แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Topics - ณเดช2499

หน้า: [1] 2 3 4
1

น้ำมันนวดสมุนไพร
อาการปวดหายได้อย่างไร เมื่อใช้น้ำมันนวด
ซึ่ง การใช้น้ำมันตัวนี้นะคะ พวกเราแค่ทาลงไปในส่วนที่พวกเราปวดนะคะ หรือมีการอักเสบของกล้ามเนื้อ เท่านี้จ้ะตัวยาจะซึมเข้าไปทำให้อาการปวดเมื่อยลดน้อยลง อีกอย่างที่สำคัญนะคะ
นํ้ามันนวด ตัวนี้เหมาะกับใครกันแน่บ้าง?

  • คนได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • เมื่อยจากการทำงานหนัก
  • ปวดมือและคอจากการเล่นโทรศัพท์มือถือ
  • ผู้ที่ปวดหลังจาก Office syndrome
  • ปวดข้อจากโรคเกาท์
  • คนที่ปวดเข่าจากโรคข้อต่ออักเสบ
  • ผู้ที่ปวดขาจากการเดิน Shopping
  • บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ตีดอท จนปวดมือ
  • ปวดคอจากการเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่
น้ำมันนวด ที่เยี่ยมของคุณผ่อนคลายร่างกายรวมทั้งผลักดันการนอนที่ดีกว่าสำหรับวัน.
หลายๆคนปวดร้าวทรมาณแสนสาหัสจากความเปลี่ยนไปจากปกติของการนอนหลับต่างๆได้มองเห็นการแก้ไขในนิสัยการนอนของพวกเขาหลังการรักษาด้วยการนวดผ่อนคลาย. น้ำมันนวดกระตุ้นจิตใจแล้วก็จิตวิญญาณ การบำบัด, ด้วยเหตุดังกล่าวคนเป็นจำนวนมากมายมีประสบการณ์การนอนหลับลึกและก็พักผ่อนมากขึ้น.
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น
นวดน้ำมันเพิ่มขึ้นแล้วก็รักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อของคุณ. นวดตัวที่มีคุณภาพหลักการทำงานของกล้ามเนื้อทั้งหมดทั้งปวง, เนื้อเยื่อและข้อต่อจึงปรับปรุงการแสดงกีฬาและการดูแลด้านความสะดวกสำหรับในการขยับเขยื้อนร่างกายของคุณง่ายดายมากยิ่งขึ้น. นอกจากสิ่งกลุ่มนี้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ, นวดยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บและเพิ่มความเร็วสำหรับในการหาย. นวดแผนโบราณยังเป็นแนวทางที่ยอดเยี่ยมสำหรับการทุเลาความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและทำนุบำรุงร่างกายของคุณ พอดิบพอดี แล้วก็มีความยืดหยุ่นเป็นระยะเวลานาน.
กำจัดพิษ
ข้อดีที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการนวดน้ำมันซึ่งมันช่วยทำให้ร่างกายได้อย่างมีคุณภาพกำจัดสารพิษจากสิ่งมีชีวิตด้วยเหตุดังกล่าวการผลักดันและส่งเสริมสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น.
ช่วยเพิ่มระบบภูมิต้านทาน
บริการนวดน้ำมันรวมทั้งส่วนมากสร้างความแข็งแกร่ง ระบบภูมิคุ้มกันและช่วยย่อยของกินดียิ่งขึ้น.
ศิลป์ที่สวยของการนวดได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นด้วยการนวดน้ำมันบางมาก. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณลักษณะรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อบริการด้านต่างๆสำหรับการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสิ่งที่ต้องการเฉพาะบุคคลของคุณและผ่อนคลายร่างกายของคุณด้วยการนวดผ่อนคลายรวมทั้งฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อจะรักษาความสมดุลทางจิตใจวิญญาณของคุณแล้วก็สุขภาพที่แข็งแรงที่สุดของร่างกายของคุณ.
โรคนี้จะไม่อาจจะหายไปได้เอง!
โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่สามารถที่จะหายสนิทได้เอง ถึงอาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงน้อยลงก็ตาม และก็ท้ายที่สุดก็จะแปลงเป็นโรคเรื้อรังแล้วก็ก่อเกิดความยากลำบากสำหรับในการดำรงชีวิตมากยิ่งขึ้น
1.น้ำมันนวดจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ให้ทำงานเจริญเพิ่มมากขึ้น ลดอาการตึงเครียดให้พวกเราบรรเทาจากการความเมื่อยล้าและความอ่อนเพลียสะสม
2.การนวดน้ำมัน จะเข้าช่วยการกระตุ้นลักษณะการทำงานของโลหิต ให้ทำงานเจริญมีประสิทธิภาพมากเพิ่มขึ้นและสามารถหล่อเลี้ยงออกซิเจนและก็สารอาหารต่างๆไปทั่วร่างกายอย่างสมบูรณ์ คุ้มครองโรคต่างๆและลดระดับความดันเลือดเจริญด้วย
3.เพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมรวมทั้งฟื้นฟูระบบกล้าม ข้อต่อต่างๆในร่างกายให้ทำงานได้ดีและมีคุณภาพมากเพิ่มขึ้น
4.เพิ่มความชื้นให้กับผิว ด้วยเข้าไปกำจัดสารพิษ ในร่างกายและก็สภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมาส่งให้ผิวของคุณเรียบเนียนชุ่มชื้น ดูเปล่งปลั่งแล้วก็ชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
5.ช่วยในประเด็นการนอนหลับให้ดีมากยิ่งกว่าเดิม บรรเทาสมองแล้วก็ร่างกายต่างๆส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนสนิทได้ดีมากว่ากว่า ลดอาการนอนไม่หลับได้อย่างยอดเยี่ยม
นอกจากนั้นการนวดน้ำมันยังมีสาระอีกหลายอย่างต่อสภาพทางด้านร่างกาย ซึ่งถือได้ว่าทางเลือกแก่คนรักสุขภาพได้อย่างดีเยี่ยม
ลดอาการปวดหัวไมเกรน
     สำหรับคนที่เคยทรมาทรกรรมจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อยมาก หมอก็ได้เสนอแนะให้ทดลองไปนวดบำบัดรักษาสุขภาพดูบ้าง เพราะว่าจากผลการค้นคว้าของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า คนที่มีลักษณะปวดศรีษะไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวติดต่อกัน 2-3 อาทิตย์ จะสามารถทุเลาอาการใกล้กันของโรคไมเกรน แล้วก็นอนได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ
การเลือกน้ำมันนวด
การเลือกน้ำมันนวดขึ้นอยู่กับการใช้งาน รวมทั้งสรรพคุณต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละชนิด โดยส่วนมากน้ำมันรากฐานที่นิยมนำมาผสมทำน้ำมันนวด ตัวอย่างเช่น น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากเมล็ดทานตะวัน ฯลฯ ซึ่งมีวิตามินอี สูงขึ้นมากยิ่งกว่าน้ำมันที่ทำจากถั่วเหลือง และน้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ปฏิบัติหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ แล้วก็ทำลายของเสียที่รังควานเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นโลหิต คุ้มครองการเกิดมะเร็ง นอกเหนือจากนั้นน้ำมันเม็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นจะต้องต่อร่างกาย อีกทั้งยังช่วยทำให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื่น
โดยทั้งนี้น้ำมันแต่ละจำพวกจะมีคุณลักษณะ และก็คุณค่าที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ให้สมควรตามการใช้แรงงาน

Tags : น้ำมันนวด

2

การใช้นำมันนวดตามจุดต่างๆ
น้ำมันนวด เป็นวิธีดูแลสภาพผิวและสุขภาพที่ขอแนะนำเป็นการนวด ที่สกัดจากสมุนไพรและพืชต่างๆที่อุดมไปด้วยประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ โดนการนำสารสกัดกลิ่นและเนื้อน้ำมันเหล่านั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกายด้วยกลิ่นหอม รวมทั้งสัมผัสของของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกาย ลดความตึงเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย รวมไปถึงช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นและผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วย วันนี้เราจะพาไปดูประโยชน์ของการนวดน้ำมันว่ามีประโยชน์ในด้านใดบ้าง
1.การนวดน้ำมันจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทให้ทำงานดีมากขึ้น ลดการตึงเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย
2.การนวดน้ำมัน จะช่วยกระตุ้นการทำงานของโลหิต ให้ทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งสามารถหล่อเลี้ยงออกซิเจนและสารอาหารต่างๆทั่วร่างกายอย่างครบถ้วน ป้องกันโรคต่างๆรวมทั้งความดันโลหิตได้ดีอีกด้วย
3.ความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่างๆในร่างกายทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4.เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เข้าไปกำจัดสารพิษ ทั้งภายในร่างกายและสภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมา ทำให้ผิวของคุณเรียบเนียนชุ่มชื้น ดูมีน้ำมีนวล
5.ช่วยในเรื่องการนอนหลับให้ดีกว่าเดิม น้ำมันนวด ผ่อนคลายสมองและร่างกายต่างๆ ส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนหลับสนิทได้ดีว่าเดิม
ปวดเมื่อยร่างกายทีไร สิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงก็คงอยากจะพาตัวเองไปนอนเอนกาย รับบริการนวดแผนไทย นวดน้ำมัน หรือนวดอะไรก็ได้สักอย่างเพื่อให้เราคลายความปวดเมื่อยเนื้อตัว แต่นอกจากการนวดจะช่วยให้เราสบายตัวขึ้น ว่าไม่ใช่แค่คลายความปวดเมื่อยที่การนวดสามารถทำให้เราได้ แต่ยังมีอีก 6 ประโยชน์ที่น่าแปลกใจและดีใจไปพร้อม ๆ กัน ที่ร่างกายจะได้รับผลดีผ่านการบีบนวดเนื้อตัวตามนี้เลยค่ะ


ลดอาการปวดหัวไมเกรน


          สำหรับคนที่เคยทรมานจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อยครั้ง แพทย์ก็ได้แนะนำให้ลองไปนวดบำบัดสุขภาพดูบ้าง เพราะจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีอาการปวดหัวไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวติดต่อกัน 2-3 สัปดาห์ จะสามารถบรรเทาอาการข้างเคียงของโรคไมเกรน และนอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ
 บรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบจากการออกกำลังกาย
          เวลาที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ร่างกายจะได้รับผลกระทบเป็นอาการปวดเมื่อย หรือกล้ามเนื้ออักเสบเป็นของแถม ซึ่งการศึกษาของ Buck Institute for Research on Aging and McMaster University in Ontario, Canada ก็ได้เผยวิธีบรรเทาอาการว่า ให้ลองไปเอนกายรับบริการนวดตัวดูบ้าง เพราะน้ำมันนวด จะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากการออกกำลังกายได้ดีเทียบเท่าการรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อยังไงยังงั้นเลยล่ะ


ดูเด็กขึ้น


          ตั้งแต่นี้ต่อไปไม่ต้องทุกข์ยากลำบากแอ๊บแบ๊วดึงวัยอีกต่อไป เนื่องจากเพียงแต่ไปสปาให้เขานวดๆบีบๆร่างกายอยู่เป็นประจำก็สามารถทำให้พวกเรามองเด็กขึ้นได้แล้ว โดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านผิวหนังก็ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การขัดหน้าหรือนวดหน้า รวมไปถึงนวดตัว เป็นการกระตุ้นให้เลือดในร่างกายไหลเวียนน้ำมันนวด ซึ่งก็ทำให้สุขภาพผิวดียิ่งขึ้นด้วย อีกทั้งการนวดยังช่วยกระตุ้นหลักการทำงานของต่อมท่อน้ำเหลือง ให้กำจัดสารพิษที่อยู่ใต้ผิวหนังให้หมดไป ทำให้สารอาหารแล้วก็วิตามินต่างๆซึมไปสู่เซลล์ผิวได้ดีขึ้น ช่วยให้ผิวมองสดชื่นเต่งตึงได้อีกครั้ง รวมถึงกำจัดริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณผิวหน้าได้อีกด้วยนะ


