แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Topics - kdidd

หน้า: [1] 2 3
1

ถั่งเช่า ประโยชน์สรรพคุณ และงานวิจัยข้อดีข้อเสีย
ชื่อสมุนไพร  ถั่งเช่า
 ชื่ออื่นๆ ตังถั่งเช่า (dong Chong Cao) ,ตังถั่งแห่เช่า (dong Chong Xia Cao), หญ้าหนอน
 ชื่อวิทยาศาสตร์ Ophiocord yceps  sinensis
ถิ่นกำเนิด
ถั่งเช่าพบได้ แถบทุ่งหญ้าประเทศจีน (ธิเบต) , เนปาล , ภูฎาน ในระดับความสูง 10000 -12000 ฟุต จากระดับน้ำทะเล  แต่ในปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยง  ส่วนใหญ่เพาะเลี้ยงในบริเวณภาคใต้ของมณฑลชิงไห่ , เขตซานโตวในธิเบต   มณฑลเสฉาน   ยูนนาน   และกุ้ยโจว
ลักษณะทั่วไปของถั่งเช่า
ถั่งเช่า ที่เรียกว่าต้นหญ้าหนอน เพราะเหตุว่าสมุนไพรประเภทนี้ประกอบไปด้วย 2 ส่วน หน้าหนาวเป็นหนอน หน้าร้อนเป็นหญ้า เป็น ส่วนที่เป็นตัวหนอน  ตัวหนอนของผีเสื้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ Hepialus  armoricanus Oberthiir  รวมทั้งบนตัวหนอนมีเห็ดมีชื่อวิทยาศาสตร์ Cordyceps sinensis (Berk.) Saec. หนอนจำพวกนี้ในช่วงฤดูหนาวจะฝังตัวจำศีลอยู่ใต้ดินเทือกเขาหิมะ  เมื่อน้ำแข็งเริ่มละลาย  สปอร์เห็ดจะพัดไปกับน้ำแข็งที่ละลาย แล้วไปตกที่พื้นดิน จากนนั้นตัวหนอนเหล่านี้ก็จะรับประทานสปอร์ และเมื่อฤดูร้อนสปอร์ก็เริ่มเจริญเติบโตเป็นเส้นใยโดยอาศัยการดูดสารอาหารและก็แร่ธาตุจากตัวหนอนนั้น เส้นใยงอกออกมาจากห้องของตัวหนอน แล้วก็แตกหน่อออกจากปากของมัน เห็ดพวกนี้อยากได้แสงอาทิตย์มันจึงแตกออกขึ้นสู่พื้นดิน  รูปลักษณะด้านนอกคล้ายไม้กระบอก ส่วนตัวหนอนเองก็จะค่อยๆตายไป อยู่ในลักษณะของหนอนตามซาก  เพราะฉะนั้น “ถั่งเช่า” ที่ใช้เพื่อทำเป็นยาก็คือ ตัวหนอนและก็เห็ดที่แห้งแล้วนั่นเอง  โดยถั่งเช่าที่มีคุณภาพดี  ตัวหนอนจะต้องมีสีเหลืองแจ่มใส  และมีความยาว ขนาดใหญ่บริบูรณ์ ข้างหน้าตัดมีสีขาวแกมเหลือง  และก็ส่วนที่เป็นรา มีสีน้ำตาลเข้ม
การขยายพันธุ์ของถั่งเช่า

  • เตรียมขวดแก้ว
  • ตระเตรียมสารอาหารสำหรับเชื้อเห็ดถั่งเช่าสีทอง คือ ข้าวสังข์หยด , ปลายข้าว , ข้าวโพด . ถั่วเขียว , ถั่วเหลือง , กากถั่วเหลืองรำข้าว , ตัวหนอนไหม(ดักแด้)(บด) เพื่อมาเป็นแหล่งโปรตีน แม้ตอนไหนไม่มีหนอนไหม ก็ให้ใช้ไข่แทน
  • นำน้ำดื่มที่ต้มกับมันฝรั่ง , ข้าวโพดอ่อน , ไข่ แล้วก็ค่อยนำไปเติมในขวดที่ใส่อาหารไว้
  • นำไปนึ่ง ในหม้อนึ่งความดัน ที่อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส , ด้วยความดันที่ 15 ปอนด์/ตารางนิ้ว เป็นเวลา 30 นาที ในกรณีที่นึ่งด้วยลังถึง ให้นึ่งนานเป็นเวลา 30 – 40 นาที จากเมื่อน้ำเดือด , แล้วเอามาพักไว้ 1 วัน , แล้วเอามานึ่งแบบเดิมอีกรอบหนึ่ง
  • แล้วต่อจากนั้นนำไปเขี่ยใส่เชื้อเห็ด ลงในขวดสารอาหาร แล้วค่อยนำไปบ่งเชื้ออีก 2 อาทิตย์ ในที่มืด
  • จากนั้นนำมาเลี้ยงต่อในที่ ควบคุมอุณหภูมิ ให้มีความเย็น 18 องศา ต่ออีก 2 – 3 เดือน จนเห็ดขึ้นเต็มกำลังก็เลยเก็บผลิตผลได้
องค์ประกอบทางเคมีของถั่งเช่า
ถั่งเช่ามีองค์ประกอบทางเคมีที่สำคัญเป็น สารแมนนิทอล  (manniton) หรือกรดคอร์ดิเซพิก (cordycepic acid) มีปริมาณร้อยละ 7 – 29 (แตกต่างกันในระยะเติบโตต่างๆของดอกเห็ด) แล้วก็สารคอร์ดิเซพิน (cordycepin) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของสารอะดีโนซีน (adenosine) นอกเหนือจากนั้นยังพบสารกรุ๊ปนิวคลีโอไซค์ (nucleosides) โปรตีน พอลิแซ็กคาไรค์ (polysaccharides) ไขมันสเตอรอคอยล (syerols) วิตามิน แร่จำนวนนิดหน่อย เป็นต้น

สรรพคุณถั่งเช่า

  • ช่วยเสริมความสามารถทางเพศ มีฤทธิ์ชูกำลังทางเพศ ช่วยให้สเปิร์มแข็งแรก เหตุเพราะการกินถั่งเช่าจะทำให้มีเลือดไปเลี้ยงของลับมากขึ้น ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในน้ำเชื้อได้ โดยจากการศึกษาเล่าเรียนในผู้ชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว จำนวนของสเปิร์มในอสุจิมากขึ้น 33% ทั้งยังลดจำนวนสเปิร์มที่มีความผิดปกติลงได้ถึง 29% และเมื่อเรียนรู้เพิ่มก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มความอยากได้ทางเพศได้ 66 – 86% อีกทั้งยังมีคุณสมบัติสำหรับเพื่อการป้องกันและก็เสริมสร้างหลักการทำงานของต่อมหมวกไต แล้วก็เพิ่มช่องทางที่สเปิร์มจะถือกำเนิดได้
  • ช่วยปรับแนวทางการทำงานของหัวใจ ถั่งเช่า มีสรรพคุณช่วยทำให้ปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้ปกติได้ ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการหัวใจขาดออกสิเจน รวมทั้งเพิ่มออกซิเจนให้หัวใจได้
  • เสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ช่วยปรับให้ปรุงหลักการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้เป็นปกติ ช่วยทำให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันมากเพิ่มขึ้น
  • ต้านทานโรคมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์สำหรับในการต้านทานมะเร็ง โดยสารคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่าถือเป็นสารที่มีความสำคัญสำหรับในการต้านการเกิดมะเร็ง คุ้มครองปกป้องการเกิดรวมทั้งการแพร่กระจายของเนื้อร้าย
  • ลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และตรีกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคภัยอื่นๆ
  • ฟื้นฟูแนวทางการทำงานของไต สำหรับคนไข้โรคไตเรื้อรัง การรับประทานถั่งเช่าจะช่วยทุเลาอาการลง แล้วก็ทำให้สุขภาพไตดียิ่งขึ้น ทั้งยังยังลดความทรุดโทรมของไตที่เกิดขึ้นมาจากสารพิษตกค้างได้
  • สร้างเสริมการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลพวงจากพิษ แล้วก็ปกป้องการเกิดพังพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพลักษณะการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ลดความเลี่ยงสำหรับเพื่อการกำเนิดโรคไวรัสตับอักเสบได้ด้วย
  • บำรุงโลหิต สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยสร้างเสริมหลักการทำงานของระบบเลือด ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกเพิ่มมากขึ้นซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกสร้างในปริมาณที่พอเพียงต่อสภาพร่างกาย
  • ลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรอีกชนิดที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการศึกษาเล่าเรียนพบว่าการกินถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%

    รูปแบบและขนาดวิธีใช้ถั่งเช่า
    ขนาดบริโภคของคนแก่ (อายุมากกว่า 18 ปี) ในแต่ละวัน ประมาณ 3 – 9 กรัม
    การศึกษาทางเภสัชวิทยาของถั่งเช่า
    มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของถั่งเช่ามากมายก่ายกอง ทั้งยังฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ต้านทานโรคมะเร็งทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นการทำงานของหัวใจแล้วก็หลอดเลือดคุ้มครองปกป้องไตแล้วก็ตับ ต้านทานอนุมูลอิสระ ฯลฯ

  • ฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิต้านทาน เมื่อให้สารกรุ๊ปพอลิแซ็กคาไรด์ที่แยกได้จากถั่งเช่าแก่หนูเมาส์โดยฉีดเข้าหลอดเลือดดำในขนาด 35 มก./กก. ตรงเวลา 5 วัน เล่าเรียนเภสัชจลุกลี้ลุกลนศาสตร์ของสารดังที่กล่าวผ่านมาแล้วในหนูเมาส์ต่อระบบภูมิคุ้มกันเทียบกับกรุ๊ปควบคุม พบว่าสารพอลิแซ็กคาไรด์แต่ละจำพวกสามารถเพิ่มประสิทธิในการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันดรรชนีม้าม (spleen index) ดรรชนีนิไทมัส (thymus index) รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการกลืนกินของเซลล์แมคโครฟาจ (macrophages)
  • ฤทธิ์ต่อต้านมะเร็ง เมื่อให้ถั่งเช่าแก่หนูเมาส์ในขนาด 50 มก./กิโล พบว่ามีฤทธิ์ยั้งเซลล์ Hela โดยมีอัตราการเจริญเติบโต ดรรชนีทิคส์ (mitotic) ความสามารถในการเติบโตของไขมันส่วนนุ่มต่ำกว่ากลุ่มควบคุม ตามหน้าที่ที่ถูกทำลายแจ้งชัดที่สุดเป็นนิวเคลียส ยิ่งกว่านั้นยังพบว่าถั่งเช่าในขนาด 50 มิลลิกรัม/โล มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์ของมะเร็งเม็ดเลือดขาวหนูเม้าส์ และมีฤทธิ์ต่อต้านเนื้องอกและก็ยั้งการแพร่ตามธรรมชาติของมะเร็งปอดหนู่เมาส์
  • ผลต่อระบบหัวใจและก็เส้นโลหิต มีรายงานการเล่าเรียนในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่แยกจากกายหนูแรท  โดยใช้เซลล์ myocytes ของหนูแรทแรกเกิด พินิจกลุ่มเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจวาดรูปเซลล์ pollex โดยใช้ตัวแปลงสัญญาณจากแสงพบว่าถั่งเช่าในขนาด 0.66  มิลลิกรัม/มิลลิลิตร สามารถชะลออัตราการเต้นของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ pollex ได้ อีกการทดสอบหนึ่งพบว่าสารสกัด 70% แอลกอฮอล์จากเส้นใยเห็ดของถั่งเช่ามีฤทธิ์เพิ่มการไหลเวียนของโลหิตหมาที่ถูกสูดดมยาสลบรวมทั้งลดระดับความดันเลือด
  • ฤทธิ์ปกป้องไต มีรายงานการเรียนรู้ในหนูแรทที่ได้รับยาไซโคลสปอริน (cyclosporine) ซึ่งเป็นพิษต่อไตจำพวกเฉียบพลัน พบว่าถั่งเช่าสามารถลดพิษของยาไซโคลสปอรินที่มีต่อไต รวมทั้งลดพิษของสมุนไพรเหลชูงเถิง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ มีแถลงการณ์ว่าสารสกัดถั่งเช่ามีฤทธิ์ชะลอความแก่ของหนูถีบจักรที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย ดี-กาแล็กโตสโดยถั่งเช่าช่วยเพิ่มความจำในหนูแก่ เพิ่มประสิทธิภาพรูปแบบการทำงานของตับ สมอง เม็ดเลือดแดง เอนไซม์ซุปเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเตส (super oxide dismutase; SOD) รวมทั้งเลือดทั้งหมด ลดระดับเอนโซม์โมโนเอมีนออกสิเดส (malondiadehyde; MDA) ในตับแล้วก็สมอง

การศึกษาทางพิษวิทยาของถั่งเช่า
มีรายงานการเรียนความเป็นพิษของถั่งเช่า พบว่าขนาดสูงสุดของถั่งเช่าที่หนูเมาส์สามารถทนได้เป็น 45 กรัม/กิโลกรัม  หรือราว 250 เท่าของขนาดที่ใช้ในคน เมื่อให้สารสกัดถั่งเช่าโดยฉีดเข้าช่องท้องหนูเมาส์  ขนาดที่ทำให้หนูตายร้อยละ 5 (LD 50) มีค่าพอๆกับ 27.1 กรัม/โล เมื่อได้รับยาเกินขนาดจะมีอาการเริ่มต้นด้วยการยับยั้งทั่วไป และก็ตามด้วยการกระตุ้นทั่วๆไป กระตุก ชัก แล้วก็กดระบบทางเดินหายใจ นอกเหนือจากนั้นยังพบว่าถั่งเช่าไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน และไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อการเติบโต ไม่มีฤทธิ์ทำให้เกิดเด็กอ่อนวิรูป ในหนูเมาส์
ข้อแนะนำ ข้อควรระวัง

  • ต้องระวังการใช้ในคนป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด จะไปเสริมฤทธิ์กับยาลดน้ำตาลในเลือด
  • ต้องระวังการใช้ในคนป่วยที่ได้รับยากลุ่มคุ้มครองการยึดกลุ่มของเกล็ดเลือด เพราะถั่งเช่ามีฤทธิ์ต่อต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด
  • ต้องระวังการใช้ในคนไข้ที่ได้รับยากดภูมิต้านทาน แบบนี้เพราะถั่งเช่ามีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิต้านทาน


คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ประโยชน์ถั่งเช่า

Tags : ถั่งเช่า,ประโยชน์ถั่งเช่า

2

กวาวเครือแดง ประโยชน์สรรพคุณและงานวิจัยข้อดีข้อเสีย
ชื่อสมุนไพร  กวาวเครือแดง
 ชื่อประจำถิ่น  กวาวเครือ (เหนือ)   จานเครือ  (อีสาน)   ตานจอมทอง  (ชุมพร)  โพตะกุ , โพมือ  (กะเหรี่ยง)
 ชื่อวิทยาศาสตร์  Butea superba  Roxb
 ชื่อวงศ์  Leguminosae  วงค์ย่อย   Papilonaceae
ถิ่นกำเนิดกวาวเครือเเดง[/url][/i]
เจออยู่มากในบริเวณที่ราบตีนเขา รวมทั้ง ตีนเขาป่าเต็งรัง  เทือกเขาหินปูน  ในบริเวณที่มีต้นไม้ต้นไม่หนาแน่นนัก  มักพบอยู่เป็นกรุ๊ปๆด้านในป่า  อาจเกิดจากปัจจัย เป็น ติดฝักได้น้อย  ฝักมีขนาดใหญ่ ทำให้แพร่ไปตำแหน่งเดิมได้ยาก  ต้นกวาวเครือแดง ที่สร้างพุ่มเอง จะมีลักษณะเตี้ย  ส่วนต้นที่เกี่ยวพันกับต้นไม้ใหญ่จะแตกกิ่งไปถึงยอดไม้
ลักษณะทั่วไปของกวาวเครือแดง
กวาวเครือแดงอยู่ในจำพวกไม้เลื้อย เป็นเถาวัลย์ เนื้อแข็ง มักชอบพาดขึ้นกับต้นไม้ใหญ่

  • ใบกวาวเครือแดง ใบใหญ่เหมือนใบต้นทองกวาว  แม้กระนั้นใบใหญ่กว่า
  • ดอกกวาวเครือแดง ดอกใหญ่คล้ายดอกแคแสด  แม้กระนั้นเป็นพวงระย้าเสมือนดอกทองกวาว
  • หัวกวาวเครือแดง มีหลายขนาดลักษณะทรงกระบอก เมื่อสะกิดที่เปลือก จะมียางสีแดง คล้ายเลือดไหลออกมา
  • รากกวาวเครือแดง มีรากกิ้งก้านขนาดใหญ่  แยกจากเหง้าเลื้อยไปรอบๆหลายเมตร
การขยายพันธุ์กวาวเครือแดง ทำได้ 3วิธีดังนี้|ดังต่อไปนี้

  • การเพาะเมล็ด โดยการเพาะเมล็ดในกระบะเถ้าแกลบประมาณ 45 วัน นำต้นกล้าที่ได้ ปลูกลงถุงเพาะชำโดยใช้ดิน 2 ส่วน เถ้าถ่านแกลบ 1 ส่วน เปลือกมะพร้าว 1 ส่วน ค่า pH ประมาณ 5.5 เมื่อต้นกล้าเติบโตได้ 60 วัน ก็เลยนำลงแปลงปลูกกลางแจ้ง  โดยทำด้วยไม้ไผ่  หรือปลูกร่วมกับไม้ยืนต้นในกรรมวิธีเกษตร อย่างเช่น ไผ่  สัก  ปอสา  หรือไม้ผลอื่นๆ พื้นที่ปลูกควรจะอยู่สูงยิ่งกว่าระดับน้ำทะเล  300-900 เมตร
  • การปักชำ นำเถาที่มีข้อมาปักชำในกระบะ หรือถุงที่บรรจุเถ้าแกลบ  เมื่อเถาแตกรากรวมทั้งยอดแข็งแรงดีแล้ว ก็เลยนำลงแปลงปลูกถัดไป
  • การแบ่งหัวต่อต้น หัวของกวาวเครือ ไม่มีตาที่จะแตกฯลฯใหม่  จะต้องใช้ส่วนของลำต้นมาต่อเชื่อตามกรรมวิธีการขยายพันธุ์แบบต่อราก  เลี้ยงกิ่ง (nursed root grafting)  สามารถนำหัวกวาวเครือขนาดเล็ก อายุราวๆ 6 เดือนขึ้นไป  และต้นหรือเถาที่เคยทิ้งไปข้างหลังการเก็บเกี่ยวมาขยายพันธุ์ได้ หลังการต่อต้นโดยประมาณ 45-60 วัน ก็สามารถนำลงปลูกได้ และมีคุณลักษณะเด่นคือสามารถต่อต้นกับหัวข้ามสายพันธุ์ได้
องค์ประกอบทางเคมีของกวาวเครือแดง
            ท่อนหัวของกวาวเครือแดงมีสารไฟโตแอนโดรเจน แล้วก็ไอโซฟลาโอ้อวดลิกแนน 2 ประเภท เป็นต้นว่า Mebicarpin (carpin 3-hydroxy-9methoxypterocarpan); สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ ดังเช่น butenin; formononetin (7-hydroxy_-methoxy-isoflavone); (7,4_-dimethoxyisoflayone); 5,4_-dihydroxy-7-methoxy-isoflavone, 7-hydroxy-6,4_-dimethoxyisoflavone
แอนโทไซยานินมีค่าการดูดกลืนแสงในตอนคลื่น  510-540นาโนเมตร  สารละลายแอนโทไซยานินมีความเคลื่อนไหวสีตามค่าความเป็นด่าง (pH) ต่ำจะมีสีแดง pH ปานกลางจะมีสีน้ำเงินม่วงรวมทั้งเมื่อ pH สูงจะมีสีเหลืองซีดเผือด

สรรพคุณกวาวเครือแดง

  • หัวกวาวเครือแดง รสเย็นเบื่อเมา  บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง  บำรุงสุขภาพ  เพิ่มสเปิร์ม เป็นยาอายุวัฒนะ


แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามร่างกาย

  • รากกวาวเครือแดง แก้ลมอัมพาต  บำรุงโลหิต  ผสมกับรากสมุนไพรอื่นอีก 8 ชนิดเรียกว่า  พิกัดนวโลหะ  แก้โรคลมที่เป็นพิษ  แก้ริดสีดวง  ทำลายพยาธิ  ดับพิษ  ถอนพิษไข้  สมานลำไส้
  • เปลือกเถากวาวเครือแดง รสเย็นเบื่อเมา  แก้พิษงู
ผลดีกวาวเครือแดง
ฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์  การเล่าเรียนในอาสาสมัครเพศชาย 17 คน อายุระหว่าง 30 – 70 ปี ที่มีลักษณะหย่อนยานสมรรถภาพทางเพศอย่างน้อย 6 เดือน  ให้กินกวาวเครือแดงขนาด 250 มิลลิกรัม/แคปซูล วันละ 4 แคปซูล เป็นเวลา 3 เดือน ผลการศึกษาเรียนรู้พบว่าระดับฮอร์โมน testosterone ไม่ได้แตกต่างจากกรุ๊ปควบคุม  แต่ผลจาการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับดัชนีชี้วัดสมรรถนะทางเพศ  จากอาสาสมัครพบว่าทำให้สมรรถภาพทางเพศดียิ่งขึ้น  82.4 % ฉะนั้น กวาวเครือแดงก็เลยช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ และไม่พบการเกิดพิษ
รูปแบบและขนาดวิธีใช้กวาวเครือแดง
องค์การอาหารและยาของไทย  กำหนดขนาดและวิธีใช้สำหรับเพื่อการกินกวาวเครือแดง  ไม่เกิน  2 มก.  ต่อน้ำหนักตัว  1  โล  ต่อวัน
การศึกษาทางเภสัชวิทยาของกวาวเครือแดง
ฤทธิ์ต่อระบบแพร่พันธุ์  การทดสอบป้อนกวาวเครือแดงในรูปผงป่นละลายน้ำ  และก็สารสกัดเอทานอล  ให้แก่หนูแรทเพศผู้  ความเข้มข้น 0.25 , 0.5 และ 5 มิลลิกรัม/มล.  พบว่าหนูแรทที่ได้รับผงกวาวเครือแดงแบบละลายน้ำเข้มข้น 0.5 รวมทั้ง 5 มิลลิกรัม/มล. ตรงเวลา  21  วัน  ทำให้น้ำหนักตัวของหนูแรท  แล้วก็จำนวนน้ำอสุจิมากขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ  แล้วก็หนูแรทที่ได้รับสารสกัดเอทานอลเข้มข้น 5 มิลลิกรัม/มล. 224 ชั่วโมง มีน้ำหนักสัมพัทธ์ของ seminal  vesicles ต่อมลูกหมาก  และความยาวขององคชาติ  ทำให้หนูแรทมีพฤติกรรมการสิบจำพวกเยอะขึ้น  เมื่อศึกษาต่อไปถึงระยะ 42 วัน พบว่าหนูแรทที่ได้รับผงกวาวเครือแดงแบบละลายน้ำ มีน้ำหนักสัมพัทธ์ของ seminal  vesicles ต่อมลูกหมาก รวมทั้งความยาวขององคชาติ  และก็ความประพฤติการสืบเผ่าพันธุ์มากขึ้นเรื่อยๆ  แต่ว่าหนูกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดเอทานอล  กลับมีน้ำหนักสัมพัทธ์ของ seminal  vesicles  ต่ำลง  การศึกษาเล่าเรียนผลของกวาวเครือแดงในระยะยาว  แล้วก็ในจำนวนสารสกัดที่มากขึ้น  พบว่าทำให้ระดับฮอร์โมน testosterone ของหนูแรทลดน้อยลง  และก็จำนวนเอนไซม์ตับสูงมากขึ้น  เพราะฉะนั้นการรับประทานกวาวเครือแดงมากจนเกินไป อาจส่งผลให้เกิดพิษต่อตับได้

การศึกษาทางพิษวิทยากวาวเครือแดง
การศึกษาพิษครึ่งเรื้อรังในหนูวิสตาร์เพศผู้โดยป้อนผงกวาวเครือแดงในขนาด 10 , 100 , 150 และก็ 200  มิลลิกรัม/กก/วัน  ตรงเวลา 90 วัน  พบว่าหนูที่รับในขนาด   150  มิลลิกรัม/กก/วัน  น้ำหนักของม้ามเพิ่มขึ้น ระดับเอนไซม์ alkalinephosphatase (ALP) รวมทั้ง aspartate aminotransferase (AST) มากขึ้น หนูที่ได้รับขนาด 200 มิลลิกรัม/กก/วัน พบว่ามีเม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil ต่ำลง ส่วนเม็ดเลือดขาวประเภท eosinophil ระดับ serum creatinine  น้อยลงระดับฮอร์โมน testosterone ต่ำลง โดยเหตุนั้นจำเป็นที่จะต้องรอบคอบการใช้ในขนาดสูงเนื่องด้วยอาจจะส่งผลให้กำเนิดอาการอันไม่ปรารถนาต่างๆได้
ข้อแนะนำข้อควรระวัง
พืชชนิดนี้มีฤทธิ์เป็นยา เหมือนกับกวาวเครือขาว แต่ว่าเป็นพิษมากกว่า  แม้รับประทานมากอาจก่อให้เกิดอันตรายได้อาจส่งผลให้มึนเมาอ้วกอาเจียน.รวมทั้งเป็นพิษเมามากกว่ากวาวเครือขาว

Tags : กวาวเครือเเดง,สรรพคุณกวาวเครือเเดง,ประโยชน์กวาวเครือเเดง

3

เห็ดหลินจือแดง สรรพคุณสามารถฟื้นฟูอาการป่วยได้หลายโรค ซึ่งในเชิงเภสัชวิทยา เห็ดหลินจือแดงออกฤทธิ์ต่อ 5 ระบบ คือ
ระบบภูมิต้านทาน มีการเรียนวิจัยค้นพบพบว่าในเห็ดหลินจือแดงมีสารโพลีแซคคาไรด์ ที่ช่วยขยายเวลาเสื่อมของเซลล์ ยิ่งไปกว่านี้ส่งผลสำหรับการเพิ่มความสามารถสมรรถนะความสามารถเม็ดเลือดขาวสำหรับการจัดการกับไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา แล้วก็เซลล์ก่อโรคมะเร็ง ด้วยเหตุดังกล่าวก็เลยช่วยให้ร่างกายไม่ปกติในหลายระบบของร่างกาย โดยยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเราแก่ขึ้น บางทีอาจเกิดความผิด|ไม่}ธรรมดาสำหรับในการเผาผลาญของกินเห็ดหลินจือแดงยังมีสารที่จะเข้าไปช่วยทำให้ระบบเผาผลาญดีขึ้น ซึ่งมีผลต่อทุกระบบภายในร่างกาย “เห็ดหลินจือ” คืนสุขภาพดีให้กับตัวคุณ
เชื่อกันมานานว่าเห็ดหลินจือมีคุณประโยชน์คุณประโยชน์คุณสมบัติช่วยให้อายุยืน ชะลอความแก่ ความจำดี เลือดลมดี ผิวพรรณแจ่มใส และทำให้หัวใจแข็งแรง และก็มีสรรพคุณคุณประโยชน์|คุณลักษณะในการรักษาโรค มะเร็ง ดูแลเรื่องความดัน ภูไม่แพั แก้ตับแข็ง ปัจจุบันนี้มีงานศึกษาวิจัยศึกษาค้นพบ|ค้นหา|ค้นคว้า}รับรองสรรพคุณคุณประโยชน์|คุณสมบัติเห็ดหลินจือสำหรับเพื่อการ{รักษา|เยียวยาโรคที่มีสาเหตุเนื่องมาจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ว่าเห็ดหลินจือแดงคุณประโยชน์ผลดีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ได้จริง ไม่เพียงแค่เป็นความเชื่อเพียงแค่นั้น
ต่อต้านเนื้องอกแล้วก็มะเร็ง {รักษา|แก้ไขโรคทางเดินปัสสาวะ  {รักษา|เยียวยาโรคหัวใจคุ้มครองปกป้องเส้นประสาทเสื่อม  กระตุ้นภูมิต้านทานช่วยทำให้นอน  ลดไขมันในเลือดลดน้ำตาลในเลือด  ต่อต้านการอักเสบต้านทานอนุมูลอิสระ

