได้ถึง33%และก็ยังสามารถช่วยลดปริมาณสเปิร์มที่อ่อนแอ หรือเปล่าปกติลงในเชื้อน้ำอสุจิของผู้ชายจากกลุ่มทดลอง29%จากการที่แค่ให้เพศชายจากกลุ่มตัวอย่างนี้รับประทาน ถั่งเช่าแค่เป็นอาหารเสริมแค่นั้น ยิ่งไปกว่านี้ยังมีอีกหนึ่งแบบอย่างแบบอย่างด้วยกันที่เป็นการวิจัยเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ คือมีการให้กลุ่มตัวอย่างทั้งปวงศ เป็นมีการให้กลุ่มของตัวอย่างทั้งปวงศชาย แล้วก็เพศหญิงจำนวน 189 คน ที่มีภาวะอารมณ์ทางเพศต่ำลงได้ทดลองรับประทาน ถั่งเช่าผลปรากฏว่า สามารถช่วยให้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้นศชาย แล้เพศหญิงนั้นให้กลับมามีอารมณ์ทางเพศที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 66%
-จากการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธ์จาก สมุนไพร ถั่งเช่าที่มีผลช่วยลดน้ำตาลในเลือด ศึกษาและทำการค้นพบว่าถั่งเช่านั้นสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สูงสุดถึง 95% โดยทานถั่งเช่าแค่เพียงวันละ 3 กรัมเพียงแค่นั้น โดยไม่เหมือนกับกรุ๊ปที่ยังคงรักษาด้วยยาแผนปัจุบันโดยสิ้นเชิง เนื่องจากว่าการควบคุมระดับน้ำตาลจากยาแผนปัจจุบันนั้นสามารถคุมระดับน้ำตาลเพียงแค่ได้เพียงแค่ 54 % เท่านั้น

ถั่งเช่าสายพันธุ์ไหนที่เหมาะสมที่สุด?[/size][/b]
ถั่งเช่ามีจำนวนมากหลายประเภท นานาประการสายพันธุ์ และก็จากหลายพื้อที่ อีกทั้งแบบเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และแบบที่เกิดขึ้นมาจากกรรมวิธีการเพาะเลี้ยง ส่วนถั่งเช่าสายพันธ์ไหนที่แพงที่สุดในโลกนั้นก็อาจจะต้องพูดว่าเป็นถั่งเช่าสายพันธ์ทิเบต ปัจจัยก็เพราะว่าหายาก แต่ในตอนนี้ได้มีหลักฐานการตรวจสอบพบว่าสารออกฤทธิ์สำคัญในการรักษาโรคของเห็ดถั่งเช่าสีทองคำ(ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย) มีมากกว่าถั่งเช่าประเทศทิเบตหลายเท่า นอกเหนือจากนี้การที่เห็ดถั่งเช่าสีทองสามารถเพาะเลี้ยงได้ทให้สามารถควบคุมสารเจือปนและโลหะหนักให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ง่ายดายยิ่งกว่าถั่งเช่าทิเบตที่เก็บมาจากธรรมชาติ
-เกรดของถั่งเช่า
นอกจากถั่งเช่ามีหลายสายพันธุ์แล้ว ถั่งเช่ายังมีหลายเกรดอีกด้วย โดยหลักๆที่พบในตอนนี้และก็ตามตลาดก็จะมี 2 เกรดร่วมกันดังต่อไปนี้
-เกรด AAA –ถั่งเช่าเกรด AAA คือ ถั่งเช่าที่ได้รับการคัดสรรมาอย่าดีว่าเป็น ถั่งเช่าที่มีสาระ และสารอาหารมากว่า ถั่งเช่าธรรมดา รวมทั้งเป็น ถั่งเช่าที่มีขนาดมาตรฐาน และถูกเก็บมาในช่วงเวลาที่ถูกต้อง
-เกรด A-ถั่งเช่าเกรด Aหมายถึงสมุนไพร ถั่งเช่าที่มีคุณลักษณะแทบเสมือนถั่งเช่าเกรด AAA ทุกประการ เพียงแต่ว่าขนาดของมันนั้นไม่ได้มาตรฐานเพียงเท่านั้น
นอกเหนือจากถั่งเช่า 2 เกรดที่ว่ามาแล้วนั้นยังมีเกรดอื่นๆแม้กระนั้นไม่เป็นที่นิยมในตลาด ที่นิยมก็มีเพียงแค่ 2 เกรดสำคัญๆเพียงแค่นั้น เพื่อความปลอดภัยเราควรซื้อ ถั่งเช่าจากร้านขายยา หรือสมุนไพรจีนที่เปิดให้บริการมาอย่างนาน หรือร้านค้าที่เป็นที่นิยมกับคนทั่วๆไป ทั้งนี้นั้นก็เพื่อก็เพื่อความไม่รู้สึกกลุ้มใจรวมทั้งจะได้ไม่ถูกหลอกให้จ่ายตลาดปลอมนั้นเอง

2

ถั่งเช่า
เราจะมาดูกันว่าถั่งเช่าที่ว่าดีกันยิ่งนักนี่ดีจริงตามคำกล่าวอ้างหรือประกาศ ? มีงานค้นคว้าหรือยัง? รวมทั้งยังแพงแบบที่ทุกคนเชื่อจริงหรือประกาศ? รวมทั้งบอกแนวทางจะหาถั่งเช่าราคาไม่แพงมารับประทานได้จากที่ไหน
[url=http://www.disthai.com/16484912/%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2]ถั่งเช่า[/url][/url][/color]ถือเป็นสมุนไพรลำดับที่หนึ่งของโลกยุคปัจจุบัน ด้วยคุณประโยชน์เยอะแยะที่ได้จากถั่งเช่า ก็เลยทำให้ไม่ว่าใครก็ต่างยกย่องให้ ถั่งเช่านั้นเป็นสมุนไพรที่ดีที่สุด ครั้งก่อนถ้าหากพูดถึง ถั่งเช่าคงมีไม่ค่อยมีใครรู้จักสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะคนประเทศไทยอย่างพวกเราๆแต่ลองมาถามเวลานี้สิจะมีคนใดกันบ้างที่ไม่รู้สุดยอดสมุนไพรชนิดนี้ เพราะว่าในตอนนี้ถั่งเช่านั้นได้รับความนิยมอย่างมาก และแพร่หลายด้วยคุณประโยชน์มากยกตัวอย่างเช่น ช่วยบำรุงรักษาร่ากาย บำรุงเกี่ยวกับทางเดินหายใจรวมไปถึงยังสามารถช่วยเพิ่มสามารถทางเพศได้อีกด้วย ไม่หนำซ้าผู้คนเยอะแยะยังเชื่อว่าเจ้าตัว ถั่งเช่านั้นสามารถรักษาโรคมะเร็งเจริญอีกด้วย
คุณทราบหรือเปล่า?......จากที่มีการศึกษาเล่าเรียนมามากยิ่งกว่า 20 ปี ไม่พบผลกระทบหรือสารตกค้างอะไรก็ตามเลย ในกลุ่มคนที่รับประทานถั่งเช่า แม้ในจำนวนมากติดต่อกันนาน รวมถึงในผู้สูงวัย
ถั่งเช่าควรจะได้ผลด้านในกี่วัน
 สมุนไพร ถั่งเช่าหรือตังถั่งเช่าหรือตังถั่งเช่าแห่เช่า  จะเรียก แบบไหนก็ได้ด้วยเหตุว่าไม่ว่าจะเรียกอย่างไรมันก็สื่อความหมายเสมือนๆกันเป็นต้นหญ้าตัวหนอนนั้นแหละ เนื่องจาก ถั่งเช่านั้นในฤดูหนาวมันจะเป็นหนอนแม้กระนั้นเพียงพอถึงฤดูร้อนมักมันเปลี่ยนเป็นต้นหญ้าจึงเกิดเป็นสมุนไพร ถั่งเช่าขึ้นมานั้นเอง และที่มันเป็นอย่างนั้นก็เนื่องจากเริ่จากในตอนแรกนั้นเจ้าผีเสื้อที่อยู่ในพื้นที่สูงทำการออกไข่ลงบนพื้นดิน
เพราะความเป็นหลักที่สูงพอเพียงเข้าสู่ช่วงหน้าหนาวอากาศก็เลยหนาวเย็นมากรวมทั้งมีหิมะปกคลุมบนพื้นดินเเละ สมุนไพร เจ้าหนอนผีเสื้อที่เกิดขึ้นจากไข่พวกนั้นจึงต้องลอดลงไปอยู่ใต้ดินเพื่นหนีอากาศหนาว จึงเป็นช่องทางอันดีที่สปอร์ของเห็ดรที่มีเชื้อด้านวิทยาศาสตร์ว่า Ophiocordy Cepssinensis เข้ามาอาศัยเป็นปรสิตที่ตัวหนอนกลุ่มนี้ตลอดจนหมดหน้าหนาวจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงหน้าร้อน เจ้าปรสิตก็โตเต็มกำลังแล้วสร้างใยจนถึงโผล่ออกมาจาหหัวของตัวหนอนที่แห้งสนิท จึงเกิดเป็นสมุนไพร ถั่งเช่าขึ้นมานั้นเอง โดยเจ้าตัว ถั่งเช่านี้สามารถเจอ ได้ในพื้นที่ที่สูงมากๆรวมทั้งอากาศหนาวเย็นอย่างบนภูเขาสูงของทเบต เขตยูนาน เสฉวน ชิงไห และก็ บริเวณกานซู ของเมืองจีน รวมถึงบางประเทศในแถบเทือกเขาหิมาลัยอีกด้วยอย่างประเทศเนปาล ภูเขาฎาน และประเทศอินเดีย แต่ละพื้นที่ที่เจอเจ้าตัวสมุนไพร ถั่งเช่านี้นั้นจะมีความสูงจากระดับน้ำทะเลอย่างต่ำๆจำเป็นต้องตั้งแต่ 4000 เมตรขึ้นไป
ส่วนสายพันธุ์ถั่งเช่าที่ได้รับความนิยมในไทยเป็นถั่งเช่าสีทอง ด้วยเหตุว่าเป็นสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้ไม่ยากสารออกฤทธิ์สำคัญสูงทำให้มีราคาถูกกว่าถังเช่าประเทศทิเบตที่จะต้องเก็บจากเทือกเขา ปัจจุบันถั่งเช่าสีทองคำ กำลังเป็นที่แพร่หลายรวมทั้งได้รับความนิยมมากยิ่งกว่าครั้งก่อนมาก โดยมีทั้งในแบบอย่างอบดแห้ง ป่นเป็นผุยผงเพื่อผสมชากาแฟ รวมถึงแบบแคปูลอีกด้วย
เพราะเหตุใด....ทานนถั่งเช่าแล้วบางเจ้ามองไม่เห็นผล
เพราะเหตุไรถั่งเช่าถึงแพง
เนื่องจากว่า สมุนไพร ถั่งเช่านั้นเป็นที่ชื่นชอบมากในตอนนี้ทำให้ราคาของสมุนไพรจำพวกนี้สูงมากอย่างต่ำเกรดธรรมดาๆก็ตกอยู่ที่กิโลละ 2-3 แสนบาท แม้กระนั้นถ้าเกิดเป็นแบบอย่างดีราคาแพงสุดอยู่ที่2-3 ล้านบาทเลยทีเดียว ต้นเหตุที่ทำให้ราคาของ ถั่งเช่าแพงได้ขนาดนี้ก็เนื่องจากว่าถั่งเช่าไม่ได้หากันกล้วยๆมีเฉพาะบางพื้นที่แค่นั้น ต่างจากสมุนไพรจำพวกอื่นๆซึ่งสามารถหากันง่ายยิ่งกว่านี้ ถั่งเช่าจะหาได้จากพื้นที่สูงเข้าถึงยาก รวมทั้งมีสภาพอากาศที่คนธรรมดาทั่วๆไปไม่อาจจะเข้าไปหาถึงได้ไม่ยากจำต้องให้คนทื้นที่เป็นผู้เข้าไปหาในป่าเท่านั้น ทั้งถั่งเช่ายังมีคุณประโยชน์ยังมีสรรพคุณต่างๆอีกเยอะมาก ทั้งช่วยรักษโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางเท้าหายใจ โรคภูมิแพ้ หรือช่วยทำนุบำรุงของกินลดน้าตาลในเลือด เป็นต้น แถมยังช่วยชะลอความแก่ และช่วยเพิ่มสามารถทางเพศ ก้าวหน้าอีกด้วย ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานั้นจึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้ถั่งเช่าราคาแพงแพง แต่ปัจจุบันนี้มีโรงงานในไทยสามารถเพาะถั่งเช่าได้ โดยไม่ต้องเดินไปเก็บตามเทือกเขาทำให้ราคาต้นทุนถั่งเช่าลดลดลงไปมากกว่าครั้งก่อน สามารถควบคุมปริมาณสาระสำคัญได้เป็นเพาะในภาวะควบคุม และยังหยุดปัญหาสารโลหะหนักเจือปนที่ไม่อาจจะควบคุมได้ในธรรมชาติได้อีกด้วย
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย ได้ทำการศึกษาเรียนรู้สรรพคุณของถั่งเช่า ด้วยกัน มีการทดสอบกับหนูทดลองและกรุ๊ปผูรับการทดลองแบบอย่าง จึงทำให้พวกเราสามารถกล่าวได้ว่าถั่งเช่ามีสรรพคุณดีจริงจากที่คนโดยมากหล่าวอ้าง

สมุนไพรถั่งเช่า
-ช่วยลด รวมทั้งรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด
-ช่วยลด และก็รักษาความสมดูลของระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
-ช่วยแก้อาการเมื่อยล้าหมดแรงของร่างกายช่วยเพิ่มภูมิต้านทานต่างๆรวมถึงช่วยทำนุบำรุงให้กระปรี้กกระเปล่าด้วย
-แก้ภูมิแพ้ อาการหอบหืด ไซนัสอักเสบ หรือภูมิคุ้มกันอ่อน
-ช่วยป้องกันการยึดรอบๆด้านในเส้นเลือดของไขมันชั่วโคตร(LDL)
-ช่วยบำรุงแล้วก็ช่วยทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นของแนวทางการทำงานของตับและไต

3
ถั่งเช่ามีประโยชน์เเละสรรพคุณอย่างยอดเยี่ยม

4
ถั่งเช่าสรรพคุณอันล้ำค่า

5
ผักปลัง
ชื่อสมุนไพร ผักปลัง
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อท้องถิ่น ผักปั๋ง (ภาคเหนือ) , ผักปลังแดง , ผักปลังขาว , ผักปลังใหญ่ (ภาคกลาง) , ลั่วขุย (จีนแมนดาริน) , เหลาะขุ้ย โปแดงฉ้าย (จีนแต้จิ๋ว) , มั้งฉ่าว (ม้ง)
ชื่อสามัญ East Indian spinach, Malabar nightshade , Ceylon spinach ,Indian spinach
ชื่อวิทยาศาสตร์                     Basella alba L. (ผักปลังขาว)
                                         Basella rubra L.(ผักปลังแดง)
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์     B. lucida L., B. cordifolia Lam., B, nigra Lour., B. japonica Burm.f.,
สกุล  Basellaceae
ถิ่นกำเนิด ผักปลัง เป็นพืชที่มีถิ่นเกิดในแถบแอฟริกา รวมทั้งมีการกระจัดกระจายพันธุ์ในทวีปเอเชีย เป็นต้นว่า จีน ประเทศญี่ปุ่น พม่า ลาว กัมพูชา ฯลฯ ในประเทศไทย เป็นพืชซึ่งพบมาก ดูเหมือนจะทุกภาค จำพวกที่มีลำต้นสีเขียวที่เรียกว่า ผักปลังขาว รวมทั้งประเภทลำต้นสีแดงซึ่งเรียกกันว่า ผักปลังแดง และก็มักพบในหมู่บ้านหรือตามท้องนามากกว่าในป่า พบได้ทั่วไปในภาคเหนือรวมทั้งอีสาน ส่วนภาคใต้ไม่ค่อยเจอ เพราะไม่ได้รับความนิยมสำหรับการกินจึงไม่มีการปลูกไว้ตามบ้านเรือน
ลักษณะทั่วไป   ไม้เถาเลื้อยล้มลุก ลำต้นอวบน้ำ หมดจด กลม แตกกิ่งก้านสาขา ยาวราว 2-6 เมตร ถ้าเกิดลำต้นมีสีเขียว เรียกว่า “ผักปลังขาว” มีใบสีเขียวเข้ม ส่วนจำพวกลำต้นสีม่วงแดง เรียกว่า “ผักปลังแดง” มีใบสีเขียวเข้ม ก้านใบสีม่วงแดง  ใบ เป็นใบคนเดียว ออกสลับ รูปไข่ หรือรูปหัวใจ ใบกว้าง 2-8 เซนติเมตร ยาว 2.5-12 เซนติเมตร ใบอวบน้ำ มีลักษณะวาวหนานุ่มมือ ฉีกให้ขาดง่าย ข้างหลังใบและก็ท้องใบเกลี้ยงไม่มีขน ขยี้จะเป็นเมือกเหนียว ปลายใบแหลม โคนใบรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 1-3 เซนติเมตร ดอกเป็นดอกช่อเชิงลด ออกตรงซอกใบ ยาว 3-21 ซม. ดอกย่อยเยอะมาก ขนาดเล็ก ไม่มีก้านชูดอก แต่ละดอกมี 5 กลีบ ผักปลังขาวออกดอกสีขาว ผักปลังแดงออกดอกสีม่วงแดง ยาวโดยประมาณ 4 มม. มีใบเสริมแต่งเล็ก 2 ใบ ติดที่โคนของกลีบรวม กลีบรวมรูประฆัง ยาว 0.1-3 มิลลิเมตร โคนเชื่อมชิดกันเป็นท่อ ปลายแยกเป็นห้าแฉกเล็กน้อย เกสรเพศผู้มีปริมาณ 5 อัน ติดที่ฐานของกลีบดอกไม้ อับเรณูรูปกลม ยาว 0.1-0.5 มิลลิเมตร ติดก้านชูเกสรที่ข้างหลัง ก้านชูเกสรเพศผู้ เป็นแท่งยาว 0.1-1 มม. เกสรเพศเมีย 1 อัน กลม ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็น 3 แฉก แต่ละแฉกเป็นรูปแท่งปลายแหลม ยาว 0.1-0.5 มิลลิเมตร รังไข่ 1 ช่อง รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ รูปค่อนข้างจะรี ยาว 0.1-0.5 มิลลิเมตร ก้านชูเกสรเพศเมีย ยาว 0.1-0.5 มม. ผลได้ผลสำเร็จสด รูปร่างกลมแป้น ชุ่มฉ่ำน้ำ เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-6 มิลลิเมตร  ผิวเรียบ ปลายผลมีร่องแบ่งเป็นลอน ไม่มีก้านผล ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่มีสีม่วงอมดำ เนื้อภายในนุ่ม ข้างในผลมีน้ำสีม่วงดำ เมล็ดโดดเดี่ยว
การขยายพันธุ์ ผักปลังสามารถขยายได้ 2 วิธีเป็นการเพาะเมล็ดรวมทั้งปักชำ สำหรับในการเพาะเม็ดนั้นเริ่มแรกต้องจัดแจงหลุมก่อนแล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยหยอดเมล็ดพันธุ์ (ที่ตากแห้งแล้ว) ลงไป หลุมละ 2 -3 เม็ด โดยให้ระยะห่างระหว่างต้น 30 เซนติเมตร และระหว่างแถว 40 ซม. แล้วก็เมื่อต้นอายุได้ 20 – 25 วันให้ทำค้างเพื่อให้เถาเลื้อยขึ้น ส่วนการปักชำนั้น ทำเป็นโดยนำกิ่งแก่ที่มีข้อ 3 – 4 ข้อ ยาวราวๆ 15 – 20 ซม. เด็ดใบออกให้หมดแล้วปักชำในดินร่วนซุยหรือดินผสมทรายที่มีความชุ่มชื้น และมีแสงแดดรำไรในขณะนี้ให้หมั่นรดน้ำอย่าให้ดินแห้ง ราว 7 วัน จะแตกรากรวมทั้งเริ่มผลิใบใหม่ออกมาในขณะนี้ระวังอย่างให้น้ำมากเนื่องจากรากจะเน่าต่อจากนั้นอีก 15 – 20 วัน ให้เถาเลื้อยเกาะขึ้นไป
การดูแลและก็ทำนุบำรุง การให้ปุ๋ย ครั้งที่ 1,2 เมื่อต้นพืชอายุได้ 20-25 วัน , 40-45 วัน, ควรใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยมูลสัตว์ที่ผ่านการหมักแล้ว ส่วนการให้น้ำ ควรจะให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ให้พอเหมาะพอควรกับพืชไม่ควรให้แห้งหรือเฉอะแฉะมากจนเกินไป ช่วงเวลาสำหรับการเก็บเกี่ยว   อายุการเก็บเกี่ยว 35-40 วัน ก็เก็บยอดได้แล้ว และผักปลังอายุ 90-100 วัน จะเริ่มมีดอก และก็ถ้าแก่ 120 วัน ผลเริ่มแก่ (พินิจผลจะเป็นสีดำ) ก็สามารถเก็บเม็ดด้านในผลแก่ไว้ขยายพันธุ์ต่อไปได้
องค์ประกอบทางเคมี
ใบผักปลังมีกรดอะมิโน ที่ประกอบไปด้วย Lysine, Leucine, Isoleucine รวมทั้งสารจำพวก Glucan, Polysaccharide ประกอบไปด้วย D-galactose, L-arabinose, L-rhamnose, Uronic acid อีกทั้งต้นเจอสาร Glucan, Glucolin, Saponin, โปรตีน, วิตามินเอ, วิตามินบี, วิตามินซี, ธาตุ, แคลเซียม, ธาตุเหล็ก
ที่มา : wikipedia
ยิ่งกว่านั้นยังเจอสารต่างๆอีกเยอะมาก อาทิเช่น สารกรุ๊ปฟีนอลิก สารกลุ่มบีทาเลน (จากผลสุกสีม่วงดำ) ตัวอย่างเช่น บีทานิดินมอโนกลูโคไซด์, กอมเฟรนีน    สารค้างโรทีนอยด์ เช่น นีออกแซนธิน, ไฟวโอลาแซนธิน, ลูเทอิน, ซีแซนธิน, แอลฟา และเบต้าแคโรทีน       สารเมือก (mucilage) ส่วนประกอบเป็นพอลีแซคคาไรด์ที่ละลายน้ำ         สารกลุ่มซาโปนิน ตัวอย่างเช่น basellasaponin (เจอที่ลำต้น), betavulgaroside I, spinacoside C, momordin II B, momordin II C
ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของผักปลังมีดังนี้   ผักปลังสด 100 กรัม ให้พลังงานแก่ร่างกาย 21 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย น้ำ 93.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 2.7 กรัม โปรตีน 2.0 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม กาก(ใยอาหาร) 0.8 กรัม แคลเซียม 4 มก. ธาตุฟอสฟอรัส 50 มิลลิกรัม เหล็ก 1.5 มก. วิตามินเอ 9,316 IU วิตามินบี 1 0.07 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.20 มิลลิกรัม ไนอาสิน 1.1 มิลลิกรัม รวมทั้งวิตามินซี 26 มิลลิกรัม  ส่วนในใบผักปลังแห้ง 100 กรัม ให้พลังงาน 306.7 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วยขี้เถ้า 15.9 กรัม โปรตีน 27.7 กรัม ไขมัน 3.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 42.1 กรัม เส้นใย 11.3 กรัม แคลเซียม 48.7 มก. ธาตุเหล็ก 21.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 400 มิลลิกรัม
ผลดี/คุณประโยชน์
ใช้เป็นของกิน  ผัก  ยอดผักปลัง ใบอ่อน แล้วก็ดอกอ่อน ใช้รับประทานเป็นอาหาร ดังเช่น ต้มหรือลวกรับประทานกับน้ำพริก หรือใช้ดอกผักปลังปรุงเป็นแกงส้ม อาหารพื้นเมืองล้านนาใช้เป็นส่วนประกอบเพื่อเพิ่มความข้นเหนียวหนืดในน้ำแกง ผักปลังนอกจากจะประยุกต์ใช้เป็นอาหารแล้วในตอนนี้ยังมีการเอามาทำสินค้าต่างๆอีกเพียบเลย ยกตัวอย่างเช่น น้ำสมุนไพรผักปลัง รวมถึงมีการศึกษาการใช้คุณประโยชน์จากสีของผลผักปลังเช่น ใช้แต่งสีของกินแล้วก็ของหวานต่างๆอีกด้วย ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของผักปลังนั้นมีดังนี้
ตำราเรียนยาไทย ต้น รสเย็น ต้มดื่มแก้ขัดเบา แก้ท้องผูก ลดไข้ ตำพอกแก้กลาก ผื่นคัน แก้พิษฝีดาษ แก้อักเสบ ใบ มีรสหวานเอียน ระบายท้อง ขับปัสสาวะ แก้บิด แก้อักเสบ แก้โรคกระเพาะอักเสบ แก้กลาก แก้ผื่นคัน ฝี ดอก รสหวานเบื่อ ใช้ทาแก้ขี้กลากโรคเกลื้อน แก้โรคเรื้อน ดับพิษโรคฝีดาษ แก้เกลื้อน คั้นเอาน้ำทาแก้หัวนมแตกเจ็บ ต้น รสหวานเหม็นเบื่อ แก้อึดอัดแน่นท้อง ระบายท้อง แก้พิษโรคฝีดาษ แก้พิษฝี แก้อักเสบบวม ต้มดื่มแก้ไส้ติ่งอักเสบ ราก รสหวานเอียน แก้มือเท้าด่าง แก้รังแค แก้โรคผิวหนัง แก้ท้องผูก แก้พรรดึก ใช้ทาเช็ดนวดให้ร้อนเพื่อให้เลือดมาหล่อเลี้ยงบริเวณที่ทาให้เยอะขึ้น น้ำคั้นรากเป็นยาช่วยหล่อลื่นข้างใน และขับดำของเดือนฉี่ อินเดีย ใช้ทั้งยังต้น แก้ผื่นคัน ผื่นคัน แผลไฟเผา ต้นรวมทั้งใบ ใช้แก้มะเร็งเม็ดสีผิว มะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งโพรงปาก  ประเทศบังคลาเทศ ต้นใช้ตำพอกหน้า คุ้มครองปกป้องสิว แล้วก็กระ
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นมีผลการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยกล่าวว่าสารออกฤทธิ์ในผักปลังมีคุณประโยชน์ตามกลุ่มของสารต่างๆดังต่อไปนี้
สารกลุ่มบีทาเลน เป็นกรุ๊ปสารประกอบสีม่วงดำของเนื้อผลผักปลังสุก มีสารบีทานิดินมอโนกลูโคไซด์เป็นส่วนมาก รองลงมาคือสารอนุจำพวกต่างๆของกอมเฟรนีนซึ่งละลายน้ำได้ สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ และใช้เป็นสารแต่งสีอาหารที่มีความปลอดภัยกว่าการใช้สีสังเคราะห์
สารกลุ่มแคโรทีนอยด์ ได้แก่ นีออกแซนธิน ไฟวโอลาแซนธิน ลูเทอิน (iutein) ซีแซนธิน (Zeaxanthin) แอลฟาแคโรทีน (α-carotene) และก็บีตาแคโรทีน (β-carotene) เพราะเหตุว่าร่างกายใช้สารแคโรทีนอยด์สำหรับในการสังเคราะห์วิตามินเอโดยเหตุนี้การกินผักปลังเป็นประจำจะเพิ่มปริมาณวิตามินเอในร่างกายได้ เหมาะกับผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการขาดวิตามินเอ นอกจากแคโรทีนอยด์ยังมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย
กลุ่มกรดไขมัน น้ำมันจากเม็ดผักปลังมีกรดไขมันหลายประเภท เช่น กรดขว้างลมิติเตียนก เกลื่อนกลาดดสเตรียริก กรดโลเลอีก รวมทั้งกรดลิโนเลอิก
สารมูก (mucilage) เจอในทุกๆส่วนของต้น สารเมือกมีองค์ประกอบของพอลีย์แซคาไรด์ที่ละลายน้ำ มีทรัพย์สมบัติเป็นยาระบายอ่อนๆในพืชบางจำพวกพบว่าสารเมือกมีฤทธิ์ immunomodulator  ฤทธิ์คุ้มครองเซลล์ โดยการเคลือบเยื่อในกระเพาะอาหารรวมทั้งยับยั้งการหลั่งกรด ส่วนการใช้ในทางเวชสำอาง สารมูกมีคุณสมบัติช่วยลดอาการอักเสบลดการตำหนิดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวต่ำลง ช่วยสมาน รักษาผิดแห้งผื่นคัน และก็ลดอาการเคือง
กรดอะมิโนและก็เพปไทด์ กรดอะมิโน อาทิเช่น อาร์จีนีน ลิวซีน (leucine) ไอโซลิวซีน ทรีโอนีน แล้วก็ทริโทแฟน ส่วนสารเพปไทด์ที่มีฤทธิ์ด้านชีววิทยา เช่น โปรตีนที่ยับยั้งรูปแบบการทำงานของไรโบโซมในแนวทางการสังเคราะห์โปรตีนในเม็ดผักปลังซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสชนิด  Artichoke-mottled crinkle virus (AMCV) ในต้นยาสูบโดยยั้งแนวทางการเลียนแบบพันธุกรรมของไวรัส ก็เลยอาจนำไปเป็นนวทางในการพัฒนายาต่อต้านไวรัสต่อไปในอนาคต ยิ่งไปกว่านี้ยังมีสารแอลฟาบาสรูบริน  (α-basrubrins) และก็สารอนุภาคบีตาบาสรูบริน (β-basrubrins) ซึ่งเป็นเพปไทด์จากเมล็ดผักปลังมีฤทธิ์ต้านเชื้อราจำพวก Botrytiscinerea, จำพวก Fusarium oxysporum, รวมทั้งจำพวก Mycosphaerella arachidicola โดยการหยุดยั้งขั้นตอนสร้างโปรตีนในเชื้อรา
สารกลุ่มไทรเทอร์พีนแซโพนิน อาทิเช่น สารบาเซลลาเซโพนิน (basellasaponins)  ซึ่งพบในส่วนของก้านลำต้นของผักปลัง บีตาวุลการโรไซด์  (betavulgaroside I) มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด สไปท้องนาวัวไซด์ซี  (spinacoside C), มอมอร์ดินทูบี (momordin IIb) รวมทั้งมอมอร์ดินทูซี (momordinIIc)
ต้นแบบ/ขนาดการใช้ แก้อาการอึดอัดแน่นท้อง ด้วยการใช้ต้นสด 60 กรัม นำมาต้มกับน้ำให้ข้นแล้วกิน ช่วยแก้อาการท้องผูก และก็เป็นยาระบายอ่อนๆที่เหมาะกับเด็กและสตรีมีครรภ์ โดยนำมาต้มกินเป็นของกินจะช่วยแก้ท้องผูกได้ และก็มูกที่อยู่ในผักปลังจะมีคุณสมบัติเป็นยาระบายอ่อนๆช่วยแก้ขัดค่อย ด้วยการใช้ต้นสด 60 กรัม เอามาต้มกับน้ำกิน หรือใช้ใบสด 60 กรัมเอามาต้มกับน้ำดื่มแบบชาต่อหนึ่งครั้ง  แพทย์เมือง (ภาคเหนือ) จะใช้ใบผักปลังนำมาตำกับข้าวสารเจ้า ใช้เป็นยาพอกแก้โรคมะเร็งไข่ปลา  ใบและก็ผลเอามาขยี้ทาบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อยหรือแผลที่ มีลักษณะเป็นแผลไหม้ก็จะช่วยบรรเทาอาการรวมทั้งทำให้รู้สึกเย็นขึ้นได้ น้ำคั้นจากดอกใช้เป็นยาใช้ภายนอกแก้กลากโรคเกลื้อน แก้โรคเรื้อน แก้เกลื้อน รักษาฝี ด้วยการใช้ใบสดนำมาตำแล้วพอกรอบๆที่เป็น โดยให้แปลงยาวันละ 1-2 ครั้ง แก้ลักษณะของการปวดแขนขา ด้วยการใช้ใบสด ยอดอ่อน 30 กรัม เอามาต้มกับน้ำกิน
การศึกษาทางเภสัชวิทยา สารสกัดผักปลังด้วยน้ำผสมกับสารสกัดจากใบของ Hi-biscus macranthus มีผลเพิ่มน้ำหนักตัวของหนู แล้วก็เพิ่มน้ำหนักของถุงน้ำกามสเปิร์ม  (seminal vesicle) ช่วยเพิ่มการสร้างและก็ความเจริญของตัวอสุจิ และทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ ซึ่งบางทีอาจส่งผลให้เกิดการพัฒนาเพื่อใช้สำหรับในการรักษาผู้ป่วยในรายที่เป็นหมันเนื่องจากการมีตัวอสุจิน้อย
                สารสกัดในผักปลังด้วยน้ำสามารถยับยั้งการก่อมะเร็งตับในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้กำเนิดโรคมะเร็งด้วยสารเอ็น ไนโตรโซไดเอครั้งลามีน (NDEA) แล้วก็คาร์บอนเตตราคลอไรด์ (CCI) ได้โดยลดการทำลายของเซลล์ตับ ซึ่งวัดได้จากระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในตับดังเช่น แกมมา-กลูตามิลทรานสเปปทิเดส (GGT) ซีรัมกลูทามิกออกซาโลแอซีติกทรานสแอมิเนศ (SGOT) ซีรัมกลูทามิกไพรูวิกทรานสแอมิเนศ (SGPT) และอัลติดอยู่ไลน์ ฟอสฟาเทส (ALP) ที่อยู่ในระดับใกล้เคียงค่าปรกติ รวมทั้งยังส่งผลลดการเกิดปฏิกิริยาเพอรอคอยกสิเดชันของไขมัน (lipidperoxidation) โดยมองจากระดับของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีซุเปอร์ออกไซด์ดิสไม่วเทส (SOD) ติดอยู่ทาเลส กลูตาไทโอน เพอร์ออกซิเดส (GPX) ภายในร่างกายใกล้เคียงกับค่าปรกติ
                สารสกัดจากผักปลังในของกินเพาะเลี้ยงเซลล์ม้ามของหนูถีบจักร (primary mouse splenocyte cultures) มีผลทำให้เพิ่มการหลั่ง IL-2 ได้อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ รวมทั้งมีผลการเรียนทางเภสัชวิทยาอีกชิ้นหนึ่งระบุว่า จากการวิเคราะห์รงควัตุของสารสกัด 80% เอทานอลจากผลผักปลัง เจอ gomphrerin I รงควัตถุสีแดงเป็นรงควัตถุหลัก ในผลผักปลังสด 100 กรัมเจอ gomphrerin I ถึง 3.6 กรัม นอกจากนี้ยังพบรงควัตถุสีแดงอื่นๆเป็นต้นว่า betanidin-dihexose และ isobetanidin-dihexose และก็เมื่อทำการศึกษาเรียนรู้ฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระของ gomphrerin I ที่ความเข้มข้น 180, 23, 45 และก็ 181 ไมโครโมลาร์ พบว่ามีค่าต้านทานอนุมูลอิสระเทียบเท่ากับโทรลอกซ์ ขนาด 534 ไมโครโมลาร์, butylated hydroxytoluene (BHT) 103 ไมโครโมลาร์, ascorbic acid 129 ไมโครโมลาร์รวมทั้ง BHT 68 ไมโครโมลาร์ตามลำดับ แล้วก็มีการเล่าเรียนฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยให้สารสกัด 80% เอทานอลขนาดความเข้มข้น 25, 50 รวมทั้ง 100 ไมโครโมลาร์แก่เซลล์ murine macrophage ที่ถูกทำให้มีการเกิดการอักเสบด้วย lipopolysaccharide (LPS) พบว่าสามารถยั้งการผลิต nitric oxide ซึ่งการขัดขวางนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามขนาดความเข้มข้นของสารสกัด รวมทั้งสารสกัดจากผลผักปลังที่ความเข้มข้น 100 ไมวัวลโมลาร์ส่งผลลดการหลั่ง prostaglandin E2 และ interleukin-1β ของเซลล์ แล้วก็ยั้บยั้งการสังเคราะห์ยีนที่เกี่ยวโยงกับการเกิดการอักเสบ ยกตัวอย่างเช่น nitric oxide synthase, cyclooxygenase-2, interleukin-1β, tumor necrosis factor-alpha รวมทั้ง interleukin-6 จากการทดลองทั้งปวงนี้แสดงให้ว่า gomphrerin I รงควัตถุสีแดงที่เจอในผลผักปลังมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระรวมทั้งต่อต้านการอักเสบที่มีความสามารถและก็สามารถนำผลผักปลังไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทางโภชนาการได้
ยิ่งกว่านั้นยังส่งผลการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่าสารเมือกมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ฤทธิ์ปกป้องเซลล์ โดยการเคลือบเยื่อกระเพาะ รวมทั้งยั้งการหลั่งกรด ลดการอักเสบที่ผิว ลดการต่อว่าดเชื้อแบคทีเรียที่ผิว ช่วยสมานรักษาผิวแห้ง ผื่นคัน ลดอาการเคืองที่ผิวได้อีกด้วย
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา ในการศึกษาทางพิษวิทยาของผักปลังนั้นยังมีน้อยมากที่เพียงพอจะมีข้อมูลในเรื่องนี้อยู่บ้างก็คือ มีการศึกษาวิจัยของนักวิจัยประเทศอินเดียที่ได้เผยแพร่ผลของงานวิจัยเกี่ยวกับการทดสอบผลของสารสกัดจากใบผักปลังด้วยเอทานอลและน้ำในหนูถีบจักรทดลอง ด้วยการกรอกสารสกัดน้ำของใบในขนาด 100-200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวให้ตัวทดลองตรงเวลา 2 สัปดาห์ ผลปรากฎว่าไม่พบว่ามีความผิดปกติของค่าทางเลือดวิทยา ส่วนการทดลองในหนูขาวที่รับประทานสารสกัดจากใบผักปลังด้วยเอทานอล ,น้ำ และเฮกเซน ติดต่อกัน 1 อาทิตย์ พบว่าหนูขาวที่ได้รับสารสกัดด้วยเอทานอลและก็เฮกเซนจากใบผักปลัง จะมีปริมาณน้ำย่อยอะไมเลสเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งสำหรับเพื่อการช่วยลดสภาวะเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานได้
ข้อแนะนำ/ข้อควรไตร่ตรอง เพราะผักปลั่งเป็นผักที่พวกเราคุ้นเคยและนำมาทำเป็นอาหารรับประทานกันอยู่เป็นประจำแล้ว สำหรับเพื่อการนำมากินเป็นของกินนั้นอาจจะไม่มีผลกระทบอะไรกับสุขภาพ แม้กระนั้นแม้ใช้ผักปลังในต้นแบบสารสกัดหรือในแบบอื่นๆนั้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยอาจจำต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญถึงขนาดรวมทั้งการใช้ก่อนใช้เสมอ
เอกสารอ้างอิง