ป้องกันอาการ PMS


          สาวๆทุกคนอาจรู้ว่าอาการ PMS ก่อนมีเมนส์นั้นสร้างความทรมาทรกรรมให้กับพวกเราได้มากมายแค่ไหน แต่ว่าวันนี้เราไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลหรือกลุ้มใจกับอาการเหล่านี้อีกต่อไป เพราะว่าผลการค้นคว้าของ Touch Research Institute and University of Miami Medical School พบว่า การนวดตัวสามารถป้องกันอาการข้างเคียงทุกชนิดในตอนที่เพศหญิงมีประจำเดือนได้อยู่มือ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลัง เจ็บท้อง ตัวบวม น้ำหนักขึ้น หรืออาการอารมณ์เสียไม่พอใจ แต่ว่าแนวทางนวดบางทีก็อาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกับผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 19-45 ปี เท่านั้นนะคะ


ลดอาการข้างๆของโรคมะเร็ง


          ผลการค้นคว้าจากมหาวิทยาลัยบอสตันเผยว่า คนเจ็บโรคมะเร็งระยะแพร่ไปที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนหลับเจริญขึ้น บรรเทาอาการเจ็บปวด รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลจากการวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เปิดเผยว่า คนไข้โรคมะเร็งระยะแพร่ไป จะทรมาทรกรรมจากอาการเจ็บปวดลดลง อาเจียนน้อยครั้ง หรือไม่อ้วกเลย รู้สึกแจ่มใสขึ้น ความดันดีมากกว่าเดิม รวมทั้งเครียดจากอาการป่วยน้อยลง ภายหลังจากได้รับการบำบัดด้วยวิธีการนวด


บรรเทาลักษณะของการปวดเรื้อรัง


          [url=https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3https://www.chiangdaonaturefood.com/product/45/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันนวด[/url] ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดรักษาได้บรรยายถึงประสบการณ์ของตนเองให้ฟังว่า ผู้ที่มีลักษณะปวดเรื้อรัง ยกตัวอย่างเช่น ปวดตามข้อ โรคข้ออักเสบ แล้วก็อาการปวดปวดเมื่อยเรื้อรังอื่นๆจะคลายลักษณะการเจ็บปวดพวกนี้ลงไปได้มาก ภายหลังได้รับบริการนวดอย่างถูกต้องต่อเนื่องกันเพียงแค่ 2-3 ครั้งเพียงเท่านั้น เนื่องจากน้ำมันนวด ใช้ได้อย่างตรงจุด จะช่วยทุเลาอาการเกร็งของกล้ามในส่วนนั้นๆได้อย่างรวดเร็ว จึงสามารถทุเลาลักษณะของการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อรอบๆนั้นได้อย่างทันใจนั่นเองค่ะ

3

น้ำมันนวดสมุนไพร
คุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากการนวดน้ำมัน
น้ำมันวด นับว่าเป็นหนึ่งในวิธีบำบัดความเครียด บรรเทาจิตใจ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทุเลาความเมื่อนล้า นอกนั้นคุณคุณลักษณะของน้ำมันหอมระเหยแต่ละประเภทที่ผสมอยู่ในน้ำมันนวดตัวของพวกเรานั้นนังสามารถทุเลาอาการต่างๆของร่างกายได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย ที่ช่วยเรื่องระบบทางเท้าหายใจ ทุเลาอาการหวัดคัดจมูกเมื่อเวลาสูด หรือเมื่อผสมเข้ากับน้ำมันก็จะสามารถช่วยให้รู้สึกเย็นสบายผิว ที่ช่วยปกป้องแมลงก่อกวน ฯลฯ
การนวดน้ำมันเป็นแนวทางในการดูแลสภาพผิวและก็สุขภาพที่ขอชี้แนะเลย เป็นส่วนใหญ่จะการนวด ที่สกัดมาจากสมุนไพรและพืชต่างๆโทนร้อนพอสมควร ที่อุดมไปด้วยประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ โดยการนำสารสกัดกลิ่นรวมทั้งเนื้อน้ำมัน พวกนั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกาย ด้วยกลิ่นหอมหวนและและก็สัมผัสของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างของร่างกาย ลดความตึงเครียด ทำให้เราบรรเทา รวมถึงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและก็ผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วย วันนี้ค่ะพวกเราจะพาไปดูประโยชน์ที่ได้รับมาจากการนวดน้ำมันกันว่า มีประโยชน์ด้านใดบ้าง
1.การนวดน้ำมันจะเข้าไปช่วยกระตุ้นหลักการทำงานของระบบประสาท ให้ทำงานได้ดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลดอาการเคร่งเคลียดให้เราบรรเทาจากการความอ่อนแรงและความอ่อนเพลียสะสม
2.น้ำมั่นนวด กระตุ้นการทำงานของโลหิต ให้ปฏิบัติงานได้ดีมีคุณภาพมากเพิ่มขึ้นและก็สามารถหล่อเลี้ยงออกสิเจนและสารอาหารต่างๆไปทั่วร่างกายอย่างสมบูรณ์ ปกป้องโรคต่างๆรวมถึงลดความดันโลหิตเจริญด้วย
3.เพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมบำรุงรวมทั้งฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่อต่างๆภายในร่างกายให้ดำเนินการได้ดีและก็มีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ
4.เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ด้วยเข้าไปกำจัดสารพิษ ทั้งภายในร่างกายและก็สภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมาส่งให้ผิวของคุณเรียบเนียนเปียกชื้น ดูเปล่งปลั่งและชีวิตชีวาเยอะขึ้น
5.ช่วยในเรื่องการนอนให้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม บรรเทาสมองและก็ร่างกายต่างๆส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนสนิทได้ดียิ่งไปกว่ากว่า ลดอาการนอนไม่หลับได้อย่างยอดเยี่ยม
นอกนั้นการนวดน้ำมันยังมีประโยชน์อีกหลายประเภทต่อสภาพร่างกาย ซึ่งนับได้ว่าเป็นหนทางแก่คู่รักสุขภาพได้อย่างดีเยี่ยมลดลักษณะของการปวดหัวไมเกรนสำหรับผู้ที่เคยทรมาทรกรรมจากลักษณะของการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อยครั้ง หมอก็ได้แนะนำให้ทดลองไปนวดบำบัดรักษาสุขภาพดูบ้าง เพราะเหตุว่าจากผลการศึกษาเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีอาการปวดศรีษะไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวติดต่อกัน 2-3 อาทิตย์ จะสามารถทุเลาอาการใกล้กันของโรคไมเกรน แล้วก็นอนได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ


ทุเลาอาการกล้ามเนื้ออักเสบจากการบริหารร่างกาย


          ในขณะที่ออกกำลังกายอย่างมาก ร่างกายจะได้รับผลพวงเป็นลักษณะของการปวดปวดเมื่อย หรือกล้ามเนื้ออักเสบเป็นของแถม ซึ่งการเล่าเรียนของ Buck Institute for Research on Aging and McMaster University in Ontario, Canada ก็ได้เปิดเผยวิธีทุเลาอาการว่า ให้ทดลองไปเอนหลังรับบริการนวดตัวดูบ้าง ด้วยเหตุว่าการนวดจะช่วยคลายกล้ามที่เคร่งเคลียดจากการบริหารร่างกายก้าวหน้าเทียบเท่าการกินยาคลายกล้ามเนื้อยังไงแบบนั้นเลยล่ะ
การนวด


มองเด็กขึ้น


          ต่อไปนี้ไม่ต้องลำบากแอ๊บแบ๊วลากวัยอีกต่อไป เพราะเพียงไปสปาให้เขานวดๆบีบๆร่างกายอยู่บ่อยๆก็สามารถทำให้เรามองเด็กขึ้นได้แล้ว โดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านผิวหนังก็ได้อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า การขัดหน้าหรือนวดหน้า รวมถึงนวดตัว เป็นการกระตุ้นให้เลือดในร่างกายไหลเวียนดีขึ้น ซึ่งก็ทำให้สุขภาพผิวด้วย ทั้งการนวดยังช่วยกระตุ้นแนวทางการทำงานของต่อมท่อน้ำเหลือง ให้กำจัดสารพิษที่อยู่ใต้ผิวหนังให้หมดไป ทำให้สารอาหารและวิตามินต่างๆซึมเข้าสู่เซลล์ผิวก้าวหน้าขึ้น ช่วยให้ผิวดูกระปรี้กระเปร่าเต่งตึงได้อีกรอบ รวมไปถึงกำจัดริ้วรอยเหี่ยวย่นรอบๆผิวหน้าได้อีกด้วยนะ


ป้องกันอาการ PMS


          ผู้หญิงทุกคนคงจะรู้ว่าอาการ PMS ก่อนมีเมนส์นั้นสร้างความทรมาทรกรรมให้กับพวกเราได้มากมายขนาดไหน แม้กระนั้นวันนี้พวกเราไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลหรือกลุ้มใจกับอาการกลุ่มนี้อีกต่อไป เพราะว่าผลวิจัยของ Touch Research Institute and University of Miami Medical School พบว่า การนวดตัวสามารถป้องกันอาการข้างเคียงทุกชนิดในตอนที่สตรีมีเมนส์ได้อยู่หมัด ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการปวดหลัง เจ็บท้อง ตัวบวม น้ำหนักขึ้น หรืออาการรำคาญฉุนเฉียว แม้กระนั้นวิธีนวดบางทีก็อาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกับสาวๆที่แก่ตั้งแต่ 19-45 ปี เท่านั้นนะคะ
นวดแผนไทย

  • ลดอาการใกล้กันของโรคมะเร็ง ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันเผยว่า คนป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่ไปที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนหลับได้ดิบได้ดีขึ้น บรรเทาลักษณะของการเจ็บปวด รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลจากการวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เผยว่า คนไข้โรคมะเร็งระยะแพร่ จะทรมาทรกรรมจากลักษณะของการเจ็บปวดน้อยลง อ้วกน้อยครั้ง ไหมคลื่นไส้เลย รู้สึกสดชื่นขึ้น ความดันดีมากยิ่งกว่าเดิม รวมทั้งเครียดจากลักษณะของการป่วยลดลง หลังจากได้รับการบำบัดด้วยแนวทางนวด
  • ทุเลาอาการปวดเรื้อรัง


          ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านกายภาพบรรเทาได้เล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองให้ฟังว่า ผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง เป็นต้นว่า ปวดตามข้อ โรคข้ออักเสบ แล้วก็ลักษณะของการปวดปวดเมื่อยเรื้อรังอื่นๆจะคลายอาการเจ็บปวดพวกนี้ลงไปได้มาก ภายหลังจากได้รับบริการนวดอย่างถูกต้องต่อเนื่องกันเพียงแต่ 2-3 ครั้งเพียงเท่านั้น เนื่องจากว่าการนวดได้อย่างถูกจุด จะช่วยทุเลาอาการเกร็งของกล้ามในส่วนนั้นๆได้อย่างรวดเร็ว จึงสามารถทุเลาอาการเจ็บปวดของกล้ามบริเวณนั้นได้อย่างทันใจนั่นเองจ้ะ
การเลือกน้ำมันนวด
การเลือกน้ำมันนวดขึ้นอยู่กับการใช้แรงงาน และคุณประโยชน์ต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละประเภท โดยส่วนใหญ่น้ำมันเบื้องต้นที่นิยมเอามาผสมทำน้ำมันนวด เช่น น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากเมล็ดทานตะวัน ฯลฯ ซึ่งมีวิตามินอี สูงขึ้นยิ่งกว่าน้ำมันที่ทำจากถั่วเหลือง รวมทั้งน้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ และก็ทำลายของเสียที่ทำร้ายเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นโลหิต คุ้มครองปกป้องการเกิดมะเร็ง นอกจากนั้นน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต้องต่อสถาพทางร่างกาย ทั้งยังยังช่วยให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื่น โดยดังนี้น้ำมันแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติ และคุณประโยชน์ที่นานับประการ ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ให้เหมาะสมตามการใช้แรงงาน