4

มารุมรู้จักมะรุมกันดีกว่า
            หากกล่าวถึงมะค้อนก้อม ผักอีฮุม  กาแน้งเดิง เชื่อว่าหลายๆคนคงงงกันเป็นไก่ตาแตก ว่าที่กล่าวมานั้นคืออะไร หรือเป็นภาษาต่างดาวกันแน่ ซึ่งความจริงแล้วชื่อที่กล่าวมาทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็คือ “มะรุม” ผักพื้นบ้านของไทยที่ทุกท่านคงคุ้นเคยและได้ลองลิ้มชิมรสอันโอชาของพืชลักษณะนี้มาแล้ว วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของมะรุมอาหารและสมุนไพรพื้นบ้านของไทยอีกคุณสมบัติหนึ่ง  โดยมะรุมนั้นเป็นที่รู้จักของมนุษย์มาหลายพันปีแล้ว ซึ่งถือว่าพืชสมุนไพรที่มีการค้นคว้ายาวนาน (พอๆกับแปะก๊วยของจีน)ส่วนถิ่นกำเนิดนั้น มะรุมมีถิ่นกำเนิดแถบใต้เทือกเขาหิมาลัย แถบอินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย รวมถึงแถบเอเชียไมเนอร์และแอฟริกา (ที่มีถิ่นกำเนิดต่างกันหลายทวีปเพราะมะรุมมีสารพันธุ์มากถึง 13 สายพันธุ์) สำหรับในประเทศไทยนั้นอาจพบต้นมะรุมได้ทั่วทุกภาคโดยสายพันธุ์ที่นิยมปลูกในไทยคือ พันธุ์ข้าวเหนียว (Moring Oleifera) และพันธุ์กระดูก (Moringa Stenopetala) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ชอบใช้ในการอุปโภคและวิจัยทดลองมากที่สุดอีกด้วย และสำหรับในประเทศไทยเรานั้นถือกันว่ามะรุมนั้นถูกจัดเป็นพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้านของไทยเรามาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว ซึ่งคนในสมัยโบราณชอบเพาะมะรุมไว้ในละแวกบ้าน เพื่อไว้ทำเป็นอาหารเพราะอาจกินได้หลายๆส่วนไม่ว่าจะเป็นยอด ดอก และผัก แต่โดยส่วนมากจะนิยมทานผักมากกว่าส่วนอื่นๆ ซึ่งเมนูยอดฮิตที่ใช้มะรุมทำเป็นอาหารก็คือ แกงส้ม (ว่ากันว่ามะรุมเป็นผักที่ทำแกงส้มคู่กับปลาช่อนอร่อยที่สุด เช่นทางใต้จะชอบนำมะรุมมาทำแกงส้มปลาช่อน โดยใส่ขมิ้นเพื่อดับกลิ่นคาวและใส่ส้มแขกแทนน้ำมะขามเปียกเพื่อให้รสเปรี้ยว และเป็นเมนูยอดฮิตของร้านอาหารใต้อีกด้วย) ส่วนในต่างประเทศก็ใช้ใบมะรุมมาเป็นส่วนประกอบของอาหารเช่นกัน โดยปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรือราดอาหารที่เป็นแป้งอื่นๆ รวมถึงใช้ใบอบแห้งป่นเก็บไว้โรยอาหารได้อีกด้วย ส่วนมะรุมในด้านสมุนไพรนั้นคนในสมัยโบราณก็นำส่วนต่างๆของมะรุมมาทำเป็นสมุนไพรบำบัดอาการเจ็บป่วยเช่นกัน เช่น แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ ขับลม แก้อักเสบ ข้อปัสสาวะ ลดไข้ บำรุงร่างกาย ฯลฯ และด้วยเหตุผลเหล่านี้ที่มะรุมเป็นได้ทั้งอาหารและยาผู้คนในอดีตจึงชอบเพาะไว้ใกล้บ้านซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามะรุมเป็นพืชผักสมุนไพรที่มีความสำคัญกับวิถีชีวิตของคนไทยในอดีตมาจนถึงปัจจุบันและในบทความหน้าเราจะมากล่าวถึงลักษณะทางกายภาพของมะรุมกันว่าจะเป็นแบบไหนมีคุณสมบัติแบบใด

5
กวาวเครืองแดง
            “กวาวเครือแดง” สมุนไพรที่มีประวัติและที่มาอย่างยาวนานหลายสิบปี  ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน “กวาวเครือแดง” ได้ถูกนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรเพื่อเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงธาตุ บำรุงเลือด เช่นเดียวกับ กำลังพญาเสือโคร่ง โดยถูกใช้สืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น  จนถึงปัจจุบันจึงมีผลลับใหม่ๆ มาแปรรูปสมุนไพรชนิดนี้ มีการทดสอบ การวิจัยต่างๆ และผลการทดสอบและวิจัยเหล่านั้น บ่งบอกและชี้ชัดว่า กวาวเครือแดง เป็นสุดยอดสมุนไพรสำหรับท่านชายอย่างไม่มีข้อกังขา โดยหากพูดถึงสรรพคุณของกวาวเครือแดงนั้นมีมากมายหลายประการและทุกส่วนสามารถนำมาใช้ได้แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น หัว , ราก , เปลือกเถา โดยสรรพคุณหลักๆ ของ “กวาวเครือแดง” คือ บำรุงธาตุ , บำรุงเลือด , เป็นยาอายุวัฒนะ , บำรุงผิวให้เต่งตึง , ถอนพิษไข้ , แก้พิษงู ฯลฯ แต่สรรพคุณของกวาวเครือแดงที่จะขาดไม่ได้สำหรับท่านชาย คือ เพิ่มจำนวนอสุจิ , เพิ่มสมรรถนะทางเพศ  ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องนี้ “มโน” ไปเอง กล่าวคือ สำหรับเรื่องสรรพคุณ|ประโยชน์}ของกวาวเครือแดง ต่อระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ มีการวิจัยต่างๆ อย่างมากมาย ทั้งในคนและสัตว์ทดลอง โดยมีผลการทดลองในคนชิ้นหนึ่ง ที่จะเห็นได้ชัดว่า กวาวเครือแดง มีสรรพคุณในด้านนี้ คือ ทดลองกับผู้ชายอายุ 30 – 70 ปี 17 คน ที่มีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ มาให้กิน “กวาวเครือแดง” 250 มก/แคปซูล โดยให้กินวันละ 4 แคปซูล เป็นเวลา 3 เดือน ปรากฏว่าทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้นกว่า 80% ของผู้ทดลอง และในส่วนของความปลอดภัยในการใช้ กวาวเครือแดง นั้น ทาง อย.ของไทย ได้ออกมาระบุไว้ว่าสามารถใช้ กวาวเครือแดง ได้ ต่อวัน ไม่เกิน 2 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คือหากคนที่ใช้มีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม สามารถใช้กวาวเครือแดง ได้ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อวัน) และในตำรับยาไทยได้กล่าวไว้ว่า กวาวเครือแดง มีฤทธิ์เหมือนกวาวเครือขาว แต่มีฤทธิ์แรงว่า
            จากที่กล่าวมา แสดงให้เห็นถึง สรรพคุณและประโยชน์ของ กวาวเครือแดง โดยเฉพาะสรรพคุณสำหรับท่านชาย และยังเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัย ได้รับการรับรองจาก อย. ว่าหากใช้ไม่เกินที่กำหนดก็ไม่เกิดผลเสียกับร่างกาย กวาวเครือแดงจึงเป็นสมุนไพรที่มาแรงแซงทางโค้ง ในทศวรรษนี้เลยก็ว่าได้.

Tags : กวาวเครือแดง,กวาวเครือ,หัวกวาวเครือ

6
1.กระชายดำฤทธิ์ป้องกันอักเสบ สาร 5,7 – ได้เมธอกซีฟลาโวน (5,7-DMF) ที่แยกได้จากหัวในดินของกระชายดำ มีฤทธิ์ช่วยต้านการการอักเสบเทียบได้กับยามาตรฐานหลายชนิด คือ แอสไพริน , อินโดเมธาซิน , ไฮไดรคอร์ติโซน และเพรดนิโซโลน จากการศึกษาฤทธิ์ป้องกันอักเสบของสารนี้ ในสัตว์ทดลองด้วยวิธีการต่าง ๆ พบว่าสาร 5,7-DMF สามารถช่วยต้านการการอักเสบแบบเฉียบพลันได้ดีกว่าแบบเรื้อรัง โดยกระชายดำแสดงฤทธิ์ยับยั้งการบวมของอุ้งเท้าหนูขาวจากสารคาราจีนแนน และเคโอลินได้ดีกว่าฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง granuloma จากการฝังสำลีใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ พบว่า สาร 5,7-DMF ของกระชายดำยังมีฤทธิ์ยับยั้งการเกิด exudation และการสร้างสาร prostaglandin อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อศึกษาฤทธิ์ป้องกันการอักเสบในช่องปอดของหนูขาว (rat pleurisy) (วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล และอำไพ ปั้นทอง,2528)
2.กระชายดำฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ สาร 5,7,4'-trimethoxyflavone และ 5,7,3' ,4' –tetramethoxyflavone แสดงฤทธิ์ช่วยต้านการเชื้อ Plasmodium falciparum  ที่เป็นสาเหตุของโรคมาลาเรีย ส่วนสาร 3,5,7,4'-tetramethoxyflavone และ 5,7,4'-trimethoxyflavone แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อ Candida albicans และแสดงฤทธิ์ช่วยต้านการเชื้อ Mycobacterium อย่างอ่อน (Wattanapitayakui S, Nawinprasert A, Herunsalee A, et al,2003)
3.กระชายดำพิษต่อเซลล์มะเร็ง (cytotoxic activity) จากการทดสอบผลของฟลาโวนอยด์ 9 ชนิดของกระชายดำต่อเซลล์มะเร็ง เช่น KB , BC หรือ  NCI-H187 ไม่พบว่ามีสารใดทำให้เกิดพิษต่อเซลล์มะเร็งที่ทดสอบ (วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล และอำไพ ปั้นทอง,2528)
4.กระชายดำฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดง มีรายงานการวิจัยว่า สารสกัดกระชายดำด้วยเอธานอลของกระชายดำมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดงใหญ่ (aorta) ละลดการหดเกร็งของ ลำไส้เล็กส่วนปลาย (ileum) ของหนูขาว และยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดของคน.(Yenchai C, Prasaphen K, Doodee S, et al,2004)