  • โชติอนันต์ และคณะ ,รักษาโรคด้วยสมุนไพรใกล้ตัว. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์The Knowledge Center; 2550 หน้า 215-8
  • Bolognesi A, Polito L, Olivierif F, Valbonesi P, Barbieri L, Battelli MG et al. New ribosome-inactivating proteins with polynucleotide:adenosine glycosidase and antiviral activities from Basella rubra L. and Bougainvillea spectabilis Willd. Planta 1997;203:422-9
  • สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน.ผักพื้นบ้าน ความหมายและภูมิปัญญาของสามัญชนไทย.กรุงเทพฯ โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก 2538 หน้า 168-9
  • ผักปลัง ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบราชธานีAkhter S, Abdul H, Shawkat IS, Swapan KS, Mohammad SHC Sanjay SS. A review on the use of non-timber forest products in beauty-care in Bangladesh. J Forestry Res 2008;19:72-8.
  • หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ “ผักปลัง”.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  หน้า 499-501.
  • หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม “ผักปลัง”.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  หน้า 179.
  • กรมส่งเสริมการเกษตร. (2550). ผักพื้นบ้าน. ค้นวันที่ 10 มิถุนายน 2550 http://www.disthai.com/
  • ชื่นนภา ชัชวาล.นาฎศรี นวลแก้ว.ผักปลัง ผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ.คอลัมน์บทปริทัศน์.วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทยืทางเลือก.ปีที่7.ฉบับที่2-3 พฤษภาคม – ธันวาคม 2552 . หน้า 197-200
  • Saikia AP, Ryakala VK Sharma P, Goswami P, Bora U. Ethnobotany of medicinal plants used by Assamese people for various skin ailments and cosmetics. J Ethnopharmacol 2006;106:149-57
  • กัญจนา ดีวิเศษและคณะ, ผู้รวบรวม. (2548). ผักพื้นบ้านภาคเหนือ. เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ บรรณาธิการ. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี: ศูนย์พัฒนาตำราการแพทย์แผนไทย.
  • Khare CP. Indian medicinal plants: an illustrated dictionary. New York: Springer Science Business Media; 2007. p. 84.
  • Jin YL, Ching YT. Total phenolic contents in selected fruit and vegetable juices exhibit a positive correlation with interferon-γ, interleukin-5, and interleukin-2 secretions using primary mouse splenocytes. J Food Compos Anal 2008;21:45-53.
  • Choi EM, Koo SJ, Hwang JK. Immune cell stimulating activity of mucopolysaccharide isolated from yam (Dioscorea batatas). J Ethnopharmacol 2004;91:1-6.
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. “ผักปลัง”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 350.
  • Maisuthisakul P, Pasuk S, Ritthiruangdej P. Relationship of antioxidant properties and chemical composition of some Thai plants. J Food Compos Anal 2008;21:229-40
  • Raju M, Varakumar S, Lakshminarayana R, Krishnakantha TP, Baskaran V. Carotenoid composition and vitamin A activity of medicinally important green leafy vegetables. Food Chem 2007;101:1598-1605
  • . Dweck AC. The internal and external use of medicinal plants. Clin Dermatol 2009;27:148-58
  • Reddy GD, Kartik R, Rao CV, Unnikrishnan MK, Pushpangadan P. Basella alba extract act as antitumour and antioxidant potential against N-nitrosodiethylamine induced hepatocellular carcinoma in rats. Int J Infectious Diseases 2008;12 Suppl 3:S68
  • Toshiyuki M, Kazuhiro H, Masayuki Y. Medicinal foodstuffs. XXIII. Structures of new oleanane-type triterpene oligoglycosides, basellasaponins A, B, C, and D, from the fresh aerial parts of Basella rubra L. Chem Pharm Bull 2001;49:776-9.
  • Jadhav RB, Sonawane DS, Surana SJ. Cytoprotective effects of crude polysaccharide fraction of Abelmoschus esculentus fruits in rats. Pharmacogn Mag 2008;4:130-2.
  • Glassgen WE, Metzger JW, Heuer S, Strack D. Betacyanins from fruits of Basella rubra. Phytochemistry 1993;33:1525-7
  • ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “ผักปลัง”.  [26 เม.ย. 2014].
  • Draelos ZD. Botanicals as topical agents. Clin Dermatol 2001;19:474- 7
  • Shahid M,. Akhtar JM, Yamin M, Shafiq MM. Fatty acid composition of lipid classes of Basella rubra Linn. Pak Acad Sci 2004;41:109-12
  • Haskell MJ, Jamil KM, Hassan F, Peerson JM, Hossain MI, Fuchs GJ et al. Daily consumption of Indian spinach (Basella alba) or sweet potatoes has a positive effect on total-body vitamin A stores in Bangladeshi men. Am J Clin Nutr 2004;80:705-714
  • Moundipa FP, Kamtchouing P, Kouetan N, Tantchou J, Foyang NPR, Mbiapo FT. Effects of aqueous extracts of Hibiscus macranthus and Basella alba in mature rat testis function. J Ethnopharmacol 1999;65:133-9
  • Hexiang W, Tzi BN. Antifungal peptides, a heat shock protein-like peptide, and a serine-threonine kinase-like protein from Ceylon spinach seeds. Peptides 2004;25:1209-14
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบของรงควัตถุสีแดงในผักปลัง,ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล



Tags : ผักปลัง

6
มะกรูด
ชื่อสมุนไพร  มะกรูด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน มะขูด , มะขุน (ภาคเหนือ) , ส้มมั่วผี , ส้มกรูด (ภาคใต้) , โกร้ยเชีด (เขมร) , มะขู (แม่ฮ่องสอน)
ชื่อสามัญ    Kaffir lime , Mauritius papeda , Leech lime
ชื่อวิทยาศาสตร์  Citrus hystrix DC.
สกุล  RUTACEAE
บ้านเกิดเมืองนอน เป็นพืชตระกูลส้ม รวมทั้งมะนาว เป็นพืชประจำถิ่นในเขตร้อนชื้นแถบประเทศเอเซียอาคเนย์ ดังเช่น ไทย เมียนมาร์ ลาว เขมร อื่นๆอีกมากมาย  ซึ่งถูกจัดเป็นไม้ผล สำหรับมะกรูดในประเทศไทยนั้น  คนประเทศไทยอาจจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เนื่องจากว่าเป็นสมุนไพรคู่ห้องครัวไทยมาอย่างนาน ด้วยเหตุว่านิยมใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องแกงที่ต้องอย่างต้องมีให้ได้เลย (ซึ่งโดยปกติแล้วเราชอบนิยมใช้ใบมะกรูดและผิวมะกรูดมาเป็นส่วนประกอบของพริกแกง) ยิ่งไปกว่านี้มะกรูดก็ยังเป็นประโยชน์ในด้านอื่นๆอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของความสวยงามแล้วก็ในด้านของยาสมุนไพร ทั้งยังถือว่าเป็นพืชที่มีความเป็นสิริมงคลที่นิยมนำมาปลูกไว้รอบๆบ้านอีกด้วย เพราะว่ามั่นใจว่าจะทำให้ผู้อาศัยเป็นสุข โดยมักจะปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวบ้าน
ลักษณะทั่วไป
มะกรูด เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แก่นไม้เป็นเนื้อแข็ง เปลือกเรียบมีสีน้ำตาลอ่อน ลำต้นแตกกิ่งก้านจำนวนหลายชิ้นตั้งแต่ระดับล่างของลำต้นทำให้มีลักษณะเป็นพุ่ม ตามลำต้น แล้วก็กิ่งมีหนามแหลมยาว ใบมะกรูด เป็นใบประกอบ ออกเป็นใบเดี่ยว มีก้านใบแบออกเป็นครีบคล้ายแผ่นใบ ใบมีลักษณะครึ้ม เรียบ มีผิวมัน สีเขียว รวมทั้งเขียวเข้มตามอายุของใบ ใบมีคอดกิ่วที่กึ่งกลางใบทำให้ใบแบ่งออกเป็น 2 ตอน หรือ คล้ายใบไม้ 2 ใบ ต่อกัน ขนาดใบกว้างราว 2.5-5 ซม. ยาวโดยประมาณ 5-12 เซนติเมตร ใบมีกลิ่นหอมหวนมากเพราะเหตุว่ามีต่อมน้ำมันอยู่  ดอกมะกรูดเป็นดอกบริบูรณ์เพศ ดอกออกเป็นช่อมีสีขาว แทงออกบริเวณส่วนยอดหรือตามซอกใบ แต่ละช่อมีดอกราว 1-5 ดอก หลีบดอกมีสีขาวครีม 5 กลีบ มีขนปกคลุม ภายในดอกมีเกสรมีสีเหลือง ดอกมีกลิ่นหอมบางส่วน และเมื่อแก่จะตกง่าย  ผลมะกรูดหรือลูกมะกรูด มีลักษณะออกจะกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7 ซม. ผลเหมือนผลส้มซ่า ผลมีขนาดใหญ่กว่ามะนาวนิดหน่อย ลักษณะของผลมีรูปร่างต่างๆนาๆสุดแท้แต่พันธุ์ เปลือกผลค่อนข้างครึ้ม ผิวเปลือกมีสีเขียวเข้ม ผิวขรุขระเป็นเกลียวคลื่นหรือเป็นปุ่มนูน ข้างในเปลือกมีต่อมน้ำมันหอมระเหยจำนวนมาก มีจุกที่ศีรษะ และก็ท้ายของผล เมื่อสุก ผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง  ภายในผลมีเนื้อฉ่ำน้ำ มีเม็ดแทรกบริเวณกลางผล 5-10 เมล็ด เนื้อผลมีรสเปรี้ยวปนขมน้อย
การขยายพันธุ์   การขยายพันธุ์มะกรูดสามารถทำได้ด้วยหลายวิธี ยกตัวอย่างเช่น การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง การติดตา การต่อยอด รวมทั้งการเพาะเมล็ด แต่แนวทางที่เป็นที่ชื่นชอบ ดังเช่นว่า การทำหมันกิ่ง การต่อยอด รวมทั้งการเพาะด้วยเม็ด เมื่อได้ต้นกล้าที่จะนำไปปลูกแล้ว ลำดับต่อไป ให้ขุดหลุม ให้ขนาดหลุมกว้าง x ยาว x ลึก โดยประมาณ 50 x 50 x 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยขี้วัวผสมดิน กรีดถุงสีดำออก น้ำต้นกล้าลงปลูก กลบดิน รดน้ำ หุ้มฟาง แล้วก็ทำหลักปักกับต้นเพื่อกันโยกเวลาลมพัด  โดยทั่วไปนิยมปลูกมะกรูดระยะติดเป็น2×2 เมตร 1 ไร่จะได้มะกรูด 400 ต้น ถ้าเกิดปลูกระยะ 1.5 x 1.5 เมตร 1 ไร่จะได้ 1067 ต้น ในการปลูกระยะชิดนี้จะเป็นการปลูกมะกรูดเพื่อใบ ด้วยเหตุว่ามีการตัดใบจำหน่ายทุกๆ3 – 4 เดือน พุ่มไม้มะกรูดก็จะไม่ชิดกันมากมาย  ถ้าเกิดต้องการปลูกเพื่อเป็นลูกมะกรูด ผู้ปลูกอาจปลูกระยะห่าง 4 x 4 เมตร 1 ไร่จะได้ 200 ต้น หรือ 5 x 5 เมตร 1 ไร่จะได้ 65 ต้น เป็นต้น
สำหรับมะกรูดปลูกได้ดีในดินทุกชนิดรวมทั้งระยะปลูกมะกรูดนั้น ปลูกได้หลายระยะขึ้นกับจุดหมายและพื้นที่ของผู้ปลูกดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
องค์ประกอบทางเคมี นํ้ามันหอมระเหยมะกรูดประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆคือ สารในกลุ่มเทอร์พีน ( terpenes) แล้วก็สารที่ไม่ใช่กรุ๊ปเทอร์พีน ( non-terpene) หรือ oxygenated compounds ดังเช่นว่า ในผิวมะกรูดมีน้ำมันระเหยง่ายปริมาณร้อยละ 4 มีส่วนประกอบหลักเป็น “เบตาไพนีน” (beta-pinene) ราวร้อยละ 30 , “ลิโมนีน” (limonene)  โดยประมาณร้อยละ 29 , beta-phellandrene, citronellal นอกเหนือจากนี้ยังพบ linalool, borneol, camphor, sabinene, germacrene D, aviprin   
ที่มา :  Wikipedia
       สารกรุ๊ปคูมาริน เป็นต้นว่า umbelliferone, bergamottin,  oxypeucedanin, psoralen, N-(iminoethyl)-L-ornithine (L-NIO)       น้ำจากผลเจอกรด citric
ส่วนในใบมะกรูดเมื่อกลั่นด้วยไอน้ำ จะได้น้ำมันระเหยง่ายราวจำนวนร้อยละ 0.08 มีองค์ประกอบหลักเป็น “แอล-ซิโตรเนลลาล”(l-citronellal) ประมาณปริมาณร้อยละ 65, citronellol, citronellol acetate นอกเหนือจากนี้ยังเจอ sabinene, alpha-pinene, beta-pinene, alpha –phellandrene, limonene, terpinene, cymene, linalool รวมทั้งสารอื่นที่พบเช่น indole alkaloids, rutin, hesperidin, diosmin, alpha-tocopherol ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของมะกรูดนั้นสามารถแยกได้ดังต่อไปนี้
คุณค่าทางโภชนาการของใบมะกรูด (100 กรัม)

  • พลังงาน 171 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน 6.8 กรัม
  • ไขมัน 3.1 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 29.0 กรัม
  • เส้นใย 8.2 กรัม
  • แคลเซียม 1672 มก.
  • ฟอสฟอรัส 20 มก.
  • เหล็ก 3.8 มก.
  • วิตามินเอ 303 ไมโครกรัม
  • ไทอามีน 0.20 มก.
  • ไรโบฟลาวิน 0.35 มิลลิกรัม
  • ไนอาสิน 1.0 มก.
  • วิตามินซี 20 มิลลิกรัม
  • ขี้เถ้า 4.0 กรัม


คุณค่าทางโภชนาการของผิวลูกมะกรูด (100 กรัม)

  • คาร์โบไฮเดรต 21.3 กรัม
  • โปรตีน 2.8 กรัม
  • ไขมัน 1.1 กรัม
  • ใยอาหาร 3.4 กรัม
  • แคลเซียม 322 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 62 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 1.7 มก.
  • วิตามินบี 1 0 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.13 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 115 มก.


คุณค่าทางโภชนาการของน้ำมะกรูด (100 กรัม)

  • คาร์โบไฮเดรต 10.8 กรัม
  • โปรตีน 0.6 กรัม
  • ไขมัน 0 กรัม
  • ใยอาหาร 0 กรัม
  • แคลเซียม 20 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 0.6 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 1 0.02 มก.
  • วิตามินบี 2 58 มก.
  • วิตามินซี 55 มก.
ประโยชน์/สรรพคุณ
ใบมะกรูดและก็น้ำมะกรูดสามารถใช้ดับกลิ่นคาวในอาหารและใช้เพื่อการทำกับข้าวและก็แต่งกลิ่นคาวหวานของอาหาร เป็นต้นว่า ต้มยำ แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ฉู่ฉี่ ห่อหมก อื่นๆอีกมากมาย มีการนำเปลือกของมะกรูดมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางบางประเภท อย่างเช่น สบู่ ยาสระผมมะกรูดหรือยาสระผมมะกรูด สินค้าคุ้มครองป้องกันยุงและก็แมลง เป็นต้น ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของมะกรูดนั้นมีดังนี้
แบบเรียนยาไทย: ใบมะกรูด มีรสปร่า หอม แก้ไอ แก้คลื่นไส้เป็นโลหิต แก้ช้ำใน กัดเสลดในคอ แก้น้ำลายเหนียว กัดเถาดานในท้อง แก้ประจำเดือนเสียฟอกโลหิตประจำเดือน ขับระดู ขับลมในไส้ แก้จุกเสียด ผิว มีรสปร่าหอม ร้อน เป็นยาขับลมในไส้ แก้แน่น ขับรอบเดือน ขับผายลม เป็นยาบำรุงหัวใจ ผล ดองเป็นยาฟอกเลือดในสตรี ช่วยขับรอบเดือน ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด ลักปิดลักเปิด น้ำมันจากผิวช่วยคุ้มครองป้องกันรังแค รวมทั้งทำให้เส้นผมดกดำเป็นเงางาม ผล รสเปรี้ยว กัดเสลด แก้น้ำลายเหนียว กัดเถาดานในท้อง แก้รอบเดือนเสีย ฟอกโลหิตประจำเดือน ขับเมนส์ ขับลมในลำไส้ ถอนพิษผิดสำแดง ผล ปิ้งไฟให้สุก ผ่าครึ่งลูก เอาเช็ดฟอกสระผม ทำให้ผมดกดำเป็นเงาสวย นิ่มสลวย แก้คัน แก้รังแค แก้ชันนะตุ ทำให้ผมสะอาดแพทย์ตามต่างจังหวัดใช้ผลเอาไส้ออก ใส่มหาหิงคุ์แทน สุมไฟให้ไหม้เกรียม บดกวาดปากลิ้นทารก ขับขี้เทา ขับลม แก้เจ็บท้องในเด็ก หรือใช้ผลสดนำมาผิงไฟให้เกรียม แล้วละลายให้เข้ากับน้ำผึ้ง ใช้ทาลิ้นให้เด็กที่เกิดใหม่ ยาพื้นเมืองบางถิ่นใช้น้ำมันมะกรูดดองยาที่เรียกว่า “ยาดองเปรี้ยวเค็ม” ที่ใช้กินเป็นยาฟอกเลือดในสตรี น้ำผลมะกรูด มีรสเปรี้ยว แก้เสลดในคอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกเลือดเมนส์ ขับลมในลำไส้ และก็ใช้ถนอมยาไม่ให้บูดเน่า แก้อาการท้องอืด ช่วยเจริญอาหาร ใช้สระผมกันรังแค  เนื้อของผล แก้ปวดศีรษะ
ตำรายาไทย: ผิวมะกรูดจัดอยู่ใน “เปลือกส้ม 8 ประการ” ประกอบด้วย ผิวส้มเขียวหวาน ผิวส้มจีน ผิวส้มซ่า ผิวส้มโอ ผิวส้มจังหวัดตรังกานู ผิวมะงั่ว ผิวมะนาว หรือผิวส้มโอมือ แล้วก็ผิวมะกรูด มีคุณประโยชน์แก้ลมกองละเอียด กองหยาบ แก้เสมหะโลหะ ใช้ปรุงยาหอม แก้ทางลม
           ในตำราพระยารักษาโรคพระนารายณ์: เจาะจงตำรับ “น้ำมันมหาจักร” จัดเตรียมได้ง่าย ใช้เครื่องยาน้อยสิ่ง หาซื้อได้ง่าย ในตำรับให้ใช้น้ำมันงา 1 ทะนาน (ขนาดทะนาน 600) มะกรูดสด 30 ลูก ปอกเอาแต่ผิว ตระเตรียมโดยการเอาน้ำมันงาตั้งไฟให้ร้อน เอาผิวมะกรูดใส่ลง ทอดจนกระทั่งเหลืองไหม้เกรียมก็ดีให้ยกน้ำมันลง กรองเอากากออก ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วเอาเครื่องยาอีก 7 สิ่ง บดให้เป็นผุยผงละเอียด ใส่ลงในน้ำมันที่ได้ เครื่องยาที่ใช้มี เทียนทั้ง 5 (เทียนตาตั๊กแตน เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนแดง แล้วก็เทียนดำ) หนักสิ่งละ 2 สลึง ดีปลีหนัก 1 บาท แล้วก็การบูรหนัก 2 บาท สรรพคุณ ใช้ยอนหู แก้ลม แก้ริดสีดวง แก้เปื่อยยุ่ยคันก็ได้ ทาแก้เมื่อยขบ และก็ใส่รอยแผล ที่มีลักษณะอาการปวด ที่เกิดขึ้นมาจากเสี้ยน จากหนาม จากหอกกระบี่ ระวังอย่าให้แผลถูกน้ำ จะไม่เป็นหนอง
           ยิ่งไปกว่านี้บัญชียาจากสมุนไพร ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้ผิวมะกรูด ในยารักษาอาการของโรคในระบบต่างๆของร่างกาย ดังเช่น ตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” มีส่วนประกอบของผิวมะกรูด อยู่ใน ”เปลือกส้ม 8 ประการ” ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์สำหรับในการแก้ลมเวียนหัว แก้อาการหน้ามืด ลายตา ใจสั่น คลื่นเหียน อ้วก แก้ลมจุกแน่นในท้อง  ตำรับ “ยาประสะไพล” มีส่วนประกอบของผิวมะกรูด ร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ ใช้ในสตรีที่เมนส์มาไม่บ่อยนัก หรือมาน้อยกว่าธรรมดา และก็ขับน้ำคาวปลาในสตรีหลังคลอด
ต้นแบบ/ขนาดวิธีการใช้ ใช้ขับลมในลำไส้ แก้แน่น แก้เสมหะ ฝานผิวมะกรูดสดเป็นชิ้นเล็กๆ1 ช้อนแกง เพิ่มเติมการบูร หรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือดแช่ทิ้งไว้ ดื่มแต่น้ำกิน 1-2 ครั้ง ถ้ายังไม่ทุเลารับประทานติดต่อกัน 2-3 วัน ใช้สระผม ให้ดกดำ เงาสวย รักษาชันนะตุ  ให้ผ่ามะกรูดเป็น 2 ชิ้น เมื่อสระผมเสร็จแล้ว เอามะกรูดมาสระซ้ำโดยยีไปบนผม น้ำมะกรูดเป็นกรดจะมีผลให้ผมสะอาด แล้วล้างเอาสมุนไพรออกให้หมด หรือใช้ผลเผาไฟ นำมาผ่าซีกใช้สระผม  ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ด้วยการใช้ผิวมะกรูด รากชะเอม ไพล เฉพร้า ขมิ้นอ้อย ในจำนวนเสมอกัน นำมาบดเป็นผง เอามาชงละลายน้ำร้อนหรือต้มเป็นน้ำดื่ม  ช่วยฟอกเลือด ด้วยการนำผลมะกรูดสดมาผ่าเป็น 2 ด้านแล้วค่อยนำไปดองกับเกลือหรือน้ำผึ้งราวๆ 1 เดือน แล้วรินมัวแต่น้ำดื่ม จะช่วยฟอกเลือดได้อย่างดีเยี่ยม
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ สาร coumarins 2 ประเภทที่ได้จากผลมะกรูด อาทิเช่น bergamottin รวมทั้ง N-(iminoethyl)-L-ornithine (L-NIO) มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งไนตริกออกไซด์ (NO) ในหลอดทดลอง ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ซึ่งหลั่งจาก macrophage ของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide (LPS) รวมทั้ง interferon-g (IFN- g)  โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 14.0 µM แล้วก็ 7.9 µM เป็นลำดับ
      สารคูมาริน 3 ประเภท ได้แก่ bergamottin, oxypeucedanin และ psoralen สามารถยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ เมื่อทดสอบในเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 ของหนู ที่ถูกกระตุ้นด้วยลิโปพอลิแซ็กคาร์ไรด์ (LPS) และอินเตอร์เฟอรอน (interferon)
ฤทธิ์ปกป้องตับ    เรียนฤทธิ์คุ้มครองตับของใบมะกรูดในหนูขาว โดยให้สารสกัด 80% เมทานอล จากใบมะกรูด ขนาด 200 mg/kg เป็นเวลา 7 วัน ก่อนให้ยา paracetamol ขนาด 2 g/kg ตรงเวลา 5 วัน เพื่อทำให้เกิดพิษต่อตับ ซึ่งยา paracetamol จะเป็นตัวกระตุ้นให้ตับของหนูกำเนิดพิษในวันที่ 5 ใช้สาร Silymarin ขนาด 100 mg/kg เป็นสารมาตรฐาน ในวันที่ 7 จะมีการตรวจประเมินการทำงานของตับ อย่างเช่น ระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีตับ (ALT, AST, ALP), total bilirubin, total protein,blood serums รวมทั้ง hepatic antioxidants (SOD, CAT, GSH and GPx) จากการทดลองพบว่าสารสกัดใบมะกรูดจะช่วยฟื้นฟูตับ โดยทำให้ระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีตับ และเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระของตับกลับมาอยู่ในระดับปกติได้อย่งมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้สรุปได้ว่าสารสกัดใบมะกรูดมีฤทธิ์คุ้มครองปกป้องตับไม่ให้เกิดพิษจากยา paracetamol ได้
การทดลองพิษกะทันหันของสารสกัดใบด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 โล (คิดเป็น 357 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) รวมทั้งให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 โล ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ
มีการทดสอบความเป็นพิษอีกฉบับหนึ่งบอกว่า สารสกัดผิวมะกรูดด้วยเอทานอล (95%) เมื่อป้อนให้หนูรับประทานเพื่อเรียนความเป็นพิษฉับพลัน พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายเป็นจำนวนครึ่งเดียว (LD50) มีค่ามากกว่า 100  ก./กก.
ฤทธิ์เสริมการเกิดโรคมะเร็งตับ    จากการทบทวนงานศึกษาวิจัยพบว่ามะกรูดมีฤทธิ์ต้านฤทธิ์ของสารเสริมการเกิดโรคมะเร็ง (tumor promoter) ในการทดสอบแบบ tumor promoter-induced Epstein-Barr virus activation ได้ การวิจัยนี้มีจุดประสงค์ที่จะศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ของมะกรูดต่อการเกิดโรคมะเร็งตับของหนูขาว สายพันธุ์ F344 ที่ได้รับสารก่อโรคมะเร็ง 2-amino-3,8-dimethylimidazo 4,5-ƒ quinoxaline (MeIQx) สำหรับเพื่อการทดลองแบบ medium-term bioassay ผลของการวิจัยพบว่ามะกรูดมีฤทธิ์เสริมฤทธิ์ของ MelQx ในการทําให้กำเนิดโรคมะเร็งตับ (preneoplastic liver foci) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ
พิษต่อระบบแพร่พันธุ์   เมื่อป้อนสารสกัดผิวมะกรูดด้วยเอทานอล (95%) ให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ขนาด 1 แล้วก็ 2.5 กรัม/กิโลกรัม ทางสายยางให้อาหารวันละ 2 ครั้ง พบว่าสามารถต้านการฝังตัวของตัวอ่อนได้ 42.5 ±14.8 และ 86.1±8.1% เป็นลำดับ รวมทั้งส่งผลทำให้แท้งได้ 86.3±9.6 และ 96.9±3.1% เป็นลำดับ แล้วก็สารสกัดผิวมะกรูดด้วยคลอโรฟอร์มเมื่อป้อนให้กับหนูที่ตั้งท้องในขนาด 0.5 และก็ 1.0 ก./กิโลกรัม ทางสายยางให้อาหารวันละ 2 ครั้ง ด้วยเหมือนกัน พบว่าสามารถต่อต้านการฝังตัวของตัวอ่อนได้ 34.4±14.3 และก็ 62.2±14.5% เป็นลำดับ รวมทั้งส่งผลทำให้แท้งได้ 62.2±14.5 แล้วก็ 91.9± 5.5%
พิษต่อเซลล์สารสกัดใบด้วยเมทานอล กระทำทดลองกับเซลล์ ด้วยความเข้มข้น 20 มคก./มิลลิลิตร พบว่ามีพิษต่อ Cells-Raji (9) น้ำมันหอมระเหย (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้และก็ขนาด) เป็นพิษต่อเซลล์ CEM-SS
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์     สารสกัดใบด้วยน้ำ แล้วก็น้ำร้อน ทำการทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ ด้วยความเข้มข้น 0.5 มล./จาน พบว่าไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อ Bacillus subtilis H-17 (Rec+) และก็ B. subtilis M-45 (Rec-)
ข้อเสนอ/ข้อควรปฏิบัติตาม การใช้น้ำมันหอมระเหยกับผิวหนังในจำนวนที่มาก  จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงเพราะว่าน้ำมันที่ได้จากการบีบผิวผล อาจส่งผลให้เกิดพิษเมื่อสัมผัสกับแสงได้ แล้วก็กำเนิดมีสารสีเกินที่ผิวหนัง ใบหน้า และก็คอ เพราะมีสารกรุ๊ปคูมาริน แต่น้ำมันจากผิวผลที่ได้จากการกลั่นจะไม่มีสารนี้  น้ำมะกรูดมีความเป็นกรดสูง จึงควรระแวดระวังการรับประทานขณะท้องว่าง เนื่องจากว่าอาจจะเป็นผลให้มีการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารได้
เอกสารอ้างอิง

  • ดนัย ทิวาเวช, Hirose M, Futakuchi M, วิทยา ธรรมวิทย์, Ito N, Shirai T.  ฤทธิ์เสริมการเกิดมะเร็งตับของข่า กระชาย และมะกรูด ในหนูที่ได้รับสารก่อมะเร็ง 2-amino-3,8-dimethylimidazo(4,5-ƒ)quinoxaline (MeIQx).  การประชุมวิชาการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 11 “ วิทยาศาสตร์การแพทย์ไทยกับกติกาใหม่ของโลก ” กรุงเทพฯ, 9-11 ตุลาคม 2543:33
  • มะกรูด (ผิวผล).ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.2546.ประมวลผลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร. http://www.disthai.com/
  • Murakami A, Gao G, Kim OK, Omura M, Yano M, Ito C, et al. Identification of coumarins from the fruit of Citrus hystrix DC as inhibitors of nitric oxide generation in mouse macrophage RAW 264.7 cells. J Agric food chem. 1999;47:333-339.
  • กอบกุล เฉลิมพันธ์ชัย ดวงชัย บำเพ็ญบุญ ธิดา โตจิราการ และคณะ.  ตำรับยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทำลายจุลินทรีย์.  รวมบทคัดย่องานวิจัยการแพทย์แผนไทยและทิศทางการวิจัยในอนาคต สถาบันการแพทย์แผนไทย, 2543.
  • คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.2544.
  • มะกรูด/ใบมะกรูดประโยชน์และสรรพคุณมะกรูด.พืชเกษตรดอทคอม
  • Tangyuenyongwatana P, Gritsanapan W. Prasaplai: An essential Thai traditional formulation for primary dysmenorrhea treatment. TANG. 2014;4(2):10-11.
  • ชนิพรรณ บุตรยี่. การศึกษาชีวภาพความพร้อมและคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระของฟลาโวนอยด์จากใบมะกรูดในหลอดทดลองและศักยภาพในการป้องกันการแตกหักของโครโมโซมในหนูเม้าส์โดยวิธีการตรวจไมโครนิวเคลียสในเม็ดเลือดแดง [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต]. กรุงเทพฯ. มหาวิทยาลัยมหิดล;2551.
  • มะกรูด(ใบ).ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


7
บอระเพ็ด
ชื่อสมุนไพร บอระเพ็ด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น จุ้งจาลิง , จุ่งจิง , เถาวัลย์ฮอ (ภาคเหนือ) , เจตมูลหนาม (จังหวัดหนองคาย) , หางหนู (จังหวัดอุบลราชธานี) , เถาหัวด้วน , ตัวเจตมูลยาน (สระบุรี)
ชื่อสามัญ Heart leaved moonseed
ชื่อวิทยาศาสตร์ Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f. & Thomson
ชื่อพ้อง Tinospora tuberculata Miers, Tinospora rumphii Boerl.
ตระกูล Menispermaceae
ถิ่นกำเนิด บอระเพ็ดเป็นพืชที่มีบ้านเกิดในป่าดิบแล้งรวมทั้งป่าเบญจพรรณ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบได้บ่อยในประเทศไทย เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา ฯลฯ รวมทั้งบางประเทศในเอเชียใต้ เป็นต้นว่า ประเทศอินเดีย แล้วก็ศรีลังกา สำหรับในประเทศไทยนั้นบอระเพ็ดนับเป็นพืชที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างดีมานานแล้ว ด้วยเหตุว่าคนประเทศไทยในสมัยก่อนได้นำบอระเพ็ดมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาลักษณะของการป่วยต่างๆตัวอย่างเช่น ใช้ลดไข้ บำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร อื่นๆอีกมากมาย แม้กระทั่งเวลานี้ก็ยังนิยมใช้บอระเพ็ดเพื่อคุณประโยชน์ทางยาพวกนี้อยู่ ซึ่งในประเทศไทยนั้นสามารถพบบอระเพ็ดได้ทุกภาคของประเทศรวมทั้งส่วนมากพบในป่าดิบแล้งแล้วก็ป่าเบญจพรรณทั่วๆไป
ลักษณะทั่วไป 
บอระเพ็ด จัดเป็น  ไม้เลื้อย เนื้อแข็ง ไม่มีขน ยาวถึง 15 เมตร เถากลม ตะปุ่มตะป่ำไม่เรียบ เป็นปุ่มเปลือกของเถาบางลอกออกได้ เป็นปุ่มกระจัดกระจายทั่วๆไป เมื่อแก่มองเห็นปุ่มเงื่อนเหล่านี้หนาแน่น รวมทั้งชัดแจ้งมากมาย เปลือกเถา เหมือนเยื่อกระดาษ มียางขาว ใส  เถามีรสขมจัด สีเทาปนเหลือง มีรากอากาศเหมือนเส้นด้ายยาว กลม ยาว สีน้ำตาลเข้ม ใบคนเดียว เรียงเวียนสลับ มักเป็นรูปหัวใจ รูปไข่กว้าง หรือรูปกลม กว้าง 6-12ซม. ยาว 7-14 ซม. โคนเรียวแหลมยาว ปลายจักเป็นรูปหัวใจลึก หรือตื้น เนื้อคล้ายแผ่นกระดาษบาง มักมีต่อม ใบข้างล่างบางครั้งบางคราวพบต่อมแบนตามโคนง่ามของเส้นใบ เส้นใบออกจากโคนใบรูปฝ่ามือมี 3-5 เส้น รวมทั้งมีเส้นกิ่งก้านสาขาใบอีก 1-3 คู่ ก้านใบยาว 5-15 เซนติเมตร บวมพอง และเป็นข้องอ ดอกออกเป็นช่อตามกิ่งแก่ๆที่ไม่มีใบ มักมีดอกเมื่อใบหลุดตกหมด มี 2-3 ช่อ เล็กเรียว ดอกมีขนาดเล็กสีเขียวอมเหลือง ดอกเพศผู้และเพศภรรยาแยกกันอยู่ต่างดอก ช่อดอกเพศผู้ ยาว 5-9 เซนติเมตร ดอกมี 1-3 ดอก ติดเป็นกลุ่ม ดอกเพศผู้ มีก้านดอกย่อยเล็กเรียว ยาว 2-4 มม. กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน วงนอกมี 3 กลีบ รูปไข่ ครึ้มที่โคน ยาว 1-1.5 มม. วงในมี 3 กลีบ รูปไข่กลับ มีก้านกลม หรือโคนแหลม ยาว 3-4 มิลลิเมตร กลีบมี 3 กลีบ กลีบวงนอกเท่านั้นที่ก้าวหน้าขึ้น รูปใบหอกกลับแคบ แบน ไม่มีตุ่ม ยาว 2 มิลลิเมตร ส่วนกลีบวงในลดรูป เกสรเพศผู้มี 6 อัน ยาว 2 มิลลิเมตร ช่อดอกเพศเมีย ยาว 2-6 มม. ดอกส่วนมากกำเนิดเดี่ยวๆตามง่ามใบ ดอกเพศภรรยา กลีบเลี้ยงแล้วก็กลีบคล้ายดอกเพศผู้ เกสรเพศผู้ปลอมมี 6 อัน เป็นรูปลิ่มแคบ ยาวโดยประมาณ 1 มม. เกสรเพศเมียมี 3 อัน ทรงรี ยาว 2 มม. ยอดเกสรเพศเมียเป็นพูสั้นมาก ผลออกเป็นช่อ มีก้านช่อยาว 1.5-2 เซนติเมตร มีก้านผลเป็นรูปกึ่งปิรามิด ยาว 2-3 มม. ใต้ลงมาเป็นกลีบเลี้ยงที่ติดแน่น รูปไข่ ยาว 2 มิลลิเมตร โค้งกลับ ผลสด เมื่อสุกมีสีเหลืองหรือสีส้ม ทรงรี ยาว 2 เซนติเมตร ฝาผนังผลชั้นในสีขาว ทรงรี กว้าง 7-9 มิลลิเมตร ยาว 11-13 มม. ผิวย่นย่อน้อย หรือแทบเรียบ มีสันที่ด้านบนชัด มีช่องเปิดรูปรีเล็กที่ด้านบน ออกดอกปลายเดือนม.ค.ถึงเดือนพฤษภาคม ติดผลราวเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม
การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์บอระเพ็ดสามารถทำได้ 2 วิธี คือ การเพาะเมล็ด รวมทั้งการปักชำกิ่ง การเพาะเมล็ดนั้นต้องใช้เมล็ดจากผลที่สุกจัด ผลมีสีเหลืองเข้ม ยิ่งสำเร็จที่ร่วงแล้วยิ่งดี แล้วต่อจากนั้น นำผลมาตากแดดให้แห้ง นาน 15-20 วัน แล้วก็เก็บไว้ภายในร่มก่อนจนกระทั่งต้นฤดูฝนก็เลยนำออกมาเพาะในถุงเพาะชำหรือใช้หยอดปลูกตามจุดที่อยากได้ การปลูกด้วยเม็ดนี้ จะได้เครือบอระเพ็ดที่ใหญ่ยาวมากยิ่งกว่าการปักชำ  การปักชำเถา เป็นแนวทางหนึ่งที่สะดวกเร็วทันใจ ด้วยการตัดเถาบอระเพ็ดที่แก่จัด เถาแก่ตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป ตัดเถายาว 20-30 ซม. ต่อจากนั้น ค่อยนำลงปักชำในถุงหรือกระถาง วิธีนี้ จะได้ต้นที่แตกออกใหม่ภายใน 15-30 วัน แม้กระนั้นลำต้นมักมีเครือไม่ยาวเสมือนการเพาะเมล็ด แม้กระนั้นไม่ต่างกันมากนัก
องค์ประกอบทางเคมี

  • สารขมชื่อ picroretin, columbin, picroretroside, tinosporide, tinosporidine
  • สารกลุ่มไตรเทอปีนป่ายอยส์ อาทิเช่น Borapetoside A, Borapetoside B, Borapetol A, Tinocrisposide, tinosporan
  • สารกลุ่มอัลคาลอยด์ ยกตัวอย่างเช่น N-formylannonaine, N-acetylnornuciferine ฯลฯ
  • สารประเภทอามีนที่พบ ยกตัวอย่างเช่น N-trans-feruloyl tyramine, N-cis-feruloyl tyramine
  • สารฟีนอสิคไกลโคไซด์ อาทิเช่น tinoluberide
  • สารอื่นๆเป็นต้นว่า berberine, β-sitosterol