4

การใช้นำมันนวดตามจุดต่างๆ
น้ำมันนวด เป็นวิธีดูแลสภาพผิวและสุขภาพที่ขอแนะนำเป็นการนวด ที่สกัดจากสมุนไพรและพืชต่างๆที่อุดมไปด้วยประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ โดนการนำสารสกัดกลิ่นและเนื้อน้ำมันเหล่านั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกายด้วยกลิ่นหอม รวมทั้งสัมผัสของของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกาย ลดความตึงเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย รวมไปถึงช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นและผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วย วันนี้เราจะพาไปดูประโยชน์ของการนวดน้ำมันว่ามีประโยชน์ในด้านใดบ้าง
1.การนวดน้ำมันจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทให้ทำงานดีมากขึ้น ลดการตึงเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย
2.การนวดน้ำมัน จะช่วยกระตุ้นการทำงานของโลหิต ให้ทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งสามารถหล่อเลี้ยงออกซิเจนและสารอาหารต่างๆทั่วร่างกายอย่างครบถ้วน ป้องกันโรคต่างๆรวมทั้งความดันโลหิตได้ดีอีกด้วย
3.ความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่างๆในร่างกายทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4.เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เข้าไปกำจัดสารพิษ ทั้งภายในร่างกายและสภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมา ทำให้ผิวของคุณเรียบเนียนชุ่มชื้น ดูมีน้ำมีนวล
5.ช่วยในเรื่องการนอนหลับให้ดีกว่าเดิม น้ำมันนวด ผ่อนคลายสมองและร่างกายต่างๆ ส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนหลับสนิทได้ดีว่าเดิม
ปวดเมื่อยร่างกายทีไร สิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงก็คงอยากจะพาตัวเองไปนอนเอนกาย รับบริการนวดแผนไทย นวดน้ำมัน หรือนวดอะไรก็ได้สักอย่างเพื่อให้เราคลายความปวดเมื่อยเนื้อตัว แต่นอกจากการนวดจะช่วยให้เราสบายตัวขึ้น ว่าไม่ใช่แค่คลายความปวดเมื่อยที่การนวดสามารถทำให้เราได้ แต่ยังมีอีก 6 ประโยชน์ที่น่าแปลกใจและดีใจไปพร้อม ๆ กัน ที่ร่างกายจะได้รับผลดีผ่านการบีบนวดเนื้อตัวตามนี้เลยค่ะ


ลดอาการปวดหัวไมเกรน


          สำหรับคนที่เคยทรมานจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อยครั้ง แพทย์ก็ได้แนะนำให้ลองไปนวดบำบัดสุขภาพดูบ้าง เพราะจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีอาการปวดหัวไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวติดต่อกัน 2-3 สัปดาห์ จะสามารถบรรเทาอาการข้างเคียงของโรคไมเกรน และนอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ
 บรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบจากการออกกำลังกาย
          เวลาที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ร่างกายจะได้รับผลกระทบเป็นอาการปวดเมื่อย หรือกล้ามเนื้ออักเสบเป็นของแถม ซึ่งการศึกษาของ Buck Institute for Research on Aging and McMaster University in Ontario, Canada ก็ได้เผยวิธีบรรเทาอาการว่า ให้ลองไปเอนกายรับบริการนวดตัวดูบ้าง เพราะน้ำมันนวด จะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากการออกกำลังกายได้ดีเทียบเท่าการรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อยังไงยังงั้นเลยล่ะ


มองเด็กขึ้น


          ตั้งแต่นี้ต่อไปไม่ต้องทุกข์ยากลำบากแอ๊บแบ๊วฉุดกระชากวัยอีกต่อไป เนื่องจากว่าเพียงไปสปาให้เขานวดๆบีบๆร่างกายอยู่บ่อยๆก็สามารถทำให้พวกเรามองเด็กขึ้นได้แล้ว โดยผู้ชำนาญด้านผิวหนังก็ได้อธิบายเพิ่มว่า การขัดหน้าหรือนวดหน้า รวมถึงนวดตัว เป็นการกระตุ้นให้เลือดในร่างกายไหลเวียนน้ำมันนวด ซึ่งก็ทำให้สุขภาพผิวด้วย อีกทั้งการนวดยังช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมท่อน้ำเหลือง ให้กำจัดพิษที่อยู่ใต้ผิวหนังให้หมดไป ทำให้สารอาหารรวมทั้งวิตามินต่างๆซึมไปสู่เซลล์ผิวก้าวหน้าขึ้น ช่วยทำให้ผิวมองสดชื่นเต่งตึงได้อีกครั้ง รวมไปถึงกำจัดริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณผิวหน้าได้อีกด้วยนะ


ป้องกันอาการ PMS


          ผู้หญิงทุกคนอาจจะทราบดีว่าอาการ PMS ก่อนมีประจำเดือนนั้นสร้างความทรมาทรกรรมให้กับพวกเราได้มากมายแค่ไหน แม้กระนั้นวันนี้เราไม่ต้องกังวลกับอาการกลุ่มนี้อีกต่อไป เนื่องจากผลวิจัยของ Touch Research Institute and University of Miami Medical School พบว่า การนวดตัวสามารถปกป้องอาการข้างๆทุกชนิดในเวลาที่เพศหญิงมีระดูได้อยู่มือ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดข้างหลัง ปวดท้อง ตัวบวม น้ำหนักขึ้น หรืออาการหงุดหงิดฉุนเฉียว แม้กระนั้นแนวทางนวดบางครั้งก็อาจจะได้ผลดีกับสาวๆที่มีอายุตั้งแต่ 19-45 ปี เพียงแค่นั้นนะคะ


ลดอาการใกล้กันของโรคมะเร็ง


          ผลการค้นคว้าจากมหาวิทยาลัยบอสตันเผยว่า คนป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่ไปที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนหลับเจริญขึ้น บรรเทาลักษณะการเจ็บปวด รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เผยว่า คนไข้โรคมะเร็งระยะแพร่ไป จะทรมาทรกรรมจากอาการเจ็บปวดลดลง อาเจียนน้อยครั้ง หรือไม่อาเจียนเลย รู้สึกสดชื่นขึ้น ความดันดียิ่งกว่าเดิม และก็เครียดจากลักษณะของการป่วยน้อยลง ภายหลังจากได้รับการบำบัดด้วยวิธีการนวด


ทุเลาลักษณะของการปวดเรื้อรัง


          น้ำมันนวด ผู้ที่มีความชำนาญทางกายภาพบำบัดได้บอกเล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองให้ฟังว่า คนที่มีลักษณะอาการปวดเรื้อรัง ดังเช่น ปวดตามข้อ โรคข้ออักเสบ และอาการปวดเมื่อยล้าเรื้อรังอื่นๆจะคลายลักษณะของการเจ็บปวดกลุ่มนี้ลงไปได้มาก ภายหลังจากได้รับบริการนวดอย่างถูกต้องต่อเนื่องกันเพียงแค่ 2-3 ครั้งเพียงเท่านั้น เนื่องจากว่าน้ำมันนวด ใช้ได้อย่างตรงจุด จะช่วยทุเลาอาการเกร็งของกล้ามในส่วนนั้นๆได้อย่างรวดเร็ว ก็เลยสามารถทุเลาอาการเจ็บปวดของกล้ามบริเวณนั้นได้อย่างทันใจนั่นเองจ้ะ