Tags : กระชายดำ,เหง้ากระชายดำ

7

งานวิจัยต้านฤทธิ์ทางยา ของมะรุม
            แม้ว่าในอดีตนั้นผู้คนจะใช้มะรุมมาทำเป็นยาสมุนไพรป้องกัน และบำบัดเยียวยาโรคต่างๆมาเนินนานและยังใช้ได้ผลดีมาตลอดจนถึงปัจจุบันนั้น แต่เมื่อมีการพัฒนาทางด้านวิทยาการสมัยใหม่ในด้านต่างๆ ในยุคปัจจุบันแล้ว จึงจำเป็นจะต้องมีการศึกษาและทดลองเพื่อให้ได้ผลลัพท์ที่ดีและมีการรับรองคุณภาพและมาตรฐานในประโยชน์ของมะรุม อันเป็นการสร้างความปลอดภัยต่อผู้ทานรวมถึงยกระดับความน่าเชื่อถือของสมุนไพรไทยในระดับสากล สำหรับงานทดลองและงานวิจัยของมะรุมนั้นโดยส่วนใหญ่จะเป็นงานงานวิจัยในสัตว์ทดลอง ส่วนงานทดลองในมนุษย์นั้นมีเพียงชิ้นเดียวและยังเป็นเพียงงานวิจัยร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆ โดยงานลองทางด้านฤทธิ์ทางยาของมะรุมที่น่าสนใจมีดังนี้ 1.งานวิจัยในสัตว์ทดลอง  งานวิจัยฤทธิ์ในการลดระดับคลอเรสเตอรอล มีการทดสอบให้กระต่ายกินฝักมะรุมวันละ 200 กรัม/กก. (น้ำหนักตัว)นาน 120 วัน โดยเปรียบเทียบกับกระต่ายกลุ่มที่ให้อุปโภคอาหารไขมันมากและกินยา โลวาสเตทิน 6 มก./กก. (น้ำหนักตัว)ต่อวัน พบว่ามีผลทำให้ระดับคลอเรสเตอรอล ฟอสโฟไลพิด ไตรกลีเซอไรด์ VLDL  LDL ลดลง ทั้งสองกลุ่ม จึงเชื่อได้ว่า มะรุมสามารถลดระดับคลอเรสเตอรอลได้เช่นเดียวกับยาโลวาสเตทิน  ฤทธิ์ในการป้องกันมะเร็ง มีการทดลองในหนูโดยให้หนูที่ถูกกระตุ้นโดยสาร ฟอบอลเอสเทอร์แล้วแบ่งหนูเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้ทานมะรุมเป็นอาหาร อีกกลุ่มกินอาหารตามปกติเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทดลอง พบว่าหนูกลุ่มที่บริโภคมะรุมเป็นอาหารเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจากการกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มที่บริโภคอาหารปกติ โดยกลุ่มที่กินมะรุมมีเนื้องอกบนผิวหนังน้องกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง จากการลองนี้คณะผู้ทดลอง เชื่อว่าสารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่ง และสารไนอาซิไมชิน จากมะรุมเป็นสาระสำคัญที่สามารถต้านการเกิดมะเร็งจากการกระตุ้นได้ ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด มีงานวิจัยในหนูทดสอบว่า ผงใบแห้งและสารสกัดเอทานอลจากเปลือกต้นอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดทั้งหนูวิจัยที่ปกติและหนูทดลองที่เป็นเบาหวาน ฤทธิ์ป้องกันตับถูกทำลาย มีการทดสอบในหนูทดลองโดยให้ยาไรแฟนไพซิน แล้วแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกให้สารสกัดแอลกอฮอลล์ของใบมะรุม กลุ่มที่สองให้สารซิลิมารีน (พบได้ในชาเขียว โกจิเบอร์รี่) กลุ่มที่สามไม่ให้ยาใดๆเลย เมื่อจบการทดลองและดูผลจากการตรวจชิ้นเนื้อตับทั้ง 3 กลุ่มพบว่า กลุ่มที่ให้สารสกัดมะรุม และกลุ่มที่ให้สารซิลิมารีน มีผลช่วยในการพักฟื้นของการถูกทำลายของตับจากยาได้ 2.งานวิจัยในคน สำหรับงานทดลองในคนของมะรุมมีเพียงชิ้นเดียวคือ งานวิจัยเกี่ยวกับการใช้ยา Septillin เป็นยาที่สกัดจากพืช 6 ลักษณะ คือ มะรุม บอระเพ็ด มะขามป้อม ชะเอมเทศ Balsamoderdron.mukul (สมุนไพรอินเดีย) และเปลือกหอยสังข์ ซึ่งยา Septillin มีคุณสมบัติที่ดี ในเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน และการติดเชื้อที่ผิวหนัง จะเห็นได้ว่ามะรุมเป็นพืชผักที่มีประโยชน์มากมายนานับประการ แต่โดยส่วนมากคือการทดลองในสัตว์วิจัยดังนั้นหากอย่าได้ประโยชน์ของมะรุมควรทานในคุณสมบัติการนำไปประกอบอาหารจะดีกว่า และหากมีการศึกษาทดลองในมนุษย์มากขึ้นและมีการรับรองผลที่แน่ชัดจึงค่อยหันมาใช้มะรุมในแบบอื่นๆ ซึ่งผู้เขียนคาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

8
ขายสินค้า ทั่วไป / ส้มแขกในตำรายาแผนไทย
« เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2017, 10:09:43 AM »

ส้มแขกในตำรายาแผนไทย
            ในการใช้สมุนไพรต่างๆของไทยในอดีตนั้น มีการใช้กันมาเนิ่นนานตกทองกันมาหลายรุ่นจนเกิดการพัฒนาขึ้นเป็นแบบแผนและได้มีการเขียนเป็นตำรับตำรายาสมุนไพร(ปัจจุบันเรียกว่าตำรับยาแผนไทย โดยหมายรวมถึงตำรายาพื้นบ้านในทุกภาคด้วย) ที่ใช้เยียวยาโรคต่างๆทั้งโดยการใช้สมุนไพรชนิดเดียวโดดๆ เพื่อใช้รักษา เช่น ขมิ้นชัน ใช้เหง้าตำให้ละเอียดผสมกับน้ำดื่ม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เจตมูลเพลิงแดง นำรากมาอบให้แห้งแล้วต้มกันน้ำดื่มกินเยียวยาโรคทางเดินปัสสาวะ รักษาอาการไอ ขับเสมหะ ช่วยเจริญอาหาร แก้ธาตุพิการ ฯลฯ และใช้ผสมกันหลายอย่าง เช่น มะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก ใช้รวมกันเป็นพิกัดตรีผลา ช่วยในการล้างพิษออกจากร่างกาย แก้ปิตตะ  วาตะ  เสมหะ ในกายธาตุกองฤดู กองอายุ กองสมุฎฐาน ฯลฯ และได้สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน และในขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขก็ได้เข้ามาสนับสนุนส่งเสริมให้การใช้ยาสมุนไพรนั้นเป็นทางเลือกในการบำบัดเยียวยาโรคต่างๆ ตามภูมิปัญญาไทย โดยเข้ามาให้ความรู้แก่ผู้ใช้และผู้ผลิต รวมถึงแนะนำนวัตกรรมใหม่ๆ ในการผลิตที่จะยังคงคุณภาพของสารออกฤทธิ์ในสมุนไพรชนิดนั้นๆไว้ได้อย่างมีความสามารถ ซึ่งในบรรดาสมุนไพรในตำรับยาแผนไทยทั้งหมดทั้งมวลนั้น “ส้มแขก” ก็เป็นสมุนไพรที่การระบุไว้ในตำราดังกล่าวเช่นกัน โดย ส้มแขกนั้นได้มีการระบุคุณสมบัติไว้ในตำราพื้นบ้านดังนี้ ใช้ลดอาการปวดท้องในผู้หญิง มีครรภ์  ช่วยในการเยียวยาโรคเบาหวานด้วยการใช้ดอกตัวผู้ของส้มแขกที่แห้งแล้ว 7 ดอกมาต้มกับน้ำ 1 ลิตร แล้วนำมาดื่มแก้กษัยและรักษานิ่วด้วยการนำรากส้มแขกมาตากแห้งมาต้มกับรากมังคุดและรากจูบูนำใบสดของส้มแขกคั้นเอาน้ำมาบริโภคแก้อาการท้องผูก รวมถึงในตำรายาไทย ก็ยังระบุสรรพคุณไว้อีกว่าส้มแขกสามารถใช้คลายอาการไอ ขับเสมหะ ลดความดัน ฟอกโลหิต รวมถึงส้มแขกยังเป็นยาระบายที่มีฤทธิ์อ่อนๆ นอกจากนี้ ส้มแขกยังสามารถนำมาใช้ในเรื่องการประกอบอาหารได้อีก เช่น นำผลของส้มแขกมาทำเป็นเครื่องปรุงรสในอาหาร เพื่อให้ได้รสชาติเปรี้ยว หรือ นำใบอ่อนของส้มแขกมารองในการนึ่งปลา รวมถึงใบแก่ของส้มแขกยังอาจนำมาทำใบชาได้อีกด้วย(แต่ไม่เป็นที่นิยมเพราะมีกลิ่นเหม็นเขียว) ส่วนต้นของส้มแขกที่แก่เต็มที่แล้วยังอาจนำมาทำเครื่องใช้ไม้สอย ทำโต๊ะเก้าอี้หรือเครื่องเรือนอื่นๆได้ จะเห็นได้ว่าสรรพคุณทางยาตามตำรายาแผนไทยของส้มแขกนั้นไม่ได้เป็นรองสมุนไพรจำพวกอื่นๆเลย รวมถึงยังสามารถนำส่วนต่างๆ มาใช่สรรพคุณในด้านอื่นที่ไม่ใช้สมุนไพรได้อีกด้วย แต่ในระยะ 4 – 5 ปีมานี้ส้มแขกได้รับความนิยมและได้รับการกล่าวขวัญถึงเป็นอันมาก ในเรื่อง” คุณสมบัติที่ช่วยลดความอ้วน” และยังได้มีผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก ลดความอ้วนจากส้มแขกหลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น แบบผง แบบเผ็ด ชาส้มแขก ส้มแขกแคปซูล หรือสารสกัดส้มแขก มาวางจำหน่ายมากมายหลายยี่ห้อเพื่อให้ผู้ที่สนใจเลือกใช้ และยังได้รับกาตอบรับจากผู้บริโภคอย่างล้นหลาม เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมีความปลอดภัยสูง ส่วนในรายละเอียดและกลไกของสารออกฤทธิ์ที่มีผลทำให้ส้มแขกอาจลดความอ้วนได้นั้น ผู้เขียนจะของอธิบายในบทความหน้าครับ
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ส้มเเขก