ที่มา : wikipedia
ผลดี/คุณประโยชน์ น้ำสกัดหรือน้ำต้มจากบอระเพ็ดสามารถใช้ฉีดพ่นกำจัด แล้วก็ปกป้องหนอนแมลงศัตรูพืช เป็นต้นว่า หนอนใยผัก รวมทั้งเพลี้ยต่างๆได้อย่างดีเยี่ยม ส่วนลำต้น และก็ใบของบอระเพ็ดสามารถใช้ผสมในอาหารสัตว์หรือให้สัตว์กินโดยตรง เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพดี แล้วก็รักษาโรคในสัตว์ ทั้งยังวัว กระบือ สุกร ไก่ รวมทั้งอื่น ซึ่งชาวบ้านนิยมให้ไก่ชนกินในระยะก่อนออกชน นอกนั้นลำตัน รวมทั้งใบยังสามารถนำมาบด แล้วก็ใช้พอกศีรษะหรือสระผม สำหรับกำจัดเหาได้อีกด้วย ส่วนสรรพคุณทางยาของบอระเพ็ดนั้นมีดังนี้
หนังสือเรียนยาไทย
ใช้  เถา ซึ่งมีรสขมจัดเย็น แก้ไข้ทุกประเภท แก้พิษโรคฝีดาษ เป็นยาขมเจริญอาหาร ต้มดื่มเพื่อให้เจริญอาหาร ช่วยสำหรับในการย่อย บำรุงน้ำดี บำรุงไฟธาตุ แก้โรคกระเพาะของกิน บำรุงร่างกาย แก้สะอึก แก้มาลาเรีย เป็นยาขับเหงื่อ ดับกระหาย แก้ร้อนในดีเยี่ยม แก้อหิวาตกโรค แก้ท้องเดิน ไข้มาลาเรีย หยุดความร้อน ทำให้เนื้อเย็น แก้โลหิตทุพพลภาพ ใช้ด้านนอกใช้ล้างตา ล้างแผลที่เกิดขึ้นมาจากโรคซิฟิลิส ใบ มีรสขมเมา เป็นยาพอกบาดแผล ทำให้เย็นและก็ทุเลาลักษณะของการปวด ดับพิษปวดแสบปวดร้อน พอกฝี แก้บวมช้ำ แก้คัน แก้โรครำมะนาด ปวดฟัน ฆ่าแมลงที่น่าฟัง ฆ่าพยาธิไส้เดือน แก้ไข้ แก้โรคผิวหนัง บำรุงน้ำดี  ราก มีรสขม เป็นยาช่วยให้เจริญอาหาร ดับพิษร้อน ทำลายพิษไข้ รากอากาศ รสขมเย็น แก้ไข้ขึ้นสูงมีอาการคลั่งเพ้อ ดับพิษร้อน ทำลายพิษร้อน ถอนพิษไข้ เจริญอาหาร ผล รสขม แก้ไข้ แก้เสมหะเป็นพิษ ทุกส่วนของพืช ใช้แก้ไข้ เป็นยาบำรุง โรคดีซ่าน ยาเจริญอาหาร แก้มาลาเรียใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ร้อนในอยากกินน้ำ
ยิ่งไปกว่านี้บอระเพ็ดยังจัดอยู่ใน “พิกัดตรีญาณรส” เป็นการจำกัดปริมาณตัวยาที่ชี้ให้เห็นรสอาหาร 3 อย่าง มี ไส้หมาก รากสะเดา เถาบอระเพ็ด มีคุณประโยชน์ แก้ไข้ ดับพิษร้อน ขับเยี่ยว ขับเสมหะ บำรุงไฟธาตุ บำรุงกำลัง “พิกัดยาแก้ไข้ 5 ชนิด” คือการจำกัดปริมาณตัวยาแก้ไข้ 5 อย่าง มี รากย่านาง รากคนทา รากชิงชี่ ขี้เหล็กอีกทั้ง 5 และเถาบอระเพ็ด คุณประโยชน์แก้ไข้พิษร้อน
แบบเรียนอายุรเวทของประเทศอินเดีย ใช้ เถา เป็นยาแก้ไข้ เหมือนกับชิงช้าชาลี กล่าวไว้ว่า แก้ไข้ดีเท่ากับต้นควินิน แก้ธาตุเปลี่ยนไปจากปกติ โรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับทางเท้าเยี่ยว แก้อาการอักเสบ แก้อาการเกร็ง
แบบ/ขนาดวิธีใช้
รักษาลักษณะของการมีไข้ ใช้เถาบอระเพ็ดที่ไม่แก่หรืออ่อนจนกระทั่งเกินความจำเป็น (เถาเพสลาก) ราว  1- 1.5  ฟุต (2.5 คืบ) หรือเถา น้ำหนัก  30-40  กรัม  โดยตำ  เติมน้ำนิดหน่อย  คั้นเอาน้ำ  หรือต้มกับน้ำ  3  ส่วน  ต้มให้เหลือ  1  ส่วน  หรือบดเป็นผุยผง  ทำให้เป็นลูกกลอนรับประทานวันละ  2  ครั้ง  ก่อนที่จะรับประทานอาหาร  เช้า  เย็น
           รักษาอาการเบื่อข้าว: ใช้เถาที่โตเต็มที่   โดยประมาณ  1- 1.5   ฟุต  (2.5 คืบ)  น้ำหนัก หรือเถา 30-40  กรัม  โดยตำ  เติมน้ำเล็กน้อย  คั้นเอาน้ำ  หรือต้มกับน้ำ  3  ส่วน  ต้มให้เหลือ  1  ส่วน  หรือบดเป็นผุยผง  ทำให้เป็นลูกกลอนรับประทานวันละ  2  ครั้ง  ก่อนที่จะรับประทานอาหาร  รุ่งเช้า  เย็น  ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ด้วยการใช้บอระเพ็ด / เมล็ดข่อย / หัวหญ้าแห้วหมู / เมล็ดพริกไทย / เปลือกต้นทิ้งถ่อน / เปลือกต้นตะโกนา ในสัดส่วนเท่ากันนำมาบดเป็นผง ปั้นเป็นยาลูกกลอนเท่าปลายนิ้วก้อย รับประทานก่อนนอนครั้งละ 2-3 เม็ด หรือไม่ก็อาจจะนำเถาบอระเพ็ดมาหั่นตากแห้งแล้วเอามาบดให้เป็นผงปั้นเป็นลูกกลอนก็ได้  ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยการใช้เถาสดที่โตเต็มกำลังตากแห้งแล้วบดเป็นผง นำมาชงน้ำร้อนดื่มทีละ 1 ช้อน รุ่งเช้ารวมทั้งเย็น แก้โรคกระเพาะอาหารด้วยการใช้บอระเพ็ด 5 ส่วน / มะขามเปียก 7 ส่วน / เกลือ 3 ส่วน / น้ำผึ้งพอควร เอามาคลุกให้เข้ากันแล้วกินก่อนที่จะกินอาหาร 3 เวลา นำทุกส่วนของบอระเพ็ด (เถา,ใบ,ราก) มาบดแล้วก็ใช้ประคบฝี เพื่อลดน้ำหนอง,ลดอาการปวดบวม หรือ แผล(สำหรับห้ามเลือด)
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดไข้    มีผู้ทำการศึกษาฤทธิ์ลดไข้ของบอระเพ็ด โดยทดลองกับสัตว์ทดสอบที่ถูกรั้งนำให้เกิดไข้ด้วยสารต่างๆยกตัวอย่างเช่น การทดสอบกรอกสารสกัดบอระเพ็ดด้วยอัลกอฮอล์และก็น้ำ (1:1) ให้กระต่ายที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดไข้ด้วยยีสต์ พบว่าสารสกัดไม่มีฤทธิ์ลดไข้ บุญเทียม แล้วก็แผนก ได้ทดสอบให้สารสกัดบอระเพ็ดด้วยน้ำกับหนูเพศผู้ที่ถูกเหนี่ยวนำให้กำเนิดไข้ด้วยวัคซีนไข้รากสาดน้อยในขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม โดยการผสมกับน้ำ  พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ลดไข้ และต่อมาได้ทำทดสอบโดยให้สารสกัดบอระเพ็ดกับกระต่ายแล้วก็หนูขาวเพศผู้ที่เหนี่ยวนำให้เกิดไข้ด้วย LPS (Lipopolysaccharide) ในขนาด 200 มก./กิโลกรัม และก็ 600 มิลลิกรัม/กก. ตามลำดับ พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ลดไข้ได้ด้วยเหมือนกัน จากการเรียนมั่นใจว่ากลไกสำหรับในการยับยั้งการเกิดไข้ของสารสกัดบอระเพ็ดคงจะเกิดขึ้นจากการไปยั้งการสร้าง interleukin-1 หรือ prostaglandins (PGs) ซึ่งกลไกนี้เป็นกลไกที่อยู่ในระบบ CNS ยิ่งไปกว่านี้ยังมีผู้พบว่าส่วนสกัดด้วยบิวทานอลมีฤทธิ์ลดไข้ ไม่มีการทดลองแยกสารออกฤทธิ์ลดไข้จากบอระเพ็ด แต่ว่ามีรายงานฤทธิ์ลดไข้ของสารที่เจอในบอระเพ็ดเป็น berberine เมื่อป้อนให้หนูในขนาด 10 มิลลิกรัม/กก. รวมทั้ง b-sitosterol ซึ่งออกฤทธิ์ในขนาด 160 มก./กิโลกรัม
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ        มีผู้ทำการศึกษาฤทธิ์ลดการอักเสบของชาชงบอระเพ็ดโดยการกรอกให้แกะเพศผู้ (ตอน) ในขนาด 8 มล./ตัว พบว่าชาชงบอระเพ็ดมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบเทียบเท่ากับแอสไพริน 30 มก./น้ำหนักตัว 200 ก. Higashino และภาควิชา ได้เรียนรู้ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบของสารสกัดเถาบอระเพ็ดด้วยเมทานอล (50%) กับหนูขาวที่ถูกรั้งนำให้เกิดการอักเสบที่อุ้งเท้าด้วย carrageenin โดยให้กินสารสกัดในขนาด 10 มิลลิกรัม/กก. พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยส่วนสกัดด้วยบิวทานอผุดผ่องกฤทธิ์เจริญที่สุด ไม่ว่าจะให้โดยการกิน ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง หรือฉีดเข้าช่องท้อง และพบว่าส่วนสกัดในขนาด 3 มิลลิกรัม/กก. เมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังมีฤทธิ์เทียบเท่ากับ sulpyrine 250 มิลลิกรัม/กก. รวมทั้ง diphenhydramine 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสาร borapetosides A การเล่าเรียนฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสาร borapetosides A สารสำคัญที่พบในต้นบอระเพ็ด โดยการฉีด borapetosides A ให้แก่หนูเม้าส์ที่เป็นโรคเบาหวาน ประเภทที่ 1 รวมทั้งประเภทที่ 2 และหนูเม้าส์ธรรมดา วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 7 วัน พบว่า borapetosides A จะช่วยเพิ่มระดับของไกลวัวเจน แล้วก็ลดน้ำตาลในเลือดได้ทั้งยังหนูธรรมดา แล้วก็หนูที่เป็นโรคเบาหวาน โดยฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของ borapetosides A เกี่ยวข้องกับการเพิ่มจำนวนอินซูลินในหนูธรรมดารวมทั้งหนูที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แม้กระนั้นไม่มีผลต่อระดับอินซูลินในหนูที่เป็นเบาหวานจำพวกที่ 1 นอกเหนือจากนี้ยังพบว่าสาร borapetosides A กระตุ้นการสังเคราะห์ไกลวัวเจนในเซลล์เนื้อกล้ามเนื้อ รวมทั้งลดการแสดงออกของโปรตีน phosphoenolpyruvate carboxylase ที่มากขึ้นจากการเป็นเบาหวานได้ การศึกษาค้นคว้าวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าสาร borapetosides A จากต้นบอระเพ็ดสามารถออกฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้อีกทั้งชนิดที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวเนื่องกับอินซูลิน โดยผ่านกลไกกระตุ้นการใช้เดกซ์โทรสของกล้าม ลดการสั่งสมน้ำตาลในเซลล์ และก็กระตุ้นการสร้างอินซูลิน
การทดสอบในสัตว์ทดสอบพบว่าบอระเพ็ดมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ ส่วนการเล่าเรียนในผู้ป่วยเบาหวานโดยให้ทานบอระเพ็ด วันละ 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2 เดือน พบว่าช่วยลดระดับน้ำตาลได้ แต่ว่าขณะที่กำลังทำการทดสอบคนไข้หลายรายมีลักษณะอาการตับอักเสบ และพบว่าการใช้บอระเพ็ดในขนาดสูงและก็ติดต่อกันเป็นเวลานานจะเป็นพิษต่อตับแล้วก็ไต มีรายงานการวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ระบุว่าเมื่อให้อาสาสมัครสุขภาพแข็งแรง 12 ราย กินบอระเพ็ดขนาด 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 8 สัปดาห์ พบว่าแนวโน้มทำให้ระดับเอนไซม์ในตับเพิ่มขึ้น หมายความว่ามีทิศทางจะทำให้เกิดพิษต่อตับ
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา  การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดเถาด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล (คิดเป็น 1,786 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) แล้วก็ให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล ตรวจไม่เจออาการเป็นพิษ  เมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอทานอล ให้หนูถีบจักร ขนาด 4 ก./กิโลกรัม เท่ากันผงยาแห้ง 28.95 ก./กิโลกรัม ไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการพิษ การเล่าเรียนพิษเรื้อรัง พบว่าเมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอทานอล ให้หนูขาวประเภทวิสตาร์ทั้ง 2 เพศ ในขนาด 0.02, 0.16 แล้วก็ 1.28 กรัม/กก./วัน หรือเทียบเท่าผงแห้ง 0.145, 1.16 รวมทั้ง 9.26 กรัม/กก. เป็นเวลา 6 เดือน พบว่าหนูขาวทั้งสองเพศที่ได้รับสารสกัดในขนาด 1.28 กรัม/กก. ส่งผลทำให้น้ำหนักหนูน้อยกว่ากรุ๊ปควบคุมแล้วก็กำเนิดอาการเปลี่ยนไปจากปกติของลักษณะการทำงานของตับและไตได้          มีแพทย์ผู้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ลดโรคเบาหวานของบอระเพ็ด พบว่าคนเจ็บมีลักษณะตับอักเสบหลายราย
คำแนะนำ/ข้อควรปฏิบัติตาม

  • ส่วนที่นิยมนำเถาบอระเพ็ดมาใช้ทำเป็นยาจะเป็นส่วนของ “เถาเพสลาก” เพราะว่ามีลักษณะไม่แก่หรืออ่อนเกินไปนัก และมีรสชาติขมจัด แม้กระนั้นถ้าเป็นเถาแก่จะแตกแห้ง รสเฝื่อน ไม่ขม หรือถ้าเกิดอ่อนเกินความจำเป็นก็จะมีรสไม่ขมมาก
  • การศึกษาในอาสาสมัครสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง 12 ผู้ที่รับประทานบอระเพ็ดในขนาด 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 8 สัปดาห์ เจอแนวโน้มระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในตับเพิ่มขึ้นหมายความว่าน่าจะทำให้เกิดพิษต่อตับ
  • หากนำบอระเพ็ดมาใช้และเจออาการไม่ปกติของการทำงานตับรวมทั้งไต ควรจะหยุดการใช้
  • ห้ามใช้ในผู้ที่มีภาวะโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีตับผิดพลาด หรือผู้เจ็บป่วยที่มีประวัติเป็นโรคตับหรือโรคไต
  • สมุนไพรบอระเพ็ดในการกินในส่วนของรากโดยตลอดเป็นระยะเวลาที่ยาวนานอาจมีผลต่อหัวดวงใจ เนื่องด้วยเป็นยารสขม สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือไม่ควรใช้ติดกันสม่ำเสมอเกิน 1 เดือน ถ้าจำต้องใช้ในเดือนถัดไปก็ควรจะเว้นระยะเวลา 1-2 สัปดาห์เป็นอย่างต่ำเพื่อร่างกายสามารถปรับสภาพได้ก่อน ถ้าเกิดใช้ไปแล้วมีลักษณะมือเท้าเย็น แขนขาหมดเรี่ยวแรงก็ควรหยุดรับประทาน
เอกสารอ้างอิง

  • บอระเพ็ด.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • บุญเทียม คงศักดิ์ตระกูล  ยุวดี วงษ์กระจ่าง และคณะ.  รายงานฉบับสมบูรณ์ขององค์การเภสัชกรรม, 2541:18pp.
  • Higashino H, Suzuki A, Tanaka Y, Pootakham K.  Inhibitory effects of Siamese Tinospora crispa extracts on the carrageenin-induced foot pad edema in rats (the 1st report).  Nippon Yakurigaku Zasshi 1992;100(4):339-44.
  • บอระเพ็ด.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.disthai.com/
  • Kongsaktrakoon B, Temsiririrkkul R, Suvitayavat W, Nakornchai S, Wongkrajang Y.  The antipyretic effect of Tinospora crispa Mier ex Hook.f. & Thoms.  Mahidol Univ J Pharm Sci 1994;21(1):1-6.
  • บอระเพ็ด.ชาสมุนไพรบรรเทาอาการไข้.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.หน้า3-5
  • กัมปนาท รื่นรมย์.ประสิทธิภาพและการออกฤทธิ์ของสารสกัดจากบอระเพ็ดในการเป็นสารกำจัดแมลงต่อหนอนใยผัก(Plutella xylostella L.)
  • Sabir M, Akhter MH, Bhide NK.  Further studies on pharmacology of berberine.  Indian J Physiol Pharmacol 1978;22:9.
  • บอระเพ็ด ประโยชน์/สรรพคุณบอระเพ็ด.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรไทยบุญส่ง คงคาทิพย์ และสมนึก วงศ์ทอง การแยกสารออกฤทธิ์ฆ่าหนอนเจาะเสมอฝ้ายจากต้นบอระเพ็ดและการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างของสารกับการออกฤทธิ์
  • บอระเพ็ด.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสาร borapetosides A จากต้นบอระเพ็ด.ข่าวความเคลื่อนไหนสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Rivai Y.  Antiinflammatory effects of Tinospora crispa (L) Miers ex Hook.f & Thoms stem infusion on rat.  MS Thesis, Dept Pharm, Fac Math & Sci, Univ Andalas, Indonesia, 1987.
  • บอระเพ็ดกับเบาหวาน.กระทู้ถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Gupta M, Nath R, Srivastava N, Shanker K, Kishor K, Bhargava KB.  Anti-inflammatory and antipyretic activities of b-sitosterol.  Planta Med 1980;39:157-63.
  • Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P.  Study on toxicity of Thai medicinal plants.  Bull Dept Med Sci 1971;12(2/4):36-65.
  • บอระเพ็ด.ฐานข้อมูลความปลอดภัยของสมุนไพรที่มีการขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณ.สำนังานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Chavalittumrong P, Attawish A, Chuthaputti A, Chuntapet P.  Toxicological study of crude extract of Tinospora crispa Miers ex Hook.f. & Thoms.  Thai J Pharm Sci 1997;21(4):199-210.


8
ส้มป่อย
ชื่อสมุนไพร ส้มป่อย
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น  ส้มขอน , ส้มคอน (ไทยใหญ่,แม่ฮ่องสอน) , ส้มพอดิบพอดี (อีสาน) , ผ่อชิละ ผ่อชิบูทู (กะเหรี่ยง)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Acacia concinna (Willd.) DC.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Acacia rugata (Lam.) Merr., Mimosa concinna (Willd.) DC.
วงศ์ FABACEAE
ถิ่นเกิด ส้มป่อย เป็นพืชที่เป็นที่รู้จักดันดีในประเทศไทย โดยยิ่งไปกว่านั้นภาคเหนือที่นับว่าส้มป่อยเป็นไม้มงคล โดยมีความเห็นกันว่าแม้บ้านใดมีต้นส้มป่อยในบ้าน จะช่วยปกป้องเพศภัยแล้วก็เคราะห์ต่างๆให้ปล่อยออกไปจากบ้านดังชื่อของส้มป่อย แล้วก็ฝักของส้มป่อยก็ใช้แช่น้ำเชื่อว่าจะก่อให้เป็นน้ำที่มีความศักดิ์สิทธิ์ใช้ขจัดสิ่งเลวร้ายต่างๆได้ ซึ่งส้มป่อยนี้เป็นพืชที่มีบ้านเกิดเมืองนอนในเขตร้อนของทวีปเอเชีย ตัวอย่างเช่น เอเซียอาคเนย์ อาทิเช่น ประเทศไทย , พม่า , ลาว , กัมพูชา , มาเลเซีย , และประเทศในเอเชียใต้ อย่างเช่น ประเทศอินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ เป็นต้น  ส้มป่อยเป็นไม้ที่มีคงทนถาวรต่อภาวะแห้งได้ดี พบมากขึ้นตามป่าคืนสภาพ ป่าดงดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ที่ราบตีนเขา และก็ที่รกร้างทั่วๆไป  ในประเทศไทยสามารถเจอได้ทุกภาคของประเทศ
ลักษณะทั่วไป ส้มป่อยจัดเป็นไม้พุ่มรอคอยเลื้อยซึ่งจะ พาดพันต้นไม้อื่นได้โดยประมาณ สูง 3-6 เมตร เถามีเนื้อแข็ง ผิวเรียบสีน้ำตาล ขนาดใหญ่ มีหนามเล็กแหลมตามลำต้น กิ่งก้านแล้วก็ใบ ไม่มีมือเกาะจะเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น เถาอ่อนสีน้ำตาลแดง มีขนกำมะหยี่หรือขนสั้นหนานุ่ม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ช่อใบย่อย 5-10 คู่ ใบย่อย 10-35 คู่ ต่อช่อ ใบย่อยรูปขอบขนาน ขนาดเล็ก ออกเรียงตรงกันข้าม ปลายใบมนหรือแหลม ที่ปลายเป็นติ่งหนามแหลมอ่อนโค้ง โคนใบตัด ขอบใบดกเรียบ แผ่นใบเรียบ ก้านใบยาว 3.6-5.0 เซนติเมตร มีขนสั้นนุ่มแล้วก็หนาแน่น เจอก้อนนูนสีน้ำตาลคล้ายต่อม 1 อัน อยู่ที่โคนก้านใบ แกนกลางยาว 6.6-8.5 เซนติเมตร ก้านใบย่อยสั้นมากมาย ยาว 0.5 มม. หรือน้อยกว่า เกลี้ยง และมีขนนุ่มหนาแน่น ดอกเป็นช่อกระจุกกลม ออกตามซอกใบข้างลำต้น 1-3 ช่อดอกต่อข้อ ขนาด 0.7-1.3 เซนติเมตร มี 35-45 ดอก ก้านช่อดอกยาว 2.5-3.2 มิลลิเมตร มีขนนุ่มหนาแน่น ใบประดับดอก 1 อัน รูปแถบ ยาวไม่เกิน 1 มิลลิเมตร โคนสอบเรียว สีแดง มีขนกระจายทั่วๆไป ดอกขนาดเล็กอัดแน่นอยู่เป็นแกนดอก กลีบเป็นหลอด สีขาวนวล กลีบเลี้ยงแล้วก็กลีบอย่างละ 5 กลีบ กลีบเลี้ยง หลอดกลีบกว้าง 1.0-1.5 มิลลิเมตรยาว 2.5-3.0 ซม. ปลายแหลม สีแดง อาจมีสีขาวผสมน้อย กลีบดอก หลอดกลีบกว้าง 1.0-1.5 มิลลิเมตร ยาว 3.5-4.0 มม. มีขนน้อยที่ปลายกลีบ เกสรเพศผู้ 200-250 อัน ยาว 4-6 มม. เกสรเพศเมีย รังไข่ยาว 1 มม. มี 10-12 ออวุล มีก้านรังไข่ยาว 1 มม. ก้านแล้วก็ยอดเกสรเพศเมียยาว 2.5-3.5 มิลลิเมตร สีขาวอมเหลืองหรือสีเขียวอมเหลือง ผลเป็นฝักรูปขอบขนาน แบนยาว หนา ขนาด กว้าง 1.3-1.4 เซนติเมตร ยาว 7.0-9.3 เซนติเมตร ฝักอ่อนเปลือกสีเขียวอมแดง เมื่อแก่สีน้ำตาลเข้ม ผิวฝักเป็นลอนคลื่นเป็นข้อ ปลายฝักมีหางแหลม สันฝักดก ผิวย่นย่อมากมายเมื่อแห้ง ก้านผลยาว 2.8-3.0 ซม. แต่ละผลมี 5-12 เมล็ด เม็ดสีดำ แบนรี ผิวมัน กว้าง 4-5 มิลลิเมตร ยาว 7-8 มิลลิเมตร มีดอกราวเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม ติดผลพฤษภาคมถึงตุลาคม
การขยายพันธุ์ ส้มป่อยชอบพบได้ในป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้วรอบๆที่ราบเชิงเขาส่วนการขยายพันธุ์  ส้มป่อยนั้นสามารถทำได้ด้วยกรรมวิธีเพาะเมล็ดแล้วก็การปักชำ แต่วิธีที่เป็นที่นิยมกันมากมายคือการปักชำ โดยตัดกิ่งแก่ให้ยาวโดยประมาณ 50 เซนติเมตรมาปักชำในกระถางหรือในรอบๆที่ต้องการจะเพาะชำ ซึ่งในกระถางหรือบริเวณดังกล่าควรมีความชื้นมากมาย แล้วก็รดน้ำทุกวี่วันกระทั่งกิ่งที่ชำเกิดรากแล้วจึงย้ายลงหลุมที่จะปลูกถัดไป สำหรับเพื่อการปลูกส้มป่อยนั้นควรปลูกในกลางแจ้งหรือที่ๆมีแสงมากมาย สามารถปลูกได้ในดิน      Malic acid ที่มา : Wikipedia     ทุกจำพวกที่มีการระบายน้ำได้ดิบได้ดี ด้วยเหตุว่าส้มป่อยชอบความชื้นปานกลางถึงน้อยและถูกใจแสงอาทิตย์มาก ส่วนการดูแลและรักษานั้น ส้มป่อยไม่ค่อยมีโรคและก็ศัตรูพืชมาก แต่ควรตัดแต่งกิ่งหรือทำค้างให้ลำต้นของส้มป่อยพันเลื้อยขึ้นไปเพื่อสบายสำหรับการเก็บเกี่ยวผลผลิตของส้มป่อย
องค์ประกอบทางเคมี ฝักมีสารซาโปนิน 20.8% อย่างเช่น acasinin       Tannin   ที่มา : Wikipedia
A, B, C, D และ E   azepin , tannin , malic  acid , concinnamide, lupeol , machaerinic acid , menthiafolic, sonuside, sitosterol ส่วนค่าทางโภชนาการของส้มป่อยมีดังนี้
คุณค่าทางโภชนาการ ส้มป่อย 100 กรัม มี  น้ำ 85.6  กรัม  แคลเซียม 95 มก. ไทอะมีน 0.04 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 6568 ไมโครกรัม ไนอะซิน 1.1 มก. วิตามินเอรวม 1095 RE วิตามินซี 6 มิลลิกรัม วิตามินอี 6.7 มิลลิกรัม                                 
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์ ยอดอ่อน แล้วก็ใบอ่อน ของส้มป่อย ใช้รับประทานเป็นผักและเครื่องปรุงรส ช่วยทำให้ของกินมีรสเปรี้ยว รวมทั้งช่วยขจัดกลิ่น คาวปลา ยอดเอามาปรุงอาหารได้หลายชนิด อย่างเช่น machaerinic acid ที่มา : Wikipedia  แกงส้ม ต้มปลา ต้มน้ำกะทิปลาเค็ม น้ำของฝักส้มป่อย ใช้ขัดเครื่องเงิน เครื่องทองให้เงางามได้ ฝักแก่แห้งเอามาต้มเอาน้ำใช้สระผมแก้รังแค แก้อาการคันศีรษะ บำรุงเส้นผม ทำให้ผมเปียกชื้นเป็นเงางาม เป็นยาปลูกผม และก็คุ้มครองผมหงอกก่อนวัย  ใบส้มป่อยสามารถเอามาสกัดทำเป็นสีย้อมเส้นไหมได้ โดยสีที่ได้เป็นสีเขียวอ่อน สีเหลืองอ่อน สีน้ำตาลอ่อน หรือสีครีม  ในด้านของความเชื่อถือส้มป่อยนับว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของชาวล้านนา โดยประชาชนจะใช้ฝักในพิธีการทำน้ำมนต์เพื่อสะเดาะเคราะห์ ใช้ในงานมงคล ทำน้ำมนต์รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์  หรือใช้สรงน้ำพระพุทธรูป  ทั้งยังส้มป่อยยังจัดเป็นพืชที่มีความเป็นสิริมงคลของคนไทย โดยมั่นใจว่าการปลูกส้มป่อยจะช่วยขับไล่ไสส่งภูตผีปีศาจและก็เรื่องเลวร้ายไม่ให้มารบกวน ช่วยเสริมหรือคืนอำนาจให้ผู้มีโผลงค้างอาคม โดยกำหนดให้ปลูกไว้ทางทิศเหนือ  ส่วนสรรพคุณทางยาของส้มป่อยนั้นมีดังนี้
ใบ แก้โรคตา จ่ายเมือกมันในลำไส้ ยาถ่ายเสมหะ ถ่ายตกขาว แก้บิด ฟอกล้างโลหิตประจำเดือน ประคบให้เส้นเอ็นหย่อน ใบใช้ในสูตรยาอบสมุนไพร มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆช่วยชำระล้างสิ่งสกปรก เพิ่มแรงต้านทานโรคให้กับผิวหนัง บำรุงผิวพรรณ แก้หวัด แก้เมื่อย สูตรยาลูกประคบสมุนไพร ช่วยบำรุงรักษาผิว แก้โรคผิวหนัง ลดความดัน  ใบตำห่อผ้าประคบเส้นให้เส้นอ่อน ใช้ใบอ่อน ต้มเอาน้ำผสมกับน้ำผึ้ง รับประทานเป็นยาขับฉี่ ฝัก มีรสเปรี้ยว เป็นยาถ่าย ขับเสลด แก้ไอ แก้บิด แก้ไข้จับสั่น ฝักปิ้งให้เหลือง ชงน้ำจิบแก้ไอ ขับเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว เป็นยาถ่ายทำให้อ้วก แก้ซางในเด็ก ใช้สระผม ทำให้ผมเปียกชื้นเป็นเงาสวย ไม่มีรังแค ต้มน้ำอาบข้างหลังคลอด ฝักตำพอกหรือชุบสำลีปิดแผลโรคผิวหนัง เปลือกฝัก รสขมเปรี้ยวเผ็ดปร่า เจริญอาหาร กัดเสมหะ แก้ไอ ต้น รสเปรี้ยวฝาด เป็นยาระบาย แก้โรคตาแดง แก้น้ำตาพิการ  ยอดอ่อน นำมาต้มน้ำ รวมทั้งผสมกับน้ำผึ้งดื่มเป็นยาช่วยขับเยี่ยว หรือนำมาตำรวมกับขมิ้นอ้อย แล้วใส่น้ำมันพืชนิดหน่อย หมกไฟพออุ่น นำไปพอกแก้ฝี ดอก รสเปรี้ยว ฝาด มัน แก้เอ็นที่ทุพพลภาพให้สมบูรณ์ ใบและฝัก ต้มอาบ ทำความสะอาด บำรุงผิว ราก รสขม แก้ไข้
บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5)    ปรากฏการกางใบรวมทั้งฝักส้มป่อย ร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ เป็นยารักษากลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร ตำรับ “ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง” มี ดีเกลือฝรั่ง ยาดำ ใบมะกา ใบมะขาม ใบส้มป่อย ฝักคูน รากขี้กาแดง รากขี้กาขาว รากโคนงแตก ฝักส้มป่อย สมอไทย สมอดีงู เถาวัลย์เปรียง ขี้เหล็ก หัวหอม ต้นหญ้าไทร ใบไผ่ป่า สรรพคุณ แก้อาการท้องผูก กรณีที่ใช้ยาอื่นแล้วไม่ได้เรื่อง
ต้นแบบ/ขนาดการใช้   แก้ไอ ด้วยการใช้ฝักเอามาปิ้งให้เหลืองแล้วชงกับน้ำจิบรับประทานเป็นยา หรือจะใช้เปลือกนำมาแช่กับน้ำดื่มทำให้เปียกคอแก้ไอได้  เมล็ดนำมาคั่วให้ไหม้เกรียมแล้วบดให้รอบคอบ ใช้เป่าจมูก ทำให้คันจมูกแล้วก็ทำให้จามได้  ยอดอ่อนหรือใบอ่อนเอามาต้มกับน้ำ และผสมกับน้ำผึ้งใช้ดื่มกินเป็นยาช่วยขับเยี่ยว  ยอดอ่อนนำมาตำผสมกับขมิ้นอ้อย แล้วใส่น้ำมันพืชนิดหน่อย หมกไฟพออุ่น แล้วค่อยนำไปพอกจะช่วยแก้ฝี แก้พิษฝี ทำให้ฝีแตกเร็วหรือยุบไป ส่วนอีกการใช้รากส้มป่อยนำมาฝนใส่น้ำปูนใสทาบริเวณที่เป็นฝี  ใบใช้ตำประคบหรือตำห่อผ้าประคบเส้นช่วยให้เอ็นอ่อน แก้เอ็นทุพพลภาพ ขัดยอก  ช่วยทำให้สตรีมีครรภ์คลอดได้ง่าย ด้วยการใช้ฝักส้มป่อยราวๆ 3-7 ข้อ เอามาต้มกับน้ำอาบตอนค่ำ โดยให้อาบก่อนคลอด 2-3 วัน แต่ว่าห้ามอาบมากมายเพราะจะก่อให้รู้สึกร้อน
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา สารสกัดน้ำจากผล ความเข้มข้น 20 มก./มล. มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา Epidermophyton floccosum ในหลอดทดสอบ แต่ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา Trichophyton rubrum และ Microsporum gypseum เช่นเดียวกับสารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 100 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ไม่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา T. rubrum, M. gypseum แล้วก็ E. floccosum
  • ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อยีสต์ สารสกัดน้ำ แล้วก็สารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 100 แล้วก็ 200 มก./มล. เป็นลำดับ แล้วก็สารสกัดน้ำจากส้มป่อย (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้และก็ความเข้มข้น) ไม่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อยีสต์ Candida albicans
  • ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย สารสกัดน้ำและก็สารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 100 รวมทั้ง 200 มก./มิลลิลิตร ตามลำดับ รวมทั้งสารสกัดน้ำจากส้มป่อย (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้แล้วก็ความเข้มข้น) ไม่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus
  • เมื่อปี ค.ศ.2006 ที่อินเดีย ได้กระทำทดลองสารสกัดจากดอกส้มป่อยกับหนูเพศผู้ โดยการให้สารสกัดในขนาด 50 มิลลิกรัมต่อกก. โดยใช้ระยะเวลาการทดลองนาน 3 อาทิตย์ ผลการทดลองพบว่า ค่าคอเลสเตอรอลในเลือดของหนูทดลองลดลง ไตรกลีเซอไรด์ต่ำลง อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ และก็สารสกัดจากส้มป่อยยังมีผลลดน้ำอสุจิแล้วก็ endometrial glands ในมดลูก มีการเปลี่ยนในชั้นเซลล์ในมดลูก สรุปว่าสมุนไพรส้มป่อยสามารถใช้เป็นยาคุมกำเนิดได้ด้วย
  • สารสกัดซาโปนินจากเปลือกส้มปอยรวมทั้งสารสกัดเอทานอลและก็น้ำ ในอัตราส่วน 1:1 มีฤทธิ์ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก โดยค่าดรรชนีการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงเท่ากับ 1,350
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา  หลักฐานความเป็นพิษรวมทั้งการทดสอบความเป็นพิษ
          เมื่อให้สารสกัดจากใบและลำต้น (ไม่เจาะจงสารสกัดที่ใช้) แล้วก็สารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากใบและลำต้น ขนาด 10 ก./กิโลกรัม ทางสายยางให้อาหารหนูถีบจักร ไม่พบพิษ เมื่อฉีดสารสกัดจากใบและก็ลำต้น (ไม่ระบุสารสกัดที่ใช้) ขนาด 10 กรัม/กก. เข้าใต้ผิวหนังหนูถีบจักร ไม่เจอพิษเหมือนกัน และก็เมื่อฉีดสารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินเข้าท้องหนูถีบจักร มีค่า LD50พอๆกับ 125 มก./กก.
          ส่วนสกัดซาโปนินจากเปลือก (ไม่เจาะจงความเข้มข้น) รวมทั้งสารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้) มีฤทธิ์ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก ค่าดรรชนีการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงพอๆกับ 1,350
          สาร acacic acid จากเปลือก (ไม่เจาะจงความเข้มข้น) มีฤทธิ์ฆ่าสเปิร์ม แล้วก็ส่วนสกัดซาโปนินจากเปลือก ความเข้มข้น 0.004% มีฤทธิ์ฆ่าสเปิร์มในคนผู้ชาย
          สารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดิน ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ CA-9KB ขนาดของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ครึ่งเดียว มากกว่า 20 มคกรัม/มล. สารสกัดเมทานอล 75% จากผลเป็นพิษต่อเซลล์ Fibrosarcoma HT-1080 ความเข้มข้นของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์กึ่งหนึ่งเท่ากับ 2.1 มคกรัม/มล. โดยมีสารที่ออกฤทธิ์คือ Kinmoonosides A, B และ C มีขนาดของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์กึ่งหนึ่งเท่ากับ  4.89,  1.43,  แล้วก็  1.87 มคกรัม/มิลลิลิตร เป็นลำดับ  ส่วนสารสกัดเมทานอล  ส่วนสกัดที่ละลายน้ำ  สารสกัดเมทานอล:เอทานอล (1:1) จากผล เป็นพิษต่อเซลล์ Fibrosarcoma HT-1080 อย่างอ่อน ความเข้มข้นของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์กึ่งหนึ่งพอๆกับ 10, 17.9 รวมทั้ง 21.5 มคก./มล. เป็นลำดับ สารสกัดคลอโรฟอร์ม สารสกัดอะซีโตน ส่วนสกัดที่ละลายน้ำ สารสกัดเมทานอลและสารสกัดเมทานอล:เอทานอล (1:1) จากผล เป็นพิษต่อเซลล์ CA-Colon-26-L5 อย่างอ่อน
ข้อแนะนำ/ข้อควรไตร่ตรอง ถึงแม้ในตอนนี้ไม่มีข้อมูลในด้านข้อควรไตร่ตรองในการใช้ส้มป่อยแต่อย่างไรก็ดีส้มป่อยก็ยังเป็นเหมือนสมุนไพรชนิดอื่นๆที่ควรมีการระวังในการกินแม้รับประทานเป็นของกินหรือองค์ประกอบของของกินคงปลอดภัยแต่อย่างใด แต่ว่าถ้าจะใช้เพื่อสรรพคุณทางยานั้นควรจะใช้แต่พอดี ไม่ใช้ในจำนวนที่มากและไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเนื่องจากว่าอาจเกิดโทษต่อสุขภาพได้
เอกสารอ้างอิง

  • มงคล โมกขะสมิต กมล สวัสดีมงคล ประยุทธ สาตราวาหะ.  การศึกษาพิษของสมุนไพรไทย.  วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2514;13:36-66.
  • ส้มป่อย.ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  “ส้มป่อย (Som Poi)”.  หน้า 282.
  • วันดี อวิรุทธ์นันท์ แม้นสรวง วุฒิอุดมเลิศ.  ฤทธิ์ต้านเชื้อราของพืชสมุนไพร.  วารสารเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล 2536;10(3):87-9.
  • Banerji R, Prakash D, Misra G, et al.  Cardiovascular and hemolytic activity of saponins.  Indian Drugs 1981;18(4):121-4.
  • วไลพร พงวิรุฬห์ วีณา ถือวิเศษสิน วีณา จิรัจฉริยากูล และคณะ.  ดัชนีการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงในมาตรฐานสมุนไพรไทย.  โครงการพิเศษ ม.มหิดล, 2531-2532.
  • ส้มป่อย.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. http://www.disthai.com/
  • หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “ส้มป่อย”.  หน้า 33.
  • Avirutnant W, Pongpan A.  The antimicrobial activity of some Thai flowers and plants.  Mahidol Univ J Pharm Sci 1983;10(3):81-6.
  • ส้มป่อย.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด.  (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก).  “ส้มป่อย”  หน้า 178.
  • Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P.  Study on toxicity of Thai medicinal plants.  Bull Dept Med Sci 1971;12(2/4):36-65.
  • Banerji R, Nigam SK.  Chemistry of Acacia concinna and a Cassia bark.  J Indian Chem Soc 1980;57:1043-4.
  • Ikegami F, Sekine T, Hjima O, Fujii Y, Okonogi S, Murakoshi I.  Anti-dermatophyte activities of “tea seed cake” and “pegu – catechu”.  Thai J Pharm Sci 1993;17(2):57-9.
  • ส้มป่อย.ฐานข้อมูลความปลอดภัยของสมุนไพรที่มีการขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Tezuka Y, Honda K, Banskota AH, Thet MM, Kadota S.  Kinmoonosides A-C, three new cytotoxic saponins from the fruits of Acacia concinna, a medicinal plant collected in Myanmar.  J Nat Prod 2000;63:1658-64.
  • Banergi R, Srivastava AK, Misra G, Nigam SK, Singh S, Nigam SC, Saxena RC.  Steroid and triterpenoid saponins as spermicidal agents.  Indian Drugs 1979;17(1):6-8.
  • Bhakuni DS, Dhar ML, Dhar MM, Dhawan BN, Gupta B, Srimali RC.  Screening of Indian plants for biological activity. Part III.  Indian J Exp Biol 1971;9:91.