Tags : น้ำมันนวดสมุนไพร

5

เพกา
ชื่อสมุนไพร เพกา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน ลิ้นฟ้า , หมากลิ้นฟ้า (วัวราช,เลย,ภาคอีสาน) , มะลิดไม้ , มะลิ้นไม้ , ลิดไม้ (ภาคเหนือ) ,เบโก (นราธิวาส,ภาคใต้) ,หมากลิ้นช้าง , หมากลิ้นก้าง (ไทยใหญ่) ,กาโดโด้ง(กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) , ดอก๊ะ ,ดุแก ,ด๊อกก๊ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ,โชยเตี้ยจั้ง (จีน)
ชื่อสามัญ   Broken bone, Damocles tree, Indian trumpet flower, Indian trumpet tree
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Vent.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
วงศ์             Bignoniaceae
ถิ่นกำเนิด เพกาเป็นพืชท้องถิ่นที่มีมาตั้งแต่เริ่มแรกของทวีปเอเชีย ซึ่งพบในอินเดียรวมทั้งเอเซียอาคเนย์ เป็นครั้งแรก ในปัจจุบันสามารเจอได้หลายประเทศ เช่น ประเทศอินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย รวมทั้ง จีนตอนใต้ด้วย ซึ่งชอบเจอเพกาตามป่าเบญจพรรณ และป่าชื้นทั่วไป ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถพบเพกาได้ทุกภาคของประเทศ แม้กระนั้นสำหรับการนำเพกามาทำเป็นอาหานั้น ดูเหมือนจะมีแม้กระนั้นคนไทยเพียงแค่นั้นที่นำมาบริโภค ส่วนประเทศอื่นๆนั้นไม่เจอข้อมูลสำหรับการเอามาบริโภคเป็นอาหารแต่อย่างใด
ลักษณะทั่วไป   เพกาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลางและก็เป็นไม้ ครึ่งผลัดใบหรือไม่ผลัดใบ สูง 5-12 เมตร ขนาดลำต้นราว 10-30 เซนติเมตร เรือนยอดเล็ก กิ่งเปราะหักง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ต้นที่แก่น้อยมีกิ่งใหญ่กึ่งกลางกิ่งเดียว เปลือกเรียบ มีใบเป็นกลุ่มกึ่งกลาง คล้ายกับต้นปาล์ม หลังจากมีดอก ลำต้นจะแยกเป็นกิ่งระกะ เปลือกต้น สีน้ำตาลครีมอ่อน หรือเทาอ่อน แตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยม รวมทั้งแผลของใบยาวถึง 150 ซม. มีต้นเหตุมาจากใบที่ร่วงไปแล้ว ลำต้นและกิ่งมีรูระบายอากาศ กระจายอยู่ทั่วไป เปลือกลำต้นเรียบสีเทา มีรอยแผลเป็น จากการหลุดตกของใบ ใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น ปลายคี่ ใบขนาดใหญ่ ยาว 60-200 ซม. เรียงตรงข้ามกันอยู่รอบๆปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่ หรือรูปไข่แกมวงรี กว้าง 4-8 เซนติเมตร ยาว 6-12 เซนติเมตร ปลายยาว ขอบของใบเรียบ ฐานใบสอบแคบ ใบสะอาด หรือมีขนสีขาวสั้นๆด้านล่าง ท้องใบนวล ก้านใบข้างบนสุดแยกออก 1 ครั้ง ก้านใบกลางแยก 2 ครั้ง และก็ก้านใบข้างล่างแยก 3 ครั้ง ทำให้มองเห็นใบทั้งหมดทั้งปวงเป็นรูปสามเหลี่ยม  ก้านใบย่อยยาว 5-8 มิลลิเมตร ก้านใบข้าง แล้วก็ก้านใบร่วมโค้งพองออกที่ฐานและที่ข้อ ก้านใบยาว 0.5-2 เมตร ดอกช่อขนาดใหญ่แบบกระจะ ออกที่ปลายยอดเป็นกระจุก มีดอกย่อย 20-35 ดอก จะบานพร้อมกันคราวละ 2-3 ดอก ก้านช่อดอกยาว 60-180 เซนติเมตร ยื่นออกมานอกทรงพุ่มของยอด ดอกย่อยขนาดใหญ่ 8-12 ซม. กลีบดอกสีนวลแกมเขียวโคนกลีบเป็นหลอดสีม่วงแดง หรือม่วงภายนอก หลอดกลีบดอกยาว 2-4 เซนติเมตร รูปแตร กลีบครึ้ม ขอบร่น ไม่มีพู หรือพูแตกต่างกัน มีต่อมกระจายอยู่ด้านนอก ภายในมีขนหนาแน่น ดอกบานยามค่ำคืน มีกลิ่นสาบฉุน และก็ร่วงช่วงเช้า มักจะมีดอกและผลในกิ่งเดียวกัน เกสรตัวผู้ 5 อัน ชิดกับหลอดดอก โคนก้านมีขน เกสรตัวเมียมี 1 อัน กลีบเลี้ยงยาว 2-4 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมชิดกันเป็นทรงกระบอก ปลายไม่แยกเป็นกลีบอย่างชัดเจน เมื่อสำเร็จ กลีบเลี้ยงนี้จะรุ่งเรืองเป็นเนื้อแข็งมากมาย ผลเป็นฝัก แบน โค้งน้อยที่ฐาน มีสันเล็กๆที่ข้างๆ คล้ายรูปลิ้น แขวนอยู่เหนือเรือนยอด กว้าง 6-10 เซนติเมตร ยาว 30-120 เซนติเมตร สีน้ำตาลเข้ม สีแดง ติดฝักยาก ฝักเป็นรูปกระบี่ เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 ด้าน เมล็ดแบนสีขาว  ขนาด 4-8 ซม. มีปีกบางโปร่งแสง เยื่อนี้ช่วยทำให้เม็ดลอยละลิ่วตามแรงลมให้ตกห่างต้นเพื่อแพร่พันธุ์ได้ไกลขึ้น
การขยายพันธุ์ เพกาสามารถเพาะพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด  โดยเลือกเมล็ดจากฝักแก่ เปลือกฝักแห้ง มีสีดำ โดยให้เก็บฝักไว้สัก 2-3 เดือน ก่อนนำมาเพาะเม็ด เพราะเหตุว่าภายหลังจากฝักแก่ เม็ดเพกาจะเข้าสู่ระยะพักตัวอยู่ตอนหนึ่ง แม้นำเมล็ดมาเพาะในพักหลังฝักแก่มักมีอัตราการงอกต่ำ โดยเหตุนั้น จึงทิ้งฝักไว้สักระยะหนึ่งก่อน
การเพาะเม็ด ควรจะเพาะในถุงเพาะชำ เพื่อให้ย้ายต้นลงปลูกภายในแปลงได้สะดวก โดยนำเม็ดออกจากฝัก รวมทั้งตากแดดสัก 2-3 วันก่อน ต่อไปค่อยนำมาเพาะ  สำหรับอุปกรณ์เพาะ ควรที่จะใช้ดินผสมกับวัสดุอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยธรรมชาติ และแกลบดำ แต่ว่าถ้าหากไม่สบายให้ใช้เพียงแค่ปุ๋ยมูลสัตว์สิ่งเดียวก็ได้ โดยใช้อัตราส่วนดิน:ปุ๋ยธรรมชาติ:แกลบดำ ที่ 1:3:1 ก่อนบรรจุลงถุงเพาะชำ หลังจากนั้น นำเมล็ดลงกลบ แล้วก็รดน้ำให้เปียกแฉะ พร้อมด้วยดูแลด้วยการรดน้ำเสมอๆทุกๆวัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง จวบจนกระทั่งต้นจะแตกหน่อ แล้วก็แตกใบได้ 2 ข้อ ก่อนย้ายลงปลูกภายในแปลง  การปลูกเพกานิยมนำมาปลูกในต้นหน้าฝน เมื่อต้นกล้าแตกยอดได้ 2 ข้อแล้ว ให้นำกล้าเพกาลงปลูกได้ สำหรับระยะปลูกให้มีระยะห่างที่ 4×4 เมตร โดยการขุดหลุมขนาดราวๆ 30 ซม. ลึกราวๆ 30 ซม. ก่อนจะรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักโดยประมาณ 3-5 กำ รวมทั้งปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 โดยประมาณ 1 ถือมือ พร้อมคลุกหน้าดินผสม ก่อนจะนำกล้าเพกาลงปลูก
ส่วนประกอบทางเคมี
ในฝักเจอสาร Oroxylin A , Chrysin     ,Baicalein , Triterpene  , Carboxyliv acid , Ursolic acid
ในเมล็ดพบสาร Flavonoids , Chrysin , Oroxylin A ,Terpene , Baicalein , Saponins , Benzoic acid  , 6-Glucoside , Tetuin
สำหรับส่วนประกอบของน้ำมันของเมล็ดพบสาร
Caprylic, Lauric  , Myristic ,Palmitic ,Palmotoleic ,Stearic ,Oleic , Linoleic acid
ในใบเจอสาร Flavones  ,Baicalein ,Glycosides ,6,7-Glucuronides,7-Glucuronides , Chrysin , Scutellarein , Anthraquinone , Aloe emodin
ส่วนของลำต้นเจอสาร Oroxylin A  ,Baicalein  ,Chrysin ,7-Glucuronides, Biochanin A ,Ellagic acid , Puunetin ,B-sitosterols ,b-Methylbailein  ,Lapachol
ส่วนรากเจอสาร  Oroxylin A  ,  Baicalein , Chrysin, Pterocarpan , Rhodioside  ,D-Galatose ,Sitosterol
ที่มา : wikipedia
ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของเพราะว่านั้นมีดังนี้
คุณค่าทางโภชนาการในยอดอ่อนเพกา (100 กรัม) พลังงาน 101 กิโลแคลอรี โปรตีน 6.4 กรัม ไขมัน 2.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 13.0 กรัม วิตามินบี1 0.18 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.69 มก.แล้วก็วิตามินบี3 2.4 มิลลิกรัม  ฝักอ่อนของเพกา (ต่อน้ำหนัก 100 กรัม) วิตามินซี 484 มิลลิกรัม วิตามินเอ 8,200 มิลลิกรัม แคลเซียม 13 มิลลิกรัม, ธาตุฟอสฟอรัส 4 มก., โปรตีน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 14 กรัม, ไขมัน 0.5 กรัม, เส้นใย 4 กรัม
ผลดี/คุณประโยชน์  คุณประโยชน์ของเพกานั้นโดยมากนิยมเอามากินเป็นของกิน เช่น ฝักอ่อน อายุฝักประมาณ 1 เดือน (ที่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก สามารถใช้เล็บมือจิกลงไปได้) จัดเป็นผักพื้นบ้านที่นิยมนำมารับประทานด้วยการลวกหรือย่างไฟ คู่กับน้ำพริก รายการอาหารลาบต่างๆและก็ซุปหน่อไม้ ซึ่งฝักอ่อนนี้ เมื่อกินจะมีรสขมอ่อนๆทั้งนี้ การปิ้งไฟ นิยมปิ้งไฟจากเตาถ่าน แม้กระนั้นบางทีอาจปิ้งจากไฟลุกไหม้ก็ได้ โดยปิ้งให้เปลือกฝักอ่อนร้อน และอ่อนตัวกระทั่งไหม้เกรียมเป็นสะเก็ดดำ หลังจากนั้นค่อยขูดสะเก็ดดำออก ก่อนนำมาหั่นรับประทาน    ใบ รวมทั้งยอดอ่อน ราษฎรนิยมเอามากินดิบหรือลวกหรือย่างไฟ คู่กับน้ำพริก ซุปหน่อไม้ และเมนูลาบต่างๆรวมถึงนำมาผัดใส่กุ้ง หรือยำใส่กระเทียมเจียว ดังนี้ ใบอ่อน แล้วก็ยอดอ่อน มักไม่นิยมเด็ดมารับประทานเท่าไรนัก เนื่องจากว่าจำเป็นต้องให้ยอดเติบโต แล้วก็ติด ดอกบานนิยมนำมาลวกเพียงแค่นั้น เนื้อดอกเมื่อลวกแล้วจะมีความนุ่ม แล้วก็ให้รสขมน้อยกว่าฝักอ่อน และยอดอ่อน นับว่าเป็นส่วนที่อร่อยมากที่สุด แล้วก็ชอบใช้สำหรับกินคู่กับน้ำพริก ส่วนการใช้ผลดีอื่นๆนั้น ได้แก่ แก่นไม้เพกา ในบางพื้นของภาคอีสาน นิยมใช้เผาถ่านสำหรับทำผงถ่านผสมทำดินปืนหรือดินบั้งไฟ ดังนี้ สามารถเผาเป็นถ่านได้อีกทั้งในรูปไม้สด เพราะแก่นไม้สดค่อนข้างแห้งอยู่แล้ว แล้วก็เผาในรูปขอนไม้แห้ง ซึ่งเผาได้ง่ายยิ่งกว่า แต่ว่าปัจจุบัน ไม่ค่อยนิยมแล้ว เพราะว่า ต้นเพกาในอีสานหายากขึ้น แล้วก็หันมาใช้ไม้ยูคาลิปตัสแทน ส่วนฝักเพกาแก่ นิยมนำมาตากแห้ง และก็ส่งออกต่างถิ่นเพื่อใช้ทำยาสมุนไพร สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ นอกจากนี้ชาวเขายังใช้เปลือกต้นเพกาย้อมผ้าให้ได้สีเขียวอีกด้วย
นอกจากนั้นเพกายังมีคุณประโยชน์ทางยาอีกด้วย ดังต่อไปนี้  แบบเรียนยาไทย  ใช้  เม็ด ต้มน้ำ แก้ไอและขับเสมหะ ใช้เป็นยาระบาย เม็ดแก่ มีรสขม เป็นยาระบาย แก้ไอ ขับเสมหะ เมล็ดแห้ง ทำน้ำจับเลี้ยงแก้ร้อนใน อยากดื่มน้ำ ฝักแก่ มีรสขมกินได้ แก้ร้อนในอยากกินน้ำ ช่วยเจริญอาหาร ยับยั้งไอ ฝักอ่อน มีรสขมร้อน ใช้เป็นยาขับลม
ใบ มีรสฝาดขม ต้มน้ำแก้ปวดท้อง เจริญอาหาร แก้ปวดข้อต่างๆ
เปลือกต้น -รสฝาดเย็น และขมเล็กน้อย เป็นยาสมานแผล ทำน้ำเหลืองให้เป็นปกติ ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือดดับพิษเลือด บำรุงโลหิต แก้เสมหะจุกคอ ขับเสลด แก้บิด แก้อาการจุกเสียด
ราก   มีรสฝาดเย็น ขมนิดหน่อย ใช้บำรุงธาตุ ทำให้เกอดน้ำย่อยอาหาร เจริญอาหาร   แก้ท้องเสีย แก้บิด แก้ไข้สันนิบาต
เพกาทั้งยัง 5    ได้แก่การใช้ส่วนราก ใบ ดอก ผล ต้น รวมกันจะมีรสฝาดเย็น มีคุณประโยชน์สมานแผล แก้อักเสบบวม แก้ท้องเสีย บำรุงธาตุ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ไข้เพื่อลม เพื่อเลือด