9

มะขามป้อม ผลไม้สมุนไพรที่ก้องไกลระดับโลก
            ในบรรดาสมุนไพรทั้งหมดนั้น มีไม่กี่ประเภททีเป็นผลไม้สมุนไพรกล่าวคือ มีการนำมาอุปโภคในรูปแบบผลสดแบบผลไม้ และสามารถนำมาใช้แปรรูปเป็นยาสมุนไพรได้ด้วย  โดยประเภทหลักๆที่ผู้เขียนคิดขึ้นมาได้ก็จะมีอาทิเช่น สมอไทย ทับทิม กระเจี๊ยบ มะขาม ฯลฯ แต่ที่จะกล่าวถึงในที่นี้ก็คือ “มะขามป้อม” สมุนไพรที่พบได้ในไทย(ซึ่งจริงๆแล้วไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่เป็น 1 ในหลายๆประเทศที่ถูกระบุว่าเป็นถิ่นกำเนิดของมะขามป้อมเช่นกัน) สำหรับมะขามป้อมนี้นับได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มีประวัติอันยาวนานมาก เพราะมีปรากฏในพระไตรปิฎก เล่มที่ 33 พระสุตันตปิฎก เล่มที่ 25 ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ มุสสพุทธวงศ์ ได้กล่าวว่า “พระพุทธเจ้า ปุสสพุทธเจ้าได้ประทับเพื่อตรัสรู้ ณ.ควงไม้มะขามป้อม หลังจากบำเพ็ญเพียรมาได้ 7 วัน (รวมถึงในตำราของพระภิกษุ ก็ยังระบุไว้ว่า มะขามป้อมเป็นผลไม้ที่มีโอสถในตัว สามารถเก็บไว้ฉันได้ยามวิกาลและโดยถือเป็นปรมัตถ์(หรือยา) และเมื่อนำมาดองกับน้ำมูตรก็จะเป็นยา รักษาโรคต่างๆและเป็นอายุวัฒนะได้เช่นเดียวกับสมอไทยดองน้ำมูตร เช่นกัน) “ซึ่งคาดเดาได้ว่า ในประเทศแถบเอเชียใต้ เช่น อินเดีย ศรีสังกา บังคลาเทศ นั้นอาจจะมีการใช้คุณสมบัติจากมะขามป้อมกันมาช้านานแล้ว ซึ่งก็มีข้อมูลสอดคล้องกับข้อสันนิษฐานดังกล่าวคือ ว่ากันว่า มะขามป้อมนี้ เป็นสมุนไพรที่คนในอินเดียใช้กันมาเป็นพันๆปีแล้ว โดยใช้ในคุณสมบัติที่เป็นยาอายุวัฒนะ และคนอินเดียยังเรียกชื่อมะขามป้อมว่า Amla (อัมรา) หรือ Amalaka ซึ่งแปลว่า พยาบาล หรือ แม่ ซึ่งความหมายนี้สะท้อนให้เห็นว่า มะขามป้อม เปรียบได้ดังพยาบาลหรือแม่ของผู้ที่ใช้หรือบริโภคมะขามป้อม เพราะมะขามป้อมก็จะช่วยดูแลสุขภาพของผู้ทานเช่นกัน และเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่ผ่านมานี้ในสหรัฐอเมริกา ได้มีการค้นหาเกี่ยวกับมะขามป้อมอย่างจริงจัง โดยเริ่มตั้งแต่ในปี 1901 หน่วยงานเกษตรในสหรัฐอเมริกาได้นำเมล็ดมะขามป้อมไปเพาะที่รัฐฟลอริดา ตามสวนสาธารณะทั่วๆไปจนถึงปี 1945 ที่มีรายงานจากประเทศอินเดียว่ามะขามป้อม 1 ลูกนั้นให้วิตามินซีสูงกว่าวิตามินซีสังเคราะห์ถึง 12 เท่า และมากกว่านี้ส้มคั้นสด ถึง 20 เท่าเลยทีเดียวและในสหรัฐอเมริกา มะขามป้อมได้กลายเป็นส่วนประหลักของยา Shawket ซึ่งเป็นยาที่ใช้เยียวยาอาการของผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี รวมถึงยา Livzon ซึ่งใช้สารสกัดด้วยน้ำของสมุนไพร 5 ประเภท (มีมะขามป้อมรวมอยู่ในนั้นด้วย) เป็นยาป้องกันและรักษาโรคจากสภาวะ เอดส์ ไข้หวัดใหญ่ วัณโรค ตับอักเสบ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนผสมของยา Livad เยียวยาตับอักเสบและยา Glufac เยียวยาเบาหวาน ซึ่งยาทั้งหมดนี้ได้รับการจดสิทธิบัตรในอเมริกาแล้ว จะเห็นได้ว่ามะขามป้อม ผลไม้ผลเล็กๆ นี้มีสิ่งที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ข้างใน ซึ่งน่าจะเหมาะกับฉายา “เล็กพริกขี้หนู” จริงๆ

10

ประโยชน์มากมี สรรพคุณมากมายในมะรุม
            หากกล่าวถึงพืชผักสมุนไพรที่มีประโยชน์และสรรพคุณในทุกๆส่วนแล้ว หลายท่านคงนึกถึงพืชผักสมุนไพรหลายๆประเภท เช่น กล้วย ขิง กระชาย ข่า ฯลฯ ที่กล่าวมานี้สามารถมาใช้ประโยชน์ได้ในทุกๆส่วนไม่ว่าจะนำมาใช้สรรพคุณในด้านอาหารหรือเป็นเครื่องใช้ไม้สอยอื่นๆ รวมถึงยังมีคุณสมบัติทางยาอีกด้วย แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้หากไม่มีชื่อ “มะรุม” รวมอยู่ในนั้นด้วยก็คงจะเป็นการไม่ยุติธรรมกับพืชสมุนไพรประเภทนี้เพราะว่ามะรุมนั้นเป็นพืชที่มีความหัศจรรย์ กล่าวคือมะรุมสามารถนำมาใช้ทำอาหารและยังมีคุณสมบัติทางยาอาจใช้รักษาโรคต่างๆได้หลายโรค อีกทั้งเป็นที่นิยมใช้ในหลายๆประเทศส่วนการแพร่กระจายพันธุ์ของมะรุมนั้นก็ยังสามารถขึ้นได้ดีในดินทุกสภาพและทนทานต่อความแห้งแล้งตามที่ได้นำเสนอมาแล้วนั้น ในที่นี้เราจะกล่าวถึง ประโยชน์และสรรพคุณของมะรุมพืชผักสมุนไพรใกล้บ้านกันนะครับ แน่นอนว่ามะรุมนั้นคนไทยนิยมนำมาใช้ประโยชน์โดยเรานำมาเป็นอาหารกันตั้งแต่ช้านานแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่ามะรุมมีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก โดยในใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสดถึง 2 เท่า และยังมีธาตุอาหารที่สามารถป้องกันโรคต่างๆในคุณภาพที่สูง เช่น มิวิตามินเอ มากกว่าแครอทถึง 3 เท่า มีวิตามินซี 7 เท่าของส้ม  มีแคลเซียมมากว่า 3 เท่าของนมสด มีโพแทสเซียม 3 เท่าของกล้วย รวมถึงเป็นอาหารที่มีพลังงานไม่มาก เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนัก ส่วนสรรพคุณในด้านอื่นๆคือ เมล็ดของมะรุมใช้ทำน้ำมันมะรุมเพื่อใช้ปรุงอาหารแทนน้ำมันพืช ช่วยบำรุงรักษาผิวชะลอความเหี่ยวย่นของผิว ลดอาการผื่นผ้าอ้อมในเด็ก บรรเทาอาการอักเสบของรูขุมขนและสิว ช่วยชะลอจุดด่างดำบนใบหน้า รักษาอาการผมร่วง คันศีรษะ ส่วนสรรพคุณทางยาของมะรุมนั้นก็มีมากมายโดยแยกตามส่วนต่างๆของมะรุมได้ดังนี้ รากของมะรุมมีสรรพคุณแก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ รักษาโรคไขข้อ เปลือกลำต้นมีประโยชน์ใช้แก้โรคปวดหลังปวดเอว ปวดกล้ามเนื้อ ใบของมะรุมมีคุณสมบัติรักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง ลำไส้อักเสบ ท้องเสีย โรคทางเดินหายใจ เยียวยาโรคตาต่างๆ ดอกมีคุณสมบัติแก้ไข้หัวลม  ใช้เป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ ฝักมีประโยชน์แก้ไข้ ป้องกันมะเร็ว ลกความดันโลหิต เมล็ดมีประโยชน์ใช้แก้ไอ เพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย และใช้ทำน้ำมันมะรุมโดยมีประโยชน์ต่างๆตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นแล้ว รวมถึงมีการศึกษาของคณะแพทย์ศิริราชพยาบาล ได้พบว่าสารสกัดน้ำของมะรุมน่าจะเป็นสมุนไพรที่ลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ส่วนในต่างประเทศนั้นก็มีการใช้สรรพคุณจากมะรุมเช่นกัน เช่น ชาวญี่ปุ่นผลิตใบชาจากใบมะรุมออกจำหน่าย โดยระบุว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับโรคปากนกกระจอก หอบหืด ปวดศีรษะ บำรุงสายตา และระบบทางเดินอาหาร และในอินเดีย ผู้หญิงตั้งครรภ์จะอุปโภคใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก ส่วนฟิลิปปินส์ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรจะกินแกงจืดใบมะรุมเพื่อเพิ่มแคลเซียมในน้ำนมและเพิ่มจำนวนน้ำนมอีกด้วย