9
บัวบก
ชื่อสมุนไพร บัวบก
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น ใบบัวบก (ภาคกลาง) ผักหนอก จำปาเครือ (ภาคเหนือ) ปะหะ เอขาเด๊าะ (กะเหรี่ยง) แว่นโคก (อีสาน) ผักแว่น (ภาคใต้) เดียกำเช่า ฮมคัก (จีน)
ชื่อสามัญ Asiatic pennywort , Gotu kola , Indian pennywort , Woter pennywort
ชื่อวิทยาศาสตร์  Centella asiatica (Linn.) Urban.
วงศ์  UMBELLIFERAE (APIACEAE)
ถิ่นกำเนิด  บัวบกหรือใบบัวบก มีถิ่นเกิดเดิมในทวีปแอฟริกา ถัดมาก็เลยถูกนำเข้ามาปลูกในทวีปเอเชียที่อินเดียแล้วก็ประเทศในแถบอเมริกาใต้ อเมริกากึ่งกลาง รวมทั้งประเทศในแถบเอเซียอาคเนย์ รวมทั้งทวีปเอเชียเหนือ เดี๋ยวนี้ บัวบกได้แพร่ขยายไปทั้งโลก ในประเทศเขตร้อน และเขตอบอุ่น ซึ่งพบว่ามีการแพร่กระจายในประเทศแถบอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และก็เรื่อยมาจนถึงทุกประเทศในทวีปเอเชีย ส่วนประเทศไทยเจอบัวบกขึ้นในทุกภาคของประเทศ  ทั้งนี้บัวบกได้ถูกประยุกต์ใช้เป็นสมุนไพรในวิถีชีวิตของคนประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ซึ่งมีการโจษขานและก็บันทึกในตำรายาของไทยไว้หลายฉบับด้วยกัน นอกจากนี้คนไทยยังมีการนำบัวบกมาใช้สำหรับการเข้าครัวอีกทั้งคาวรวมทั้งหวานอีกด้วย ซึ่งสามารถสะท้องถึงความใกล้ชิดของบัวบกกับวิธีชีวิตของคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ได้อย่างดีเยี่ยม
ลักษณะทั่วไป บัวบก เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีลำต้นเป็นไหล(stolen) เลื้อยไปตามพื้นดินหรืออยู่ข้างล่างหน้าผิวดิน ไหลมีลักษณะทรงกลม ไหลอ่อนมีสีขาว ไหลแก่มีสีน้ำตาล ขนาดราว 0.2-0.4 มม. ยาวได้มากกว่า 1 เมตร ไหลมีลักษณะเป็นข้อบ้อง บริเวณข้อเป็นจุดแทงออกของก้านใบ ส่วนด้านล่างของข้อมีรากกิ่งก้านสาขาแทงลึกลงดิน แล้วก็แต่ละข้อแตกกิ่งแยกไหลไปเรื่อยทำให้ต้นบัวบกขึ้นปกคลุมพื้นที่โดยรอบได้อย่างครึ้มทึบ ใบบัวบกออกเป็นใบคนเดียว แล้วก็ออกเป็นกลุ่มปริมาณหลายใบบริเวณข้อ แต่ละข้อมีใบ 2-10 ใบ ใบประกอบด้วยก้านใบที่แทงตั้งตรงจากข้อ ก้านใบสูงราว 10-15 เซนติเมตร มีลักษณะทรงกลม สีเขียวอ่อน ถัดมาเป็นแผ่นใบที่เชื่อมใกล้กับก้านใบบริเวณกึ่งกลางของใบ ฐานใบโค้งเว้าเข้าพบกัน แผ่นใบมีรูปทรงกลมหรือมีรูปร่างเหมือนไต ขอบใบหยัก เส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 2-4 ซม. แผ่นใบด้านใบเรียบ สีเขียวสด แผ่นใบด้านล่างมีขนสั้นๆปกคลุม แล้วก็มีสีเขียวจางกว่าด้านบน ขอบของใบหยักเป็นคลื่น  ดอกบัวบกออกเป็นช่อที่ซอกใบของข้อ ช่อดอกมีรูปทรงช่อคล้ายร่ม อาจมีช่อคนเดียวหรือมีโดยประมาณ 2-5 ช่อ แต่ละช่อมีราว 3-4 ดอก มีก้านช่อดอกยาวทรงกลม ขนาดเล็ก ราวๆ 0.5-5 เซนติเมตร ส่วนกลีบดอกมีสีขาว กึ่งกลางมีเกสรตัวผู้ขนาดสั้น  ผลมีขนาดเล็ก มีลักษณะกลมแบน ยาวราว 3 มิลลิเมตร เปลือกเมล็ดแข็ง มีสีเขียวหรือม่วงน้ำตาล
การขยายพันธุ์ การปลูกบัวบกตอนแรกใช้วิธีปลูกด้วยเม็ด โดยเอามาเพาะในกระบะ เมื่อต้นกล้าแข็งแรงดีแล้ว หรือมีอายุ 15-25 วัน ก็เลยย้ายกล้าลงปลูกเอาไว้ภายในแปลงแล้ว ทำดูแล ให้ปุ๋ย ให้น้ำ ถัดมาได้พัฒนาเป็นการปลูกให้มีความรวดเร็วเพิ่มขึ้น ลำต้นของบัวบกที่แตกจากต้นแม่ ซึ่งจะทำขุดไหลหรือลำต้นนั้นให้ติดดิน ต่อจากนั้นนำดินมาพอกที่รากให้เป็นก้อนแล้วเก็บพักเอาไว้ภายในที่ร่ม แล้วประพรมน้ำเล็กน้อย จึงเก็บไว้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพียงพอวันที่ 2 สามารถจะนำกิ้งก้านนั้นไปปลูกได้เลย หรือถ้าไม่สะดวกที่จะเก็บพักไว้ก็สามารถจะขุดแขนงมาแล้วปลูกโดยทันทีเลยก็ได้ สำหรับวิธีการปลูกนั้นมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
การเตรียมดิน ควรจะไถยกร่องเพื่อตากดินแล้วทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 วัน โดยไถกระพรวนดินให้ร่วนซุยต่อจากนั้นก็เลยขุดแต่งให้เป็นรูปแปลง ชูร่องเป็นแปลงปลูกกว้าง 3 เมตร ระหว่างแปลงปลูกจัดเป็นร่องน้ำหรือทางเท้ากว้าง 50 ซม. ลึก 15 เซนติเมตร เพื่อให้มีการระบายน้ำทิ้งได้ดี เมื่อทำแปลงเสร็จให้ใส่สารอินทรีย์หว่านลงบนแปลงให้ทั่ว แล้วรดน้ำให้เปียกแฉะ
                การปลูก ขุดหลุมลึก 3-4 ซม. แล้วนำต้นกล้าบัวบก ปลูกหลุมละ 1 ต้น โดยให้ระยะห่างระหว่างต้นรวมทั้งระยะระหว่างแถว 15 x 15 เซนติเมตร ซึ่งก็จะได้บัวบกจำนวนต้นต่อไร่ราว 70000-72000 ต้น เมื่อปลูกเสร็จแล้วให้ทำการรดน้ำให้เปียกแฉะ
                การใส่ปุ๋ย ควรจะให้ปุ๋ยครั้งแรกภายหลังปลูก 15 – 20 วัน โดยใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 อัตรา 5 กิโลต่อไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งลำดับที่สองจะห่างจากการใส่ทีแรก 15 – 20 วันโดยกลายเป็นใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 3 กก.ต่อไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งที่สามจะห่างจาการใส่ครั้งสอง 15 – 20 วัน โดยกลายเป็นใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ในอัตรา 50  กิโล/ไร่ ทุกครั้งที่มีการใส่ปุ๋ยเสร็จแล้วจะต้องรดน้ำให้ชุ่ม
                การให้น้ำ สามารถให้น้ำได้ 2 แนวทางเป็น ระบบไม่นิสปริงเกอร์ ซึ่งเปิดให้น้ำเช้าแล้วก็เย็น ช่วงละ 10-15 นาที ถ้าคือการใช้สายยางเดินฉีดน้ำให้รดตราบจนกระทั่งจะเปียกเพราะว่าใบบัวบกจะเจริญเติบโตก้าวหน้าเมื่อได้รับความชื้นที่เหมาะสม
ค่าทางโภชนาการใบบัวบก (ใบสด 100 กรัม)
น้ำ                                                           86                                           กรัม
พลังงาน                                 54                                           กิโลแคลอรี่
โปรตีน                                                    1.8                                          กรัม
ไขมัน                                                       0.9                                          กรัม
คาร์โบไฮเดรต                                        9.6                                          กรัม
ใยอาหาร                                                2.6                                          กรัม
ขี้เถ้า                                                           1.7                                          กรัม
แคลเซียม                                               146                                         มก.
ธาตุฟอสฟอรัส                                              30                                           มิลลิกรัม
เหล็ก                                                       3.9                                          มิลลิกรัม
แอสคอบิด (วิตามิน C)                         15                                           มก.
ไทอะมีน (วิตามิน B1)                           0.24                                        มก.
ไรโบฟลาวิน (วิตามิน B2)    0.09                                        มก.
ไนอะซีน (วืตามิน B3)                           0.8                                          มิลลิกรัม
เบต้า แคโรทีน                                        2,428                                      ไมโครกรัม
วิตามิน A                                               405                                         ไมโครกรัม
คุณประโยชน์ / สรรพคุณ คุณประโยชน์ซึ่งมาจากบัวบกที่เราพบเจอจนถึงชินตาก็คือ การนำใบของบัวบกมาทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรหรือนำมาทำเป็นชาชงรวมถึง การนำใบแล้วก็เถาบัวบกมารับประทานเป็นผักสดกับน้ำพริกกะปิคั่ว หมี่กรอบ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ลาบ ก้อย แกงเผ็ด ยำใบบัวบก ซุปหน่อไม้ เป็นต้น
แม้กระนั้นในตอนนี้มีการนำของใหม่ใหม่ๆมาดัดแปลงให้บัวบก เป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆอีกมากมาย เป็นต้นว่า มีการทำสารสกัดจากใบบัวบกเพื่อนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับการผลิตเครื่องแต่งหน้า ใช้ทำเป็นวัสดุปิดแผล รวมถึงนำมาสร้างเป็นสบู่ใบบัวบก ซึ่งผู้สร้างระบุว่าช่วยรักษาสิว ทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใส ผิวหน้าเต่งตึงได้ ทั้งยังยังมีการนำมาผลิตเป็นแคปซูลวางจำหน่าย ซึ่งกำหนดถึงคุณประโยชน์ว่าในการช่วยบำรุงสมองเป็นหลัก (Brain tonic) ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของบัวบกนั้นมีดังนี้ สรรพคุณตามตำรายาไทยใช้บัวบกแก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้บอบช้ำใน ใช้เป็นยาข้างนอกรักษาแผล ทำให้แผลหายเร็ว เป็นยาบำรุงและก็ยาอายุวัฒนะ ช่วยเสริมสร้างความจำ ทุเลาอาการปวดศีรษะ แก้อาการมึนศีรษะ ช่วยทำนุบำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง บรรเทาลักษณะของการปวดตามข้อ ตามกล้าม แก้อาการท้องผูก กระตุ้นระบบขับถ่าย แก้อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย แก้โรคซาง แก้โรคดีซ่านในเด็ก ช่วยบำรุงรักษาตับ รวมทั้งไต แก้โรคตับอักเสบ ช่วยบำรุงรักษาสายตา แก้ตาฝ้ามัว  เป็นยาขับเลือดเสีย แก้อยากดื่มน้ำ ทุเลาอาการไอ ลักษณะของการเจ็บคอ แก้ลักษณะการเจ็บคอ รักษาโรคหลอดลมอักเสบ รักษาอาการโรคหืดหอบ แก้โรคลมชัก ช่วยทุเลาอาการปวดฟัน  รักษาโรคปากเปื่อยยุ่ย ช่วยขับฉี่ แก้โรคนิ่วในระบบทางเดินฉี่ ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยขับเมนส์ กระตุ้นรอบเดือนให้มาปกติ และก็แก้ลักษณะของการปวดระดู รักษาฝี ช่วยทำให้ฝียุบ  ส่วนด้านการแพทย์แผนปัจจุบันระบุว่า ข้อมูลที่ได้มาจากการวิจัยในคนพบว่าบัวบกมีฤทธิ์รักษาความผิดแปลกของหลอดโลหิตดำ ช่วยทำให้ไม่ค่อยสบายใจลดลง รักษาแผลที่ผิวหนัง และรักษาแผลในทางเดินของกิน ช่วยเสริมสร้างแล้วก็กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและก็อีลาสติน มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านการเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย ช่วยบำรุงรักษาประสาทและก็สมองเหมือนใบแปะก๊วย ช่วยเสริมการทำงานของกาบา (GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยรักษาสมดุลของจิตใจ ก็เลยช่วยบรรเทารวมทั้งทำให้หลับง่ายขึ้น  ช่วยกระตุ้นการผลิตเยื่อใหม่ ใบบัวบกมีสารยั้งหรือชะลอการขยายตัวของเซลล์ของมะเร็ง
แบบอย่าง/ขนาดวิธีการใช้
แก้ไข้ แก้ร้อนใน บอบช้ำใน  ประเภทแคปซูล (โรงพยาบาล), จำพวกชง(โรงพยาบาล) ชนิดชง รับประทานทีละ 2 – 4 กรัม ชงน้ำร้อนประมาณ 120 – 200 มล. วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ประเภทแคปซูล  กินทีละ 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ใช้บัวบกรักษาแมลงกัดต่อย และรักษาแผล ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข                  ให้ใช้ใบขยี้ทาแก้แมลงกัดต่อย หรือใช้ส่วนใบสด พอกที่แผลสด วันละ 2 ครั้ง   ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ครีมใบบัวบก  ทำความสะอาดแผลด้วยยาฆ่าเชื้อก่อนทาครีมที่มีสารสกัดจากบัวบกสดปริมาณร้อยละ 7 โดยน้ำหนัก  ทาบริเวณที่เป็นแผลวันละ 1 – 3 ครั้ง หรือตามหมอสั่ง ถ้าหากใช้แล้วไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ ให้หยุดใช้   ควรที่จะเก็บครีมใบบัวบกในที่เย็น อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส แก้อาการฉี่ขัดข้อง ด้วยการใช้ใบบัวบกโดยประมาณ 50 กรัม เอามาตำแล้วพอกบริเวณสะดือ เมื่อฉี่คล่องก็ดีค่อยคัดแยกออก  ใช้เป็นยาห้ามเลือด ใส่แผลสด ด้วยการใช้ใบสดราวๆ 20 ใบเอามาล้างให้สะอาด ตำพอกแผลสด  แก้อาการบวมช้ำ ด้วยการกางใบบัวบกมาทุบให้แหลกแล้วนำมาโปะรอบๆที่บวมช้ำ หรือจะใช้ใบบัวบกราวๆ 40 กรัม ต้มกับสุราแดงราว 250 cc. ราวๆ 1 ชั่วโมงแล้วเอามาดื่ม
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย  สารสกัดเอทานอล (2-4) และก็สารสกัดด้วยน้ำร้อน จากส่วนเหนือดิน มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus (2-5), b-Streptococcus group A และ Pseudomonas aeruginosa สารสกัดเฮกเซน สารสกัดไดคลอโรมีเทน สารสกัดเอทิลอะซีเตท สารสกัดอีเทอร์ รวมทั้งสารสกัดเมทานอลจากใบ มีฤทธิ์ยั้งเชื้อ S. aureus แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ P. aeruginosa        สารสกัดจากส่วนราก ใบรวมทั้งส่วนเหนือดิน และน้ำมันหอมระเหยจากบัวบก มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียหลายแบบ อย่างเช่น Bacillus subtilis, Escherichia coli, Proteus vulgaris และ Pseudomonas cichorii  มีกล่าวว่าอนุพันธ์บางชนิดของ asiaticoside สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อวัณโรคในหลอดทดสอบ และลดร่องรอยโรคที่เกิดจากเชื้อวัณโรคในตับ ปอด ปมประสาทของหนูตะเภาที่ทำให้เป็นวัณโรคได้           
ฤทธิ์ลดการอักเสบ สารสกัดเอทานอลจากใบมีฤทธิ์ลดการอักเสบอย่างอ่อนในหนูขาว โดยไปยับยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase-1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ prostraglandin สาร saponin ขนาด 1 ไมโครโมล จะลดการอักเสบและอาการบวมในหนูถีบจักรที่ถูกรั้งนำให้เกิดอาการบวมที่หูด้วย croton oil ขี้ผึ้ง Madecassol ซึ่งประกอบด้วยสาร asiatic acid, madecassic acid รวมทั้ง asiaticoside สามารถลดการอักเสบ เมื่อใช้ทาที่ผิวหนังหนูซึ่งมีการอักเสบจากการฉายรังสี ผงแห้งจากส่วนเหนือดินของบัวบก ให้ผู้รับประทาน สามารถลดอาการอักเสบได้
ฤทธิ์สมานแผลสารสกัด 95% เอทานอลจากใบ ขนาด 1 มิลลิลิตร/กก. พบว่ามีผลเพิ่มการเจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุผิว เพิ่มการสร้างคอลลาเจน เมื่อให้ทางปากแล้วก็ทาที่แผลของหนูขาว สารสกัดจากบัวบก (titrated extract) ซึ่งมีสาร asiatic acid, made cassic acid รวมทั้ง asiaticoside มีฤทธิ์รักษาแผลในหนูขาว โดยจะเร่งการสร้าง connective tissue เพิ่มปริมาณคอลลาเจน รวมทั้งกรด uronic เมื่อนำสารสกัดมาใช้ทาภายนอกเพื่อรักษาแผลในหนูขาว พบว่าทำให้แผลหายเร็วขึ้น โดยทำให้มีการกระจายตัวของโรคหนองในบาดแผล รวมทั้งแผลมีขนาดเล็กลง แต่แม้ใช้รับประทานจะไม่เป็นผล  ในตอนที่รายงานบางฉบับพบว่า เมื่อให้หนูขาวรับประทานสารสกัดในขนาดวันละ 100 มก./กก. ส่งผลในการรักษาแผลโดยทำให้การสร้างหนังกำพร้าเร็วขึ้น แล้วก็รอยแผลมีขนาดเล็กลง ครีม ขี้ผึ้งและก็เจลที่มีสารสกัดน้ำจากบัวบก 5% เมื่อใช้ทาที่แผลของหนูขาว 3 ครั้ง/วัน นาน 24 วัน พบว่าส่งผลเพิ่มการเติบโตของเยื่อบุผิว เพิ่มการผลิตคอลลาเจนและเพิ่ม tensile strength ซึ่งสูตรที่อยู่ในรูปเจลจะสำเร็จดีมากกว่าขี้ผึ้งและครีม
          สาร asiaticoside มีฤทธิ์รักษาแผล รีบการหายของแผลเมื่อทดสอบในหนูขาว หนูถีบจักร และในคน เมื่อให้สาร asiaticoside ขนาด 1 มก./กก. ทางปากแก่หนูตะเภาและก็ใช้ทาที่ผิวหนังในหนูตะเภาปกติแล้วก็หนูขาวที่เป็นเบาหวานซึ่งแผลหายช้า ที่ความเข้มข้น 0.2% รวมทั้ง 0.4% เป็นลำดับ พบว่าส่งผลเพิ่ม tensile strength เพิ่มปริมาณของคอลลาเจน รวมทั้งลดขนาดของแผล tincture ที่มี asiaticoside เป็นส่วนประกอบ 89.5% จะรีบการหายของแผล เมื่อใช้ทาที่แผลของหนูตะเภา
          ในการทดลองในคน มีกล่าววว่าครีมที่มีสารสกัดอัลกอฮอล์จากบัวบกเป็นส่วนประกอบ 0.25-1% สามารถช่วยรักษาแล้วก็สร้างผิวหนังในคนแก่ ครีมที่มีสารสกัดจากบัวบก 1% สามารถรักษาแผลอักเสบรวมทั้งแผลแยกข้างหลังผ่าตัดในผู้เจ็บป่วยปริมาณ 14 ราย ภายใน 2-8 สัปดาห์ โดยพบว่าได้ประสิทธิภาพที่ดี 28.6% ผลปานกลาง 28.6% และก็ผลพอได้ 35.7% ไม่ได้ผล 1 ราย  และก็รักษาแผลเรื้อรังที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ ในคนป่วยปริมาณ 22 ราย ภายใน 224 ชั่วโมง พบว่าขนาดของแผลจะต่ำลง มีแผลหายสนิท 17 ราย ยังไม่หายสนิท 5 ราย  tincture ที่อยู่ในรูป aerosol ซึ่งมี asiaticoside 89.5% เมื่อใช้ฉีดที่แผลของคนไข้ซึ่งเป็นแผลประเภทต่างๆปริมาณ 20 ราย พบว่าสามารถรักษาแผลหายได้ 16 ราย (64%) และทำให้อาการดีขึ้น 4 ราย (16%) โดยมีลักษณะข้างๆคือ การไหม้ของผิวหนัง (burning sensation)  เมื่อให้คนเจ็บที่เป็น post-phlebitic syndrome กินสารสกัด triterpenoid ในขนาด 90 มิลลิกรัม/วัน นาน 3 อาทิตย์ พบว่าจะลดการเพิ่มปริมาณของ circulating endothelial cell
ฤทธิ์แก้ปวดสารสกัด 60% เอทานอลจากใบ ขนาด 20 มก./กก.  รวมถึงสารสกัด 95% เอทานอลจากต้น ขนาด 100 มก./กก.  มีฤทธิ์แก้ปวดในหนูขาวและหนูถีบจักร แต่ว่าสารสกัด 50% เอทานอลจากทั้งต้นในขนาด 125 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไม่มีฤทธิ์แก้ปวด เมื่อฉีดเข้าท้องหนูถีบจักร
ฤทธิ์ลดไข้  สารสกัด 95% เอทานอลสามารถลดไข้ได้ 1.20F เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูขาว ถึงแม้ว่าถ้าเกิดฉีดสารสกัด 50% เอทานอล ขนาด 125 มิลลิกรัม/กก. เข้าท้องหนูถีบจักรจะไม่ได้ผล  สารสกัดเมทานอลจากส่วนเหนือดินแล้วก็ใบ ขนาด 2 กรัม/กก. ไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิของร่างกาย เมื่อทดสอบในหนูถีบจักร
ฤทธิ์ต้านฮีสตามีนสารสกัดใบบัวบกด้วยแอลกอฮอล์ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:1 ใช้ทาด้านนอกจะสามารถลดการแพ้ได้ และช่วยทุเลาลักษณะการเจ็บปวด หรืออักเสบเนื่องแต่แมลงกัดต่อย
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราสารสกัดเอทานอลจากทั้งยังต้น มีผลต้านทานเชื้อราที่ส่งผลให้เกิดโรคกลาก เช่น Trichophyton mentagrophytes  และก็ T. rubrum ในระหว่างที่สารสกัดด้วยน้ำร้อน ไม่พบว่าส่งผลต้านทานเชื้อราทั้ง 2 ชนิดนี้    ส่วนน้ำมันหอมระเหยจะมีฤทธิ์ต้านเชื้อรา Aspergillus niger, Rhizopus oryzae, Fusarium solani, Candida albicans และก็ Colletotrichum musae
รักษาแผลในกระเพาะจากการทดสอบในหนูแรทพบว่า สารสกัดด้วยเอทานอล และสารสกัดด้วยน้ำจากต้นและจากใบ มีฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะในหนูที่ถูกรั้งนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารด้วยความเครียดและก็กรดเกลือในเอทานอล  โดยจะลดขนาดของแผล เพิ่มของเส้นเลือดขนาดเล็กในเยื่อ เพิ่มและก็การกระจายของเซลล์ที่บริเวณแผล  ซึ่งสอดคล้องกับการทดลองในคนที่กินสารสกัดจากบัวบก (Madecassol) พบว่าช่วยรักษาแผลในกระเพาะและก็ไส้ได้
การเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ     ไม่เจอความเป็นพิษของสารสกัดด้วย 50% เอทานอล เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร ขนาด 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และฉีดเข้าใต้ผิวหนังหรือให้ทางปากของหนูขาว ขนาด 10 ก./กก.  สารสกัด 70% เอทานอลมีค่า LD50 พอๆกับ 675 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ในหนูขาวเพศผู้ (ไม่ระบุกระบวนการให้) แต่ว่ามีรายงานการแพ้และก็อักเสบต่อผิวหนังในคน เมื่อใช้ผงแห้ง  สารสกัดที่มีกลัยโคไซด์จากบัวบกปริมาณร้อยละ 2   สารสกัดด้วยน้ำ สารสกัดจากต้นในความเข้มข้นจำนวนร้อยละ 2 และก็สารสกัด Madecassol ที่ประกอบด้วย asiatic acid, madecassic acid และ asiaticoside ทาภายนอก 
พิษต่อเซลล์ น้ำคั้นจากบัวบกเป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัด 50% เอทานอลเป็นพิษต่อเซลล์ 9KB  สารสกัดเมทานอลและก็สารสกัดอะซีโตน มีความเป็นพิษต่อเซลล์ CA-Ehrich, Dalton’s lymphoma และก็ L929 แต่ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ human lymphocyte สารไทรเทอร์ปีนป่ายส์จากต้น มีความเป็นพิษต่อเซลล์ fibroblast ของคน
 ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์สารสกัดอัลกอฮอล์มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ในแบบที่อยากได้เอนไซม์จากตับกระตุ้นการออกฤทธิ์ต่อเชื้อ Salmonella typhimurium TA98, TA100  โดยมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์แบบ frameshift แค่นั้น ไม่เจอแบบ base-pair substitution สารสกัดน้ำจากส่วนเหนือดิน ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อ S. typhimurium TA98, TA100
พิษต่อระบบขยายพันธุ์ น้ำคั้นจากอีกทั้งต้น ขนาด 0.5 มิลลิลิตร ส่งผลคุมกำเนิดในหนูถีบจักร 55.60% สารสกัดจากบัวบกขนาด 0.2 มิลลิลิตร ฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูถีบจักร พบว่าไม่มีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน  สาร saponin จากต้น ขนาด 2% ไม่มีผลทำลายเชื้อน้ำอสุจิของคน
นำมาซึ่งอาการแพ้        สารสกัด 30% อีเทอร์ ทำให้เกิดการระคายเคืองอย่างอ่อนต่อผิวหนังหนูตะเภา  ในคนมีรายงานการแพ้และก็อักเสบต่อผิวหนัง เมื่อใช้ผงแห้ง  สารสกัดกลัยวัวไซด์ 2% สารสกัดน้ำ สารสกัดจากทั้งต้น 2% (ไม่ระบุจำพวกสารสกัด) รวมทั้งสารสกัด Madecassol ที่มี asiatic acid, madecassic acid แล้วก็ asiaticoside  oinment ที่มีบัวบกเป็นองค์ประกอบ 1% กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิด acute erythemato-bullous การระคายเคืองต่อผิวหนังกำเนิดได้ทั้งการใช้พืชสดหรือแห้ง  อาการระคายเคืองต่อผิวหนังของบัวบกส่งผลออกจะต่ำ
ข้อแนะนำ / ข้อควรปฏิบัติตาม

  • บัวบกไม่เหมาะสมกับมีสภาวะเย็นพร่อง หรือขี้หนาว ท้องอืดเป็นประจำ
  • ไม่แนะนำให้ใช้ยาที่มีส่วนประกอบของบัวบกในคนที่สงสัยว่าป่วยเลือดออกเนื่องจากว่าบางทีอาจบดบังอาการของไข้เลือดออกได้
  • ควรระวังการกางใบบัวบกร่วมกับยาที่ส่งผลต่อตับ ยาขับฉี่ และก็ยาที่ส่งผลข้างเคียงทำให้ ง่วง เนื่องจากว่าบางทีอาจเสริมฤทธิ์กันได้
  • ควรจะระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีกระบวนการเมเกือบจะอลิซึมผ่าน Cytochrome P450 (CYP 450) เนื่องมาจากบัวบกมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ CYP 2C9 แล้วก็ CYP 2C19
  • ในการทำเป็นสมุนไพรไม่ควรนำใบบักบกไปตากแดดเพื่อทำให้แห้ง เนื่องจากว่าจะทำให้สูญเสียตัวยาสมุนไพรซึ่งอยู่ในน้ำมันหอมระเหยได้ โดยให้ผึ่งลมตากไว้ภายในที่ร่มอากาศถ่ายเทสะดวก เมื่อแห้งแล้ว ให้เอามาใส่ขวดปิดฝาให้สนิทปกป้องความชุ่มชื้น
  • การรับประทานบัวบกในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้ธาตุในร่างกายเสียสมดุลได้ เพราะว่าเป็นยาเย็นจัด แต่ถ้าหากรับประทานในขนาดที่พอดีแล้วจะไม่มีโทษต่อสุขภาพร่างกายแล้วก็ได้ประโยชน์สูงสุด
เอกสารอ้างอิง

  • อารีรัตน์ ลออปักษา สุรัตนา อำนวยผล วิเชียร จงบุญประเสริฐ. การศึกษาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ (ตอนที่ 1).  ไทยเภสัชสาร 2531;13(1):23-35.
  • จันทรพร ทองเอกแก้ว, 2556, บัวบก : สมุนไพรมากคุณประโยชน์.
  • พิมพร ลีลาพรพิสิฐ สุมาลี พฤกษากร ไชยวัฒน์ ไชยสุต และคณะ. การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางรักษาสิวจากน้ำหมักชีวภาพที่ได้จากพืชไทย.  การประชุมวิชาการประจำปีการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือกแห่งชาติ ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 3, 30 สิงหาคม-3 กันยายน, นนทบุรี, หน้า 40.   
  • บัวบก.สมุนไพรที่มีการใช้ในสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Chen YJ, Dai YS, Chen BF, et al. The effect of tetradrine and extracts of Centella asiatica on acute radiation dermatitis in rats.  Biol Pharm Bull 1999;22(7):703-6.
  • บักบก/ใบบัวบก (Gotu kola) ประโยชน์และสรรพคุณใบบัวบก.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรกรไทย
  • วีระสิงห์ เมืองมั่น.  รายงานผลการวิจัยเรื่องการใช้ครีมบัวบกรักษาแผลอักเสบ.  การประชุมโครงการการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาตำรับยาสมุนไพรที่ใช้ในโรงพยาบาล, กรุงเทพฯ, 30 พค. 2526.
  • กองโภชนาการ กรมอนามัย, 2544, ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย. http://www.disthai.com/
  • บัวบก.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • นันทวัน บุณยะประภัศร และอรนุช โชคชัยเจริญพร,2547, สมุนไพรไม้พื้นบ้าน(2).
  • Dabral PK, Sharma RK.  Evaluation of the role of rumalaya and geriforte in chronic arthritis-a preliminary study.  Probe 1983;22(2):120-7.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์ ชนิพรรณ บุตรยี่. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสมุนไพรไทยในรูปของยาตำรับ  สามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขและสมุนไพรบางชนิด โดยวิธีเอมส์เทสต์.  การประชุมวิชาการ  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 3, 3-4 สิงหาคม 2533:47-9.
  • Maquart FX, Chastang F, Simeon A, Birembaut P, Gillery P, Wegrowski Y. Triterpenes from Centella asiatica  stimulate extracellular matrix accumulation in rat experimental wounds.  Eur J Dermatol 1999;9(4):289-96.
  • Ray PG, Majumdar SK. Antimicrobial activity of some Indian plants.  Econ Bot 1976;30:317-20.
  • วีระสิงห์ เมืองมั่น. การใช้ครีมใบบัวบกรักษาแผลอักเสบโดยกา

10
ตะไคร้
ชื่อสมุนไพร ตะไคร้
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อแคว้น จะไคร (ภาคเหนือ) , คาหอม (ไทใหญ่แม่ฮ่องสอน) , ไคร (ภาคใต้) , สิงไคร , หัวสิงไคร (อีสาน) , ห่อวอตะโป่ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) , เชิดเกรย , เหลอะเกรย (เขมร)
ชื่อสามัญ Lemon grass, West Indian lemongrass , Sweet rush
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf
สกุล   GRAMINEAE
บ้านเกิดเมืองนอน ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยเรามาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะตะไคร้เป็นพืชที่มีบ้านเกิดในแถบเขตร้อนของทวีปเอเชีย ดังเช่นว่า ไทย , พม่า , ลาว , มาเลเซีย , อินโดนีเซีย , ประเทศอินเดียว , ศรีลังกา ฯลฯรวมทั้งยังสามารถเจอได้ในประเทศเขตร้อนบางประเทศในแถบอเมริกาใต้ ด้วยเหมือนกัน โดยทั่วไปแล้ว ตะไคร้จัดเป็นไม้ล้มลุกเครือญาติหญ้าและก็สามารถแบ่งได้ 6 ชนิด เป็นต้นว่า ตะไคร้หอม ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค และตะไคร้หางสิงห์
ลักษณะทั่วไป ตะไคร้ เป็นไม้ล้มลุกสกุลเดียวกับหญ้า มักมีอายุมากยิ่งกว่า 1 ปี (ขึ้นอยู่กับเหตุทางสิ่งแวดล้อม)ลำต้นตะไคร้มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง ทรงกระบอก มีความสูงได้ถึง 1 เมตร (และใบ) ส่วนของลำต้นที่เราแลเห็นจะเป็นส่วนของกาบใบที่ออกเรียงช้อนกันแน่น โคนต้นมีลักษณะกาบใบหุ้มดก ผิวเรียบ และมีขนอ่อนปกคลุม ส่วนโคนมีรูปร่างอ้วน มีสีม่วงอ่อนบางส่วน รวมทั้งเบาๆเรียวเล็กลงแปลงเป็นส่วนของใบ ศูนย์กลางเป็นปล้องแข็ง ส่วนนี้สูงราว 20-30 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และพันธุ์ รวมทั้งเป็นส่วนที่ประยุกต์ใช้สำหรับทำกับข้าว ใบตะไคร้มี 3 ส่วน คือ ก้านใบ (ส่วนลำต้นที่กล่าวข้างต้น) หูใบ (ส่วนต่อระหว่างกาบใบ และใบ) รวมทั้งใบ  ใบตะไคร้ เป็นใบผู้เดียว มีสีเขียว มีลักษณะเรียวยาว ปลายใบโค้งทางลงดิน โคนใบเชื่อมต่อกับหูใบ ใบมีรูปขอบขนาน ผิวใบสากมือ รวมทั้งมีขนปกคลุม ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ แต่คม กึ่งกลางใบมีเส้นกลางใบแข็ง สีขาวอมเทา มองเห็นต่างกับแผ่นใบเด่นชัด ใบกว้างราวๆ 2 เซนติเมตร ยาว 60-80 เซนติเมตร  ตะไคร้เป็นพืชที่ออกดอกยาก จึงไม่ค่อยพบเจอ ดอกตะไคร้ดอกจะออกดอกเป็นช่อกระจาย มีก้านช่อดอกยาว และก็มีก้านช่อดอกย่อยเรียงเป็นคู่ๆในแต่ละคู่จะมีใบแต่งแต้มรองรับ มีกลิ่นหอมหวน ดอกมีขนาดใหญ่เหมือนดอกอ้อ
การขยายพันธุ์ ตะไคร้สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วย การปักชำต้นเหง้า โดยตัดใบออกให้เหลือตอนโคนราวๆหนึ่งคืบ นำมาปักชำไว้สักหนึ่งอาทิตย์ก็จะมีรากผลิออกออกมา แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปลงแปลงดินที่เตรียมไว้  สำหรับวิธีการปลูกตะไคร้มีดังนี้

  • การเตรียมดิน ตะไคร้ชอบดินซึ่งร่วนซุย ให้ไถพลิกดินรวมทั้งไถลูกพรวนลึกราว 0.5 เมตร แล้วทำหลุม แต่ละหลุมห่างกันราว 0.5 เมตร
  • ลงต้นประเภทหลุมละ 3 ต้น กลบดินให้เพียงพอมิดรากตะไคร้โดยประมาณ 10 ซม.
  • ขั้นแรกรดน้ำทุกๆวัน แต่ระวังไม่ให้น้ำเข้าไส้ตะไคร้เวลารดน้ำให้รดคราวโคนต้นตะไคร้เท่านั้น มิฉะนั้นต้นตะไคร้จะเน่าห้ามใช้สปริงเกอร์เป็นอันขาดจะต้องให้น้ำที่โคนเพียงแค่นั้น
  • ในตอน 3 วันแรกที่ปลูกให้พรางแดดให้ตะไคร้ด้วย ภายหลังตะไคร้ปรับพฤติกรรมได้แล้วให้เอาสิ่งของพรางแสงออกเนื่องจากธรรมชาติของตะไคร้ชอบแดด แล้วก็เจริญวัยได้ดิบได้ดีในที่ที่มีแสงแรง
  • เมื่อผ่านไป 1 เดือนตะไคร้จะเริ่มตั้งกอ ให้สังเกตที่ต้น หากต้นเติบโตดี ลำต้นจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 1.5-2 ซม.ก็สามารถตัดไปใช้หรือขายได้ การตัดตะไคร้ให้ตัดติดกก แต่ว่าอย่าให้สั่นสะเทือนรากที่อยู่ในดินเพราะตะไคร้สามารถแตกขึ้นมาตั้งกอได้อีก ไม่ต้องไปหาต้นจำพวกมาปลูกใหม่แทน
  • เมื่อตัดควรจะตัดให้หมดกอ เพื่อต้นตะไคร้ที่แตกใหม่จะได้เติบโตได้เต็มกำลัง
  • ข้างหลัง จากตัดแล้วตะไคร้จะตั้งกอใหม่ภายในช่วงระยะเวลา 1-2 เดือนเมื่อตะไคร้โตเต็มที่รวมทั้งสามารถตัดได้อีกเรื่อยไปกระทั่งต้นจะโทรม หรือ ตะไคร้ไม่แตกขึ้นมาอีก