แบบ/ขนาดวิธีใช้
ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข      นำเปลือกต้นฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการบวม บวมช้ำ แล้วก็ อักเสบ  หรือนำเปลือกเพกาฝนทาบริเวณฝีแก้ปวดฝี        เปลือกต้นตำผสมกับเหล้า     ใช้เป็นยากวาดประสะพิษซางเด็กชนิดเม็ดเหลือง      แก้ละอองขึ้นในปาก คอลิ้น แก้ละอองไข้     ใช้ฉีดพ่นตามตัวคนคลอดบุตรที่ทนการอยู่ไฟมิได้ ทำให้ผิวหนังชา     ทารอบๆฝี แก้ปวดฝีทาแก้อาการฟกบวมอักเสบ  เปลือกต้นสดตำผสมกับน้ำส้ม  (ซึ่งได้จากรังมดแดง) หรือเกลือสินเธาว์    รับประทานขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด แก้บิด แก้คลื่นไส้ไม่หยุด    กินแก้เสลดจุกคอ (ขับเสมหะ) ขับเลือดเน่าในเรือนไฟ บำรุงเลือด
นอกจากนี้ ช่วยรักษาโรคโรคเบาหวาน ด้วยการใช้เปลือกเพกา เปลือกต้นไข่เน่า ใบไข่เน่า แก่นลั่นทม บอระเพ็ด ใบเลี่ยน รากต้นหญ้าติดอยู่ รวม 7 อย่าง น้ำหนักอย่างละ 2 บาท นำมาต้มกับน้ำครั้งละ 1 แก้วเล็ก ก่อนอาหาร เช้าตรู่แล้วก็เย็น  ช่วยแก้รวมทั้งบรรเทาอาการไอ แล้วก็ขับเสมหะโดยใช้เมล็ดแก่เพกาประมาณครึ่งกำมือถึงหนึ่งกำมือ (1.5 – 3 กรัม) ใส่ด้านในหม้อที่เติมน้ำ 300 มิลลิลิตร แล้วต้มไฟอ่อนๆจนเดือดประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วเอามาดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า ตอนกลางวัน เย็น ตราบจนกระทั่งอาการจะดียิ่งขึ้น  แก้โรคไส้เลื่อน ด้วยการใช้เปลือกต้นเพกา รากเขยตาย ต้นหญ้าตีนนก นำมาตำรวมกันอย่างระมัดระวัง แล้วก็ค่อยนำไปละลายกับน้ำข้าวขัดถู ใช้ขนไก่ชุบพิง เอามาทาลูกอัณฑะ
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ     ฟลาโวนอยด์ที่สกัดจากเพกาสามารถลดการอักเสบในเท้าของหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้บวมด้วย dextran รวมทั้งจะมีผลลดบวมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อใช้ร่วมกับ a-chymotrypsin  สารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ลดการอักเสบในหนูที่ถูกทำให้เกิดการอักเสบด้วยอัลบูมินจากไข่  ฟอร์มาลิน และฮีสตามีน แม้กระนั้นไม่มีผลในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยซีรัมจากม้า หรือไซลีน (xylene)  นอกนั้นยังพบว่าสารสกัดจากเปลือกมีฤทธิ์ลดการแพ้ในหนูที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ได้มากกว่าหนูปกติ
           จากการเล่าเรียนฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบในหลอดทดลอง พบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยยั้งสารภายในร่างกายที่ทำให้มีการเกิดการอักเสบเป็นPGE2 และ NF-kB และยังออกฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระเมื่อทดลองด้วยการขัดขวางกรรมวิธีขบวนการออกซิเดชันของไขมัน (lipid-peroxidation)  นอกเหนือจากนั้นยังพบว่าสารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทนจากเปลือกต้น และรากมีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งเอนไซม์ 5-lipoxygenase แล้วก็พบว่าสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นและก็รากของเพกาก็มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ 5-lipoxygenase ได้เหมือนกัน โดยมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับ fisetin ซึ่งใช้เป็นสารมาตรฐานสำหรับเพื่อการทดลองฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ  ยิ่งไปกว่านี้ยังพบว่าสารสกัดด้วยน้ำจากเปลือกยังสามารถลดการอักเสบได้โดยลดการหลั่งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี myeloperoxidase
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียแล้วก็แก้ท้องร่วงสารสกัดไดคลอโรมีเทนของเปลือกต้น และก็รากของเพกา มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายสายพันธุ์อย่างเช่น Bacillus subtilis, Staphylococcus aureus, Escherichia coli และก็ Pseudomonas aeruginosa รวมทั้งยังมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อราCandida albicans แล้วก็พบสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นและก็รากของเพกา มีฤทธิ์ต้านเชื้อ B. subtilis และก็ S. aureus ได้เท่ากันกับยา streptomycin  สารสกัดเพกาทั้งยังต้นด้วยการต้ม ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella typi type 2 (ค่า MIC พอๆกับ 125 มก./มล.) แต่มีฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเชื้อ Staphylococcus aureus (ค่า MIC พอๆกับ 15.13 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร) (2) สารสกัดจากฝักด้วยเอทานอล (80%) ขนาด 12.5 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร มีฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเชื้อ S. aureus แล้วก็ Escherichia coli
สำหรับสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรซึ่งมีเปลือกเพกาเป็นองค์ประกอบ และก็ใช้บรรเทาอาการท้องเดินที่มิได้เป็นผลมาจากการต่อว่าดเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์ลดอาการท้องเสียในหนูเม้าส์ที่ทำให้ท้องร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง รวมทั้งมีฤทธิ์ยั้งการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเรียบในลำไส้เล็กขิงหนูตะเภา  นอกนั้นยังมีฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอุจจาระตก 6 สายพันธุ์ในหลอดทดลอง คือ Bacillus cereus ATCC 14579, Escherichia coli ATCC 25922, Salmonella typhimurium ATCC 11331, Shigella flexneri  DMSC 1130, Staphylococcus aureus ATCC 25923, Vibrio parahaemolyticus DMST 5665 แล้วก็ แบคทีเรียที่แยกได้จากอาหาร ขึ้นรถสกัดด้วยน้ำจะออกฤทธิ์ดีมากยิ่งกว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์รวมทั้งสารสกัดของสมุนไพรโดดเดี่ยวแต่ละจำพวกที่เป็นองค์ประกอบในตำรับยานี้
ฤทธิ์ต้านทานการหดเกร็งกล้ามเนื้อ  สารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลและน้ำ (1:1) มีฤทธิ์ต้านการยุบเกร็งของกล้ามเนื้อของลำไส้เล็ก เมื่อกระทำทดลองในหนูตะเภาที่ถูกทำให้มีการเกิดการยุบเกร็งของกล้ามส่วนลำไส้เล็กด้วย acetylcholine และ histamine
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การเรียนรู้ใช้สารสกัดจากใบเพกาในการต่อต้านสารอนุมูลอิสระ DDPH และก็ยั้งสารอนุมูลอิสระ Nitric Oxide พบว่า สารสกัดสามารถออกฤทธิ์ยั้งในค่า IC50 = 24.22 ไมโครกรัม/มล. และ ค่า IC10 = 129.81 ไมโครกรัม/มล. ของสารทั้ง 2 เป็นลำดับ
ฤทธิ์ต่อต้านมะเร็ง การเล่าเรียนทดลองสารสกัดจากเพกาชื่อ Baicalein สำหรับในการต่อต้านเซลล์มะเร็ง HL-60 พบว่า สาร Baicalein สามารถยับยั้งเซลล์ของมะเร็ง HL-60 ได้มากกว่าร้อยละ 50 ข้างใน 36-48 ชั่วโมง
การเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ มีการทดลองกรอกสารสกัดรากเพกาด้วยน้ำร้อนแก่หนูเพศผู้ในขนาด 1 โมล/กก. มีรายงานว่านำมาซึ่งพิษ Dhar และแผนก กระทำการทดลองฉีดสารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลและก็น้ำ (1:1) และก็สารสกัดรากเพกาด้วยเอทานอลรวมทั้งน้ำ (1:1) เข้าช่องท้องหนู พบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่หนูสามารถทนได้ (maximum tolerated dose)เป็น100 มก./กิโลกรัม และก็ 1 ก./กิโลกรัม เป็นลำดับ (4) ธีระยุทธ ได้กระทำการทดสอบความเป็นพิษทันควันของสารสกัดเปลือกเพกาด้วยเอทานอล (70%) โดยการฉีดเข้าท้องและก็กรอกลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่นำไปสู่พิษกะทันหันในหนู และเมื่อทดลองความเป็นพิษเฉียบพลันโดยใช้สารสกัดในขนาดสูงมากขึ้นเป็น400 แล้วก็ 800 มก./กก.น้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่กระตุ้นให้เกิดพิษกระทันหันเมื่อให้โดยการกรอกลงกระเพาะหนู แม้กระนั้นกระตุ้นให้เกิดพิษฉับพลันได้เมื่อฉีดเข้าช่องท้องในขนาด 800 มก./กก. สำหรับความเป็นพิษกึ่งฉับพลันของสารสกัด พบว่าเมื่อกรอกสารสกัดลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 400 แล้วก็ 800 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว ทุกๆวันเป็นเวลา 30 วัน  พบว่าไม่ก่อให้เกิดพิษเฉียบพลันในหนู
แล้วก็เมื่อป้อนสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรขนาด 5 กรัม/กิโล ครั้งเดียวให้หนูแรท สังเกตการกระทำด้านใน 14 วัน ไม่พบพิษแบบกะทันหันรวมทั้งความเปลี่ยนไปจากปกติของอวัยวะภายใน รวมทั้งเมื่อให้สารสกัดขนาด 1, 2 และก็ 4 กรัม/กิโลกรัม/วัน แก่สัตว์ทดสอบติดต่อกันเป็นเวลา 90 วันไม่พบพิษแบบกึ่งเรื้อรัง ไม่เจอความไม่ปกติของน้ำหนักตัว ค่าตรวจทางโลหิตวิทยา และก็ทางชีวเคมี และความเคลื่อนไหวในพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน  สำหรับตำรับยารักษาโรคโรคมะเร็งที่ประกอบด้วยเพกา ชุมเห็ดเทศ (Senna alata (L.) Roxb.) รวมทั้งรางจืด (Thunbergia laurifolia Lindl.) ซึ่งออกฤทธิ์ต้านโรคมะเร็งในหลอดทดลอง ก็พบว่ามีความปลอดภัยสำหรับในการทดลองความเป็นพิษแบบฉับพลันในสัตว์ทดลอง
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ จากการทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ โดยแนวทาง Ames’ test จากผลการทดสอบพบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่ทำงานทดสอบ (2 มิลลิกรัม/จานเพาะเชื้อ) กับ Salmonella typhimurium สายพันธุ์ TA98 แล้วก็ TA100 พบว่าไม่มีคุณลักษณะสำหรับในการนำไปสู่การ กลายพันธุ์ อมรศรี และก็คณะ พบว่าสารสกัดเพกาที่ได้จากการต้มมีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ เมื่อทดลองโดยแนวทาง Ames’ test
การคาดการณ์ความเป็นพิษของสารสกัดจากเพกาโดยวิธี somatic mutation and recom bination test ในแมลงหวี่ พบว่าสารสกัดเพกาในขนาด 120 มก./มล. สามารถก่อกำเนิด somatic mutation ได้  โดยพบว่าแมลงหวี่ที่ได้รับสารสกัดมีปริมาณจุดบนปีกลดน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับแมลงหวี่กรุ๊ปควบคุม แล้วก็มีรายงานว่าส่วนสกัดอัลกอฮอล์ของเพกาเมื่อเอามาทำปฏิกิริยากับเกลือไนไตรท์ในสถานการณ์แวดล้อมที่เป็นกรดแล้วเอามาทดสอบการกลายพันธุ์ พบว่าสินค้าที่เกิดขึ้นมีฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์
คำแนะนำ/ข้อควรปฏิบัติตาม

  • หญิงมีครรภ์ไม่ควรกินฝักอ่อนของเพกา ด้วยเหตุว่ามีฤทธิ์ร้อน โดยอาจจะเป็นผลให้แท้งบุตรได้
  • ควรระวังสำหรับในการใช้เพการ่วมกับยากลุ่มต้านการแข็งตัวของเกร็ดเลือด ดังเช่น แอสไพริน (aspirin) ,วาฟาริน (warfarin) , สารสกัดแปะก๊วย (Ginko biloba)
  • เพกาเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนอาจจะทำให้เกิดผลใกล้กันได้ ได้แก่ เกิดการระคายกระเพาะอาหารได้
เอกสารอ้างอิง