11

ประโยชน์มากมี สรรพคุณมากมายในมะรุม
            หากกล่าวถึงพืชผักสมุนไพรที่มีประโยชน์และสรรพคุณในทุกๆส่วนแล้ว หลายท่านคงนึกถึงพืชผักสมุนไพรหลายๆลักษณะ เช่น กล้วย ขิง กระชาย ข่า ฯลฯ ที่กล่าวมานี้อาจมาใช้สรรพคุณได้ในทุกๆส่วนไม่ว่าจะนำมาใช้สรรพคุณในด้านอาหารหรือเป็นเครื่องใช้ไม้สอยอื่นๆ รวมถึงยังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้หากไม่มีชื่อ “มะรุม” รวมอยู่ในนั้นด้วยก็คงจะเป็นการไม่ยุติธรรมกับพืชสมุนไพรประเภทนี้เพราะว่ามะรุมนั้นเป็นพืชที่มีความหัศจรรย์ กล่าวคือมะรุมสามารถนำมาใช้ทำอาหารและยังมีคุณสมบัติทางยาอาจใช้รักษาโรคต่างๆได้หลายโรค อีกทั้งเป็นที่ชอบใช้ในหลายๆประเทศส่วนการแพร่กระจายพันธุ์ของมะรุมนั้นก็ยังสามารถขึ้นได้ดีในดินทุกสภาพและทนทานต่อความแห้งแล้งตามที่ได้นำเสนอมาแล้วนั้น ในที่นี้เราจะกล่าวถึง ประโยชน์และสรรพคุณของมะรุมพืชผักสมุนไพรใกล้บ้านกันนะครับ แน่นอนว่ามะรุมนั้นคนไทยชอบนำมาใช้คุณสมบัติโดยเรานำมาเป็นอาหารกันตั้งแต่ช้านานแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่ามะรุมมีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก โดยในใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสดถึง 2 เท่า และยังมีธาตุอาหารที่สามารถป้องกันโรคต่างๆในคุณภาพที่สูง เช่น มิวิตามินเอ มากกว่าแครอทถึง 3 เท่า มีวิตามินซี 7 เท่าของส้ม  มีแคลเซียมมากว่า 3 เท่าของนมสด มีโพแทสเซียม 3 เท่าของกล้วย รวมถึงเป็นอาหารที่มีพลังงานไม่มาก เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนัก ส่วนสรรพคุณในด้านอื่นๆคือ เมล็ดของมะรุมใช้ทำน้ำมันมะรุมเพื่อใช้ปรุงอาหารแทนน้ำมันพืช ช่วยบำรุงเยียวยาผิวชะลอความเหี่ยวย่นของผิว ลดอาการผื่นผ้าอ้อมในเด็ก ลดอาการอักเสบของรูขุมขนและสิว ช่วยชะลอจุดด่างดำบนใบหน้า เยียวยาอาการผมร่วง คันศีรษะ ส่วนประโยชน์ทางยาของมะรุมนั้นก็มีมากมายโดยแยกตามส่วนต่างๆของมะรุมได้ดังนี้ รากของมะรุมมีคุณสมบัติแก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ รักษาโรคไขข้อ เปลือกลำต้นมีประโยชน์ใช้แก้โรคปวดหลังปวดเอว ปวดกล้ามเนื้อ ใบของมะรุมมีสรรพคุณเยียวยาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง ลำไส้อักเสบ ท้องเสีย โรคทางเดินหายใจ เยียวยาโรคตาต่างๆ ดอกมีคุณสมบัติแก้ไข้หัวลม  ใช้เป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ ฝักมีประโยชน์แก้ไข้ ป้องกันมะเร็ว ลกความดันโลหิต เมล็ดมีคุณสมบัติใช้แก้ไอ เพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย และใช้ทำน้ำมันมะรุมโดยมีคุณสมบัติต่างๆตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นแล้ว รวมถึงมีการศึกษาของคณะแพทย์ศิริราชพยาบาล ได้พบว่าสารสกัดน้ำของมะรุมน่าจะเป็นสมุนไพรที่ลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ส่วนในต่างประเทศนั้นก็มีการใช้คุณสมบัติจากมะรุมเช่นกัน เช่น ชาวญี่ปุ่นผลิตใบชาจากใบมะรุมออกจำหน่าย โดยระบุว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับโรคปากนกกระจอก หอบหืด ปวดศีรษะ บำรุงสายตา และระบบทางเดินอาหาร และในอินเดีย ผู้หญิงตั้งครรภ์จะอุปโภคใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก ส่วนฟิลิปปินส์สตรีที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรจะกินแกงจืดใบมะรุมเพื่อเพิ่มแคลเซียมในน้ำนมและเพิ่มจำนวนน้ำนมอีกด้วย

12

เคล็ด(ไม่)ลับ...กับการปลูกกวาวเครือแดง
            สุดยอดสมุนไพรที่ท่านชายนิยมมาใช้บำรุงร่างกายเป็นอันดับต้นๆ  เชื่อว่าหนึ่งในนั้นต้องมีชื่อสมุนไพร ”กวาวเครือแดง” เป็นหนึ่งในนั้นแน่ๆ โดยปกติแล้ว “กวาวเครือแดง” มักพบมากในป่า โดยต้นจะพันอยู่กับต้นไม้ใหญ่ๆ แต่ในระยะหลัง มีการเพาะพันธุ์ “กวาวเครือแดง” มากขึ้น และเริ่มแพร่หลายไปในทุกภาคของประเทศ สาเหตุที่ต้องเพาะพันธุ์ กวาวเครือแดงเองนั้น  เพราะการขยายพันธุ์ในธรรมชาตินั้น ไม่สามารถที่จะควบคุมปัจจัยและสภาวะที่เหมาะสมในการกระจายพันธุ์ของกวาวเครือแดงได้   เพราะหากไม่มีการเพาะพันธุ์เพื่อนำมาใช้ประโยชน์โดยหวังว่าจะไปหาจากป่าอย่างเดียวก็อาจจะสูญพันธุ์ไป เช่นเดียวกับสมุนไพรหลายๆตัวที่สุ่มเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ในขณะนี้ เช่น เถาวัลย์เปรียง  เจตมูลเพลิงแดง  สมอไทย  และสมอพิเภก ส่วนการเพาะ และการขยายพันธุ์กวาวเครือแดง ที่นิยมทำกันนั้นทุกท่านอยากรู้กันไหมครับ  เอาเป็นว่าอยากรู้ละกันนะครับ (แบบถามเองตอบเอง)  สำหรับการขยายพันธุ์ “กวาวเครือแดงและกวาวเครือขาว” นั้น หลักๆมีอยู่ 3 วิธี ที่นิยมทำและมีอัตราการรอดสูง คือ การเพาะเมล็ด  การปักชำ  และ การแบ่งหัวต่อต้นโดยมีวิธีการต่างๆ ดังนี้ คือ

  • การเพาะเมล็ด ก็คือ การนำเมล็ดกวาวเครือแดงมาเพาะในขี้เถ้าเลย แล้วนำต้นกล้าที่ได้ไปปลูกในถุงเพาะชำ โดยใช้ดิน 2 ส่วน ขี้เถ้าแกลบ และ เปลือกมะพร้าว อย่างละส่วน พอมีอายุได้ 2 เดือน  จึงนำไปลงแปลงปลูก โดยต้องหาหลักไว้ให้ต้นพันเกาะขึ้นด้วย
  • การปักชำ มีวิธีดังนี้ นำเถาของกวาวเครือแดง ที่มีข้อมาปักชำในวัสดุเพาะเลี้ยง พอแตกรากจึงนำไปปลูกในแปลง
  • การแบ่งหัวต่อต้น คือ นำหัวของกวาวเครือแดง ที่ไม่มีตาจะแตกต้นใหม่ มาเชื่อมต่อตามวิธี ต่อราก เลี้ยงกิ่ง หลังการต่อต้นประมาณ 2 เดือน จึงนำไปปลูกลงแปลงได้


            เห็นไหมละครับ เพียงแค่นี้ การปลูกกวาวเครือแดงก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับทุกท่านอีกต่อไป  “ตามหัวข้อ เคล็ด (ไม่)ลับ...กับการปลูกกวาวเครือแดง” โดย 3  วิธีที่กล่าวมานี้ เป็นวิธีที่นิยมทำกัน แต่หากท่านใดมีวิธีอื่นที่นอกเหนือจากนี้ นำมาบอกกล่าวเล่าสู่กันฟังได้นะครับ
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : สรรพคุณของกวาวเครือแดง

Tags : สมุนไพรกวาวเครือเเดง

13

พริกไทยทั้งอร่อยและรักษาโรค
            พริกไทยสามารถนำมาเป็นเครื่องปรุงให้กับอาหารต่างๆ ทั้งอาหารไทยและอาหารต่างประเทศ หลายหลายเมนู ทั้งอาหาร ไทย , จีน , ฝรั่ง ซึ่งประโยชน์ในข้อนี้ เราทั้งหลายก็ทราบกันมาแล้ว แต่พริกไทยยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่งที่มีประโยชน์กันมนุษย์เราไม่แพ้การนำมาเป็นเครื่องปรุงอาหารเลยทีเดียว ซึ่งนั่นก็คือมีการนำพริกไทยมาทำสมุนไพรเพื่อรักษาและบำบัดอาการของโรคต่างๆ ด้วยที่ว่า พริกไทยนั้นเป็นพืชประจำถิ่นแถบอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุนี้ชาวพื้นถิ่นในแถบนี้จึงรู้จักนำพริกไทยมาใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพรตั้งแต่โบราณกาล  โดยในจีนนั้น กล่าวถึงพริกไทย ว่ามีคุณสมบัติ อุ่น สามารถวิ่งเส้นลมปราณในร่างกายได้ ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวก  ทั้งยังทำให้พลังลงสู่ส่วนล่าง  ขับพลังเย็นอวัยวะจั้งฝู่ ทำให้ย่อยอาหารดี  บำรุงพลังของไต  ฆ่าพิษอาหารจำพวกอาหารทะเล  โดยแพทย์แผนจีน ระบุว่า พริกไทย จัดเป็นพืชที่เป็นหยางเหมาะกับคนที่กระเพาะอาหารเย็นชื้น  ผู้ที่จะใช้พริกไทย  จึงควรเป็นผู้ที่มีภาวะหยางในร่างกายน้อย ส่วนในไทย ตำราแผนโบราณของไทยนั้น  ระบุว่าสรรพคุณที่โดดเด่นของพริกไทย คือ เป็นยาอายุวัฒนะ เช่น ในตำรายาวิเศษ “ว่าใช้เหงือกปลาหมอ 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ตำเป็นผงละลายน้ำกิน 1 เดือน หายจากโรคทั้งปวง” ส่วนสรรพคุณอื่นๆ ของพริกไทย อาทิเช่น  รากพริกไทยใช้ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง แก้ลมวิงเวียน เถาพริกไทย ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการลงแดง เมล็ดพริกไทย ขับเสมหะ  บำรุงธาตุ  ทำให้ผายลมหรือขับปัสสาวะ และพริกไทยยังได้รับการยอมรับในการแพทย์สมัยใหม่ว่า ถ้าเป็นสมุนไพรที่เมื่อนำไปรวมกับสมุนไพรตัวอื่นๆแล้วจะมีฤทธิ์เป็นยา เช่น พิกัดตรีกฎก ซึ่งประกอบด้วย เหง้าขิงแห้ง เมล็ดพริกไทย  ผลดีปลี  ข่วยขับน้ำดีและขับลม  อีกพิกัดหนึ่งคือ  ตรีวาตผล ประกอบด้วย  ลูกสะค้าน  เหง้าข่า  รากพริกไทย  ช่วยแก้ในกองลม  แน่นหน้าอก   ขับเสมหะ  บำรุงไฟธาตุ สำหรับในอินเดีย นั้น ชาวอินเดีย  นิยมใช้พริกไทยเป็นองค์ประกอบในการใช้ แก้หวัด  ปวดท้อง  อาเจียน  ปวดประจำเดือน และที่สำคัญล่าสุดในปัจจุบันนี้ มีการนำพริกไทยไปแปรรูปเป็นพริกไทยดำ  แล้วมีการศึกษาวิจับ พบสารตัวหนึ่งในพริกไทยดำ  ว่ามีสรรพคุณ ลดน้ำหนักได้ คุณผู้หญิงในปัจจุบันจึงนิยมใช้สารสกัดจากพริกไทยดำเพื่อลดน้ำหนักกันอย่างแพร่หลาย  ซึ่งในหัวข้อพริกไทยดำกับสรรพคุณการลดน้ำหนักนี้ ขออุบไว้ก่อนโดย จะขอกล่าวถึงในครั้งต่อไป
            แต่อย่างไรก็ตามพริกไทยก็ถือได้ว่าเป็นพืชที่ให้คุณประโยชน์แก่มนุษย์อย่างมาก  เพราะสามารถเป็นทั้งเครื่องปรุงรสชั้นเลิศ  ที่เป็นที่นิยมทั่วโลกในปัจจุบัน  และยังสามารถเป็นสมุนไพร  ที่มีสรรพคุณรักษาและบำบัดโรคได้อีกด้วย เพราะฉะนั้น จึงขอขนานนามพริกไทยว่า “พริกไทย สมุนไพร 2 IN 1”