ตะไคร้ชอบดินร่วนซุย แม้กระนั้นก็สามารถรุ่งเรืองได้ในดินแทบทุกจำพวกเป็นพืชที่ดูแลไม่ยากถูกใจน้ำชอบแดดจ้า เป็นพืชทนแล้งเจริญ และก็เป็นพืชที่มีโรคน้อย ศัตรูพืชก็ไม่ค่อยมี (คงจะมีสาเหตุจากการที่ตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหยในทุกๆส่วนก็เลยสามารถปกป้องจากแมลงต่างๆได้)
องค์ประกอบทางเคมี
พบสาร  citral 80% นอกนั้นยังเจอ trans – isocitral , geranial, nerol, geraniol, myrcene, limonene, eugenol, linalool, menthol, nerolidol, camphor, farnesol, citronellol,
ที่มา : wikipedia
citronellal, farnesol , caryophyllene oxide ส่วนในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ มีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้หมายถึงmenthol, cineole, camphor รวมทั้ง linalool จึงลดอาการแน่นจุกเสียด  และก็ช่วยขับลม  ยิ่งกว่านั้นมี citral, citronellol, geraneol แล้วก็ cineole มีฤทธิ์ยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียดังเช่นว่า E. coli   ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้มีดังนี้
คุณประโยชน์ทางโภชนาการของตะไคร้ ( 100 กรัม)

  • พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน 1.2 กรัม
  • ไขมัน 2.1 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม
  • เส้นใย 4.2 กรัม
  • แคลเซียม 35 มก.
  • ธาตุฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 2.6 มก.
  • วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม
  • ไทอามีน 0.05 มก.
  • ไรโบฟลาวิน 0.02 มิลลิกรัม
  • ไนอาซิน 2.2 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 1 มก.
  • เถ้า 1.4 กรัม


ที่มา: กองโภชนาการ (2544)
คุณประโยชน์ / คุณประโยชน์ ใช้ส่วนของเหง้า ลำต้นรวมทั้งใบของตะไคร้ เป็นส่วนประกอบของอาหารที่สำคัญหลายแบบได้แก่ ต้มยำ แล้วก็อาหารไทยหลายอย่าง รวมทั้งใช้เป็นเครื่องเทศเตรียมอาหารสำหรับขจัดกลิ่นคาว ช่วยให้ของกินมีกลิ่นหอมหวน รวมทั้งปรับแก้รสให้น่าอร่อยมากขึ้นเรื่อยๆ สามารถนำมาใช้ทำเป็นน้ำตะไคร้ น้ำตะไคร้ใบเตย ช่วยดับร้อนแก้กระหายได้อย่างดีเยี่ยม  สามารถนำไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายชนิด เช่น เครื่องปรุงอบแห้ง ตะไคร้แห้งสำหรับชงดื่ม นำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย เป็นต้น
น้ำมันตะไคร้ (น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการสกัดตะไคร้)
– ใช้เป็นส่วนผสมของน้ำหอม
– ใช้เป็นส่วนผสมสำหรับทำสบู่ ยาสระผม
– ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องแต่งตัว
– ใช้ทานวด แก้เมื่อย
– ใช้ทาลำตัว แขน ขา เพื่อคุ้มครอง ยุง และแมลง
– ใช้เป็นส่วนประกอบของสารปกป้อง รวมทั้งกำจัดแมลง
ส่วนคุณประโยชน์ของทางยาของตะไคร้นั้นมีดังนี้
หนังสือเรียนยาไทย: ต้น รสหอมปร่า ขับลม ลดอาการท้องอืดท้องอืดแน่นจุกเสียด  แก้อาการเกร็ง ขับเหงื่อ แก้โรคทางเท้าเยี่ยว แก้อาการขัดเบา แก้นิ่ว แก้ฉี่เป็นเลือด ทำให้เจริญอาหาร ลดระดับความดันเลือด เหง้า แก้ไม่อยากกินอาหาร บำรุงไฟธาตุ แก้กระษัย ขับลมในไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ฉี่ขัด แก้ปัสสาวะทุพพลภาพ แก้นิ่ว เป็นยารักษาเกลื้อน แก้ไข้หวัด ขับระดู ขับตกขาว ใช้ข้างนอกทาแก้อาการปวดบวมตามข้อ
           ตำรายาท้องถิ่นอีสาน : ใช้ทั้งต้น ลดไข้ โดยเอามาต้มจนกระทั่งเดือดราว 10 นาที ยกลงดื่มทีละครึ่งแก้วสามเวลา ใช้ข้างนอกรักษาโรคผิวหนังโดยต้มกับน้ำรวมทั้งเอามาอาบ
           ตำรับยาสมุนไพรล้านนา: ใช้รักษาอาการบวมในเด็ก กลางคน รวมทั้งคนแก่ โดยในตำรับประกอบด้วยตะไคร้ รวมทั้งสมุนไพรอื่นอีก 13 ประเภท นำไปต้มอาบ
           ทางสุคนธบำบัดน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้บ้าน ช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัว สดชื่น ทำให้กระปรี้กระเปร่า คลายเครียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยสำหรับการย่อยอาหาร ช่วยเจริญอาหาร ทุเลาลักษณะของการปวดโรคข้ออักเสบ ปวดกล้าม
ส่วนสรรพคุณทางด้านการแพทย์แผนปัจจุบันที่ได้มีการทำการค้นคว้าทางสถานพยาบาลผลปรากฏว่า น้ำยาบ้วนปากจากตะไคร้สามารถช่วยลดกลิ่นปากที่เกิดขึ้นจากเชื้อแบคทีเรียบางประเภทลงได้รวมทั้งพบว่ามีความปลอดภัยจากการใช้แรงงานในกลุ่มผู้ถูกทดลอง หากแม้ยังคงต้องมีการแก้ไขกลิ่นแรงแล้วก็รสจากตะไคร้เพิ่มอีกต่อไป แล้วก็ในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากตะไคร้มีอัตราการรักษาผู้ป่วยโรคเกลื้อนอยู่ที่โดยประมาณ 60% เวลาที่ตัวยาคีโตโคนาโซลมีประสิทธิผลทางการรักษาสูงกว่าหมายถึงอยู่ที่ 80%  รวมทั้งมีการทดลองคุณภาพของตะไคร้ด้วยการทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันตะไคร้ลงบนแขนของผู้อาสาสมัครทดลอง แล้วให้ผู้ทดลองอยู่ในรอบๆที่มีตัวริ้นชนิด Culicoides Pachymerus อยู่อย่างชุกชุม โดยทดสอบบ่อยๆ10 ครั้ง เพื่อทดลองประสิทธิผลทางการปกป้องภายใน 3-6 ชั่วโมง ผลของการทดสอบพบว่า โลชั่นที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิผลทางการป้องกันภัยริ้นประเภทนี้ได้สูงสุดถึงโดยประมาณ 5 ชั่วโมง  ส่วนการทดลองถึงประสิทธิภาพของตะไคร้สำหรับในการคุ้มครองปกป้องยุงก้นปล่องสายพันธุ์ Anopheles Arabiensis ในอาสาสมัครทดลองผู้ชาย 3 คน พบว่ายากันยุงที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิภาพสำหรับในการคุ้มครองยุงได้ยาวนานที่โดยประมาณ 3 ชั่วโมง  ส่วนในเรื่องการกำจัดรังแคนั้น มีงานทดสอบหนึ่งในไทยที่นำเอาน้ำมันสกัดจากตะไคร้มาเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์น้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่น 5, 10 และ 15% โดยมีอาสาสมัครทดสอบเป็นคนไทยในวัย 20-60 ปี ปริมาณ 30 คน ผลการทดสอบพบว่า สินค้าน้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่นตะไคร้มีประสิทธิผลต่อการลดจำนวนรังแคลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของตะไคร้ 10%
แบบอย่าง/ขนาดการใช้
ใช้รักษาอาการขัดเบา    เหง้าแล้วก็ลำต้นสด   หรือแห้ง  1  กำมือ  หรือน้ำหนักสด  40-60  กรัม  แห้ง  20-30  กรัม  ตีต้มกับน้ำพอสมควร  แบ่งดื่ม  3  ครั้งๆละ  1  ถ้วยชา (75  ไม่ลิลิตร) ก่อนรับประทานอาหาร  หรือจะหั่นตะไคร้  คั่วด้วยไฟอ่อนๆเพียงพอเหลือง  ชงด้วยน้ำเดือด  ปิดฝาทิ้งเอาไว้  5-10  นาที  ดื่มแม้กระนั้นน้ำ 3 ครั้ง ทีละ  1  ถ้วยชา  ก่อนกินอาหาร                     
ใช้รักษาท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด   ใช้เหง้ารวมทั้งลำต้นสด  1  กำมือ  น้ำหนัก  40-60  กรัม  ทุบพอแตก  ต้มกับน้ำ  2  ถ้วยแก้ว  เดือด  5-10  นาที  ดื่มแม้กระนั้นน้ำ  ทีละ  1/2  แก้ว  วันละ  3  คราวหลังของกิน     
การใช้ตะไคร้รักษาอาการแน่นจุกเสียด ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขพื้นฐาน)

  • นำตะไคร้ต้นรวมทั้งรากปริมาณ 5 ต้น สับเป็นท่อน ต้มกับเกลือ เพิ่มน้ำต้ม 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มทีละ 1 ถ้วยแก้ว ติดต่อกัน 3 วัน จะหายปวดท้อง
  • นำลำต้นแก่ใหม่ๆตีพอเพียงแหลกโดยประมาณ 1 กำมือ (40-60 กรัม) ต้มเอาน้ำกิน


                ใช้รักษาอาการแฮงค์ ใช้ต้นสดโขลกคั้นเอาน้ำดื่มแก้อาการเมาในกรณีคนที่เมามากๆช่วยให้หายเร็ว
การเรียนทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้ สารเคมีในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ช่วยขับลม น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ก็เลยลดอาการแน่นจุกเสียดได้
  • ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียต้นสายปลายเหตุอาการแน่นจุกเสียดและท้องเสีย เมื่อนำน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ (ความเข้มข้นจำนวนร้อยละ 0.3) มาทดสอบ พบว่าสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการท้องร่วงได้ปานกลาง   มีการปรับปรุงสูตรตำรับเจล ล้างมือจากน้ำมันตะไคร้สำหรับยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการท้องเดิน พบว่าตำรับที่มีคุณภาพสำหรับการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วได้ดิบได้ดีที่สุด คือ ตำรับที่มีความเข้มข้นของน้ำมันตะไคร้ปริมาณร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก และมีการจดสิทธิบัตรสำหรับสารสกัดตะไคร้ที่เป็นส่วนผสมในยา ของกิน หรือเครื่องแต่งหน้า โดยระบุว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli ได้
  • ฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา สารสกัดด้วยเอทานอล รวมทั้งน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สามารถต้านทานเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง อาทิเช่น ขี้กลาก โรคเกลื้อน ได้  โดยน้ำมันตะไคร้ที่มีสาร citral และก็ myrcene เป็นองค์ประกอบหลักจะมีฤทธ์ยับยั้งเชื้อราดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น และก็เมื่อนำน้ำมันตะไคร้ไปปรับปรุงเป็นครีมต้านเชื้อราพบว่าที่ความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 2.5 รวมทั้ง 3.0 จะให้ผลต้านเชื้อราเจริญที่สุดและเหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นตำรับยาต่อไป


เมื่อนำน้ำมันหอมระเหย และสารสกัดด้วยเฮกเซน, คลอโรฟอร์ม, เอทานอล และก็น้ำ มาทดสอบฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา พบว่าน้ำมันหอมระเหยแล้วก็สารสกัดตะไคร้ด้วยเฮกเซนสามารถต้านทานเชื้อราได้ทุกประเภท  ส่วนสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อราได้น้อย ในเวลาที่สารสกัดด้วยเอทานอลและน้ำไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา และจากผลการทดลองยังพบว่าสารประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหย และก็ในสารสกัดด้วยเฮกเซนที่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราก้าวหน้าหมายถึงสาร citral
                 มีการจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ตะไคร้ในรูปของ emulsion และก็ nanocapsule ที่ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ใช้สำหรับรักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา E.  floccosum, Microsporum canis แล้วก็  T.  rubrum โดยไปยับยั้งการเติบโตหรือฆ่าเซลล์ของเชื้อราดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

  • ฤทธิ์ต้านทานยีสต์ สารสกัดด้วยเอทานอล และก็น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้สามารถต้านยีสต์ Candida albicans ได้
  • ฤทธิ์แก้ปวด พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถทุเลาลักษณะของการปวดได้เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้กำเนิดความเจ็บปวดด้วยความร้อน  หรือถ้าป้อนน้ำมันหอมระเหยในขนาดเท่าเดิมทางปากจะสามารถบรรเทาลักษณะของการปวดได้เมื่อเทียบกับยา meperidine


ชาชงตะไคร้ เมื่อป้อนให้หนูเม้าส์กินตรงเวลา 30 นาที ก่อนที่จะเหนี่ยวนำหนูให้ปวดอุ้งเท้าด้วยสารคาราจีแนน 100 ไมโครกรัม/อุ้งเท้า  หรือด้วยสาร prostaglandin E2  รวมทั้ง dibutyryl cyclic AMP พบว่าสามารถยับยั้งอาการปวดจากการที่ถูกรั้งนำด้วยสารคาราจีแนน และ prostaglandin E2 ได้  แต่ว่าไม่เป็นผลถ้าเหนี่ยวนำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP  ยิ่งไปกว่านี้น้ำมันหอมระเหยตะไคร้  และสาร myrcene เมื่อป้อนให้หนูที่ถูกรั้งนำให้เกิดลักษณะของการปวดด้วย prostaglandin E2  พบว่าสามารถยั้งลักษณะของการปวดได้

  • ฤทธิ์ลดไข้ เมื่อให้สารสกัดน้ำร้อนจากใบของตะไคร้ ทางสายยางแก่หนูขาวในขนาด 20 มิลลิลิตร/กก. ไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิของหนูขาว แต่เมื่อฉีดเข้าท้องหนูขาวในขนาด 40.0 มิลลิลิตร/กก. พบว่าลดอุณหภูมิของหนูขาวได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง (p< 0.05) (2) เมื่อให้สารสกัดน้ำร้อนจากใบของตะไคร้ ทางสายยางแก่หนูขาวในขนาด 20-40 มล./กก. ทุกวันเป็นเวลา 8 อาทิตย์ พบว่าไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิกายของหนูขาว
  • ฤทธิ์ขับน้ำดี ตะไคร้มีสารช่วยสำหรับการขับน้ำดีมาช่วยสำหรับการย่อยหมายถึงborneol, fenchone และ cineole
  • ฤทธิ์ขับลม ยาชงตะไคร้เมื่อให้กินไม่มีผลขับลม แต่ว่าถ้าให้โดยฉีดทางช่องท้องจะให้ผลดี


เมื่อกรอกน้ำมันหอมระเหยจากใบเข้ากระเพาะอาหาร หรือฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้ ขนาด 10, 50, 100 มก./กิโลกรัม พบว่าสามารถทุเลาอาการปวดได้ แล้วก็เมื่อกรอก    น้ำมันหอมระเหยจากใบ เข้าด้านในกระเพาะหนูขาว ขนาด 20% พบว่ามีฤทธิ์ทุเลาลักษณะของการปวดที่รั้งนำด้วย carageenan หรือ PGE2 แต่ไม่เป็นผลในหนูที่ทำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP ซึ่งสารออกฤทธิ์เป็นmyrcene (1) นอกเหนือจากนี้เมื่อกรอกสารสกัดเอทานอล 95% จากใบสด เข้ากระเพาะอาหารหนูถีบจักร ขนาด 1 กรัม/กิโลกรัม พบว่าไม่อาจจะทุเลาลักษณะของการปวดได้
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษและก็การทดสอบความเป็นพิษ
เมื่อให้น้ำมันหอมระเหยเข้าทางกระเพาะกระต่าย พบว่ามีค่า LD50 มากกว่า 5 ก./กิโลกรัม ส่วนพิษในหนูขาวไม่ชัดเจน แล้วก็เมื่อป้อนสารสกัดใบด้วยอัลกอฮอล์รวมทั้งน้ำ (1:1) ขนาด 460 มก./กิโลกรัม เข้ากระเพาะอาหารหนูถีบจักร พบว่ามีพิษ แม้กระนั้นสารสกัดใบด้วยน้ำ ขนาด 20-40 ซีซี/กก. เมื่อให้ทางปากไม่เจอพิษ และไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน และไม่ส่งผลต่อน้ำหนักตัวของหนูขาว มีผู้เรียนรู้พิษของน้ำมันหอมระเหย พบว่าอัตราส่วน LD50/TD เท่ากับ 6.9 การป้อนยาชงตะไคร้ให้หนูขาวในขนาด 20 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนเป็นเวลา 2 เดือน ไม่เจอความเป็นพิษ
          การเรียนรู้พิษเฉียบพลันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ขนาด 1,500 ppm ตรงเวลา 60 วัน พบว่าหนูขาวกรุ๊ปที่ได้ตะไคร้ โตเร็วกว่ากลุ่มควบคุม แม้กระนั้นค่าเคมีเลือดไม่เปลี่ยนแปลง
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล (80%) ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน Staphylococcus typhimurium TA98 และก็ TA100 มีผู้ทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน mammalian cells ของ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญในตะไคร้ พบว่าไม่พบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ มีผู้ทดลองใช้ตะไคร้แห้ง ขนาด 400 มคก./จานเพาะเชื้อ มาทดสอบกับ S. typhimurium TA98 และก็เมื่อนำน้ำต้มใบตะไคร้กับเนื้อ (โค ไก่ หมู) ขนาด 4, 8 รวมทั้ง 16 มิลลิกรัม/จานเพาะเชื้อ ทดสอบกับ S. typhimurium TA98 รวมทั้ง TA100 ไม่เจอฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ และสารสกัดด้วยน้ำขนาด 0.5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่เป็นผลก่อกลายพันธุ์ใน Bacillus subtilis H-17 (Rec+) และก็ M-45 (Rec-) ตะไคร้สดในขนาด 1.23 มก./ซีซี ไม่มีพิษต่อยีน (16) และ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญก็ไม่เจอพิษด้วยเหมือนกัน
สาร citral ซึ่งเป็นสารที่ได้จากน้ำมันหอมระเหยจากใบ เป็นพิษต่อเซลล์ P388 mouse leukemia แล้วก็น้ำมันหอมระเหย เป็นพิษต่อเซลล์ P388 leukemia โดยมีค่า IC50 5.7 มคกรัม/มล. แม้กระนั้นเมื่อผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้กับโหระพาช้าง (1:1 vol./vol.) มีค่า IC50 10.2 มคก./มิลลิลิตร ส่วนสกัด (partial purified fraction) ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ PS (murine lymphocytic leukemia P388),FA   ( murine ascites mammary carcinoma FM3A ) แต่สารสกัดหยาบแสดงฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเซลล์ FA สารสกัดใบด้วยเมทานอล ในขนาด 50 มคกรัม/ มิลลิลิตร ออกฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเซลล์มะเร็ง CA-9KB แม้กระนั้นในขนาด 20 มคก./ มิลลิลิตร ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ RAJI
มีผู้ทดสอบพิษของชาที่ตระเตรียมจากตะไคร้พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครสุขภาพดีกินชาตะไคร้ 1 ครั้ง หรือกินวันละครั้งเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ไม่เจอการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในเลือด เม็ดเลือดและเยี่ยว มีบางรายเท่านั้นที่มีจำนวนใบเสร็จรับเงินลิรูบิน และก็ amylase สูงมากขึ้น ก็เลยถือว่าไม่มีอันตราย ส่วนน้ำมันตะไคร้เมื่อผสมในน้ำหอม โดยผสมน้ำมันตะไคร้ร้อยละ 0.8 พบว่ามีลักษณะแพ้ อย่างไรก็ตามการแพ้นี้อาจเกิดขึ้นจากสารอื่นได้ รวมทั้งมีรายงานความเป็นพิษต่อถุงลมปอดเมื่อดมกลิ่นน้ำมันตะไคร้
คำแนะนำ / ข้อควรปฏิบัติตาม

  • การบริโภคตะไคร้หรือการใช้ตะไคร้ทาบนผิวหนังเพื่อจุดมุ่งหมายทางการรักษาโรค บางทีก็อาจจะไม่เป็นอันตรายแม้ใช้ตะไคร้ในช่วงเวลาสั้นๆภายใต้การดูแลแล้วก็คำแนะนำจากหมอ
  • การสูดดมสารที่มีส่วนประกอบของตะไคร้ อาจก่อให้เป็นผลข้างเคียงที่มีอันตรายแล้วก็เป็นพิษต่อสถาพทางร่างกายได้ในผู้ป่วยบางราย ตัวอย่างเช่น ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพปอด
  • หารือหมอ เภสัชกร และก็เรียนข้อมูลบนฉลากอย่างระมัดระวังก่อนใช้สินค้าอะไรก็แล้วแต่ที่มีสารสกัดมาจากตะไคร้ก่อนเสมอ เพื่อเลี่ยงการเกิดผลข้างเคียงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพข้างหลังการบริโภค
  • ระวังการใช้ตะไคร้และสินค้าจากตะไคร้ในคนที่เป็นต้อหิน (glaucoma) เพราะว่า citral จะมีผลให้ความดันในลูกตามากขึ้น
เอกสารอ้างอิง

  • ตะไคร้.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ฉบับประชาชนทั่วไป.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ตะไคร้แกง.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Puatanachokchai R, Vinitketkumnuen U, Picha P.  Antimutagenic and cytotoxic effects of lemon grass.  The 11th   Asia Pacific Cancer Conference, Bangkok Thailand, 16-19 1993.
  • คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.2544.
  • Carlini EA, Contar JDDP, Silva-Filho AR, Solveira-Filho NG, Frochtengarten ML, Bueno,OFA. Pharmacology of  lemongrass (Cymbopogon citratus Stapf).    Effects of teas prepared from the leaves on laboratory animals.  J  Ethnopharmacol 1986;17(1):37-64.
  • ตะไคร้สรรพคุณประโยชน์กับบทพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Lemongrass oil West Indian.  Food Cosmet Toxicol 1976;14:457.
  • กาญจนา ขยัน,การอบแห้งตะไคร้ด้วยเทคนิคการให้ความร้อนแบบไดอิเล็กตริกโดยใช้เครื่องอบไมโครเวฟที่ควบคุมอุณหภูมิได้.
  • Vinitketkumnuen U, Puatanachokchai R, Kongtawelert P, Lertprasertsuke N, Matsushima T.  Antimutagenicity of   lemon grass (Cymbopogon citratus Stapf) to various known mutagens in Salmonella mutation assay.  Mutat Res   1994;341(1):71-5.
  • ตะไคร้ใบตะไคร้ประโยชน์และสรรพคุณตะไคร้.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรไทย.
  • Souza Formigoni MLO, Lodder HM, Filho OG, Ferreira TMS, Carlini EA. Pharmacology of lemongrass  (Cymbopogon citratus Stapf).    Effects of daily two month administration in male and female rats and in  offspring exposed "in utero". J Ethnopharmacol 1986;17(1):65-74.
  • Parra AL, Yhebra RS, Sardinas IG, Buela LI.  Comparative study of the assay of Artemia salina L. and the  estimate of the medium lethal dose (LD50 value) in mice, to determine oral acute toxicity of plant extracts.   Phytomedicine 2001;8(5):395-400.
  • ตะไคร้.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Kauderer B, Zamith H, Paumgartten FJ, Speit G. Evaluation of the mutagenicity of b-myrcene in mammalian cells   in vitro.  Environ Mol Mutagen 1991;18(1):28-34.
  • Lorenzetti BB, Souza GEP, Sarti SJ, et al. Myrcene mimics the peripheral analgesic activity of lemongrass tea.  J  Ethnopharmacol 1991;34(1):43-8.   
  • Skramlik EV. Toxicity and toleration of volatile oils.  Pharmazie 1959;14:435-45.
  • Ostraff M, Anitoni K, Nicholson A, Booth GM. Traditional Tongan cures for morning sickness and their   mutagenic/toxicological evaluations.  J Ethnopharmacol 2000;71(1/2):201-19.
  • Wohrl S, Hemmer W, Focke W, Gotz M, Jarisch R. The significance of fragrance mix, balsam of Peru, colophony   and propolis as screening tools in the detection of fragrance allergy.  Br J Dermatol 2001;145(2):268-73.
  • Onbunma S, Kangsadalampai K, Butryee B, Linna T. Mutagenicity of different juices of meat boiled with herbs   treated with nitrite.  Ann Res Abst, Mahidol Univ (Jan 1 – Dec 31, 2001) 2002;29:350.
  • Costa M, Di Stasi LC, Kirizawa M, et al. Screening in mice of some medicinal plants used for analgesic purposes  in the state of Sao Paulo.  J Ethnopharmacol 1989;27(1/2):25-33.
  • Mishra AK, Kishore N, Dubey NK, Chansouria JPN. An evaluation of the toxicity of the oils of Cymb

11
ชื่อสมุนไพร  พญายอ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น เสลดพังพอนตัวเมีย , พญาบ้องทอง พญาบ้องดำ (ภาคกึ่งกลาง) , พญาปล้องคำ (ลำปาง) , ผักมันไก่ , ผักลิ้นเขียด (จังหวัดเชียงใหม่) , โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง) , ชิงเจี้ยง หนิ่วซิ้วฮวา (จีนกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Clinacanthus burmanni  Nees
สกุล  ACANTHACEAE
บ้านเกิด สมุนไพรพญายอเป็นสมุนไพรเขตร้อน อาทิเช่นทวีปแอฟริกา บราซิล และก็อเมริกา กลาง ส่วนในทวีปเอเชียมีการกระจายในประเทศอินโดนีเซีย ไทย เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา ฯลฯ และก็เป็นสมุนไพรที่มีแพทย์ประจำถิ่นประเทศ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย จีน ใช้รักษาผื่นผิวหนัง แมลงสัตว์กัดต่อย งูกัด แมงป่องต่อย มาตั้งแต่ในอดีตกาลแล้ว ส่วนในประเทศไทยมักพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ หรือพบปลูกกันตามบ้านทั่วไป ทั่วทุกภาคของประเทศ พญายอ หรือ เสมหะพังพอนตัวเมียมีชื่อคล้องจองกัน ซึ่งก็คือ เสมหะพังพอนตัวผู้ แต่ว่าต่างกันตรงที่เสลดพังพอนเพศผู้มีหนาม คุณประโยชน์อ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมียและเพื่อไม่ให้งงระหว่างสมุนไพร 2 ประเภทนี้ ก็เลยเรียกเสลดพังพอนตัวเมียว่า "พญายอ"
ลักษณะทั่วไป
พญายอ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มปนเถาหรือไม้พุ่มคอยเลื้อย มักเลื้อยพาดไปตามต้นไม้อื่นๆมีความสูงได้ประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นมีลักษณะเกลี้ยง ต้นอ่อนเป็นสีเขียว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงกันข้ามกันเป็นคู่ๆลักษณะของใบเป็นรูปใบหอก รูปรีแคบขอบขนาน ปลายใบแล้วก็โคนใบแหลม ส่วนขอบของใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างราว 2-3 เซนติเมตร รวมทั้งยาวประมาณ 7-9 ซม. แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเรียบ ดอกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกราว 3-6 ดอก กลีบดอกเป็นสีแดงส้ม โคนกลีบดอกเชื่อมชิดกันเป็นหลอด ยาวโดยประมาณ 3-4 เซนติเมตร ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก คือ ปากด้านล่างและก็ปากบน ดอกหนึ่งมี 5 กลีบ กลีบดอกไม้เป็นทรงกระบอก ส่วนกลีบรองกลีบดอกนั้นเป็นสีเขียว ยาวเท่าๆกัน มีขนคือต่อมเหนียวๆอยู่รอบๆ ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 อัน ส่วนเกสรเพศเมียเกลี้ยงไม่มีขน มีดอกในตอนราวเดือนตุลาคมถึงมกราคม ผลได้ผลสำเร็จแห้งแล้วก็แตกได้ ลักษณะของผลเป็นรูปกลมยาวรี ยาวได้ประมาณ 0.5 ซม. ก้านสั้น ด้านในผลมีเม็ดราวๆ 4 เมล็ด
การขยายพันธ์ การขยายพันธุ์พญายอนั้นสามารถได้ 2 วิธี คือ การปักชำแล้วก็การแยกเหง้ากิ้งก้านไปปลูก แต่จำนวนมากชอบใช้วิธีการใช้กิ่งปักชำโดยเลือกกิ่งที่บริบูรณ์ปราศจากโรค ไม่แก่ หรือเปล่าอ่อนเกินความจำเป็น ตัดกิ่งประเภทให้มีความยาว 6-8 นิ้ว รวมทั้งมีตาบนกิ่งโดยประมาณ 1-3 ตา ให้มีใบหลงเหลืออยู่ที่ปลายยอด ประมาณ 1/3 ของกิ่ง ทาปูนแดงบริเวณรอยตัดของตัวการ รวมทั้งกิ่งจำพวกเพื่อคุ้มครองป้องกันเชื้อรา ปักชำลงในถุงที่มีเป็นดินร่วนซุยปนทราย (จะช่วยให้อัตราการออกรากของกิ่งชำสูง และสะดวกสำหรับในการย้ายต้นไปปลูก) โดยปักชำกิ่งลงในวัสดุปลูกลึกราวๆ 3 นิ้ว และปักให้เอียง 45 องศา รดน้ำให้ชุ่มและก็รักษาความชุ่มชื้นให้เพียงพอควรระวังอย่าให้กิ่งชำถูกแดดมาก กิ่งปักชำจะออกรากด้านใน 3-4 สัปดาห์ แล้วก็ใช้ช้อนขุดหรือเสียมแซะกิ่งชำลงปลูกเอาไว้ภายในหลุมปลูกที่ตระเตรียมไว้ 1 ต้นต่อหลุม กลบ รดน้ำหลังจากปลูกในทันที
การเก็บเกี่ยว ควรที่จะเก็บใบขนาดกึ่งกลาง ที่ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินความจำเป็น โดยให้ใช้แนวทางการตัดต้นเหนือระดับผิวดินโดยประมาณ 10 เซนติเมตร ภายหลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ต้นตอเดิมยังสามารถแตกออกแตกกิ่งก้านสาขาเติบโตได้อีก และก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตถัดไปได้
การดูแลรักษา ในระยะ 1-2 เดือนแรก ควรจะรดน้ำทุกวัน ถ้าหากแดดแรงควรรดน้ำเช้าตรู่-เย็น เมื่ออายุ 2 เดือนขึ้นไปแล้วบางทีอาจให้น้ำวันเว้นวัน ในช่วงฤดูฝนถ้าเกิดมีฝนตกบางครั้งอาจจะไม่ต้องให้น้ำ พญายอสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิดที่มีการระบายน้ำได้ดิบได้ดี แต่ถูกใจดินร่วนผสมทรายที่ระบายน้ำดีมากที่สุด  ชอบอากาศร้อนชื้น ขึ้นเจริญในขณะที่มีแดด(แดดไม่จัด) และที่ร่ม
องค์ประกอบทางเคมี  รากของพญายอ มีสาร Lupeol, B-Sitosterol, Stigmasterol และก็มีการทดลองพบว่าสารสกัดด้วยสารละลายบิวทานอล    (butanol) จากใบของพญายอ มีสารประกอบฟลาโวนอยด์ (flavonoid) สามารถระงับอาการอักเสบได้ สารฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ลดการอักเสบสารกรุ๊ป Monoglycosyl diglycerides อาทิเช่น    1,   2- di-O-linolenoyl-3-O-β-D-Galactopyranosyl-sn-glycerol และก็สารกรุ๊ป Glycoglycerolipids จากใบมีฤทธิ์ยั้งเชื้อไวรัสเริมแล้วก็งูสวัด
                นอกจากนั้นพญายอ ยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากยิ่งกว่า 20 ประเภท โดยเป็นสารเคมีจากพืชที่มีความสำคัญต่อชีวิต อาทิเช่น   Stigmaster, Lupeol, B-Sitosterol Belutin, Myricyl alcohol แล้วก็สารสกัดที่ได้จากเมทานอลในประเทศไทย 6  จำพวก    C-Glycosyl flavones ดังเช่น    Vitexin, Isovitexin, Schaftoside, Isomoll-pentin, 7-0-B-Glucopyranoside, Orientin, Isori-entin และสารสกัดได้จากต้นรวมทั้งใบได้สาร Gluco-sides  5   ประเภท    (1)    Cerebrosides และ  Monoacylmonogalactosyl glycerol สาร    Triga-lactosyl รวมทั้ง    Digalactosyl diglycerides 4  สาร    8 จำพวก    สกัดได้จากส่วนเหนือดินสดด้วยคลอโรฟอร์มเป็น   Chlorophyll A,  Chlorophyll B,  รวมทั้ง    Phacoph-orbide A  และก็สารประกอบที่มีซัลเฟอร์ 4  ชนิด   Clinamide A-C, 2-Cis- entadamide A  แล้วก็สารประกอบที่พบมาก่อน 3  จำพวก    Entadamide A, Entadamide C   รวมทั้ง    Trans 3  methylsulfinyl-2-propenol
ประโยชน์ / สรรพคุณ คุณประโยชน์ของพญายอตามตำรายาไทย
กล่าวว่า ใบ – ใช้ถอนพิษไข้ ดับพิษร้อน แก้อาการผิดสำแดง แก้เจ็บคอ เจ็บปก แผลในปาก คางทูม รักษาโรคบิด ไข่ดัน รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก รักษาแผลน้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน แก้ฝี แก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย รักษาโรคฝึกหัด ราก  - ปรุงเป็นยาขับฉี่ ขับรอบเดือน แก้ปวดเมื่อยบั้นเอว บำรุงกำลัง แก้ผิดสำแดง ส่วนทั้งยัง 5  (ทั้งต้น) -   ใช้ถอนพิษ โดยเฉพาะพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ตะขาบ แมลงป่อง รักษาอาการอักเสบ งูสวัด ผื่นคัน แผลน้ำร้อนลวก  โรคตับเหลือง รักษาแผลสด แผลเรื้อรัง แก้ปวดบวม เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำ  ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังมีการผลิตยาที่มีส่วนประกอบของพญายอหลากหลายประเภท เป็นต้นว่า ครีมพญายอ ใช้บรรเทาลักษณะของโรคเริม แล้วก็ งูสวัด ยาป้ายปากพญายอให้รักษาแผลในปาก (aphthaus ulcer) โลชั่นพญายอ ใช้บรรเทาอาการผื่นผื่นคัน ผื่นคัน ตุ่มคัน ฯลฯ
แบบ / ขนาดวิธีการใช้

  • ทาบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อยเป็นผื่นคัน


o             - ใช้ใบสด 5-10 ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ผลลัพธ์ที่ดี

  • แก้แผลน้ำร้อนลวก


o             ใช้ใบตำต้มกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟลุก แผลจะแห้ง
o             นำใบมาตำอย่างรอบคอบผสมกับสุรา ใช้พอกรอบๆที่ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก มีสรรพคุณดับพิษร้อนก้าวหน้า

  • รักษาอาการอักเสบ ทำลายพิษ รักษาแผลร้อนในในปาก เริม งูสวัด


o             ใช้ใบเสลดพังพอนตัวเมียสด 10-20 ใบ (เลือกใบสีเขียวเข้มสดเป็นมันไม่อ่อนไม่แก่จนเกินความจำเป็น)เอามาตำผสมกับสุราหรือน้ำมะนาว คั้นเอาน้ำดื่มหรือเอาน้ำทาแผลและเอากากพอกแผล
o             ใช้ใบเสมหะพังพอน 1,000 กรัม หมักใน alcohol 70 % 1,000 ซีซี. หมักไว้ 7 วัน นำมากรองแล้วเอาไประเหยให้เหลือ 500 ซีซี. เพิ่มเติม glycerine pure ลงไปเท่ากับปริมาณที่ระเหยไป (500 ซีซี.) นำน้ำยาเสมหะพังพอนกรีเซอรีนที่ได้ทาแผลเริม งูสวัด แผลร้อนในปาก ทำลายพิษต่างๆ

  • ใช้เป็นยาลดไข้ ด้วยการใช้ใบสด 1 กำมือ ตำอย่างละเอียด ผสมกับน้ำซาวข้าว ใช้พอกบนศีรษะคนป่วยโดยประมาณ 30 นาที อาการไข้รวมทั้งอาการปวดหัวจะหายไป
  • ช่วยแก้อาการผิดสำแดง (กินอาหารแสลงไข้ แล้วทำให้โรคกำเริบเสิบสาน) ด้วยการใช้รากสดนำมาต้มรับประทานทีละประมาณ 2 ช้อนแกง
  • ใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ ด้วยการนำใบสดมาเคี้ยวประมาณ 10 ใบ กลืนมัวแต่น้ำยาพอให้ยาจืด แล้วจึงคายกากทิ้ง
  • แก้คางทูม ด้วยการใช้ใบสดโดยประมาณ 10-15 ใบ ตำอย่างละเอียดผสมกับสุราโรง คั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่บวม อาการบวมจะหายไป แล้วก็อาการเจ็บปวดจะหายไปภายใน 30 นาที
  • ใช้แก้ฝี ด้วยการกางใบเอามาตำผสมกับเกลือและสุรา ใช้พอกรอบๆที่เป็น แปลงยาทุกเช้าและเย็น