  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 1): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิก และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพร ที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา.สมุนไพรทีใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • จีรเดช มโนสร้อย วรพงษ์ กิจดำรงธรรม ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ อรัญญา มโนสร้อย. การทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของสารสกัดตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่คัดเลือกจากฐานข้อมูลตำรายาสมุนไพรไทย มโนสร้อย 2. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2553;8(2):54.
  • อมรศรี ช่างปรีชากุล อริศรา เวชกัลยามิตร มาลิน จุลศิริ ปัญญา เต็มเจริญ.  การต้านสารก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดน้ำจากพืช สมุนไพรชนิดที่สามารถนำมาปรุงเป็นเครื่องดื่ม. Special project, Faculty of pharmacy, Mahidol university,1991.
  • เพกา.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหิทยาลัยอุบลราชธานี
  • Ali RM, Houghton PJ, Raman A, Hoult JRS.  Antimicrobial and antiinflammatory activities of extracts and  constituents of Oroxylum indicum (l.) Vent.  Phytomedicine 1988;5(5):375-81.
  • เพกา.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • อุดมการณ์ อินทุใส และปาริชาติ ทะนานแก้ว . สมุนไพรไทย ตำรับยา บำบัดโรค บำรุงร่างกาย.2549.
  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 2): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิกและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา/ลิ้นฟ้า สรรพคุณและการปลูกเพกา.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพิชเกษตรไทย http://www.disthai.com/
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์. การพัฒนาตำรับยาแผนโบราณเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน. การสัมมนาเรื่อง “การเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านสมุนไพรสู่ระดับอุตสาหกรรม ครั้งที่ 2”, 19-20 มีนาคม ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ, 2552.
  • ขวัญฤทัย คำฝาเชื้อ.2551.พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง ที่ตำบลบ้านจันทร์และแจ่มหลวง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ .วิทยานิพนธ์(วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.271 หน้า
  • Glinsukon T. Toxicological report. Symposium on Development of Medicinal Plants for Tropical Diseases, 26-27 February, Bangkok, Thailand, 1987. p.110-4.
  • เพกา.กลุ่มยาแก้โรคบิด ท้องเดิน ท้องร่วง โรคกระเพาะ.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด .โครงการอนุรักษ์พันธุกรมมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  •   Siriwatanametanon N, Fiebich BL, Efferth T, Prieto JM, Heinrich M. Traditional Used Thai Medicinal Plants: In Vitro Anti-inflammatory, anticancer and Antioxidant Activities. J Ethnopharmacol 2010; 130:196-207.
  • Golikov PP, Brekhman II. Pharmacological study of a liquid extract from the bark of Oroxylum indicum.  Rastit, Resur 1967; 3(3): 446.
  • พัฒน์ สุจำนงค์.  ตำรายาไทย-จีนยากลางบ้าน ยาสมุนไพร และยาแผนโบราณ.  ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แพร่วิทยา, 2524. หน้า 363.
  •   Chen CP, Lin CC, Namba T.  Development of natural crude drug resources from Taiwan. (VI). In vitro studies of the inhibitory effect on 12 microorganisms.  Shoyakugaku Zasshi 1987; 41(3):215-25.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสมุนไพรไทยในรูปของยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และสมุนไพรบางชนิด โดยวิธีเอมส์เทสต์. รายงานผลการวิจัยเอกสารด้านการแพทย์แผนไทยโดยศูนย์ประสานง

6

ฝรั่ง
ชื่อสมุนไพร  ฝรั่ง
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อเขตแดน มะก้วย  มะก้วยกา มะกา (เชียงใหม่) , มะปั่น (ลำปาง) , บักสีดา (อีสาน) , สีดา (นครพนม) จุ่มโป่ (สุราษฎร์) , ชมพู่ (จังหวัดปัตตานี) , ยามู ,ย่าหมู (ภาคใต้) ยะมูบุเตบันยา (ที่นาราธิวาส , มลายู) , ยะริง (ละว้า) , ฮวงเจี๊ยะหลิ่วกังซิวก้วยติดจีฉิ่ว (จีน)
ชื่อสามัญ  Guava
ชื่อวิทยาศาสตร์  Psidium guajava Linn
ตระกูล  MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีบ้านเกิดเมืองนอนหรือเป็นพืชท้องถิ่นของเมริกาเขตร้อน De Candolle เชื่อว่าอยู่ระหว่างประเทศเม็กซิโก รวมทั้งเปรู รวมถึงหมู่เกาะอินดีสตะวันตกด้วยชาวสเปนนำจากฝั่งแปซิฟิคไปยังประเทศฟิลิปปินส์ รวมทั้งประเทศโปรตุเกสนำจากฝั่งตะวันตกไปยังอินเดีย สำหรับในประเทศไทยนั้น คาดว่ามีการนำเข้ามาในประเทศไทยในตอนสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปัจจุบันนี้เป็นพืชมีขึ้นทั่วไปในเขตร้อนแล้วก็กึ่งร้อน ปลูกเป็นไม้ผลตามบ้าน ตามสวนทั่วไป
ลักษณะทั่วไป ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อมสูง 5-10 เมตร ลำต้นกิ่งก้านมีแก่นไม้เหนียวแข็งดี เปลือกต้นเรียบมีเหลืองอ่อนออกเทา รวมทั้งมีรอยลอกออกเป็นแผ่นๆก้านอ่อนมีลักษณะสี่เหลี่ยม มีขนสีขาวๆสั้น ก้านแก่ ขนหล่นไปหมด ยอดอ่อนมีขนสีขาวสั้นๆปกคลุม ใบเป็นใบลำพังออกตรงข้ามกันมีน้อยที่ออกเป็นวง (ที่ข้อเดียวกันออกเกินกว่า 2 ใบ) ใบรูปไข่ยาว 5-12 ซ.มัธยม หรือกว้าง 3-5 เซลเซียสม. ขยี้ใบดมดูเหมือนจะมีกลิ่นหอมยวนใจ ใบบางเหมือนแผ่นหนัง ปลายใบมนหรือแหลมสั้น ฐานใบเบาๆขยายแหลมออกมายังกึ่งกลางใบ ขอบของใบเรียบหลังใบมีสีเขียวแก่ มีรอยเส้นใบ (บุบลงไปเล็กน้อย) ท้องใบมีขนสั้นๆสีขาวอ่อนนุ่ม และก็มีเส้นใบเป็นรอยนูนออกมา มีเส้นใบ 7-11 คู่ ก้านใบยาว 4 ซม. ดอกบางทีอาจออกเป็นช่อ 1-4 ดอก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวกลมมน กลีบสาวบางๆหลุดร่วงง่าย ยาว 2-2.5 ซ.ม. มีเกสรตัวผู้มากมาย มีก้านเกสรตัวผู้สีขาวยาวเท่ากับกลีบ มีอับเรณูสีเหลืองอ่อน มีก้านเกสรตัวเมีย 1 อันยาวพุ่งขึ้นมาสูงยิ่งกว่าก้านเกสรตัวผู้ รังไข่อยู่ด้านล่างมี 5 ห้องแล้วก็ลักษณะทรงกลม รวมทั้งมีกลีบเลี้ยงเหลือติดอยู่กับปลายผล ผลรูปทรงกลม  มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ 3-15 ซ.มัธยม เนื้อผลส่วนใหญ่มีสีเหลือง ขาว หรือชมพู มีกลิ่นหอมยวนใจ เมล็ดแข็ง เป็นรูปไตมีไม่น้อยเลยทีเดียว ขนาดเม็ด 0.3-0.5 ซม. สีขาวอ่อน พบได้ทั่วไปปลูกตามบ้านหรือสวนทั่วๆไปเอาผลไว้กินหรือขาย
การขยายพันธุ์    สามารถเจริญวัยได้ดีในทุกภาวะดิน รวมทั้งทนต่อความแล้ง และก็น้ำขังได้บางส่วน แต่ว่าโดยทั่วไปมักถูกใจเติบโตได้ดีในดินร่วนผสมทราย ที่มีสภาพพื้นที่มีการระบายน้ำดี สามารถได้ผลผลิตได้โดยประมาณ 1 ปีข้างหลังปลูก ผลสามารถเก็บได้ในช่วง 4-5 เดือน หลังติดดอก  โดยทั่วไปจะให้ผลได้ในช่วงปลายหน้าแล้งถึงต้นฤดูฝนเป็นช่วงมี.ค.-เดือนมิถุนายน
                ในการแพร่พันธุ์ฝรั่งสามารถทำได้หลายวิธี ดังเช่น การปลูกด้วยเมล็ด การทาบกิ่ง การติดตา การปักชำ แม้กระนั้นแนวทางที่นิยมสูงที่สุด คือ การตอนกิ่ง
การเตรียมดิน และการเตรียมแปลง สำหรับในการปลูกฝรั่งนั้น สามารถทำได้ 2 แบบตามสภาพพื้นที่ คือ

  • พื้นที่ดินเหนียว น้ำหลากขังง่าย แล้วก็มีระบบน้ำมากเกินเพียงพอ ให้ทำขุดร่องลุกราว 1 เมตร กว้าง 1-2 เมตร เพื่อเป็นแนวร่องในการให้น้ำ การเตรียมแปลง และการปลูกภายในรูปแบบนี้พบได้บ่อยในพื้นที่ลุ่มภาคกึ่งกลางเป็นส่วนมาก
  • พื้นที่ทั่วๆไปที่มีระบบน้ำไม่พอ สามารถปลูกไว้ในแปลงโดยไม่ยกร่องหรือการยกร่องสูงราวๆ 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างร่องโดยประมาณ 3-4 เมตร ดังนี้ ให้ทำไถดะ 1 ครั้ง เพื่อตากดิน แล้วก็กำจัดวัชพืช รวมทั้งไถแปร 1 ครั้ง โดยเว้นช่วงห่างราว 1-2 อาทิตย์ ต่อจากนั้นกระทำการไถชูร่อง
สำหรับวิธีการปลูกฝรั่ง มีดังนี้

  • ใช้กิ่งจำพวกจากการทำหมันหรือการปักชำ
  • ขุดหลุมปลูก กว้าง ลึก ขนาด 50×50 ซม. แต่ละหลุมห่างกันโดยประมาณ 3 เมตร ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 3-4 เมตร หรือตามขนาดระยะห่างของร่อง
  • รองพื้นด้วยปุ๋ยหมักหรือมูลสัตว์ราว 0.5 กิโล/หลุม หรือขนาด 1 พลั่วตัก พร้อมคลุกดินผสมตูดหลุมให้สูงโดยประมาณ 1 ฝ่ามือ ดังนี้อาจผสมปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 ในอัตรา 1 กำมือ/หลุมก็ได้
  • นำกิ่งประเภท จากการตอนหรือการปักชำลงหลุมปลูก โดยกลบดินสูงเหนือปากหลุมน้อย ดังนี้ควรจะให้ดินกลบเหนือเขตรากสูงโดยประมาณ 10-15 ซม.
  • ใช้หลักไม้ปักหลุม แล้วก็ผูกเชือกยึดลำต้น
  • เมื่อปลูกเสร็จควรจะให้น้ำให้เปียกแฉะในทันที