14

กระชายดำ สมุนไพรไทยแท้ ปลูกง่าย ขายคล่อง
            ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ กระแสความนิยมในการหันมาใช้สมุนไพรแทนการใช้ยาแผนปัจจุบันของคนไทยนั้น ถือได้ว่ากระแสแรงเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะมีสาเหตุเนื่องมาจาก  ผู้บริโภคเกิดความตื่นตัว และรับรู้ข้อมูล ผลข้างเคียงของยาแผนปัจจุบันที่มีผลต่อกระบวนการทำงานของไต  และอวัยวะภายในร่างกายของมนุษย์ จนทำเกิดการเจ็บป่วยแบบสะสมในอวัยวะภายในเหล่านั้น และกลายเป็นโรคที่มีจำนวนผู้ป่วยมาก ติด 5 อันดับแรกของการเจ็บป่วยของประเทศ  ดังนั้นคนไทยจึงหันมาใช้สมุนไพรในการดูแล และรักษาโรค รวมถึงใช้เป็นอาหารเสริมกันอย่างแพร่หลาย โดยสมุนไพรที่ใช้นั้นมีทั้งสมุนไพรจีน และสมุนไพรที่เป็นสมุนไพรไทยแท้ เช่น กระชายดำ เถาเอ็นอ่อน มะขามป้อม ฯลฯ แต่ในกระแสสมุนไพรฟีเวอร์ในปัจจุบันนี้ หากจะนับสมุนไพรไทยที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เชื่อได้ว่า กระชายดำ คงเป็นชื่อสมุนไพรที่ทุกท่านเคยได้ยินบ่อยๆอย่างแน่นอน สำหรับกระชายดำ เป็นสมุนไพรของไทยแท้ๆ เพราะมีถิ่นกำเนิดในไทย และพบได้ทุกภาคของไทย  โดยจัดเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน และเราใช้เหง้ามาเป็นสมุนไพรและใช้ประโยชน์ในสรรพคุณต่างๆ เหง้าลักษณะ กลมๆ เรียงต่อกัน มีสีน้ำตาล หากหักออกเนื้อในจะเป็นสีม่วงมีกลิ่นหอม ในอดีตการปลูกกระชายดำนั้นไม่ได้ปลูกไว้เพื่อเป็นเศรษฐกิจ หรือการขายแต่อย่างใด แต่จะปลูกไว้ละแวกบ้านหรือในกระถาง เพื่อรักษาโรคและใช้เป็นยาบำรุงในครัวเรือนเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน กระชายดำเป็นที่นิยมในการนำมาทำยาสมุนไพรทั้งในรูปแบบการบริโภคสด หรือการแปรรูปในรูปแบบต่างๆ เพื่อการรักษาโรคและเป็นอาหารเสริม จึงจำเป็นต้องมีการขยายพันธุ์และการปลูกกระชายดำ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด  โดยการขยายพันธุ์กระชายดำนั้น  ทำได้โดยการใช้หัวหรือเหง้าปลูก เช่น ขิง ข่า ขมิ้นชัน เพราะพืชจำพวกนี้ชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำดี  โดยขุดหลุมกว้างประมาณ 1 จอบ ลึก 10 – 15 ซม. แล้วนำแง่งกระชายดำ  ใส่ในหลุมแง่งเล็กใช้ 1 – 2 แง่ง หากแง่งใหญ่สมบูรณ์ใช้แง่งเดียว  เพราะเมื่อกระชายดำโตขึ้น จะแตกหน่อขยายไปเรื่อยๆเอง  ส่วนแง่งที่เราปลูกจะเหี่ยวและแห้งไป โดยให้ระยะปลูก ระหว่างแถบประมาณ 30 ซม. ระหว่างต้น 25 – 30 ซม. ฤดูที่เหมาะสมที่จะปลูกคือ ฤดูฝน ช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนมิถุนายน ในการปลูกครั้งแรกควรปลูกให้ได้อายุ 1 ปี ค่อยเก็บเกี่ยว หลังจากครั้งแรก ควรปลูกให้ได้อายุประมาณ 10 – 12 เดือน และควรให้ใบและลำต้นเหี่ยวแห้งหลุดออกจึงทำการเก็บเกี่ยว เพราะจำทำให้ได้ กระชายดำที่คุณภาพตัวยาเข้มข้น
            โดยในราคาขายกระชายดำในปัจจุบันนั้น หากในฤดูกาล ราคา 100 – 120 บาท/กิโลกรัม หากเป็นนอกฤดูกาล ราคาอยู่ที่ 150 บาท/กิโลกรัม เลยทีเดียว เมื่ออ่านแล้วทุกท่าน สนใจการปลูกหรือเปล่าครับ ปลูกง่าย ดูแลง่าย ขาดก็คล่อง แถมราคาดีอีก เหมาะสมกับหัวข้อ “กระชายดำ สมุนไพรแท้ ปลูกง่าย ขายคล่อง”

15

ถั่งเช่า  หญ้าหรือหนอนกันแน่ ?
            เมื่อเอ่ยถึงสมุนไพรจีน ผู้เขียนเชื่อว่า  แวบแรกที่ทุกๆ ท่านนึกขึ้นมาได้ต้องมี “ถั่งเช่า” หรือ “ตังถั่งเช่า”  หรือว่า หญ้าหนอน ในภาษาไทย  ติดอันดับ 1 ใน 3 ด้วยแน่ๆ  ด้วยคุณลักษณะทางด้านสัณฐานทั่วไปของสมุนไพร ถั่งเช่านี้ ที่สร้างความพิศวงงงงวย แต่ก็จำได้ง่าย เพราะลักษณะของถั่งเช่านั้น เหมือนตัวหนอน  แต่ดันไปมีชื่อไทยเรียกว่า หญ้าหนอน  แล้วตกลง ถั่งเช่านี้ จะเป็นสัตว์หรือเป็นพืชกันแน่
            ความจริงแล้ว ถั่งเช่าที่ใช้ทำเป็นยานั้น  คือ  ส่วนที่เป็นตัวหนอนและเห็ดที่ออกจากตัวหนอน  กล่าวคือ เดิมที่แรก ถั่งเช่านั้นเป็นตัวหนอนของผีเสื้อชนิด Hepialus armoricanus oberthir โดยมีสปอร์เห็ดชนิดหนึ่งอยู่ตรงหัวของหนอน ในฤดูหนาวหนอนจะจำศีลอยู่ใต้ภูเขาหิมะ  พอหิมะละลายสปอร์จะถูกพัดไปที่พื้นดิน  หนอนก็จะกินสปอร์  เมื่อถึงฤดูร้อน สปอร์เหล่านี้จะงอกออกมาจากส่วนหัวและปากของหนอน  โดยอาศัยดูดแร่ธาตุจากตัวหนอนเป็นอาหาร  และเห็ดที่งอกมาเหล่านี้ ต้องการแสงแดดจึงงอกผุดขึ้นจากดินส่วนหนอนที่ถูกดูดแร่ธาตุนั้นก็จะกลายเป็นหนอนตายซากที่แห้ง  นั้นเอง
โดยการเก็บถั่งเช่ามาทำยานั้น  จะเก็บมาทั้งส่วนที่เป็นเห็ดและเป็นตัวหนอนแห้งๆ เพราะฉะนั้นจึงได้กล่าวได้ว่า ถั่งเช่านั้นเป็นทั้งสัตว์ และพืชได้ แค่ต้องอาศัยกรรมวิธีทางธรรมชาติที่ค่อยๆ เปลี่ยนรูปลักษณ์  ส่วนเจ้าถั่งเช่านี้ ตามธรรมชาติไม่ได้พบทุกๆ ที่ แต่จะพบได้ ในพื้นที่ที่มีระดับความสูง 10000 – 12000 ฟุต เหนือระดับน้ำทะเล  และมีอุณหภูมิหนาว และร้อน  ที่เหมาะสม ในการออกจากสปอร์ด้วย แต่ในปัจจุบัน มีการเพาะเลี้ยงแล้ว ในธิเบต และจีน นั้นก็เพราะว่า ถั่งเช่านี้เป็นสมุนไพรที่ราคาแพง ส่วนในไทย ได้มีการทดลองเพาะเลี้ยงถั่งเช่าอยู่ (แต่อยู่ในขั้นตอนของการทดลองเพาะเลี้ยง) รวมถึงสมุนไพรจีนอีกหลายชนิด เช่น แปะก๊วย , เก๋ากี๋ (โกจิเบอร์รี่) เป็นต้น  โดยราคาของถั่งเช่าเกรดล่างๆ หรือเกรดทั่วไป สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 250,000 บาท ต่อกิโลกรัม หากเป็นเกรดที่มีคุณภาพดีๆ แล้ว ราคาน่าจะอยู่ที่หลักล้านบาท ต่อ กิโลกรัมเลยทีเดียว เห็นอย่างนี้แล้ว ชักอยากจะลอง เพาะถั่งเช่าบ้างแล้วหละครับท่านผู้อ่าน........

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

หน้า: [1] 2 3
Sorry, the copyright must be in the template.
Please notify this forum's administrator that this site is missing the copyright message for SMF so they can rectify the situation. Display of copyright is a legal requirement. For more information on this please visit the Simple Machines website.