ส่วนการใช้พญายอรักษาอาการเนื่องมาจากแมลงกัดต่อย และเริมตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น  ให้ใช้ใบขยี้ทาบริเวณที่ถูกแมลง สัตว์ กัดต่อย หรือเป็นเริมและก็สำหรับครีม ที่มีสารสกัดพญายอร้อยละ 4 – 5   และก็สารละลาย (สำหรับป้ายปาก) ที่มีสารสกัดพญายอในกลีเซอรีนจำนวนร้อยละ 2.5 – 4                  รวมถึงโลชัน ที่มีสารสกัดพญายอจำนวนร้อยละ 1.25  ให้ใช้  ทาบริเวณที่มีลักษณะ วันละ 5 ครั้ง
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ  สารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบให้ทางปากหนูขาว จะลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำโดย carrageenan และลดการอักเสบของถุงลมหนูขาวที่เหนี่ยวนำให้กำเนิดโดยฉีดลมและน้ำมันละหุ่ง (1-3) แม้กระนั้นถ้าเกิดใช้แนวทางทาสารสกัดที่ผิวหนังจะไม่สามารถที่จะลดน้ำหนองของถุงลมหนูได้ สารสกัดเอ็นบิวทานอล ขนาด 270 มิลลิกรัม/กก. จะลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้พอกับแอสไพรินขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (2) เมื่อใช้ 5% ของพญายอในรูป cold cream สารสกัดเอทานอล 95% แล้วก็สารสกัดเอทานอลในน้ำ ทาเฉพาะที่ให้หนูขาว  สามารถลดหนองแล้วก็การเกิด granuloma ได้ 50.98%, 50.10% และก็ 48.30% เป็นลำดับ สารสกัดเอทานอลจากใบ ขนาด 20 มคกรัม/มล. ส่งผลต่อ cytokines  ที่เกิดในกรรมวิธีอักเสบเป็นยับยั้ง  interleukin-1-b แต่ว่าไม่สามารถที่จะยั้ง interleukin-6 และ  tumor necrosing factor-a
ฤทธิ์รักษาโรคงูสวัด  นำสารสกัดจากใบพญายอความเข้มข้นต่างๆมาตรวจ DNA hybridization และ plaque reduction assay พบว่า ขนาด 1:2,000 รวมทั้ง 1:1,200 ตามลำดับ จะยับยั้งเชื้อไวรัส Varicella zoster ก่อนเข้าสู่เซลล์ได้ 50% ขนาด 1:6,000 รวมทั้ง 1:4,800 ตามลำดับ จะทำลายเชื้อไวรัส  Varicella zoster  ในเซลล์  ขนาดมากกว่า 1:18,000 รวมทั้ง 1:9,600 เป็นลำดับ สามารถทำลายเชื้อเชื้อไวรัส Varicella zoster โดยตรงได้ 50% จะมีความคิดเห็นว่าเมื่อเชื้อเข้าสู่เซลล์แล้วฤทธิ์สำหรับเพื่อการยับยั้งไวรัสต่ำลง
          ผู้ป่วยโรคงูสวัด ปริมาณ 51 ราย  ได้รับการดูแลรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอเปรียบเทียบกับยาหลอกแบ่งเป็น 2 กรุ๊ป ตามจำพวกของยา และให้ยาเรียงสลับแบบสุ่ม ผู้เจ็บป่วยทุกรายมาเจอแพทย์ข้างใน 48 ชั่วโมงหลังจากมีอาการ  โดยให้ป้ายยาวันละ 5 ครั้ง เป็นเวลา 7-14 วัน จวบจนกระทั่งแผลจะหาย พบว่าคนไข้หวานใจษาด้วยสารสกัดใบพญายอแผลจะตกสะเก็ดข้างใน 3 วัน และหายด้านใน 7-10 วัน มีเยอะมากๆกว่ากรุ๊ปที่รักษาด้วยยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีระดับความเจ็บปวดน้อยลงเร็วกว่า และไม่พบผลข้างเคียงอะไรก็ตาม
ฤทธิ์ต่อต้านเริม  สารสกัดน้ำจากใบ มีฤทธิ์ต้านไวรัส Herpes simplex type 1 แล้วก็ type 2 โดยตรงก่อนที่จะไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ และสารสกัดจากใบความเข้มข้นตั้งแต่ 1:1,200 นาน 30 นาที สามารถออกฤทธิ์ทำลายเชื้อ HSV 2 โดยตรงก่อนเพาะเลี้ยงลงเซลล์ สารสกัดเมทานอลรวมทั้งสารสกัดน้ำจากใบไม่สามารถที่จะยับยั้งเชื้อไวรัส HSV-2 แล้วก็ HSV-1, HSV-2 ในเซลล์ เป็นลำดับ
คนป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ทั้งยังชายและหญิงปริมาณ 27 คน ได้รับการดูแลรักษาด้วยครีมจากสารสกัดเอทานอลจากใบพญายอ 5% (dilution 1:4,800) เปรียบเทียบกับการดูแลรักษาด้วยยา acyclovir cream จำนวน 26 คน และก็ยาหลอก 24 คน  โดยทาแผลวันละ 4 ครั้ง ติดต่อกัน 6 วัน พบว่า คนป่วยที่ได้รับการดูแลรักษาด้วยครีมพญายอ และก็ acyclovir cream แผลเป็นสะเก็ดในวันที่ 3 รวมทั้งหายภายในวันที่ 7 แตกต่างจากแผลของผู้ป่วยที่ใช้ยาหลอก จะเป็นสะเก็ดในวันที่ 4–7 และหายในวันที่ 7-14 หรือนานกว่านั้น ครีมพญายอไม่ทำให้มีการเกิดอาการอักเสบ เคือง ในขณะ acyclovir cream ทำให้แสบ
คนเจ็บโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์จำพวกเป็นซ้ำ จำนวน 56 ราย ได้รับการดูแลรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอ เปรียบเทียบการดูแลรักษากับยา acyclovir cream ปริมาณ 54 คน แล้วก็ยาหลอก 53 คน ทาตุ่มหรือแผลวันละ 4 ครั้ง ตรงเวลา 6 วัน พบว่ากลุ่มที่รักษาด้วยยาจากสารสกัดพญายอแผลจะตกสะเก็ดข้างใน 3 วัน แล้วก็หายด้านใน 7 วัน ไม่มีอาการแสบแผล  และไม่มีความแตกต่างจากการดูแลรักษาด้วย acyclovir cream แต่ยา acyclovir cream จะทำให้แสบแผล (13)
ฤทธิ์แก้ปวด  เมื่อให้ส่วนสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบ ขนาด 30, 90, 270, 540, 810 และก็ 2,430 มก./กก.  แก่หนูถีบจักรทางปาก จะลดการบิดตัวของหนูที่ถูกเหนี่ยวนำโดยกรดอะซีติเตียนค รวมทั้งเพิ่มการซึมผ่านของฝาผนังเส้นเลือด เป็นสัดส่วนกับขนาดของส่วนสกัด ส่วนสกัดเอ็นบิวทานอลขนาด 90 มิลลิกรัม/กก. จะมีความแรงเท่าๆกับเฟนนิวบิวทาโซนขนาด 100 มิลลิกรัม/กก. ในการลดการบิดตัว แต่ว่าจะมีความแรงน้อยกว่าสำหรับเพื่อการลดการซึมผ่านฝาผนังเส้นเลือด เมื่อให้สารสกัดนี้โดยการฉีดเข้าท้อง ไม่ชี้ให้เห็นว่ามีฤทธิ์ยับยั้งปวดเมื่อใช้แนวทาง hot water bath  และให้ส่วนสกัดคลอโรฟอร์มจากใบขนาดดังที่กล่าวถึงแล้วทางปากหนูถีบจักร  ไม่มีผลลดการบิดตัวของหนูเหมือนกัน
ยิ่งไปกว่านี้ พญายอมีสารออกฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ (antioxidant) ในหลอดทดสอบรวมทั้งมีฤทธิ์ต่อต้านแบคทีเรีย สารสกัดจากใบด้วยเอทธิลอะซิเตทเข้มข้น 1.39-6.31 มก./มิลลิลิตร สามารถยั้ง Bacillus cereus แล้วก็ candida albican สาร    Flavonoids และก็    Phenolic compounds ในสมุนไพรทุกชนิด ยับยั้งแบคทีเรียได้ไพเราะมี Carbonyl group และ    พญายอยังมีฤทธิ์ต้านทานพิษงู: มีการเรียนรู้พบว่าสารสกัดพญายอมีฤทธิ์คุ้มครองป้องกันทําลายเซลล์เนื้อเยื่อแผล แต่ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งพิษต่อระบบประสาทของงูเห่า ที่มีต่อNeuromuscular transmission
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษแล้วก็การทดลองความเป็นพิษ
          การทดสอบความเป็นพิษพบว่า สารสกัดเอ็นบิวทานอลมีค่า LD50 13.4 กรัม/กิโลกรัม 48 ชม. ข้างหลังให้ทางปาก รวมทั้งมีค่า 3.4 ก./กิโลกรัม เมื่อฉีดเข้าท้อง การให้สารสกัดทุกวี่วันตรงเวลา 6 สัปดาห์ ไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของหนูขาว แม้กระนั้นเจอน้ำหนักไธมัเสียใจลงระหว่างที่น้ำหนักตับเพิ่มขึ้น ไม่เจอความผิดแปลกต่ออวัยวะอื่นๆและไม่มีลักษณะอาการไม่พึงปรารถนาอื่นๆส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1.3 กรัม/กก. (หรือเสมอกันใบแห้ง 5.44 กรัม/กิโลกรัม) เมื่อป้อนเข้าทางปากหรือฉีดเข้าช่องท้องหนูเม้าส์ ไม่ก่อให้เกิดอาการพิษอะไรก็ตามและก็เมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบขนาด 270 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และก็ 540 มิลลิกรัม/กิโล แต่ละวัน นาน 6 สัปดาห์ พบว่าไม่เป็นผลต่อการเจริญเติบโต แต่น้ำหนักต่อมธัยมัสลดลง ตอนที่น้ำหนักตับเพิ่มขึ้น ไม่เจอความแปลกต่ออวัยวะอื่น และไม่เจออาการไม่พึงปรารถนาอะไรก็แล้วแต่
คำแนะนำ / ข้อควรปฏิบัติตาม พญายอก็ดังสมุนไพรชนิดอื่นๆเป็น ควรจะใช้ในจำนวนที่พอดิบพอดีไม่ควรใช้มากจนเกินความจำเป็นหรือนานจนกระทั่งเกินไปเนื่องจากว่าอาจเกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ และหากแม้ในอดีตจะมีการใช้ใบสดนำมาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็นแผล รวมทั้งให้ผลการดูแลและรักษาที่ดี แต่ว่าในปัจจุบันแนวทางลักษณะนี้ไม่เป็นที่ชื่นชอบแล้ว ด้วยเหตุว่าจะทำความสะอาดแผลได้ยาก รวมถึงอาจจะส่งผลให้แผลติดโรคและเป็นหนองกระทั่งแพร่กระจายไปยังรอบๆอื่นได้
เอกสารอ้างอิง

  • เสลดพังพอนตัวเมีย.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.
  • ฉัตรชัย สวัสดิไขย,สุรศักดิ์ อิ่มเอี่ยม.พญายอ.คอลัมน์ยาน่ารู้.วารสารศูนย์การศึกษาแพยทศาสตร์คลินิกโรงพยาบาลพระปกเกล้า.ปีที่35. ฉบับที่1.มกราคม-มีนาคม 2561.หน้า106-110
  • สมชาย แสงกิจพร เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ธวัชสุภา ปราณี จันทเพ็ชร.  การรักษาผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเป็นซ้ำด้วยยาสารสกัดของใบพญายอ.  วารสารกรมการแพทย์ 2536;18(5):226-31
  • ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.“พญาปล้องทอง”.  หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.    หน้า 521-522.
  • Alam A,   Ferdosh S,   Ghafoor K,   Hakim A, Juraimi AS,    Khatib A,   et  al.   Clinacanthus nutans: A  review of   the   medicinal uses, pharmacology and    phytochemistry. AsianPac J Trop Med 2016:9: 402-9.
  • Thamaree S, Rugrungtham K, Ruangrungsi N, Thaworn N, Kemsri W.  The inhibitory effects of extracts of some herbal medicines on the production of proinflammatory cytokines by in vitro stimulated humam blood cells.  Thai J Pharm Sci 1998;22(3):S47. http://www.disthai.com/
  • พญายอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Panyakom K.   Strutcural elucidation of bioactive compounds of   clinacanthusnutans (Burm. f.)  lindau leaves [disserta-tion].    Nakhon Rathchasima. SuranareeUniversity of Technology; 2006.
  • ชุตินันท์ กันตสุข.  การทดสอบเบื้องต้นเพื่อหาฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ของสารสกัดสมุนไพรไทยบางชนิด.  วิทยานิพนธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2534.
  • “พญาปล้องทอง”.  หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  หน้า 88.
  • Kittisiripornkul S, Bunyapraphatsara, N, Tanasomwong W, Satayavivad J.  The antiinflammatory action and toxicological studies of Clinacanthus nutans.  การประชุม Princess Congress I, 10-13 Dec 1987, กรุงเทพฯ:AC-5.
  • Cherdchu C,   Poopyruchpong N,   Adchari-yasucha R,   Ratanabanangkoon K.   The absence of  antagonism between extracts of   Clinacanthus nutans Burm. and    Naja naja    siamensis venom. Southeast Asian J  Trop    Med    Public Health 1977;8:249-54.
  • Thamaree S, Rugrungtham K, Ruangrungsi N, Thaworn N, Kemsri W.  The inhibitory effects of extracts of some herbal medicines on the production of proinflammatory cytokines by in vitro stimulated humam blood cells.  Thai J Pharm Sci 1998;22(3):S47.
  • Sangkitporn S, Balachandra K, Bunjob M. Chaiwat S, Dechatiwongse Na-Ayudhaya T, Jayavasu C.  Treatment of Herpes zoster with Clinacanthus nutans (Bi Phaya Yaw) extract.  J Med Assoc Thai 1995;78(11):624-7.
  • Dampawan P,   Huntrakul C,   Reutrakul V, Raston CL,    White AH.    Constituents of Clinacanthus nutans and    crystal structureof   Lup-20(29)-Ene-3-One. J  Sci    Soc  Thailand 1977; 3: 14-26.
  • พญายอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • วิทยา บุญวรพัฒน์. “เสลดพังพอนตัวเมีย”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.   หน้า 562.
  • ชื่นฤดี ไชยวสุ ทวีผล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ชวลิตธำรง สุทธิโชค จงตระกูลศิริ.  การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบเสลดพังพอนและใบพญายอต่อเชื้อ Herpes simplex virus type-2 ในหลอดทดลอง.  วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2535;34(4):153-8.
  • Dechatiwongse T,  Sakkarat S, ShuypromA,   Pattamadilok D,   Bansiddhi J,   Water-man    PG,    et  al.   Chemical constituents of the   leaves of Clinacanthus nutans Lindau.Thai    Journal of  Phytopharm 2001;8(1):1.
  • Satayavivad J, Bunyapraphatsara N, Kittisiripornkul S, Tanasomwang W.  Analgesic and anti-inflammatory activities of extract of Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau.  Thai J Phytopharm 1996;3(1):7-17.
  • Thawaranantha D, Balachandra K, Jongtrakulsiri S, Chavalittumrong P, Bhumiswasdi J, Jayavasu C.  In vitro antiviral activity of Clinacanthus nutans on Varicella-zoster virus.  Siriraj Hosp Gaz 1992;44(4):285-91.
  • Yoosook C, Bunyapraphatsara N, Boonyakiat Y, Kantasuk C.  Anti-Herpes simplex virus activities of crude water extracts of Thai medicinal plants.  Phytomedicine 1999;6(6): 411-9.
  • Tanasomwang W.  The screening of anti-inflammatory action of Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau : a critical evaluation of carrangeenan-induced hind paw edema model.  MS Thesis, Mahidol Univ, 1986.
  • Yoosook C, Panpisutchai Y, Chaichana S, Santisuk T, Reutrakul V.  Evaluation of anti-HSV-2 activities of Barleria lupulina and Clinacanltus nutans.  J Ethnopharmacol 1999;67:179-87.
  • Suntararuks S, Satayavivad J, Vongsakul M, Wanichanon C, Thiantanawat A, Akanimanee J.  The study of immunologic effects of Clinacanthus nutans extract in male Wistar rats.  The Fourth Princess Chulabhorn International Science Congress Chemicals in the 21st Century, 28 Nov–2 Dec 1999, Bangkok, Thailand: P-24.


12
งาดำ
ชื่อสมุนไพร งาดำ
ชื่อสามัญ  Black Sasame seeds Black
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sesamum indicum Linn
ตระกูล Pedaliaceae
ถิ่นกำเนิด  งามีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา รอบๆประเทศเอธิโอเปีย แล้วแผ่กระจายไปยังประเทศอินเดีย จีน รวมทั้งประเทศต่างๆในแถบทวีปเอเชียรวมถึงประเทศไทยด้วย ส่วนในประเทศอินเดียมีการระบุว่ามีการปลูกงามาแล้วหลายพันปี ก่อนที่จะพ่อค้าชาวอาหรับ และก็เมดิเตอร์เรเนียลจะนำงาไปปลูกแถบอาหรับ รวมทั้ง ยุโรป
นอกจากนั้นยังมีผู้พบหลักฐานว่า ชาวบาบิโลนในประเทศโซมาเลียมีการปลูกงามานานกว่า 2,500 ปี ก่อนคริสตกาล และใช้นํ้ามันงาสำหรับทำยา และก็อาหาร ซึ่งมีบันทึกใน Medical Papyrus of Thebes กล่าวว่า ทหารโรมันได้นำงาไปปลูกในประเทศอิตาลีในคริสศตวรรษที่ 1 แต่ปรากฏว่าลักษณะของอากาศไม่เหมาะสมกับการปลูก และก็ในช่วงปลายศตวรรษที่17 รวมทั้ง18 มีการนำงามาปลูกไว้ในประเทศอเมริกาโดยข้าทาสชาวแอฟริกัน
ด้านการใช้คุณประโยชน์จากงาดำนั้นประเทศอินเดีย จีน และก็ประเทศอื่นๆในแถบเอเซียจะใช้งาทำเป็นนํ้ามันเพื่อปรุงอาหาร ส่วนชาวยุโรปจะนำงามาทำเค้ก ไวน์ รวมทั้งนํ้ามัน รวมทั้งใช้สำหรับในการทำอาหาร แล้วก็เป็นเครื่องหอม ส่วนชาวแอฟริกันใช้ใบงาทำ พลุ แล้วก็พอกผิวหนัง แล้วก็ใช้เป็นสารไล่แมลงให้สัตว์เลี้ยงฯลฯ
ลักษณะทั่วไป
งาดำ เป็นพืชล้มลุกที่แก่ฤดูเดียว มีลำต้นตั้งชัน บางทีอาจแตกกิ่งหรือไม่แตกกิ่งกิ่งก้านสาขา ลำต้นสูงโดยประมาณ 50-150 ซม. ลำต้นมีลักษณะสีเหลี่ยม มีร่องตามทางยาว ไม่มีแก่น มีลักษณะอวบน้ำ รวมทั้งมีขนสั้นปกคลุม เปลือกลำต้นบาง มีสีเขียว  ใบงาดำ ออกเป็นใบคนเดียว เรียงตรงกันข้ามกันเป็นชั้นๆตามความสูง มีก้านใบสั้น ยาวโดยประมาณ แผ่นใบมีรูปหอก สีเขียวสด กว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวโดยประมาณ 8-16 ซม. โคนใบมนกว้าง ปลายใบแหลม ขอบของใบหยักน้อย มีเส้นแขนงใบตรงข้ามกันเป็นคู่ๆยาวถึงขอบของใบ ดอกงาดำเป็นดอกลำพังหรือเป็นกรุ๊ปตรงซอกใบ ปริมาณ 1-3 ดอก ดอกย่อยมีก้านดอกสั้น มีกลีบรองดอก ปริมาณ 5 กลีบ ส่วนกลีบดอกมีลักษณะเป็นกรวย ห้วยลงดิน กลีบอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง กลีบดอกเมื่อบานมีสีขาว ยาวโดยประมาณ 4-5 เซนติเมตร แบ่งเป็น 2 ส่วนเป็นกลีบข้างล่าง และกลีบบน โดยกลีบข้างล่างจะยาวกว่ากลีบบน ด้านในดอกมีเกสรตัวผู้ 2 คู่ มี 1 คู่ยาว ส่วนอีกคู่สั้นกว่า ส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน มีก้านเกสรยาว 1.5-2 ซม. ปลายก้านเกสรเว้าแหว่งเป็น 2-4 แฉก  ผลงาดำเรียกว่า ฝัก มีลักษณะทรงกระบอกยาว ผิวฝักเรียบ ปลายฝักแหลมเป็นติ่ง แล้วก็แบ่งได้เป็นร่องพู 2-4 ร่อง กว้างราว 1 ซม. ยาวราว 2-3 ซม. ฝักอ่อนมีสีเขียว รวมทั้งมีขนปกคลุม ฝักแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล รวมทั้งเบาๆกลายเป็นสีดำอมเทา ต่อจากนั้น ร่องพูจะปริแตก เพื่อให้เมล็ดหล่นลงดิน  ข้างในฝักมีเม็ดขนาดเล็ก สีดำจำนวนมาก เม็ดเรียงซ้อนในร่องพู เมล็ดมีรูปรี และก็แบน ขนาดเมล็ดราว 2-3 มม. เปลือกเม็ดบางมีสีดำ มีกลิ่นหอมหวน แต่ละฝักมีเม็ดราวๆ 80-100 เม็ด
การขยายพันธุ์ งาดำเพาะพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด ซึ่งนิยมนำมาปลูกร่วมกัน 2 แบบหมายถึงการหว่านเมล็ด แล้วก็โรยเม็ดเป็นแนว แบ่งช่วงปลูกออกเป็น 3 ตอน คือ

  • ตอนต้นฤดูฝน โดยประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคม
  • ช่วงปลายฤดูฝน โดยประมาณเดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคม และก็เก็บเกี่ยวในตอนกันยายน-ต.ค.
  • พักหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ราวๆพฤศจิกายน-ธ.ค. และเก็บเกี่ยวในช่วงมกราคม-ก.พ.


การเตรียมแปลงปลูก ในพื้นที่ที่มีระบบระเบียบชลประทานเข้าถึง สามารถปลูกงาดำได้ทุกฤดู ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีระบบชลประทานมักปลูกเอาไว้ภายในช่วงหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ
พื้นที่แปลงปลูกจะต้องไถกลบดิน 1 รอบก่อน แล้วก็ตากดินนาน 7-10 วัน ต่อจากนั้น หว่านด้วยปุ๋ยคอก ประมาณ 1-2 ตัน/ไร่ ก่อนไถกระพรวนดินกลบอีกรอบ หรือหว่านปุ๋ยมูลสัตว์ตั้งแต่ตอนไถรอบแรก (ใช้สำหรับพื้นที่ไม่รกมากมาย) เพราะรอบต่อมาจะเป็นการหว่านเมล็ดได้เลย ส่วนการปลูกแบบหยอดเมล็ด ให้ไถร่องตื้นหรือใช้คราดดึงทำแนวร่องก่อน
การปลูก

  • การปลูกแบบหว่านลงแปลง ข้างหลังไถกลบรอบแรกหรือไถลูกพรวนดินในรอบ 2 แล้ว ให้หว่านเม็ดงาดำ อัตรา 0.5-1 โล/ไร่ ควรจะหว่านเม็ดให้กระจัดกระจายให้เยอะที่สุด ก่อนไถพรวนหน้าดินตื้นๆกลบ
  • การปลูกแบบหยดเมล็ดเป็นแนว หลังไถยกร่องหรือดึงคราดทำแนวร่องเสร็จ ให้โรยเมล็ดตามความยาวของร่อง ให้เม็ดห่างกันอย่างสม่ำเสมอ ใช้เมล็ดในอัตราเดียวกับการหว่านเม็ด ก่อนคราดหรือเกลี่ยหน้าดินกลบ


การรักษา หลังการหว่านเมล็ด ถ้าเกิดปลูกภายในตอนแล้ง เกษตรมักติดตั้งระบบให้น้ำ ซึ่งควรจะให้เป็นประจำ 2-3 ครั้ง/อาทิตย์ ส่วนการปลูกลงในหน้าฝน เกษตรมักปล่อยให้งาดำเติบโตโดยอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติ ดังนี้ ถ้าเจอโรคหรือแมลงให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัด ส่วนการใส่ปุ๋ย ให้ให้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ในระยะ 1-1.5 เดือน แรกข้างหลังปลูก รวมทั้งอาจใส่ร่วมกับปุ๋ยมูลสัตว์ อัตรา 1-2 ตัน/ไร่ ส่วนการกำจัดวัชพืช ให้ลงแปลงถอนวัชพืชด้วยมือเป็นประจำ ทุก 2 ครั้ง/ เดือน โดยยิ่งไปกว่านั้นใน 1-1.5 เดือนแรก
การเก็บเกี่ยวผลผลิต งาดำ สามารถเก็บเกี่ยวเม็ดได้ข้างหลังการปลูกโดยประมาณ 70-120 วัน ขึ้นกับสายพันธุ์ โดยพิจารณาจากฝักที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ส่วนใบจะเริ่มสีเหลือง แล้วก็บางประเภทมีการร่วงแล้ว ดังนี้ จะต้องเก็บฝักก่อนที่จะเปลือกฝักจะปริแตก ส่วนจำพวกงาดำที่นิยมปลูกในปัจจุบันนั้นมีด้วยกัน 4 ชนิดเป็น

  • งาดำ จังหวัดบุรีรัมย์ จัดเป็นชนิดประจำถิ่น มีลักษณะเด่นหมายถึงฝักแบ่งได้เป็น 4 กลีบใหญ่ เม็ดมีขนาดใหญ่ สีแทบดำสนิท แก่เก็บเกี่ยวปานกลาง ประมาณ 90-100 วัน ได้ผลผลิต โดยประมาณ 60-130 กิโลกรัม/ไร่
  • งาดำ นครสวรรค์ จัดเป็นชนิดท้องถิ่นที่นิยมมากมายในแทบทุกภาค โดยยิ่งไปกว่านั้นภาคกลาง เหนือ แล้วก็อีสาน มีลักษณะเด่นหมายถึงลำต้นค่อนข้างสูง มีการเลื้อย และก็แตกกิ่งก้านมากมาย ใบมีขนาดใหญ่ มีลักษณะออกจะกลม ส่วนเม็ดมีสีดำ เจ้าเนื้อ แล้วก็ขนาดใหญ่ แก่เก็บเกี่ยวปานกลาง โดยประมาณ 95-100 วัน ให้ผลผลิต 60-130 กิโลกรัม/ไร่
  • งาดำ มก.18 เป็นชนิดงาดำแท้ ที่พัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในตอนปี 2528-2530 ที่ได้จากการผสมของงาจำพวก col.34 กับงาดำ นครสวรรค์ มีลักษณะเด่นหมายถึงลำต้นออกจะสูง มีการเลื้อย แม้กระนั้นไม่แตกกิ่ง ลำต้นมีข้อสั้น ทำให้ปริมาณของฝักต่อต้นสูง เมล็ดมีสีดำสนิท 1,000 เมล็ด มีน้ำหนักราว 3 กรัม หากในฤดูฝนจะแก่การเก็บเกี่ยวราว 85 วัน แม้ปลูกฤดูหนาวหรือฤดูแล้ง มีอายุการเก็บเกี่ยว ราวๆ 90 วัน ให้ผลผลิต แต่ว่าออกจะสูง ในช่วง 60-148 โล/ไร่
  • งาดำ มข.2 เป็นชนิดไม่ไวต่อตอนแสงสว่างที่ปรับปรุงขึ้นโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีประเภทเริ่มแรกเป็นงาดำ ชนิด ซีบี 80 ที่นำเข้ามาจากประเทศจีน มีลักษณะเด่นหมายถึงลำต้นสูงราวๆ 105-115 ซม. ลำต้นมีการแตกกิ่ง แต่แตกน้อย โดยประมาณ 3-4 กิ่ง/ต้น เมล็ดสีดำสนิท 1,000 เม็ด หนักโดยประมาณ 2.77 กรัม มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่าประเภทอื่นๆโดยประมาณ 70-75 วัน ได้ผลผลิตปานกลางถึงสูง โดยประมาณ 80-150 โล/ไร่ เป็นชนิดที่ทนแล้ง แล้วก็ขัดขวางต่อโรค เน่าดำก้าวหน้า

    องค์ประกอบทางเคมี
    ในเม็ดมีน้ำมันอยู่ราว 45-55% ประกอบด้วยกรดไขมันอย่างเช่น oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid, นอกจากนี้ยังมี สารกรุ๊ป lignan, ชื่อ Sesamin , sesamol, 
    d-sesamin, sesamolin, สารอื่นๆเป็นต้นว่า sitosterol  (สารกันหืนคือ sesamol ทำให้น้ำมันงาไม่กลิ่นหืน)
                    ยิ่งกว่านั้นงาดำยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังต่อไปนี้
    ค่าทางโภชนาการของงาดำ (งาดำ 100 กรัม)
    น้ำ                           4.2          กรัม
    พลังงาน                 603         กิโลแคลอรี่
    โปรตีน                    20.6        กรัม
    ไขมัน                       48.2        กรัม
    คาร์โบไฮเดรต                        21.8        กรัม
    ใยอาหาร                                9.9          กรัม
    ขี้เถ้า                           5.2          กรัม
    แคลเซียม                               1228       มิลลิกรัม
    เหล็ก                       8.8          มก.
    ฟอสฟอรัส                              584         มก.
     
    ไทอะมีน                 0.94        มิลลิกรัม
    ไรโบฟลาวิน                           0.27        มิลลิกรัม
    ไนอะซีน                  3.5          มิลลิกรัม
    กรดกลูดามิก                         3.955     กรัม
    กรดแอสพาร์ว่ากล่าวก                     1.646     กรัม
    เมไธโอนีน                              0.586     กรัม
    ทรีโอนีน                  0.736     กรัม
    ซีสครั้งอีน                   0.358     กรัม
    ซีรีน                         0.967     กรัม
    ฟีนิลอะลานีน                        0.940     กรัม
    อะลานีน                 0.927     กรัม
    อาร์จินีน                 2.630     กรัม
    โปรลีน                    0.810     กรัม
    ไกลซีน                    1.215     กรัม
    ฮิสทิดีน                   0.522     กรัม
    ทริปโตเฟน                             0.388     กรัม
    ไทโรซีน                   0.743     กรัม
    วาลีน                      0.990     กรัม
    ไอโซลิวซีน                              0.763     กรัม
    ลิวซีน                      1.358     กรัม
    ไลซีน                       0.569     กรัม
    ธาตุแคลเซียม                        975         มก.
    ธาตุเหล็ก                               14.55     มิลลิกรัม
    ธาตุซีลีเนียม                          5.7          มิลลิกรัม
    ธาตุโซเดียม                           11           มก.
    ธาตุฟอสฟอรัส                      629         มิลลิกรัม
    ธาตุสังกะสี                            7.75        มก.
    ธาตุโพแทสเซียม                   468         มิลลิกรัม
    ธาตุแมกนีเซียม                     351         มิลลิกรัม
    ธาตุแมงกานีส                       2.460     มก.
    ธาตุทองแดง                          4.082     มก.
     
    คุณประโยชน์/สรรพคุณ งาดำนิยมประยุกต์ใช้เป็นสัดส่วนผสมของของหวานต่างๆยกตัวอย่างเช่น ไอติมงาดำ , คุกกี้งาดำ , เค้กงาดำ , นมงาดำ , กระยาสารท อื่นๆอีกมากมาย หรือใช้เป็นส่วนผสมภัณฑ์เสริมความงามต่างๆอย่างเช่น สบู่ ครีมบำรุงผิว อื่นๆอีกมากมาย ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของงาดำนั้นสามารถช่วยบำรุงรักษาร่างกายเกือบทุกรูปร่าง ไม่ว่าจะเป็น ผม ผิวพรรณ กระดูก เล็บ ระบบขับถ่าย การบำรุงหัวใจ ก็เลยเหมาะกับทุกวัย ถึงแม้ว่าจะเด็กที่มีอาการเจ็บป่วยอยู่แล้ว หรือหญิงที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยทอง งาดำจะจำเป็นมากอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าจะช่วยป้องกันโรคภาวะกระดูกพรุนอย่างได้ผล โดยในหนังสือเรียนยาไทยบอกว่า ใช้น้ำมันระเหยยากที่บีบจากเมล็ด หุงเป็นน้ำมันใส่รอยแผล แล้วก็ผสมเป็นน้ำมันทาถูนวดแก้กลยุทธ์ขัดยอก ฟกช้ำ ปวดบวม ลดการอักเสบ ใส่แผลรักษาอาการผื่นคัน ทำน้ำมันใส่ผม เป็นยาระบายอ่อนๆทาผิวหนังให้นุ่มรวมทั้งเปียกชื้น หญิงไทยโบราณใช้ทาเพื่อประทินโฉมผิว สรรพคุณท้องถิ่นพูดว่า เม็ด กระตุ้นให้เกิดกำลัง ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย แม้กระนั้นทำให้ดีกำเริบเสิบสาน น้ำมัน ทำน้ำมันใส่แผล ใส่แผลเน่าเปื่อย มักใช้ผสมยาใช้ภายนอกสำหรับกระดูกหัก บำรุงเอ็น ไขข้อ ทานวดแก้เคล็ดลับยอก ปวดบวม หรือใช้ทาบำรุงรากผม
    ตำรับยาสมุนไพรล้านนา: ใช้รักษาโรคผิวหนัง กลาก โรคเกลื้อน น้ำร้อนลวก ไฟลุก
               ตำรับยาน้ำมันที่กำหนดในตำราพระยาพระนารายณ์: มีรวม 3 ตำรับ ที่ใช้น้ำมันงาเป็นส่วนประกอบ ดังนี้ “น้ำมันทรงแก้พระเกศาหล่น (ผมร่วง)ให้คันให้หงอก” ประกอบด้วยสมุนไพร 19 จำพวก เอามาต้มแล้วกรองกากออก เติมน้ำมันงา แล้วหุงให้เหลือแต่น้ำมันใช้แก้พระผมเธอ คัน หงอก “น้ำมันแก้เปื่อยพังทลาย” มีสรรพคุณ แก้ขัดค่อยหรือปัสสาวะไม่ออก แก้ปวดขบ แก้หนอง มีรวม 2 ตำรับ แต่ละตำรับ ประกอบด้วยสมุนไพร 12 ประเภท และน้ำมันงาพอเหมาะ หุงให้เหลือแต่น้ำมัน ยานี้ใช้ ยอนเป่าเข้าไปในลำกล้องถ่ายภาพ (ทางเดินเยี่ยวในองคชาติ)
    ส่วนตำราหมอแผนปัจจุบันบอกว่าสารออกฤทธิ์ในงาดำมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านทานการอักเสบ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ต่อต้านเซลล์ของมะเร็ง  รักษาอาการไอ จากการกำหนดประสิทธิภาพการรักษาโรคของเมล็ดงาโดยฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าช่วยทุเลาอาการไอ นับเป็นประโยชน์ข้อเดียวของงาดำแล้วก็งาขาวที่มีข้อมูลสูงที่สุดในตอนนี้  ลดระดับคอเลสเตอรอล น้ำมันงาเป็นหนึ่งในน้ำมันจากพืชที่กล่าวกันว่าดีต่อร่างกาย โดยมั่นใจว่าอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นไขมันประเภทดีที่ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลและในน้ำมันงานี้ยังพบไขมันอิ่มตัวในปริมาณน้อย วัยทอง หญิงที่ไปสู่วัยหมดประจำเดือนซึ่งเป็นภาวะของความเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายและจิตใจจากการที่ร่างกายไม่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกต่อไป บางทีอาจได้ใช้ประโยชน์จากสารเซซามิน (Sesamin) ในเม็ดงาที่มั่นใจว่าเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกจุลอินทรีย์ในไส้เปลี่ยนไปเป็นสารสำคัญอย่างเอนเทอโรแลกเปลี่ยนโตน (Enterolactone) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์เอสโตรเจนแล้วก็มีโครงสร้างทางเคมีเหมือนฮอร์โมนเอสโตเจนของเพศหญิงอย่างไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogens) งาเป็นอาหารที่มีแร่ธาตุมากที่สำคัญ คือ ธาตุเหล็ก ไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โดยปริมาณแคลเซียมที่พบจะมีมากกว่าพืชผักทั่วๆไปกว่า 40 เท่า รวมทั้งฟอสฟอรัสมากกว่าผักทั่วไปกว่า 20 เท่า ซึ่งเป็นธาตุที่ทำหน้าที่เสริมสร้างกระดูก โดยเฉพาะเด็กตัวเล็กๆ แล้วก็สตรีวัยหมดระดู กรดไขมันไลโนเลอิค แล้วก็กรดไขมันประเภทโอเลอิค ช่วยสำหรับการลดระดับไขมันจำพวกต่างๆในเส้นเลือด และก็ช่วยคุ้มครองปกป้องการเกิดเกล็ดเลือด แล้วก็ลิ่มเลือด  งามีคาร์โบไฮเดรตในจำนวนตํ่า แต่มีวิตามินบีทุกจำพวกสูงก็เลยถือได้ว่างามีวิตามินบีอยู่เกือบทุกประเภท ก็เลยมีคุณประโยชน์ช่วยทำนุบำรุงระบบประสาท บำรุงสมอง ทุเลาอาการเหน็บชา แก้ร่างกายอ่อนล้า แก้อาการปวดเมื่อย แล้วก็แก้การไม่อยากอาหาร  งามีจำนวนใยอาหารในจำนวนสูง ปฏิบัติหน้าที่เสริมสร้าง แล้วก็กระตุ้นแนวทางการทำงานของไส้ ทั้งการย่อย การดูดซึม แล้วก็การขับถ่าย ช่วยปกป้องท้องผูก ยับยั้ง รวมทั้งดูดซึมสารพิษ พร้อมขับออกทางอุจจาระ ทำให้ปกป้องมะเร็งในลำไส้ แล้วก็ควบคุมระดับไขมันในเลือด      กรดไลโนเลอิคเจอในเมล็ดงาจำนวนมาก เป็นกรดที่มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโต และช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง เนื่องจากว่าทำให้ผนังเซลล์ภายในข้างนอกทำงานอย่างปกติ
    แบบอย่าง/ขนาดวิธีการใช้ ในขณะนี้งาดำนั้นโดยมากจะนิยมนำมาทำเป็นขนมหรือส่วนผสมของขนมรวมทั้งสินค้าที่ใช้บริโภคมากยิ่งกว่าการใช้คุณประโยชน์ในด้านอื่นๆแม้กระนั้นก็มีตำรายาไทยแผนโบราณที่ได้ระบุปริมาณการใช้เพื่อเยียวยารักษาโรคต่างๆดังเช่นว่า