การให้น้ำ เริ่มให้น้ำครั้งแรกหลังการปลูกเสร็จให้เปียกชุ่ม ต่อจากนั้น ให้น้ำทุก 2 ครั้ง/วัน เช้า-เย็น กระทั่งต้นฝรั่งตั้งตัวได้ โดยอาจเลือกใช้ระบบการให้น้ำที่มีคุณภาพ หลังจากนั้นอาจทำให้น้ำน้อยลง ขึ้นอยู่กับภาวะอากาศ และก็ความชื้นของดิน ซึ่งไม่สมควรปล่อยให้ดินแห้ง ขาดน้ำ โดยเฉพาะในตอนติดผล แต่ว่าในช่วงติดดอกไม่สมควรให้น้ำมากซึ่งในช่วงนี้เพียงแต่ระวังไม่หน้าดินแห้งก็ พอเพียง
                โดยสายพันธุ์ของฝรั่งยอดนิยมในปัจจุบัน ดังเช่น จำพวก แป้นสีทองคำ , จำพวกกิมจู , ชนิดกลมสาลี่ , ชนิดไม่มีเม็ด , จำพวกเวียดนาม เป็นต้น
องค์ประกอบทางเคมี
quercetin, quercetin-3-arabinoside , quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin),                                    quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin),                             quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) แล้วก็ quercetin 3-O gentiobioside , Tannin ในผิวฝรั่งเมื่อนำมาสกัดน้ำมันระเหย เจอสารต่างๆได้แก่ 1,8-cineole  ,   a-copaene,  trans-caryophyllene  , humulene  ,  a-amorphene ,    nerolidol   , caryophyllene oxide ,  epigiobulol, longitorenedehyde , aromaden dendrene , helifdenolC ฯลฯ  แล้วก็สำหรับค่าทางโภชนาการของฝรั่งต่อ (165 กรัม) คือ

  • พลังงาน 112 กิโลแคลอรี
  • ใยอาหาร 8.9 กรัม
  • โปรตีน 4.2 กรัม
  • ไขมัน 1.6 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 23.6 กรัม
  • วิตามินเอ 1030 IU
  • วิตามินซี 377 มก.
  • วิตามินบี 1 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.1 มก.
  • วิตามินบี 3 1.8 มิลลิกรัม
  • กรดโฟลิก 81 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 30 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 66 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 0.4 มิลลิกรัม
  • ธาตุโพแทสเซียม 688 มก.
  • ธาตุทองแดง 0.4 มก. ที่มา : Wikipedia


ประโยชน์/สรรพคุณ ฝรั่งเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะกับคนที่ต้องการลดความอ้วน ลดความอ้วน หรือผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เพราะว่าฝรั่งอุดมไปด้วยกากใยอาหาร เมื่อรับประทานแล้วจะก่อให้อิ่มนาน ช่วยกำจัดท้องร้อง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ช่วยทำให้ปรับระดับการใช้อินซูลินของร่างกายให้สมควร และก็ยังช่วยล้างพิษโดยรวมได้อีกด้วย ก็เลยมีผลทำให้ผิวพรรณดูผ่องแผ้วผ่องใส โดยฝรั่งจัดคือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกชนิด และยังมีวิตามินซีสูงกว่าส้มถึง 5 เท่า และก็ยังนิยมนำฝรั่งไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆตัวอย่างเช่น ฝรั่งดอง ฝรั่งแช่บ๊วย พายฝรั่ง รวมทั้งขนมอีกหลายประเภท รวมถึงประยุกต์ใช้ทำเป็นยาแคปซูลแก้ท้องร่วงจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งบรรจุแคปซูลละ 250 มิลลิกรัม
                นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่งยังมีการเอาไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้นว่า หมากฝรั่ง ลูกอม รวมทั้งเอามาผสมหรือแต่งกลิ่นในน้ำยาบ้วนปากได้อีกด้วย ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของฝรั่งนั้นมีดังนี้ ตำรายาไทยบอกว่า เปลือกต้น, ราก รสฝาด สุขุม ใช้แก้แผลมีพิษ แก้ปวดฟัน โรคลักปิดลักเปิด แก้อาการเลือดกำเดา แก้น้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง ใบรสฝาดเปียก สุขุมไม่มีพิษ ใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสีย บิดเรื้อรัง ผื่นคัน ผื่นคัน บาดแผลที่มีเลือดออก ผลที่ยังไม่สุก รสเปรี้ยว ฝาดสุขุม ใช้แก้ท้องเสีย บิด กำจัดกลิ่นปาก แก้ปวดฟัน ผลสุกรสหวานหอมใช้เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ใช้ห้ามเลือดต่อต้านการอักเสบ ลดน้ำตาลในเลือด โดยใช้เปลือกแห้งหนัก 10 กรัม ต้มน้ำกิน ใบแห้งหนัก 3-5 กรัม หากเป็นใบสดใช้หนัก 15-30กรัม ต้มน้ำดื่ม ถ้าหากใช้ภายนอกต้มเอาน้ำชำระล้างหรือตำพอก ผลที่ยังไม่สุก แห้งหนัก 6-10 กรัม ต้มน้ำกิน
รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้