  • รักษาอาการปวดตามข้อ ใช้งาคั่วกิน 2-3 ช้อนโต๊ะ 2-3 อาทิตย์
  • รักษาอาการหมดแรง เมื่อตามร่างกาย รับประทานงาคั่ว 2-3 ช้อนโต๊ะ 2-3 อาทิตย์
  • รักษาอาการเหน็บชา คั่วเมล็ดงา 1 ลิตร ร่วมกับรำข้าว 1 ลิตร รวมทั้งกระเทียมหั่น 1 กำมือ หลังจากนั้น ตำบดผสมกัน และก็ผสมน้ำผึ้งหรือน้ำตาลรับประทาน 1 เดือน
  • รักษาอาการคัดจมูก ใช้งาคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับอาหารสุกหรือน้ำเต้าหู้รับประทาน 2-3 วัน
  • รักษาอาการเป็นหวัด กินงาคั่ว วันละ 4 ช้อนโต๊ะ
  • รักษาอาการท้องผูก ใช้งาคั่วผสมกับเกลือกินร่วมกับข้าว
  • รักษาลักษณะของการปวดรอบเดือน กินงาผง ½ ช้อนชา วันละ 2 ครั้ง
  • ใช้บำรุงสมอง และระบบประสาท ใช้งาคั่วผสมกับมะขามป้อม และก็น้ำผึ้ง รับประทานวันละ 1 ครั้ง
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ      สาร sesamin จากน้ำมันเม็ดงา เมื่อกระทำทดสอบโดยผสมลงในของกินของหนูถีบจักร รวมทั้งป้อนให้หนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการติดเชื้อโรค และก็การอักเสบที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งหนูที่มีการอักเสบจะมีการหลั่งสาร dienoic, eicosanoids, TNF-a (tumor necrosis factor-a) แล้วก็ cyclooxygenase เยอะขึ้นเรื่อยๆ จากผลการทดสอบ พบว่าสาร sesamin ในน้ำมันเมล็ดงา มีฤทธิ์ลดการอักเสบที่ลำไส้ของหนูได้ โดยลดการสร้างสารประเภท Prostaglandin E2 (PGE2), Thromboxane B2 (TXB2) และก็ TNF-a อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ (1) เมื่อกระทำทดลองในชายปกติ 11 คน โดยฉีดสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ Auromyose ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ของ TNF-a, PGE2 รวมทั้ง leukotriene B4 (LTB4) แล้วให้ชาย 11 คน รับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา 18 ก./วัน นาน 12 อาทิตย์ และทำวัดระดับ TNF-a, PGE2  และก็ LTB4 ในกระแสโลหิตก่อนแล้วก็หลังให้อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา พบว่าระดับของสารที่ทำให้เกิดการอักเสบดังกล่าวไม่มีความเคลื่อนไหว มีความหมายว่าน้ำมันงาไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ (2) 0.5 กรัม ของสารสกัดเมทานอล 100% จากเม็ดงา 100 กรัม ไม่มีผลยั้ง cyclooxygenase 2 รวมทั้ง nitric oxide ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกรั้งนำโดย lipopolysaccharide (3)
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย        สารสกัดอัลกอฮอล์หรืออะซีโตนจากเม็ดงา ความเข้มข้น 25 มคก./มล. (4) และสารสกัดเอทานอล 80% จากใบ ลำต้น ราก แล้วก็ผล ความเข้มข้น 500 มิลลิกรัม/มล. (5) ไม่เป็นผลยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus (4, 5) และเชื้อ Pseudomonas aeruginosa (5)
การเล่าเรียนเกี่ยวกับสรรพคุณของงาดำและงาขาวที่ช่วยรักษาอาการไอ เป็นการทดลองในเด็กอายุ 2-12 ปี จำนวน 107 คน ที่มีอาการไอจากโรคหวัด โดยให้กินน้ำมันงา 5 มิลลิลิตรก่อนนอนต่อเนื่องกัน 3 วัน เพื่อลดความรุนแรงแล้วก็ความถี่ของการไอ ผลลัพธ์พบว่าในวันแรกอาการไอของเด็กที่กินน้ำมันงาดียิ่งขึ้นกว่ากรุ๊ปรับประทานยาหลอก แต่อยู่ในระดับไม่เท่าไรนัก และก็เมื่อผ่านไป 3 วัน เด็กอีกทั้ง 2 กรุ๊ปต่างมีลักษณะอาการดีขึ้น และไม่พบว่าการใช้น้ำมันงาก่อเกิดผลข้างเคียงอะไรก็แล้วแต่ศึกษาวิจัยผู้เจ็บป่วยที่เจ็บในโรงหมอทั้งปวง 150 คน โดยกลุ่มหนึ่งให้การรักษาด้วยการทาน้ำมันงาพร้อมกันไปกับการรักษาธรรมดา ส่วนอีกกรุ๊ปให้การดูแลรักษาธรรมดาเพียงอย่างเดียว ผลปรากฏว่าน้ำมันงาช่วยลดความรุนแรงของความเจ็บปวดและก็ส่งผลให้ผู้ป่วยรับประทานยาแก้ปวดน้อยลง
คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ค้นพบว่าในเม็ดงาดำ มีสารเซซาไม่นอยู่ข้างในซึ่งสารตัวนี้สามารถที่จะช่วยในการยั้งการพัฒนาเซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์สลายกระดูก ที่ให้กำเนิดโรคข้อเสื่อม โรคกระดูกพรุน ได้โดยจะเข้าไปทำให้แคลเซียมประสานกับกระดูกเยอะขึ้นเรื่อยๆนอกเหนือจากนั้นยังช่วยในเรื่องของโรคสมอง ไม่ว่าจะมีลักษณะเป็นเส้นเลือดตันในสมองเส้นเลือดแตก ที่ทำให้เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตขึ้นรถเซซาไม่นจะเข้าไปช่วยปกป้องเซลล์ประสาทที่ยังดีอยู่ และช่วยฟื้นฟูเซลล์ประสาทที่หมดสภาพสุดท้ายก็เป็นโรคโรคมะเร็ง ที่นับว่าเป็นโรคที่เกิดมากมายเป็นชั้น 1 เวลานี้ซึ่งเซลล์มะเร็งนั้นจะแพร่กระจายไปอย่างเร็วเนื่องจากว่ามีเส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นมาแล้วไปสร้างการหล่อเลี้ยงให้กับเซลล์มะเร็งนั้นๆหลังจากนั้นก็จะแพร่ไปไปเรื่อยๆซึ่งสารเซซาไม่น ก็จะเข้าไปปกป้องรักษาเซลล์พร้อมกับตัดวงจรหรือลดเส้นโลหิตใหม่ที่เป็นน้ำเลี้ยงให้กับเซลล์ของมะเร็งกับค่อยๆฟื้นฟูสภาพเซลล์ให้กลับมา
โดยผลจากการศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยในห้องทดลองที่ได้ร่วมกับนิสิตปริญญาโท ได้ทดลองกับไข่ไก่ที่ปกติต่อจากนั้นได้ทำการฉีดเซลล์หรือสารพิษเข้าไป ก็พบว่าไข่ไก่จะกำเนิดอาการเป็นพิษหรือคล้ายกับการเป็นมะเร็ง ต่อจากนั้นก็กระทำฉีดสารเซซาไม่น เข้าไปก็พบว่าการบูรณะของเซลล์เริ่มคืนกลับมารวมทั้งได้ทดลองด้วยการฉีดสารเซซาไม่นเข้าไปในไข่ไก่ธรรมดา แล้วเมื่อเวลาผ่านไป 6 ชั่วโมงถึงฉีดสารพิษ หรือเซลล์ของมะเร็งเข้าไป ก็พบว่ามีการป้องกันเซลล์ได้มากกว่าไข่ไก่ที่ไม่ถูกฉีดสารเซซาไม่นอปิ้งเห็นได้ชัด
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา

  • การทดลองความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอลแล้วก็น้ำ (1:1) เข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร พบว่าขนาดที่ทำให้หนูตายเป็นปริมาณกึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่าเท่ากับ 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม น้ำมันจากเมล็ดงาไม่เจาะจงความเข้มข้น พบว่าเป็นพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดแดง และก็เมื่อฉีดน้ำมันจากเมล็ดงาเข้าทางเส้นเลือดดำของกระต่าย พบว่า MIC มีค่าเท่ากับ 0.74 มิลลิลิตร/กก. เมื่อป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของข้าวโพด เมล็ดฝ้าย น้ำมันที่ทำจากมะกอก และก็น้ำมันงาให้กับหนูเพศผู้-เมีย ในขนาด 0.1, 0.5% ของของกินเป็นระยะเวลานาน 105 วัน พบว่าหนูทุกตัวมีการเปลี่ยนของระดับไขมันที่ตับ รวมทั้งในหนูเพศเมีย เยื่อที่
ต่อม thyroid ชนิด microfollicular จะมีจำนวนเซลล์เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ  และในหนูทุกตัวที่ป้อนอาหารที่มีส่วนผสมในขนาด 0.5% ของอาหาร พบว่าน้ำหนักของหัวใจเพิ่มมากขึ้น

  • ทำให้เกิดอาการแพ้ มีรายงานว่าคนรับประทานเมล็ดงา แล้วเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง เช่น ในคนเพศชายพบว่ามีอาการแพ้ด้วยการสูดดม และทำ skin prick tests ผล positive และเมื่อรับประทานเมล็ดงาขนาด 2 มก./วัน พบว่าเกิดอาการผื่นขึ้นคล้ายลมพิษ นอกจากนี้มีรายงานในคนเพศหญิง เมื่อรับประทานเมล็ดงาขนาด 10 ก./คน และสูดดม พบว่าเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง มีอาการหอบ จมูกอักเสบ และมีผื่นขึ้นคล้ายลมพิษ และมีรายงานว่าผู้ที่รับประทานเมล็ดงา  และเกิดอาการแพ้แบบ anaphylactic shock เนื่องจากสารในเมล็ดงาไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันชนิด non-IgE ผู้ป่วยอายุ 46 ปี เกิดอาการแพ้หลังจากการใช้น้ำมันงาในเยื่อหุ้มฟัน ทำให้เกิด anaphylactic shock ด้วยเช่นกัน มีรายงานในผู้ป่วยที่รับประทานอาหารที่มีงาเป็นส่วนผสม และเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง 10 ราย ผู้ป่วยทุกคนทำ skin prick test ต่องา และตรวจ IgE antibodies พบว่าได้ผล positive ทั้ง 2 ชนิด ทุกคน  และพบว่าสารที่ทำให้เกิดการแพ้อย่างรุนแรงในงาคือ 2S albumin
  • พิษต่อระบบสืบพันธุ์ สารสกัดเมล็ดด้วยบิวทานอล เอทานอล (95%) และน้ำ เมื่อป้อนให้กับหนูขาวเพศเมียขนาด 3.05 ก./กก. กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร พบว่าไม่มีผลต้านการฝังตัวของตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอล เมื่อป้อนให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ขนาด 200 มก./กก. กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร พบว่าไม่มีผลทำให้แท้ง และไม่มีผลต้านการฝังตัวของตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอล:น้ำ (1:1) เมื่อป้อนให้กับหนูขาวเพศเมียทางปากขนาด 200 มก./กก.  พบว่าไม่มีพิษต่อตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเบนซีนและปิโตรเลียมอีเทอร์  เมื่อป้อนให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ทางสายยางให้อาหารขนาด 150 มก./กก. พบว่าไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน น้ำมันจากเมล็ดงาเมื่อป้อนให้หนูที่ตั้งครรภ์ทางสายยางสู่กระเพาะอาหาร ในขนาด 4 มล./ตัว  โดยให้ในช่วงสัปดาห์ที่ 6-10 ของการตั้งครรภ์ พบว่าไม่มีผลทำให้เกิดความพิการของตัวอ่อน
  • พิษต่อเซลล์ สารสกัดทั้งต้นด้วยเอทานอล (90%) ขนาด 0.25 มก./มล. พบว่ามีพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดขาวในคน (Lymphocytes Human) และสารสกัดเดิมเมื่อทำการทดสอบกับ Cells vero, Cell-CHO (Chinese Hamste

13
เหงือกปลาหมอ
ชื่อสมุนไพร  เหงือกปลาหมอ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น  แก้มหมอ (จังหวัดสตูล) , อีเกร็ง (ภาคกลาง) , แก้มแพทย์เล (กระบี่) , นางเกร็ง,จะเกร็ง ฯลฯ
ชื่อวิทยาศาสตร์     Acanthus ebracteatus Vahl. (เหงือกปลาหมอดอกสีขาว)
Acanthus ilicifolius L. var. ilicifolius (เหงือกปลาแพทย์ดอกสีม่วง)
ชื่อสามัญ  Sea Holly.
สกุล  ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด เหงือกปลาหมอนับว่าเป็นสมุนไพรท้องถิ่นของไทยพวกเราเนื่องจากว่ามีประวัติในการประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพรมาตั้งแต่โบราณแล้ว ซึ่งเหงือกปลาหมอนี้เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นที่โล่งแจ้งและก็ชอบมักพบในรอบๆป่าชายเลน หรือตามพื้นที่ชายน้ำริมฝั่งคลอง เติบโตเจริญในที่ร่มและก็มีความชื้นสูง หรือในแถบที่ดินเค็มและไม่ชอบที่ดอน แถบภาคอีสารก็มีรายงายว่าปลูกได้ด้วยเหมือนกัน เหงือกปลาแพทย์ เจออยู่ 2 ประเภทเป็นประเภทดอกสีขาว Acanthus ebracteatus Vahl มักพบในภาคกลางรวมทั้งภาคตะวันออก ประเภทดอกสีม่วง  Acanthus ilicifolius L. พบทางภาคใต้ ทั้งยังเหงือกปลาหมอยังเป็นชนิดไม่ขึ้นชื่อของจังหวัดสมุทรปราการอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป

  • ต้นเหงือกปลาหมอ เป็นไม้พุ่มขนาดกึ่งกลาง มีความสูงราวๆ 1-2 เมตร ลำต้นแข็ง มีหนามอยู่ตามข้อของลำต้น ข้อละ 4 หนาม ลำต้นกลม กลวง ตั้งตรง มีสีขาวอมเขียว ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 1.5 ซม.
  • ใบเหงือกปลาแพทย์ ใบเป็นใบโดดเดี่ยว รูปแบบของใบมีหนามคมอยู่ริมขอบของใบและก็ปลายใบ ขอบของใบเว้าเป็นช่วงๆผิวใบเรียบเป็นมันลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีชำเลืองสีขาวเป็นแถวก้าง เนื้อเรือใบแข็งแล้วก็เหนียว ใบกว้างโดยประมาณ 4-7 เซนติเมตร รวมทั้งยาวประมาณ 10-20 ซม. ใบจะออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกัน ก้านใบสั้น
  • ดอกเหงือกปลาแพทย์ มีดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวราว 4-6 นิ้ว ทั้งนี้สีของดอกขึ้นอยู่กับประเภทของต้นเหงือกปลาหมอเป็น ดอกมีทั้งยังจำพวกดอกสีม่วง หรือสีฟ้า และก็จำพวกดอกสีขาว แต่ว่าลักษณะอื่นๆเหมือกันคือ ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน ส่วนกลีบดอกไม้เป็นท่อปลายบานโต ยาวประมาณ 2-4 ซม. บริเวณกึ่งกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่
  • ผลเหงือกปลาแพทย์ ลักษณะของผลเป็นฝักสีน้ำตาล ลักษณะของฝักเป็นทรงกระบอกกลมรี รูปไข่ ยาวประมาณ 2-3 ซม. เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ข้างในฝักมีเมล็ด 4 เม็ด


การขยายพันธุ์ เหงือกปลาหมอสามารถแพร่พันธุ์ได้ด้วยวิธีการเพาะเม็ดและการใช้กิ่งปักชำ แต่ว่าวิธีที่เป็นที่ชื่นชอบและได้ผลผลิตที่ดีเป็นการใช้กิ่งปักชำ นำกิ่งที่ไม่แก่และไม่อ่อนจนถึงเหลือเกิน อายุ 1-2 ปี มาชำลงในดินโคลน คอยรดน้ำให้ชุ่ม โดยประมาณ 2 เดือน จะผลิออกราก ก็เลยทำการย้ายปลูก ก่อนปลูกควรจัดแจงแปลงปลูก ระยะปลูก 80x80 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยธรรมชาติหรือปุ๋ยธรรมชาติ ให้ปุ๋ยคอกหว่านรอบโคนต้นปีละ 2 ครั้งๆละ 1 กก./ต้น ใส่ปุ๋ยบ่อยมากขึ้นในเรื่องที่เก็บเกี่ยวผลผลิตบ่อยมาก ทำให้ต้นทรุดโทรม ใบเป็นสีเหลือง กำจัดวัชพืชดูแลแปลงให้สะอาด
                ข้างหลังปลูก 1 ปี จึงจะเก็บผลผลิต โดยตัดกิ่งให้หมอทั้งต้น (ตอ) ให้เหลือความยาวกึ่งหนึ่ง เพื่อแตกใหม่ในปีถัดไป กิ่งที่ได้เอามาสับเป็นท่อนๆละ 6 นิ้ว นำไปผึ่งแดดจนถึงแห้งดี หรืออบแห้ง กิ่งและก็ใบสด  3 กิโลกรัม จะตากแห้งได้ 1 กก. และผลผลิตจากต้นอายุ 1 ปี ปริมาณ 4 ต้น (กอ) จะมีน้ำหนักสด 1 กิโลกรัม
ส่วนประกอบทางเคมี ในใบเจอสาร : alpha-amyrin, beta-amyrin, ursolic acid apigenin-7-O-beta-D-glucuronide, methyl apigenin-7-O-beta-glucuronate campesterol, 28-isofucosterol, beta-sitosterol ในรากพบสาร : benzoxazoline-2-one, daucosterol, octacosan-1-ol, stigmasterol ทั้งยังต้นเจอสาร : acanthicifoline, lupeol, oleanolic acid, quercetin, isoquercetin, trigonelline , dimeric oxazolinone
คุณประโยชน์ ยาสมุนไพรพื้นเมือง ใช้  ใบ ต้มกับน้ำดื่ม แก้นิ่วในไต ต้น 10 ส่วน กับพริกไทย 5 ส่วน ทำเป็นยาลูกกลอน แก้โรคกระเพาะ ขับเลือด เป็นยาอายุวัฒนะ ทั้งยังต้น ใช้รักษาแผลฝีหนอง ใช้  ใบและก็ต้น แก้ตกขาว โดยตำเป็นผงละลายน้ำผึ้ง หรือน้ำมันงา ปั้นเป็นลูกกลอนกิน
               แบบเรียนยาไทย  ใช้  ใบ รสเค็มกร่อยร้อน ตัดรากฝีภายใน รวมทั้งด้านนอกทุกประเภท แก้น้ำเหลืองเสีย ช่วยทำนุบำรุงรากผม แก้ประป่าดง ใบเป็นยาอายุวัฒนะ รักษาตกขาว , ระดูขาวของสตรี ใบสด แก้ไข้ ผื่นคันฝี แก้ฝีทราง หรือใช้ใบสดนำมาตำอย่างละเอียด ใช้พอกบริเวณแผลที่ถูกงูกัด พอกฝี รวมทั้งแผลอักเสบ ต้นรวมทั้งเมล็ด มีรสเผ็ดร้อน รักษาฝี แก้โรคน้ำเหลืองเสีย เมล็ด ใช้เป็นยาขับพยาธิ เป็นยาแก้ไอ ขับเลือด แก้ฝี ทั้งยังต้น มีรสเค็มกร่อย อีกทั้งต้นสด รักษาโรคผิวหนังพวกพุพอง น้ำเหลืองเสีย และก็ผื่นคันตามร่างกาย ต้มกินแก้พิษฝีดาษ พิษฝีภายใน ตัดรากฝีทั้งปวง แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย เป็นยาอายุวัฒนะ ต้มอาบ แก้พิษไข้หัว แก้โรคผิวหนังผื่นคัน ตำพอก ปิดหัวฝี แผลเรื้อรัง คั้นเอาน้ำทาศีรษะบำรุงรากผม ใช้ยั้ง/ต้านทานมะเร็ว ช่วยเจริญอาหาร บรรเทาลักษณะของการปวดหัว ราก ใช้รากสด นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้โรคงูสวัด บำรุงประสาท แก้หอบหืด ขับเสลด เหงือกปลาแพทย์ ทั้งยัง 5 (ราก,ต้น,ใบ,ผล,เมล็ด) มีคุณประโยชน์ช่วยแก้พิษฝี แก้มะเร็ง ช่วยสำหรับในการเจริญอาหาร ช่วยทำให้เลือดลดปกติ เป็นยาอายุวัฒนะ
ต้นแบบ/ขนาดวิธีการใช้

  • ยับยั้งโรคมะเร็งต้านทานโรคมะเร็ง นำเหงือกปลาหมออีกทั้ง 5 ส่วน (ราก,ต้น,ใบ,ผล,เม็ด) มาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  • รักษารอบเดือนมาเปลี่ยนไปจากปกติ นำอีกทั้งต้นมาตำผสมกับน้ำมันงาและก็น้ำผึ้งนำมารับประทาน
  • แก้ผื่นคัน นำใบรวมทั้งต้นสดราว 3-4 กำมือเอามาสับต้นน้ำอาบเสมอๆ 3-4 ครั้ง
  • แก้ไข้หนาวสั่น นำทั้งยังต้นมาตำผสมกับขิง
  • แก้ผิวแตกหมดทั้งตัว นำทั้งยังต้นของเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน และก็ดีปลี 1 ส่วน ใช้ผสมกันบดให้เป็นผุยผงชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการ
  • ขับเสมหะ บำรุงประสาท แก้ไอ แก้หืด รักษามุตกิดระดูขาว นำรากมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  • รักษาโรคผิวหนัง ขับน้ำเหลืองเสียแก้แผลผุพอง เป็นฝีบ่อยๆนำต้น ใบรวมทั้งเมล็ดต้มกับน้ำอาบ
  • ปรับแต่งข้ออักเสบ แก้ปวดต่างๆนำใบมาต้มกับน้ำ ดื่มกิน
  • ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง เลือดลมไหลเวียนดี เส้นเลือดไม่ตัน บำรุงผิวพรรณ ด้วยการใช้ทั้งต้นเหงือกปลาหมอนำมาตำผสมกับพริกไทยในอัตราส่วน 2:1 แล้วคลุกเคล้าผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอนไว้กิน
  • ช่วยแก้โรคกระษัย อาการผอมบางเหลืองหมดทั้งตัว ด้วยการใช้อีกทั้งต้นของเหงือกปลาหมอนำมาตำเป็นผงกินแต่ละวัน
  • แก้อาการร้อนตลอดตัว เจ็บระบบตลอดตัว ตัวแห้ง เวียนหัว หน้ามืดตามัว มือตายตีนตาย ด้วยการใช้อีกทั้งต้นของเหงือกปลาหมอและเปลือกมะรุมอย่างละเสมอกัน ใส่หม้อต้มผสมกับเกลือน้อย หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ แล้วก็ใช้ฟืน 30 ท่อน ต้มกับน้ำเดือดจนกระทั่งงวดแล้วยกลง เมื่อเสร็จให้กลั้นใจกินขณะอุ่นๆจนกระทั่งหมด อาการก็จะดีขึ้น
  • รากช่วยแก้และทุเลาอาการไอ หรือจะใช้เม็ดเอามาต้มดื่มแก้อาการไอก็ได้ด้วยเหมือนกัน
  • แก้อาการไอ เม็ดใช้ผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด เอามาต้มรวมกันแล้วมัวแต่น้ำมากินเป็นยาแก้ไอ
  • ช่วยแก้โรคกระเพาะ ด้วยการใช้ต้นและพริกไทย (10:5 ส่วน) ตำผสมปั้นเป็นยาลูกกลอน
  • ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อย เอามาตำละลายกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นริดสีดวง หรือจะใช้ปรุงกับฟ้าทะลายมิจฉาชีพ ใช้รมหัวริดสีดวงก็ได้


ในขณะนี้เหงือกปลาแพทย์ มีการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาแคปซูลสมุนไพรเหงือกปลาหมอ ยาชงสมุนไพรและยาเม็ด มีสรรพคุณใช้รักษาโรคผิวหนังทั้งยังเหงือกปลาหมอยังเป็นสมุนไพรที่ใช้เพื่อการอบตัวเป็นการอบตัวด้วยละอองน้ำที่ได้จากการต้มสมุนไพร และการอบเปียกแบบเข้ากระโจม โดยเหงือกปลาแพทย์มีสรรพคุณสำหรับรักษาโรคผิวหนัง
ยิ่งกว่านั้นเหงือกปลาหมอยังเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งตัวต่างๆยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมแล้วก็สบู่สมุนไพร ฯลฯ
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ  ทดลองน้ำสกัดจากใบแห้ง ความเข้มข้น 500 มคกรัม/มิลลิลิตร กับหนูขาว พบว่าสารสกัดดังกล่าวมาแล้วข้างต้นมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ โดยไปยับยั้งการผลิต leukotriene B-4 แต่ว่าสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์เป็น serotonin antagonist  เมื่อเร็วๆนี้ มีงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจากทั้งต้น ขนาด 500 มคก./มล. มีฤทธิ์ยับยั้ง 5-lipoxygenase activity ด้วยกลไกสำหรับเพื่อการลดการผลิต leukotriene B-4 ถึง 64% และก็สารสกัดด้วยน้ำ ขนาด 500 มคก./มล. ลดได้ 44% และก็มีการพินิจพิจารณาสารสำคัญของเหงือกปลาหมอดอกม่วงที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ พบว่าสารนั้นเป็นพวก dimeric oxazolinone ที่มีสูตรโครงสร้างเป็น 5,5¢-bis-benzoxazoline-2,2¢-dione
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการทดลองสารสกัดเอทานอล (90%) จากทั้งยังต้นแห้ง (ไม่เคยรู้ความเข้มข้น) กับ Staphylococcus aureus พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์ แต่ว่าการทดสอบเม็ดเหงือกปลาหมอ พบว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus
ฤทธิ์ต้านทานการเกิดออกซิเดชั่น          มีการทดสอบสารสกัดอัลกอฮอล์จากใบของเหงือกปลาหมอดอกม่วง พบว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์ต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระหลายแบบ ดังเช่น superoxide radical, hydroxyl radical, nitric oxide radical รวมทั้ง lipid peroxide เป็นต้น นอกนั้นสารสกัดจากส่วนผลด้วยเมทานอล เมื่อทดลองในหนูถีบจักร พบฤทธิ์ต้านการเกิดอนุมูลอิสระ โดยมีขนาดที่ยั้งได้ 50% (IC50) คือ 79.67 มคล./มล. และพบฤทธิ์ยั้งการเกิด lipid peroxide โดยขนาดที่ยั้งได้ 50% (IC50)หมายถึง38.4 มคล./มล.
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวกับการเพิ่มภูมิต้านทาน  มีการนำสารสกัดน้ำอย่างหยาบจากรากของเหงือกปลาแพทย์มาทำให้ครึ่งหนึ่งบริสุทธิ์ โดยวิธี gel filtration (Sephadex G-25) เพื่อเล่าเรียนฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกันที่มีต่อ mononuclear cell (PMBC) ของคนปกติ 20 ราย โดยประเมินผลการเรียนรู้จาก H3-thymidine uptake พบว่าสารสกัดครึ่งหนึ่งบริสุทธิ์ของเหงือกปลาหมอดอกม่วง ที่ความเข้มข้นต่ำ (10 มคกรัม/มล.) สามารถกระตุ้นการแบ่งตัวของ lymphocytes ได้สูงขึ้นยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง (P < 0.05)
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษแล้วก็การทดสอบความเป็นพิษ
          เมื่อให้สารสกัดลำต้นแห้งด้วยน้ำมันปิโตรเลียมอีเทอร์ ขนาดความเข้มข้น 5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการก่อกลายประเภท ใน Salmonella typhimurium TA98 แล้วก็ TA100 แต่เมื่อให้สารสกัดด้วยน้ำจากส่วนรากกับหนูเพศเมียขนาด 2.7 รวมทั้ง 13.5 กรัม/กก. ตรงเวลา 12 เดือน พบความเป็นพิษต่อตับในตัวทดลอง
หลักฐานความเป็นพิษ และก็ยังมีการทำการศึกษาเรียนรู้เกี่ยววกับการทดลองความเป็นพิษของเหงือกปลาแพทย์อีกหลายชิ้นกล่าวว่า เมื่อฉีดสารสกัดพืชอีกทั้งต้นด้วยเอทานอล (90%) เข้าทางท้องของหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้หนูตายเป็นปริมาณกึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่ามากยิ่งกว่า 1 ก./กก. ส่วนสารสกัดใบด้วยเมทานอลและน้ำ (1:1) ฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้ ค่า LD50 มีค่ามากยิ่งกว่า 1 กรัม/กิโลกรัม และสารสกัดจากใบร่วมกับต้นด้วยเมทานอลและน้ำ (1:1) ฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้ด้วยเหมือนกัน ค่า LD50 เท่ากับ 750 มก./กก. สารสกัดจากต้นด้วยเมทานอลและก็น้ำ (1:1) ค่า LD50 มีค่ามากยิ่งกว่า 1 กรัม/กก. เมื่อกรอกสารสกัดใบร่วมกับก้านใบ ลำต้น รากแห้ง ด้วยน้ำหรือน้ำร้อน หรือฉีดเข้าช่องท้องของหนูถีบจักร (ไม่ระบุขนาด) ไม่ทำให้มีการเกิดพิษ และเมื่อกรอกสารสกัดรากแห้งด้วยน้ำให้หนูถีบจักร ในขนาด 0.013 มก./สัตว์ทดสอบ ไม่เจอพิษ  ทั้งยังมีการเรียนถึงพิษของเหงือกปลาหมอดอกม่วงแบบฉับพลันและแบบกึ่งเฉียบพลันในหนูชนิดสวิส โดยใช้ส่วนสกัดจากใบรวมทั้งรากแยกกัน ในขนาดความเข้มข้นต่างๆพบว่า สารสกัดดังที่กล่าวถึงแล้วไม่มีพิษอย่างฉับพลัน แต่ว่าการใช้เหงือกปลาหมอในขนาดสูงๆเป็นเวลานานอาจจะเป็นผลให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเท้าปัสสาวะได้ รวมถึงมีการทดสอบนำสารสกัดจากรากเหงือกปลาหมอกับ mononuclear cell (PMBC) ของคนในหลอดทดสอบโดยใช้สารสกัดอย่างหยาบ พบว่าสารสกัดดังที่กล่าวมาแล้ว ขนาด 100 มคก./มิลลิลิตร เป็นพิษต่อ PBMC (P< 0.05) แม้กระนั้นเมื่อนำสารสกัดหยาบคายมาทำให้ครึ่งบริสุทธิ์โดยวิธี gel filtration (Sephadex G-25) พบว่าสารสกัดครึ่งหนึ่งบริสุทธิ์ที่ได้ไม่เป็นพิษต่อ PMBC ที่เลี้ยงเอาไว้ในหลอดทดลองแม้จะใช้ในความเข้มข้น 1,000 มคก./มิลลิลิตร
การต้านการฝังตัวของตัวอ่อน ให้สารสกัดเอทานอล (90%) ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม กับหนูขาวที่ท้อง พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์ต้านการฝังตัวของตัวอ่อน
ข้อเสนอ/ข้อควรระวัง แม้ในการศึกษาทางด้านพิษวิทยาและการทดสอบความเป็นพิษของเหงือกปลาหมออีกทั้งชนิดดอกสีม่วงรวมทั้งประเภทดอกสีขาว จะส่งผลการเรียนรู้ระบุว่า ไม่มีพิษแต่อย่างไรก็ดี การใช้สมุนไพรเหงือกปลาหมอก็คล้ายกับการใช้สมุนไพรจำพวกอื่นซึ่งก็คือ ไม่สมควรใช้ในขนาดรวมทั้งจำนวนที่สูง และใช้เป็นระยะเวลานาน เพราะว่าอาจจะทำให้กำเนิดความแปลกหรือผลกระทบต่อระบบต่างๆของร่างกายได้
เอกสารอ้างอิง

  • เอมอร โสมนะพันธุ์ 2543. สมุนไพรและผักพื้นบ้านกับโรคเอดส์และโรคฉวยโอกาส ในโครงการสัมมนาวิชาการ เรื่อง การดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์ด้วยสมุนไพรและผักพื้นบ้าน, 19-21 เมษายน 2543 ณ. ห้องประชุมตะกั่วป่า โรงแรมเจ.บี. อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หน้า 1-26.
  • Hoult JRS, Houghton PJ, Laupattarakesem P.  Investigation of four Thai medicinal plants for inhibition of pro-inflammatory eicosanoid synthesis in activated leukocytes.  J Pharm Pharmacol Suppl 1997;49(4):218.
  • Ghosh, A. et al. 1985. Phytochemistry, 24(8) : 1725-1727. http://www.disthai.com/
  • จงรัก วัจนคุปต์.  การตรวจหาสมุนไพรที่มีอำนาจทำลายเชื้อแบคทีเรีย.  Special Project Chulalongkorn Univ, 2495.
  • เหงือกปลาหมอ.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Nair, A.G.R. and Pouchaname, V. 1987. J. Indian Chem Soc. 64(4) : 228-229.
  • Bhakuni DS, Dhawan BN, Garg HS, Goel AK, Mehrotra BN, Srimal RC, Srivastava MN.  Bioactivity of marine organisms:part VI-screening of some marine flora from Indian coasts.  Indian J Exp Biol 1992;30(6):512-7.
  • Laupattarakesem P, Houghton PJ, Hoult JRS.  An evaluation of the activity related to inflammation of four plants used in Thailand to treat arthritis.  J Ethnopharmacol 2003;85:207-15
  • Bunyapraphatsara N, Srisukh V, Jutiviboonsuk A, et al. Vegetables from the mangrove areas. Thai J Phytopharm 2002;9(1):1-12
  • Minocha, P.K. and Tiwari, K.P. 1981. Phytochemistry, 20: 135-137.
  • ชุลี มาเสถียร ผ่องพรรณ ศิริพงษ์ จงรักษ์ เพิ่มมงคล.  ฤทธิ์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันของสารสกัดจากรากเหงือกปลาหมอที่มีต่อ lymphocytes ของคนในหลอดทดลอง.  Bull Fac Med Tech Mahidol Univ 1991;15(2):104.
  • D’Souza L, Wahidulla S, Mishra PD.  Bisoxazolinone from the mangrove Acanthus ilicifolius.  Indian J Chem, Sect B: Org Chem Incl Med Chem 1997;36B(11):1079-81.
  • เหงือกปลาหมอดอกขาว.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Babu BH, Shylesh BS, Padikkala J.  Antioxidant and hepatoprotective effect of Acanthus ilicifolius.  Fitoterapia 2001;72(3):272-7.
  • เหงือกปลาหมอดอกม่วง.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานสมุนไพรคณะเภสัชมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Srivatanakul P, Naka L.  Effect of Acanthus ilicifolius Linn. in treatment of leukemic mice.  Cancer J (Thailand) 1981;27(3):89-93.
  • ปิยวรรณ ญาณภิรัต สุนันทา จริยาเลิศศักดิ์ จงรักษ์ เพิ่มมงคล และคณะ.  การศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับพิษของสมุนไพรเหงือกปลาหมอในหนูขาว.  วารสารโรคมะเร็ง 530;13(1):158-64.
  • Piyaviriyakul S, Kupradinun P, Senapeng B, et al. Chronic toxicity of Acanthus ebracteatus Vahl. in rat.  Poster Session 6th National Cancer Conference, Bangkok, Dec. 3-4, 2001.
  • Nakanishi K, Sasaki SI, Kiang AK, et al.  Phytochemical survey of Malaysian plants. Preliminary chemical and pharmacological screening.  Chem Pharm Bull 1965;13(7):882-90. 
  •    Jongsuwat Y.  Antileukemic activity of Acanthus ilicifolius.  Master Thesis, Chulalongkorn University, 1981:151pp.
  • Rojanapo W, Tepsuwan A, Siripong P.  Mutagenicity and antimutagenicity of Thai medicinal plants.  Basic Life Sci 1990;52:447-52.



Tags : เหงือกปลาหมอ

14
ทองพันชั่ง
ชื่อสมุนไพร ทองพันชั่ง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น หญ้าไก่ (ไทย) ,ติดเฮาะเล่งจือ (จีน-จีนแต้จิ๋ว) , หญ้ามันไก่ , ทองพันดุลย์ , ทองคำตาชั่ง (ภาคกึ่งกลาง) , บุปผาฮ้อมบก (จังหวัดสุรินทร์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus nasutus (Linn.) Kurz.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus communis Nees
ชื่อสามัญ   White crane flower
วงศ์   Acanthaceae
บ้านเกิดเมืองนอน ทองคำพันชั่งน้ำหนักเป็นไม้ล้มลุกครึ่งหนึ่งไม้พุ่ม มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบทวีปเอเชียใต้และก็เอเซียอาคเนย์บริเวณแถบเส้นศูนย์สูตร เจอทั่วๆไปในประเทศเขตร้อนของภูมิภาคดังกล่าวข้างต้น อย่างเช่น ประเทศ ประเทศอินเดีย เกาะมารดรกัสการ์ , มาเลเซีย อื่นๆอีกมากมาย แล้วมีการกระจายพันธุ์ไปในประเทศเขตร้อนใกล้เคียง อย่างเช่น บังคลาเทศ , เมียนมาร์ ,ไทย , อินโดนีเซีย เป็นต้น ส่วนในประเทศไทย มีการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรแล้วก็เอามาปลูกเป็นไม้ประดับ,พืชที่มีความมงคลมาตั้งแต่อดีตแล้ว
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น ทองพันชั่งมีลักษณะเป็นไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก มีความสูงต้นประมาณ 1 - 1.5 เมตร มักแตกหน่อรวมทั้งแผ่กิ่งก้านออกเป็นกอ ลำต้นและก็กิ่งไม้มีขนประปรายทั่วๆไป กิ่งอ่อนมักเป็นสันสี่เหลี่ยมตามยาว ส่วนโคนของลำต้นเนื้อไม้แกนแข็ง
  • ใบ เป็นใบผู้เดียวลักษณะรูปไข่ ปลายใบและก็โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นนิดหน่อย ออกตรงกันข้ามกันเป็นคู่ๆและแต่ละคู่ออกสลับแนวทางกัน เนื้อใบบางและหมดจด ใบยาว 4 – 6 ซม. กว้าง 2 – 3 เซนติเมตร ใบมีสีเขียวอ่อน
  • ดอก เป็นดอกช่อขนาดเล็ก มีสีขาวออกเป็นช่อสั้นๆตรงซอกมุมใบ ดูดอกมีลักษณะเหมือน นกยางกำลังบิน (แม้กระนั้นชาวสุรินทร์มีความเห็นว่าดอกทองพันชั่งคล้ายข้าวเม่า คือ มีกลีบดอกสี่กลีบตกออกคล้ายข้าวเม่า ก็เลยเรียกต้นทองคำพันชั่งน้ำหนักว่า “มาลีอ็อมบก” หมายความว่า ต้นดอกข้าวเม่า) กลีบรองดอกมี 5 กลีบ และมีขน กลีบสีขาวชิดกันตรงโคนเป็นหลอด ยาวโดยประมาณ 2 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 2 กลีบ กลีบขนยาวโดยประมาณ 0.8 ซม. กว้าง 0.1 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 2 แฉกแหลมสั้นๆกลีบล่างแผ่กว้าง 1.5 ซม. แยกเป็น 3 แฉก โคนกลีบมีจุดประสีม่วงแดง เกสรตัวผู้สีน้ำตาลอ่อน มีสองอันยื่นพ้นปากหลอดออกมาบางส่วน รังไข่มี 1 อัน รูปยาวรี มีหลอดท่อรังไข่คล้ายด้าย ยาวเสมอปากหลอดดอก ก้านเกสรสั้นติดอยู่ที่ปากท่อดอก
  • ผล มีลักษณะเป็นฝัก กลมยาว รวมทั้งมีขนภายใน มี 4 เม็ดเมื่อแห้งสามารถแตกได้
การขยายพันธุ์ ทองคำพันชั่งน้ำหนักสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วย การเพาะเมล็ดและก็นำกิ่งมาปักชำ แต่ในขณะนี้แนวทางที่ได้รับความนิยมแล้วก็มีอัตราการปลูกที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีหมายถึงขั้นตอนการเป็นตัดกิ่งแก่ที่มีตาติดอยู่ 2-3 ตา แล้วปลิดใบทิ้งให้หมดต่อจากนั้นตัดรอบๆกิ่งให้เฉทำมุม 45 องศา แล้วปักลงไปในดินที่เปียกแฉะน้ำโดยให้กิ่งเอียงน้อย ทองคำพันชั่งเป็นพืชที่ไม่ชอบร่มเงามากมาย (อยากได้ที่ที่มีแสงอาทิตย์ลอดผ่านมารำไร) มักชอบที่ดินปนทรายที่มีการระบายน้ำดี ไม่ขังเฉอะแฉะ รวมทั้งจะต้องคอยดูแลการให้น้ำให้ดินเปียกชื้น รวมทั้งจำเป็นต้องคอยกำจัดวัชพืชอยู่เสมอ เพราะถ้าหากว่าขาดน้ำหรือถูกแสงอาทิตย์มากเกินไปใบจะเป็นจุดเหลืองแล้วค่อยๆแห้งตาย โดยเหตุนี้การปลูกจำเป็นจะต้องปลูกในหน้าฝน
ส่วนประกอบทางเคมี ใบเจอสารสำคัญคือ rhinacanthin แล้วก็ oxymethylanthraquinone รากมี Resin Rhinacanthin (1.9 เปอร์เซ็นต์) มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ มีเกลือโปตัสเซียส แล้วก็มี Oxymethylanthraquinone ยิ่งกว่านั้นยังพบสาร  Quinone, Rutin (quercetin - 3 - rutinoside)
สรรพคุณ หนังสือเรียนยาไทยใช้ ใบ รวมทั้งราก  รักษาขี้กลาก โรคเกลื้อน ผื่นคัน ใบ รสเบื่อเย็น ดับพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้พยาธิผิวหนัง รักษาอาการผมตก , ปวดฝี , แก้พิษ , แก้อักเสบ , บำรุงร่างกาย เป็นยาขับปัสสาวะ ยาระบาย  ราก รสเบื่อเมา แก้กลากโรคเกลื้อน ผื่นคัน แล้วก็โรคผิวหนังที่เป็นน้ำเหลืองบางจำพวก   รักษาโรคโรคมะเร็ง ดับพิษไข้ แก้พิษงู พยาธิวงแหวนตามผิวหนัง ทั้งต้น รักษาโรคผิวหนัง ขี้กลากโรคเกลื้อน แก้น้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน รักษามะเร็ง ขับพยาธิตามผิวหนังหรือรอยแผล รักษาอาการโรคไส้เลื่อน ฉี่ไม่ปกติ ต้น บำรุงร่างกาย รักษาอาการผมตกนอกนั้นยังคงใช้ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆรักษาโรคต่อไปนี้เป็น

  • ราก - รักษาโรคมะเร็งเนื้องอก รักษาโรคมะเร็งปอด กระเพาะลำไส้ โรคมะเร็งตามร่างกาย ทำให้ผมดกดำ แก้ไอเป็นเลือด คลื่นไส้เป็นเลือด แก้ริดสีดวงทวาร ดับพิษไข้ รักษาโรคผิวหนัง แก้กษัย แก้ผมหงอก ผมร่วง รักษาโรคตับทุพพลภาพ รักษาโรครูมาติเตียนซึม รักษาโรคไขข้อพิการ แก้ลมเข้าข้อทำให้ปวดบวมต่างๆขับฉี่ แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค
  • อีกทั้งต้น - รักษาโรคผิวหนัง โรคกุฏฐัง แก้เม็ดผื่นคัน
  • ต้น - รักษามะเร็งเนื้องอก รักษามะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะ มะเร็งตามร่างกาย โรคมะเร็งลำไส้ แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง
  • ใบ - แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง แก้ไข้ แก้ปวดศีรษะตัวร้อน แก้มะเร็งไช แก้หิดมะตอย รักษาโรคโรคมะเร็ง รักษาวัณโรค แก้จิตใจจลาจล แก้บ้าคลั่ง แก้สารพันพิษ


นอกจากนี้ในหนังสือเรียนบางเล่ม ยังได้กล่าวถึงสรรพคุณทองคำพันชั่ง โดยไม่ได้บอกว่าใช้ส่วนใดของพืช หรือส่วนใดในตำรายาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆในการบรรเทาโรคต่างๆดังต่อไปนี้คือ
- รักษาโรคความดันโลหิตสูง รักษาโรคโรคมะเร็ง แก้มุตกิตระดูขาว เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ผมตก รักษาโรคนิ่ว
- แก้เคล็ดปวดเมื่อยชายโครง มือกลยุทธ์ คอเคล็ดลับ แก้มะเร็งในกระเพาะ แก้ฝีประคำร้อย แก้มะเร็งในคอ แก้มะเร็งในปาก แก้ไข้เหนือ แก้จุกเสียด เป็นยาหยอดตา แก้ไอเป็นเลือด แก้ช้ำใน แก้นิ่ว แก้โรคผิวหนัง แก้ลมสาร แก้มะเร็งในปอด แก้มะเร็งด้านในและก็ภายนอก
ทองพันชั่งรักษามะเร็ง ช่วยยั้งโรคมะเร็ง ได้แก่ โรคมะเร็งในกระเพาะ มะเร็งในคอ มะเร็งในปาก มะเร็งในปอด เนื่องจากว่าต้นทองคำพันชั่งมีสารสำคัญคือ “สารแนพโทควิโนนเอสเทอร์” (Naphthoquinone Ester) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีการออกฤทธิ์สำหรับในการตอนยับยั้งโรคมะเร็งเยื่อบุช่องปาก มะเร็งเต้านม โรคมะเร็งมดลูก  มีกล่าวว่าในประเทศไต้หวันใช้ทองพันชั่งเป็นยาพื้นเมืองสำหรับเพื่อการเยียวยาโรคเบาหวาน โรคผิวหนัง ความดันโลหิตสูง แล้วก็ตับอักเสบ
ต้นแบบ/ขนาดการใช้

  • ทาแก้กลากเกลื้อนหรือโรคผิวหนังผื่นคันอื่นๆใช้ใบสดผสมน้ำมันถ่านหินหรือแอลกอฮอล์ 75 เปอร์เซ็นต์ หรือบางทีอาจใช้รากบดเป็นผงแช่แอลกอฮอลล์ 1 อาทิตย์ เอามาทาแก้โรคผิวหนัง ขี้กลากโรคเกลื้อน รวมทั้งผื่นคันอื่นๆใช้ใบหรือรากสด ตำกับน้ำปูนใสผสมพริกไทย พอกแก้โรคผิวหนังเรื้อรัง ขี้กลาก แล้วก็โรคผิวหนังอักเสบ หรือใช้ใบ (สดหรือแห้ง) หรือราก (สดหรือแห้ง) ตำให้ละเอียด แช่สุราเพียงพอท่วมตั้งไว้ 7 วัน นำน้ำยาที่ได้มาทาบริเวณที่เป็นบ่อยๆหรือทาวันละ 3-4 ครั้ง กระทั่งจะหาย เมื่อหายแล้วให้ทาต่ออีก 7 วัน เหตุที่ต้องแช่ไว้นาน 7 วัน เป็นเนื่องจากน้ำยาที่ยังแช่ไม่ครบกำหนดจะมีฤทธิ์กัดผิวหนัง หากนำไปทาจะมีผลให้ผิวหนังแสบรวมทั้งคันมากยิ่งขึ้น น้ำยาจากรากแห้งกัดผิวมากยิ่งกว่าใบแห้ง
  • ส่วนน้ำยาจากใบสดไม่กัดผิว ใช้รับประทานเป็นยาภายใน รักษาโรคโรคมะเร็ง แล้วก็วัณโรคระยะเริ่มต้น


o ใช้ทั้งยังต้น สด จำนวน 30 กรัม ต้มกับน้ำ ปริมาณท่วมใบยา ต้มดื่มต่างน้ำ
o ใช้ก้านและใบสด 30 กรัม (แห้ง 10-15 กรัม) ผสมน้ำตาลกรวดต้มน้ำ รักษาโรคปอดระยะเริ่มต้น

  • ช่วยขับเยี่ยว ให้ใช้ใบสด คั่วให้แห้งนำมาชงเป็นชาใช้ดื่มจะช่วยขับเยี่ยวได้


การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคราแล้วก็ยีสต์     ผลการศึกษาเรียนรู้การฆ่าเชื้อรา Trichophyton rubrum ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคกลาก โดยแนวทาง paper disc เทียบกับยาต้านเชื้อรา griseofulvin และก็ nystatin โดยใช้สารสกัดจากใบแล้วก็กิ่ง ด้วยน้ำ แอลกอฮอล์ และก็คลอโรฟอร์ม พบว่าสารสกัดด้วยน้ำมีฤทธิ์น้อยมาก ส่วนสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์แล้วก็คลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราเจริญพอเหมาะพอควร  สารสกัดทองพันชั่งน้ำหนักด้วยเมทานอล ไดคลอโรมีเทนรวมทั้งเฮก เซน ส่งผลยั้งเชื้อรา Epidermophyton floccousm, Microsporum gypseum, Trichophyton mentagrophytes และ T. rubrum ที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง เมื่อทดลองบนจานเลี้ยงเชื้อ   สาร rhinacanthin C, D และก็ N ซึ่งแยกจากใบเมื่อเอามาทดลองฤทธิ์ต้านเชื้อรา บนจานเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสารดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น 3 ประเภท สามารถต้านเชื้อราที่ส่งผลให้เกิดโรคทางผิวหนัง ดังเช่น  Trichophyton rubrum, T. mentagrophytes และ Microsporum gypseum  ได้ โดยที่สาร rhinacanthin C มีฤทธิ์แรงที่สุด  สารสกัด RN-A และ RN-B ซึ่งเป็นกลุ่ม sesquiterpenoid จากใบทองพันชั่งน้ำหนัก มีลักษณะโครงสร้างคล้ายกับสาร pyrano-1,2-naphthoquinones  สามารถฆ่าสปอร์ของเชื้อรา  Pyricularia oryzae ซึ่งเป็นราที่เป็นสาเหตุของโรคในข้าวเจ้าได้  สาร 3,4-dihydro-3,3-dimethyl-2H-naphtho(2,3-o)pyran-5,10-dione จากทองพันชั่งน้ำหนักมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา              สาร rhinacanthin C, D รวมทั้ง N จากใบทองพันชั่งน้ำหนัก สามารถยั้งยีสต์ Candida albicans ซึ่งเป็นต้นเหตุของการต่อว่าดเชื้อราในโพรงปากและช่องคลอด
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส  สารสกัดใบทองพันชั่งด้วยน้ำและเอทานอล เมื่อนำมาทดลองฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัส Herpes simplex type1 (HSV-1) ซึ่งเป็นต้นเหตุของเริม  สาร rhinacanthin C รวมทั้ง D จากต้นทองคำพันชั่ง เมื่อนำมาทดลองฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส ในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อ cytomegalovirus ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนี่งของการตำหนิดเชื้อไวรัสในคนไข้ภูมิต้านทานบกพร่อง  สาร rhinacanthin E และก็ F จากส่วนเหนือดินของต้นทองคำพันชั่ง เมื่อนำมาทดลองฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสที่ทำให้มีการเกิดไข้หวัดใหญ่ได้
การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ    สารสกัดต้นทองคำพันชั่งน้ำหนักด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 50  เมื่อป้อนหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาด 10 กรัม/กิโลกรัม ไม่เจออาการเป็นพิษในหนูเม้าส์ ซึ่งขนาดที่ใช้ทดลองนี้เป็น 3,333 เท่าของขนาดที่ใช้ในตำรายา
ข้อเสนอแนะ/ข้อพึงระวัง   การเก็บมาใช้ ควรเก็บใบและรากจากต้นที่มีความสมบูรณ์แข็งแรงได้รับปุ๋ย, แสงแดด แล้วก็น้ำพอเพียง พูดอีกนัยหนึ่งใบไม่มีจุดเหลือง มีสีเขียวสดวาว และควรที่จะทำการเลือกเก็บจากต้นที่แก่เกิน 1 ปี หรือออกดอกแล้ว และสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคหืด โรคโลหิตจาง โรคมะเร็งในเลือด โรคความดันโลหิตต่ำ ไม่สมควรกินสมุนไพรทองคำพันชั่ง
เอกสารอ้างอิง

  • นันทวัน บุณยะประภัศร, บรรณาธิการ. 2530. ก้าวไปกับสุมนไพร เล่ม 3 พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพมหานคร:ธรรกมลการพิมพ์.
  • ทองพันชั่ง.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ทองพันชั่ง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Wu, T.S., Tien, J.J., Yeh, M.Y., and Lee, K.H. 1988. Isolation and cytotoxicity of rhinacanthin-A and - B, Two napthoquinones from Rhinacanthus nasutus. Phytochemistry 27 (12) : 3787-3788.
  • มาโนช วามานนท์ และเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, บรรณาธิการ. 2530. ยาสมุนไพร สำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. http://www.disthai.com/
  • ทองพันชั่ง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่6.คอลัมน์สมุนไพรน่ารู้.ตุลาคม 2522
  • ภโวทัย พาสนาดสภณ.สารออกฤทธิ์ในสมุนไพร (Active Ingradients in Herbs). คอลัมน์ บทความวิชาการ.วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี.ปีที่ 27 .ฉบับที่1.กันยายน 2558 – กุมภาพันธ์ .2559. หน้า 120-131
  • ทองพันชั่ง.กลุ่มสมุนไพรแก้มะเร็ง.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  • โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง. 2531. ทองพันชั่ง : แก้กลาก เกลื้อน สังคัง. ข่าวสารสมุนไพร 32 : 32-35.
  • Wongwanakul, R., Vardhanabhuti, N.,Siripong, P., &Jianmongkol, S. (2013). Effects of rhinacanthin-C on function andexpression ofdrugeffluxtransporters in Caco-2cells. Fitoterapia,89, 80-85.


15
การบูร (Camphor)
การบูรคืออะไร การบูรเป็นชื่อของต้นไม้ประเภทหนึ่ง ที่มีผลึกแทรกอยู่สะกดรอยแตกของแก่นไม้แล้วก็ยังสามารถนำลำต้น,ราก,ใบ มากมายลั่นหรือสกัดจนได้ผลึกดังกล่าวมาแล้วข้างต้นอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งเมื่อก่อน คำว่า “การบูร” มาจากภาษาสันสกฤตว่า “Karapur” หรือ “กรปูร” ซึ่งมีความหมายว่า “หินปูน” เนื่องจากโบราณเข้าใจว่าผนึกนี้เป็นพวกหินปูนที่มีกลิ่นหอมสดชื่น ต่อมาชื่อนี้สติไม่ดีเป็น “กรบูร” และก็เป็น “การบูร” ในปัจจุบัน (นักเขียนเข้าใจว่า ชื่อการบูรนี้อาจถูกเรียกจากผลึกที่ได้และหลังจากนั้นก็ค่อยนำมาตั้งชื่อต้นไม้ที่ให้ผลึก) ส่วนลักษณะของผลึกการบูรนั้น มีลักษณะเป็นผลึกหรือเกล็ดกลมๆเล็กๆมันวาว สีขาวแห้ง มีกลิ่นหอมหวนเย็นฉุน  ชอบจับกันเป็นก้อนร่วนๆแตกง่าย  หากทิ้งเอาไว้ในอากาศ  จะระเหิดไปหมด มีรสร้อนปร่าเมา
สูตรทางเคมีและสูตรโครงสร้าง ผลึกการบูรมีชื่อสามัญว่า Camphor, Gum camphor, Formosan camphor, Laurel camphor เป็นสารประกอบกรุ๊ปเทอร์พีนที่เจอได้จากต้นการบูรมีความไวไฟ มีชื่อตาม IUPAC ว่า 1,7,7-trimethylbicyclo 2.2.1heptan-2-one แล้วก็มีชื่ออื่นๆอย่างเช่น 2-bornanone, 2-camphanone bornan-2-one, Formosa  มีสูตรเคมี C10H16O มีน้ำหนักโมเลกุล 152.23 ความหนาแน่น 0.990 มีจุดหลอมเหลวที่ 179.75 องศาเซลเซียส (452.9 K) จุดหลอมเหลว 204 องศาเซลเซียส (477K) สามารถละลายน้ำได้ รวมทั้งมีสูตรโครงสร้างดังนี้
ที่มาที่ไป ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผลึกการบูรได้มาจากการระเหิดของยางจากเนื้อไม้ของต้นการบูรรวมทั้งผู้กระทำลั้นหรือสกัด ลำต้น ราก ใบ ต้น การบูร ซึ่งมีข้อมูลทางวิชาพฤกษศาสตร์ของต้นการบูรเป็น สมุนไพรการบูร มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า การะบูน การบูร (ภาคกึ่งกลาง), อบเชยญวน (ไทย), พรมเส็ง (งู), เจียโล่ (จีนแต้จิ๋ว), จางมู่ จางหน่าว (จีนกลาง) ฯลฯ ชื่อวิทยาศาสตร์  Cinnamomum camphora (L.) J. Presl.ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์Camphora camphora (L.) H.Karst., Camphora hahnemannii Lukman., Camphora hippocratei Lukman., Camphora officinarum Nees, Camphora vera Raf., Camphorina camphora (L.) Farw., Cinnamomum camphoriferum St.-Lag., Cinnamomum camphoroides Hayata, Cinnamomum nominale (Hats. & Hayata) Hayata, Cinnamomum officinarum Nees ex Steud., Laurus camphora L., Persea camphora (L.) Spreng.  ชื่อสกุล Lauraceae
การบูร เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งไต้หวัน แล้วก็มีการกระจัดกระจายพันธุ์ไปในแถบ   เมดิเตอร์เรเนียน อินโดนีเซีย อินเดีย อียิปต์ แอฟริกาใต้ จาไมกา บราซิล ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็เมืองไทย โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นทรงพุ่มกว้างแล้วก็ทึบ มีความสูงของต้นได้ถึง 30 เมตร ลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 1.5 เมตร เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาล ผิวหยาบคาย ส่วนเปลือกกิ่งเป็นสีเขียวหรือเป็นสีน้ำตาลอ่อน ลำต้นและกิ่งเรียบไม่มีขน ส่วนแก่นไม้เป็นสีน้ำตาลปนแดง เมื่อเอามากลั่นแล้วจะได้ “การบูร” ทุกส่วนของต้นการบูรจะมีกลิ่นหอมยวนใจ โดยยิ่งไปกว่านั้นที่ส่วนที่ของรากและก็โคนต้น เพาะพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเม็ด และวิธีการปักชำ
ใบเป็นใบลำพัง ออกเรียงสลับ รูปรี หรือรูปรีแกมรูปไข่ กว้าง 2.5-5.5 ซม. ยาว 5.5-15 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือกลม ขอบของใบเรียบหรือเป็นคลื่นนิดหน่อย แผ่นใบออกจะเหนียว ข้างบนสีเขียวเข้ม เป็นมัน ด้านล่างสีเขียวอมเทาหรือนวล ไม่มีขน เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมยวนใจเหมือนกลิ่นการบูร เส้นใบขึ้นตรงมาจากโคนใบราวๆ 3-8 มม. แล้วแยกออกเป็น 3 เส้น ตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกนั้นมีต่อม 2 ต่อม และตามเส้นกลางใบอาจมีต่อมเกิดขึ้นตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกไป ก้านใบยาว 2-3 เซนติเมตร ไม่มีขน ตาใบมีเกล็ดซ้อนเหลื่อมห่ออยู่ เกล็ดชั้นนอกเล็กมากยิ่งกว่าเกล็ดชั้นในตามลำดับ
ดอกช่อแบบแยกแขนงออกตามเป็นกระจุกรอบๆง่ามใบ ดอกเล็กสีขาวอมเหลืองหรืออมเขียว ก้านดอกสั้นมาก กลีบรวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วง วงละ 3 กลีบ รูปรี ปลายมน ภายนอกสะอาด ด้านในมีขนละเอียด เกสรเพศผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วง วงละ 3 อัน อับเรณูของวงที่ 1 และก็วงที่ 2 หันเข้าด้านใน ก้านเกสรมีขน ส่วนอับเรณูของวงที่ 3 เบือนหน้าออกข้างนอก ก้านเกสรค่อนข้างจะใหญ่ มีต่อม 2 ต่อมอยู่ใกล้โคนก้าน  ต่อมรูปไข่กว้างและก็มีก้าน อับเรณูมีช่องเปิด 4 ช่อง เรียงเป็น 2 แถว แถวละ 2 ช่อง มีลิ้นเปิดทั้งยัง 4 ช่อง เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 3 อัน อยู่ภายในสุด รูปร่างเหมือนหัวลูกศร มีขนแต่ไม่มีต่อม รังไข่รูปไข่ ไม่มีขน ก้านเกสรเพศเมียยาวราว 1 มม. ไม่มีขน ปลายเกสรเพศเมียกลม ใบเสริมแต่งเรียวยาว ตกง่าย มีขนอ่อนนุ่มผลรูปไข่ หรือกลม เป็นผลมีเนื้อ ยาว 6-10 มิลลิเมตร สีเขียวเข้ม เมื่อสุกกลายเป็นสีดำ มีฐานดอกซึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นแป้นรองรับผลมีเมล็ด 1 เม็ด ออกดอกราวมิ.ย.ถึงกรกฎาคมซึ่งการบูรจากธรรมชาตินั้น เป็นผลึกที่แทรกอยู่ในแก่นไม้ของต้นการบูร ที่เกิดอยู่ทั่วไปอีกทั้งต้น มักจะอยู่ตามรอยแตกของเนื้อไม้ มีมากที่สุดในแก่นของราก รองลงมาที่แก่นของต้น ส่วนที่อยู่ใกล้โคนต้นจะมีการบูรมากกว่าส่วนที่อยู่สูงมากขึ้นมา ในใบรวมทั้งยอดอ่อนมีการบูรอยู่น้อย รวมทั้งจะมีน้อชูว่าใบแก่  ส่วนการผลิตการบูร จะใช้วิธีการกลั่นด้วยละอองน้ำ (ซึ่งอาจไม่สามารถที่จะกลั่นการบูรได้เองภายในครัวเรือน เนื่องจากว่าจะต้องใช้เครื่องมือที่เฉพาะ) โดยนำส่วนต่างๆของลำต้นรวมทั้งรากการบูรที่มีอายุเกิน 40 ปี มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆและจากนั้นจึงนำไปกลั่น เมื่อกลั่นจนได้น้ำมันหอมระเหย การบูรจะกลายเป็นผลึกเป็นก้อนสีขาวๆแยกออกมาจากน้ำมันหอมระเหย ต่อไปก็เลยกรองแยกเอาผลึกการบูร (อาจเอามาทำให้บริสุทธิ์โดยการระเหิด) การบูรที่ได้นี้เรียกว่า refined camphor หรือ resublimed camphor แต่ว่าในประเทศอเมริกา จะใช้ใบและก็ยอดอ่อนของต้นที่แก่ 5 ปีขึ้นไปแทน แม้ว่าจะให้จำนวนการบูรน้อยกว่า แม้กระนั้นสามารถตัดใบรวมทั้งยอดอ่อนมากลั่นได้ทุกๆสองเดือน ในทุกวันนี้การบูรดูเหมือนจะทั้งหมดได้จากกระบวนการกึ่งสังเคราะห์จากสารเริ่มเป็นแอลฟา-ไพนีน (alpha-pinene) ที่ได้จากน้ำมันสน
ประโยชน์/สรรพคุณ
ตำราเรียนยาไทย: “การบูร”  มีรสร้อนปร่าเมา ใช้ทาเช็ดนวดแก้ปวด แก้เคล็ดบวม ขัดยอก แพลง แก้กระตุก แก้ปวดข้อ แก้ปวดเส้นประสาท แก้รอยผิวหนังแตก แก้พิษแมลงต่อย และโรคผิวหนังเรื้อรัง เป็นยาระงับเชื้ออย่างอ่อน ขับเหงื่อ ขับเสมหะ ขับเยี่ยว แก้ไข้หวัด รวมทั้งขับลม บำรุงธาตุ บำรุงกำหนัด ยากระตุ้นหัวใจ บำรุงหัวใจ ใช้เป็นส่วนประกอบในยาหอมต่างๆยกตัวอย่างเช่น ยาหอมเทวดาจิตร นอกนั้นยังใช้แก้อาการชักบางชนิด ใช้การบูร 1-2 เกรน แก้ปวดขัดตามเส้นประสาท ข้อบวมเป็นพิษ แก้กลยุทธ์บวม เส้นผวา กระตุก ปวดเมื่อยแพลง แก้ปวดท้อง ท้องเดิน ขับน้ำเหลือง แก้เลือดลม บำรุงกำหนัด ขับเหงื่อ ขับเสมะหะ บำรุงธาตุ แก้โรคตา กระจายลม ขับผายลม เอามาผสมเป็นขี้ผึ้ง เป็นยาร้อน ใช้ทาแก้เพื่อทำลายพิษอักเสบเรื้อรัง ปวดยอกตามกล้าม สะบักจม อก ปวดร้าวตามเอ็น โรคปวดผิวหนัง รอยผิวแตกในช่วงฤดูหนาว แก้พิษสัตว์กัดต่อย วางในห้องหรือตู้สำหรับเก็บเสื้อผ้าไล่ยุงและก็แมลง
          บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์วิชาความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศคณะกรรมการปรับปรุงระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปรากฏการใช้การบูร ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ ในยารักษาหลายกรุ๊ปอาการ อย่างเช่น  “ยาธาตุบรรจบ” มีสรรพคุณของตำรับ ใช้ทุเลาอาการท้องอืดเฟ้อ และอาการอุจจาระธาตุทุพพลภาพ ท้องเดินที่ไม่ติดเชื้อ ฯลฯ, ตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์ของตำรับสำหรับในการทุเลาลักษณะของการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า ตึงหรือชา ตำรับ "ยาประสะไพล" มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณของตำรับสำหรับในการรักษาเมนส์มาไม่บ่อยนักหรือมาน้อชูว่าธรรมดา บรรเทาลักษณะของการปวดระดู  รวมทั้งขับน้ำคร่ำในหญิงข้างหลังคลอดลูก
ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันพบว่าการบูรดูดซึมทางผิวหนังได้ดี รวมทั้งรู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสกับผิวหนังเหมือนกันกับเมนทอล มีฤทธิ์เป็นยาชาและต่อต้านจุลชีวันอย่างอ่อนๆใช้ทาเฉพาะที่แก้กลยุทธ์บวม ขัดยอก แพลง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย รวมทั้งโรคผิวหนัง นอกเหนือจากนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง นอกเหนือจากนี้ยังมีการนำการบูรมาใช้ประโยชน์อื่นๆอีกอย่างเช่น

  • ช่วยแก้รอยผิวหนังแตกในฤดูหนาว
  • การบูรเมื่อนำมาวางในห้องหรือตู้ที่มีไว้สำหรับเก็บเสื้อผ้าจะสามารถช่วยไล่ยุงและก็แมลง และก็ยังเอามาผสมเป็นตัวกำจัดกลิ่นอับในรองเท้าได้อีกด้วย
  • กิ่งก้านและก็ใบสามารถประยุกต์ใช้แต่งกลิ่นอาหารรวมทั้งขนมได้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเนื้อสัตว์ ไส้กรอก เบคอน ข้าวบุหรี่ไก่ ทอฟฟี่ แยม เยลลี่ เครื่องดื่มวัวค้างโคลา เหล้า หรือใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องพะโล้ เครื่องแกงแกงมัสมั่น ผงกะหยี คุกกี้ ขนมเค้ก ฯลฯ ใช้แต่งกลิ่นยาแล้วก็ใช้เป็นองค์ประกอบของอาหารจำพวกผักดอง ซอส เป็นต้น
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา

  • รากของต้นการบูรมีน้ำมันหอมระเหย 3% ซึ่งประกอบไปด้วย azulene, cadinene, camphene, camphor, carvacrol, cineol, citronellol, citronellic acid, fenochen, limonene, phellandene, pinene, piperiton, piperonylic acid, safrole รวมทั้ง terpineol ส่วนใบของต้นการบูรเจอ camphor แล้วก็ camperol
  • เนื้อไม้ของต้นการบูรเมื่อนำมากลั่นด้วยละอองน้ำ จะได้เรื่องบูรและน้ำมันหอมระเหยรวมกันโดยประมาณ 1% ซึ่งประกอบด้วย acetaldehyde, betelphenol, caryophyllen, cineole, eugenol, limonene, linalool, orthodene, p-cymol, แล้วก็ salvene
  • ราก กิ่ง และใบ พบน้ำมันระเหยโดยเฉลี่ยราว 3-6% โดยในน้ำมันระเหยจะมีสารการบูรอยู่ราวๆ 10-50% แล้วก็พบว่าต้นการบูรยิ่งแก่มากเท่าไหร่ จะพบว่ามีสารการบูรมากมายตามไปด้วย โดยเจอสาร ต่างๆยกตัวอย่างเช่น Azulene, Bisabolone, Cadinene, Camphorene, Carvacrol, Safrol เป็นต้น
  • ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ เรียนฤทธิ์ต้านการอักเสบในหลอดทดสอบของการบูร โดยนำสารสกัดหยาบคายจากใบการบูร สกัดด้วย 80% methanol แล้วนำสารสกัดที่ได้ มาผ่านการแยกโดยใช้  hexane และก็ ethyl acetate (EtOAc) จากการทดสอบพบว่าสารสกัด hexane และ EtOAc ขนาด 100 μg/ml ของการบูร สามารถยั้งการสร้างสารที่เกี่ยวพันกับการอักเสบเป็นต้นว่า  interleukin (IL)-1b, IL-6 และก็ tumor necrosis factor (TNF-α) จากเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 cells ของหนู ซึ่งถูกกระตุ้นโดย  lipopolysaccharide (LPS) ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้ในตอน 20-70% รวมทั้งสามารถยับยั้งการสร้าง nitric oxide (NO) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มีการเกิดการอักเสบ ได้ 65% สารสกัดหยาบด้วย 80% methanol  และก็ส่วนสกัดย่อย hexane และก็ ethyl acetate สามารถยั้งการผลิต prostaglandin E2 (PGE2) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นในขั้นตอนอักเสบ ในเซลล์ macrophages ของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS หรือ IFN-gamma ได้ 70% และสารสกัด hexane  รวมทั้ง ethyl acetate ในขนาด 100 μg/ml สามารถยั้งการกระตุ้น β1-integrins (CD29) ซึ่งเกี่ยวพันกับการยับยั้งไม่ให้เกิดการจับกลุ่มของโมเลกุล แล้วก็เซลล์ในระบบภูมิต้านทานที่จะมารวมตัวกันบริเวณที่เกิดการอักเสบ โดยสามารถยับยั้งได้ 70-80% ด้วยเหตุดังกล่าวก็เลยสรุปได้ว่าสารสกัดจากใบการบูรมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบโดยเกี่ยวกับการยับยั้ง cytokine, NO แล้วก็ PGE2
  • ฤทธิ์ยั้งเชื้อแบคทีเรีย การศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการเจริญก้าวหน้าของเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Staphylococcus aureus (เป็นเชื้อที่ก่อโรคระบบทางเดินอาหาร แผล ฝีหนอง และก็อีกหลายระบบในร่างกาย) ของสาร camphor ที่สกัดได้จากต้นการบูร แล้วก็เป็นองค์ประกอบหลักของ essential oil จากต้นการบูร ทดสอบด้วยวิธี agar disk diffusion ประเมินผลด้วยการประเมินค่า inhibition zone พบว่า camphor ในขนาดความเข้มข้น 2% สามารถยับยั้งการก้าวหน้าของเชื้อ S. aureus ได้ แต่ว่าไม่มีผลยั้งเชื้อ E.coli


การศึกษาทางพิษวิทยา การทดสอบความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นการบูรด้วยเอธานอล-น้ำ เข้าท้องหนูถีบจักรพบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดสอบตายกึ่งหนึ่งมากกว่า 1 กรัม/กก. เมื่อป้นส่วนที่เป็นไขมันให้หมาในขนาด 5 ซีซี/กิโลกรัม ไม่เจอพิษ
มีแถลงการณ์ว่าการรับประทานการบูร ขนาด 3.5 กรัม ทำให้เสียชีวิตได้ และถ้ากินเกินทีละ 2 กรัม จะทำให้สลบ รวมทั้งเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ไต รวมทั้งสมอง อาการแสดงเมื่อได้รับพิษเป็นอาเจียน อ้วก ปวดหัว เวียนหัวหัว กล้ามเนื้อสั่น กระตุก มีการชัก สมองดำเนินงานบกพร่อง เกิดภาวะงงมาก ทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับขนาดที่ได้รับ ปกติแล้วร่างกายมีการกำจัดการบูรเมื่อรับประทานเข้าไป ผ่านการเมทาบอลิซึมที่ตับ โดยการบูรจะถูกกลายเป็นสารกลุ่มแอลกอฮอล์ โดยการเติมออกซิเจนในโมเลกุล เกิดเป็นสาร campherolแล้วจะจับกุมกับ glucuronic acid ในตับ เกิดเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำได้ รวมทั้งถูกขับออกทางปัสสาวะ แต่แม้ได้รับในปริมาณสูงเกินไป ก็จะมีการตกค้างจนถึงมีอันตรายต่อตับ และไตได้
         การสูดดมการบูร ที่มีความเข้มข้นในอากาศมากกว่า 2 ppm (2 ส่วนในล้านส่วน หรือ 2 mg/m3) จะมีผลให้กำเนิดอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง อย่างเช่น การระคายเคืองต่อจมูก ตา แล้วก็คอ ขนาดที่นำมาซึ่งพิษรุนแรงต่อชีวิต และสุขภาพเป็น 200 mg/m3ความเป็นพิษของการบูรที่เกิดขึ้นจากการกิน ได้แก่ อาเจียน อาเจียน ปวดท้อง ปวดศีรษะ ชัก สลบ หรือบางทีอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตจากสภาวะระบบการหายใจล้มเหลว โดยขนาดของการบูรที่นำไปสู่อาการพิษที่ร้ายแรง (ชัก หมดสติ) ในผู้ใหญ่หมายถึง34 mg/kg
        นอกเหนือจากนี้ยังมีแถลงการณ์ว่า การกินน้ำมันการบูรในขนาด 3-5 mL ที่มีความเข้มข้น  20% หรือมากกว่า 30 mg/Kg จะทำให้เสียชีวิตได้ มีรายงาน case report  ระบุไว้ว่า มีเด็กสาวอายุ 3 ปีครึ่ง ทานการบูรเข้าไป โดยไม่รู้จักขนาดที่รับประทาน  ปรากฏว่ามีลักษณะอาการชักแบบกล้ามเกร็งตลอดตัวโดยไม่มีการกระตุก (generalised tonic seizures) นาน 20-30 นาที ก่อนที่จะมาถึงโรงพยาบาล  ผลของการตรวจทางห้องทดลองพบว่า ระดับน้ำตาล ระดับ electrolytes และก็ระดับแคลเซียม มีค่าปกติ การตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography (EEG) พบว่ามีค่าปกติ และก็มีลักษณะอาการอาเจียน 1 ครั้ง เมื่อมาถึงโรงพยาบาล พบสารสีขาว และก็มีกลิ่นการบูรรุนแรงจากการคลื่นไส้
ขนาด/ปริมาณที่ควรที่จะใช้ สำหรับเพื่อการรักประทานยังไม่มีข้อมูลที่รับรองแจ่มแจ้งว่าควรจะบริโภคการบูรมากแค่ไหน ที่จะไม่ทำให้เป็นอันตรายต่อสถาพทางร่างกายแต่ว่าในด้านการสูดดมมีการคำนวณว่าในสารที่ผสมการบูรเสร็จแล้ว ไม่ควรเกินกว่า 2 ppm ซึ่งหมายความว่า มีจำนวนของการบูร 2 มก.ในสารละลาย 1 ลิตร โดยเหตุนี้สำหรับเพื่อการใช้การบูรอีกทั้ง การรับประทานรวมทั้งการสูดดมความต้องระมัดระวังแล้วก็ใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
ข้อเสนอแนะ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • สตรีท้อง ไม่ควรกินการบูร
  • คนที่เป็นโรคท้องผูกริดสีดวงทวารปัสสาวะแสบขัดเป็นเลือดไม่สมควรกิน
  • น้ำมันการบูรที่มีสีเหลืองหรือน้ำตาลห้ามใช้ เหตุเพราะมีความเป็นพิษสูง
  • ความเข้มข้นของกลิ่นการบูรที่มีมากมายอาจก่อให้เป็นโทษต่อร่างกาย โดยเฉพาะปอดและตับได้

    เอกสารอ้างอิง

  • (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “การะบูน , การบูร”.   หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  หน้า 60-62.
  • Chen W, Vermaak I, Viljoen A. Camphor-A Fumigant during the Black Death and a Coveted Fragrant Wood in Ancient Egypt and Babylon-A Review. Molecules. 2013:18;5434-5454.
  • “การบูร Camphor Tree”. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).    หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  หน้า 82.
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์Drug Tips.ฉบับที่5 กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า 6-7
  • Narayan LtCS, Singh CN. Camphor poisoning—An unusual cause of seizure. Medical Journal, Armed Forces India. 2012;68:252-253.
  • การบูร.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี http://www.disthai.com/.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “การบูรต้น”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  หน้า 72.
  • Gupta N, Saxena G.antimicrobial activity of constituents identified in essential oils from mentha and cinnamomum through gc-ms. International Journal of Pharma and Bio Sciences. 2010;1(4):715-720.
  • การบูร.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.Manoguerra AS, Erdman AR, Wax PM, Nelson LS, Caravati EM, Cobaugh DJ, et al. Camphor poisoning: an evidence-based practice guideline for out-of-hospital management. Clinical Toxicology. 2006;44:357-370.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์). “เกล็ดการบูร (Camphor)”. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.   หน้า 74.
  • การบูร.วิกิพีเดียสารานุกรม
  • Lee HJ, Hyun E-A, Yoon WJ, Kim BH, Rhee M, Kang HK, et al. In vitro anti-inflammatory and anti-oxidative effects of Cinnamomum camphora extracts. J Ethnopharmacology. 2006;103: 208–216.
  • การผลิตการบูรแบบง่าย.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • นันทวัน บุณยะประภัศร,อรนุช โชคชัยเจริญพร.การบูร.สมุนไพรไม้พื้นบ้าน.เล่ม1.พิมพ์ครั้งที่1.กรุงเทพฯ.2539.


หน้า: [1] 2 3 ... 49
Sorry, the copyright must be in the template.
Please notify this forum's administrator that this site is missing the copyright message for SMF so they can rectify the situation. Display of copyright is a legal requirement. For more information on this please visit the Simple Machines website.