  • แก้ลำไส้อักเสบ บิด ใช้ใบสด 30-60 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  • แก้กระเพาะลำไส้อักเสบรุนแรงและก็ท้องเสีย ที่เกิดขึ้นมาจากการสรุปยไม่ดี ใช้ใบแห้งหนัก 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้บาดแผลเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการหกล้มหรือกระทบกระแทกหรือรอยแผลมีเลือดออก ใช้ใบสดตำพอกแผลภายนอก
  • แก้ปวดฟัน ใช้เปลือกรากผสมน้ำส้มสายชูต้มเอามาอมแก้ปวดฟัน
  • แก้เด็กเป็นแผลเล็กแผลน้อยเรื้อรัง ใช้เปลือก ราก ต้มร่วมกับขนไก่ เอามาชะล้างรอยแผล
  • แก้ผิวหนังเป็นผดผื่นคัน ใช้เปลือกต้นสดและใบต้นเอาน้ำชำระล้างบริเวณที่เป็น
  • แก้ท้องร่วง ใช้ใบหรือผลดิบ ต้มกินต่างชา (ใบแห้ง 5 กรัม ใส่น้ำ 100 มิลลิลิตร)
  • ใช้สวนล้างช่องคลอดหลังคลอด ใช้น้ำสุกจากใบสดอุ่นๆสวนล้าง
  • ใช้เพื่อการกำจัดกลิ่นปาก ด้วยการนำใบสด 3-5 ใบมาบดแล้วคายกากทิ้ง
  • ช่วยรักษาอาการเสียงแห้ง แก้คออักเสบโดยการใช้ผลที่ตากแห้งต้มน้ำดื่ม
  • ยอดอ่อนๆปิ้งไฟให้เหลืองกรอบ ชงน้ำกินแก้ท้องเสีย บิด ใบสดเคี้ยวอมดับกลิ่นยาสูบ เหล้า แล้วก็กลิ่นปากได้ดิบได้ดี
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้ แก้ท้องร่วง             จากการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยฤทธิ์ทางยาของฝรั่งพบว่าการให้ยาเม็ดแคปซูลใบฝรั่งทีละ 500 มก. ทุก 6 ชั่วโมง ตรงเวลา 3 วัน กับผู้ป่วยที่เป็นโรคอุจจาระหล่น 122 คน สามารถลดจำนวนครั้งของการอึ ช่วงเวลาที่อุจจาระ รวมทั้งปริมาณน้ำเกลือที่ให้ชดเชยได้  การให้ยาเม็ดแคปซูลฝรั่งขนาด 500 มก. (ที่มีสารฟลาโวนอยด์ 1 มิลลิกรัม/แคปซูล 500 มิลลิกรัม)  ทุก 8 ชั่วโมง ตรงเวลา 3 วันในผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสีย เจ็บท้อง ปริมาณ 50 คน จะสามารถลดการบีบตัวของลำไส้แล้วก็ลดช่วงเวลาปวดท้องได้   การให้ยาต้มของฝรั่งในผู้เจ็บป่วยเด็กที่เป็นโรคไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) 62 คน ทำให้อาการดียิ่งขึ้นภายใน 3 วัน ระยะเวลาท้องเสียสั้นลง และไม่พบเชื้อ Rota virus ในอุจจาระมากยิ่งกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยคลอโรฟอร์ม เฮกเซน เมทานอล และก็น้ำ สามารถลดการเคลื่อนไหว และก็การยุบเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาและก็หนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการเคลื่อนเยอะขึ้นเรื่อยๆด้วยอะเซทิลโคลีน  สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 สามารถยั้งการหดตัวของลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้หดตัวด้วยไฟฟ้า อะเซทิลโคลีน และก็แบเรียมคลอไรด์ได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถยั้งอาการท้องร่วงในหนูเม้าส์ที่ถูกชักนำให้กำเนิดอาการท้องเสียด้วยน้ำมันละหุ่ง โดยฝรั่งจะไปเพิ่มการดูดซึมน้ำในไส้และลดการบีบตัวของลำไส้   สารสกัดด้วยน้ำของใบฝรั่งสดสามารถยั้งอาการท้องเดินได้ โดยลดจำนวนครั้งของการอุจจาระในหนูซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้กำเนิดอาการท้องเดินด้วยยา microlax ได้
                 ส่วนสกัดของสารกลุ่ม polyphenolic, saponin และ alkaloid จากใบฝรั่ง สามารถยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาที่รั้งนำให้หดเกร็งด้วยอะเซทิลโคลีนและโปแตสเซียมคลอไรด์ได้   สาร quercetin รวมทั้ง quercetin-3-arabinoside จากใบฝรั่ง สามารถต้านการหดตัวของลำไส้เล็กที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยอะเซทิลโคลีน ทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนลดน้อยลง  นอกจากนั้นสาร quercetin ในใบฝรั่งยังสามารถยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กในหนูแรทแล้วก็หนูตะเภาซึ่งรั้งนำให้เกิดอาการหดเกร็งด้วยสารละลายโปแตสเซียม  อะเซทิลโคลีน แบเรียมคลอไรด์ ฮีสตามีน และซีโรโทนินได้ รวมทั้งสามารถลดความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการซึมผ่านของๆเหลวของเส้นเลือดฝอยรอบๆท้องซึ่งมีผลช่วยรักษาอาการท้องร่วง  สาร quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin), quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin), quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) และก็ quercetin 3-O-gentiobioside จากใบฝรั่ง สามารถลดการหดเกร็งของลำไส้เล็กหนูเม้าส์ได้   สาร asiatic acid จากใบฝรั่งส่งผลทำให้กล้ามเนื้อลำไส้เล็กส่วนปลายของกระต่ายคลายตัว  สารสกัดผลฝรั่งดิบด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ต้านทานการหลั่งอะเซทิลโคลีนในลำไส้เล็กของหนูแรทรวมทั้งหนูตะเภาได้ แม้กระนั้นมีฤทธิ์น้อยกว่าอะโทรป่ายปีน โดยฝรั่งมีผลทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวลดน้อยลง ทำให้รักษาอาการท้องร่วงได้    สารสกัดฝรั่ง (ไม่กำหนดส่วน) สามารถลดการบีบตัวของลำไส้เล็กของหนูแรทได้
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียมีการศึกษาเล่าเรียนการต้านเชื้อแบคทีเรียหลายรายงาน ได้แก่ สารสกัดเอทานอลของฝรั่ง สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Salmonella enteritidis, Shigella flexneri ได้  สารสกัดน้ำ ความเข้มข้น 10-5 มคลิตร/มิลลิลิตร ทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Shigella dysenteriae ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคบิดได้ สารสกัดเปลือกต้น
ด้วย 70% เอทานอล  ความเข้มข้น 250 มก./มิลลิลิตร ทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ พบว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคอุจจาระร่วงหมายถึงStaphylococcus aureus, Vibrio cholerae และ V. parahaemolyticus แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ E. coli, Shigella  flexneri, Salmonella typhimurium สารสกัดราก กิ่ง และใบฝรั่งด้วย 50% เอทิลอัลกอฮอล์  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, S. typhimurium ที่เป็นต้นเหตุกระตุ้นให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella enteritidis สารสกัดกิ่งฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ อัตราส่วน 1:1 ความเข้มข้น 50 มคลิตร สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae, Sh. flexneri (ซึ่งทำให้มีการเกิดโรคบิด) E. coli (แบคทีเรียในไส้) S. typhimurium (กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคไทฟอยด์) แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ S. enteritidis สารสกัดทิงเจอร์ของฝรั่ง สามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย V. chlorea ที่เป็นสาเหตุของอหิวาตกโรค ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้แม้กระนั้นสำเร็จปานกลาง  น้ำมันหอมระเหยของใบฝรั่ง สามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli, S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  สารสกัดใบฝรั่งด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ ความเข้มข้น 1,000 มคก./มิลลิลิตร สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Enterococcus faecalis ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แต่ว่าไม่มีผลต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium, S. aureus สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำ ความเข้มข้น 20 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร พบว่าสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย S. dysenteriae 1 (กระตุ้นให้เกิดโรคบิด) แล้วก็ V. chlorea (นำมาซึ่งอหิวาต์) ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งขนาดความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 1.25, 5 มก./มิลลิลิตร ตามลำดับ
สารสกัดผลดิบของฝรั่งด้วยเมทานอล  ในขนาด 50,100, 300 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae 1, Sh. dysenteriae 2, Sh. dysenteriae 4, Sh. dysenteriae 8 และ V. chlorea 1350 ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 100-200 มคก./มิลลิลิตร สารสกัดหยาบคายของใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Vibrio ที่แยกได้จากกุ้งว่าวกุลาดำที่เป็นโรค 23 สายพันธุ์ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 1.25-5.00 มก./มล. สารสกัดใบฝรั่งด้วยอะซีโตน รวมทั้ง 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella B, S. newport, S. typhimurium, Sh.  flexneri ยิ่งไปกว่านี้สารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ยังสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้อีกด้วย  สารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วยน้ำ สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. flexneri, S. aureus แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. newport และ S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ
สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 10 มิลลิกรัม/วัน แต่ได้ผลไม่แน่นอนต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium สารสกัดใบฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ความเข้มข้น 1,000 มคก./มิลลิลิตร พบว่าสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคอุจจาระร่วง อาทิเช่น Salmonella D, Sh. dysenteriae 1, Sh. flexneri 2A, Sh. flexneri 4A  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. typhimurium type 2, Shigella bodyii, Sh. bodyii 5, Sh. dysenteriae 2, Sh. flexneri 3A, Sh. sonnei  ส่วนสกัดแทนนินจากใบฝรั่ง ความเข้มข้น 85, 95, 95, 100, 110 มคก./มล. สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri, S. enteritidis, S. aureus , Escherichia piracoli, E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ตามลำดับ    สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella spp. ได้ 2 สายพันธุ์  และต่อต้านเชื้อ Sh.  flexneri, Sh. virchow, Sh. dysenteriae แล้วก็เชื้อ E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ(1:1)และก็อะซีโตน สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย E. coli ที่เป็นสาเหตุของโรคอุจจาระหล่นได้ สารสกัดลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย S. newport และก็ S. typhimurium, Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แต่ว่าไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. aureus   น้ำคั้นจากผลฝรั่ง ไม่สามารถที่จะต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus typhosus ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไทฟอยด์ได้ สารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินด้วยอัลกอฮอล์ แล้วก็น้ำ (1:1) ความเข้มข้นมากกว่า 25 มคกรัม/มิลลิลิตร ไม่สามารถที่จะต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย B. subtilis, E. coli, S. typhosa
มีการทำการวิจัยโดย ปัญจางค์ ธนังเราล และก็คณะ ในคนเจ็บ 122 คน ที่เป็นโรคอุจจาระหล่น เป็นชาย 64 คน และหญิง 58 คน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 16-55 ปี ทำการศึกษาเปรียบเทียบโดยแนวทางการสุ่ม โดยนำใบฝรั่งอบแห้งแล้วบดเป็นผง บรรจุแคปซูล ขนาด 250 มก. ลักษณะเดียวและก็ขนาดเดียวกับ tetracyclin และก็บริหารการกินยาเช่นเดียวกันหมายถึง500 มก. ทุก 6 ชม. เป็นเวลา 3 วัน ทั้งสองกรุ๊ป พบว่าใบฝรั่งสามารถลดจำนวนอุจจาระ ช่วงเวลาที่ถ่ายอุจจาระ และก็จำนวนน้ำเกลือที่ให้ทดแทนได้
มีการเล่าเรียนในคนป่วยเด็ก 62 คน ที่เป็นโรคไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) โดยให้รับประทานยาต้มของฝรั่ง พบว่าอาการดียิ่งขึ้นด้านใน 3 วัน แล้วก็ระยะเวลาท้องร่วงสั้นลงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง (p<0.05) ปริมาณโซเดียมและก็เดกซ์โทรสในอุจจาระน้อยลง และผลการตรวจอุจจาระไม่เจอเชื้อ Rota virus มากถึง 87.1% ตอนที่กลุ่มควบคุมไม่เจอเชื้อ Rota virus 58.1% มีความหมายว่ายาต้มของฝรั่งมีคุณภาพสำหรับเพื่อการรักษาอาการท้องเดินในคนไข้ลำไส้อักเสบจากเชื้อ Rota virus ได้
ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ   จากการศึกษาเล่าเรียนทางสถานพยาบาลในผู้เจ็บป่วย 70 คน ที่มีเหงือกอักเสบ พบว่าน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบฝรั่งสามารถลดการอักเสบได้จำนวนร้อยละ 19.8 และก็ลดรอยโรคที่ความร้ายแรง ได้จำนวนร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากใบฝรั่ง หลังจากใช้ตรงเวลา 3 สัปดาห์
            สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำขนาด 50-800 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เมื่อฉีดเข้าช่องท้องพบว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบฉับพลัน  เมื่อทดลองกับอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้มีการอักเสบด้วยไข่ขาวสด นอกเหนือจากนั้นเมื่อฉีดน้ำมันหอมระเหยจากใบฝรั่งเข้าทางช่องท้องของหนูแรทในขนาด 0.8 มิลลิลิตร/โล พบว่าสามารถยับยั้งการอักเสบที่ถูกรั้งนำด้วยสาร carrageenan ได้
สารสกัดจากผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูแรท พบว่าสามารถยับยั้งการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้เกิดการอักเสบด้วยสาร carrageenan, kaolin แล้วก็ formaldehyde ได้ ยิ่งกว่านั้นสารสกัดผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูเม้าส์จะสามารถยั้งการอักเสบแล้วก็ลดอาการเจ็บปวดที่ถูกรั้งนำด้วย acetic acid  ได้ดีมากยิ่งกว่าแอสไพรินที่ให้ในขนาดเสมอกันน้อย
เมื่อนำใบฝรั่งมาหมักกับราและแบคทีเรียได้แก่ Phellinus linteus (ส่วนเส้นใย) Lactobacillus plantarum รวมทั้ง Saccharomyces cerevisiae แล้วเอามาสกัดด้วยเอทานอล พบว่าสารสกัดที่ได้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งการผลิตสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบเป็น ไนตริกออกไซด์และ พรอสต้าแกรนดิน อี 2 ในหลอดทดลอง นอกเหนือจากนี้สารสกัดฝรั่งด้วยเอทานอลและก็น้ำยังออกฤทธิ์ยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์
             สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทิลอะซีเตตมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ แล้วก็แก้แพ้โดยยับยั้งการตอบสนองต่อแอนติเจนที่ชักชวนให้เกิดการแพ้และการอักเสบ
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูแรทที่ถูกชักชวนให้เป็นโรคเบาหวานด้วยการฉีด alloxan เข้าเส้นเลือดดำขึ้นรถสกัดใบฝรั่งออกฤทธิ์ใน 2 ชั่วโมง มีฤทธิ์สูงสุดในชั่วโมงที่ 6 และก็สิ้นฤทธิ์ใน 24 ชั่วโมง
ฤทธิ์ต้านเซลล์ของโรคมะเร็ง      สารสกัดใบฝรั่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง murine fibrosarcoma และก็เซลล์ของโรคมะเร็งเต้านม

การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ  พิษรุนแรง  สารสกัดด้วยน้ำจากใบ LD50 มีค่ามากกว่าหรือพอๆกับ 20 กรัม/กิโลกรัม  เมื่อให้ทางปากในหนูถีบจักรอีกทั้ง 2 เพศ แล้วก็มีค่ามากยิ่งกว่า 5 ก./กิโลกรัม  เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้อง สารสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน LD50 มีค่าพอๆกับ 0.188 เมื่อฉีดเข้าช่องท้องในหนูถีบจักร พิษเรื้อรัง  การให้สารสกัดน้ำจากใบทางปาก ขนาด 0.2, 2 และก็ 20 ก./กก. วันแล้ววันเล่าติดต่อกันตรงเวลา 6 เดือน  พบว่าอัตราการเพิ่มของน้ำหนักตัวลดน้อยลง ในกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัด เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับน้ำ ในเวลาที่ไม่เจอความต่างของจำนวนอาหารที่กินในทุกกลุ่ม การกระทำทั่วไปปกติในทุกกรุ๊ป หนูเพศผู้หรูหรา ALP, SGPT (แนวทางการทำงานของตับ), BUN (ลักษณะการทำงานของไต) แล้วก็ WBC สูงมากขึ้น ในช่วงเวลาที่ระดับของโซเดียมแล้วก็คลอเลสเตอรอลในเลือดต่ำลง น้ำหนักของตับแล้วก็ไตเพิ่มขึ้น การตรวจทางจุลทัศนกายส

7

งาขาว
ชื่อสมุนไพร งาขาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น นีโซไอยู่มั้ว (จีน) ซะติด ซะเจี่ย (เมื่อน)
ชื่อสามัญ Sesame seeds (white)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Sesamum  orientale Linn.
วงศ์ PEDALIACEAE
ถิ่นเกิด
งาขาวมีถิ่นกำเนิดเช่นเดียวกันกับ งาดำหมายถึงงาขาวเป็นไม้ล้มลุกที่มีมาแต่โบราณ มีแหล่งกำเนิดในแถบประเทศเอธิโอเปีย ถัดมาก็ถูกนำเข้าไปยังอินเดีย จีน รวมถึงแถบแอฟริกาเหนือและก็ทวีปเอเชียใต้ ในราวโดยประมาณ 2000 ปี ก่อนคริศตกาลและก็ในศตวรรษที่ 17 ได้ถูกนำเข้าไปในทวีปอเมริกาส่วนในประเทศไทย งา ก็มีชื่อเสียงกันมานาน ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกทั้งทางยา ของกิน และก็เครื่องสำอาง
ลักษณะทั่วไป
งาขาว เป็นไม้ล้มลุกที่มีอายุฤดูเดียว มีลำต้นตั้งตรงถึงยอด สูงราว 50-150 ซม. ลำต้นไม่แตกกิ่งแขนง แม้กระนั้นบางชนิดอาจมีการแตกกิ่งแขนง ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ เป็นสี่เหลี่ยม มีขนสั้นๆปกคลุมดก ลำต้นมีร่องยาวตามความสูงของลำต้น เปลือกลำต้นบาง สีเขียวเข้มหรือมีสีอมม่วง สามารถดึงลอกเป็นเส้นได้
ใบงาขาว ออกเป็นใบคนเดียว เรียงตรงข้ามกันตามความสูงของลำต้น มีก้านใบทรงกลมสีเขียวหรือสีม่วงแดง ยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ส่วนแผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปหอกยาว กว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8-15 ซม. โคนใบมน เป็นฐานกว้าง รวมทั้งค่อยเรียวลงจนปลายใบแหลม แผ่นใบมีสีเขียวสด มีร่องตามเส้นกิ่งก้านสาขาใบ ขอบใบเรียบหรือเป็นหยัก
ดอกงาขาวเป็นดอกคนเดียวหรือเป็นกรุ๊ปบริเวณซอกใบ 1-3 ดอก มีก้านดอกสั้น โดยประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ถัดมาเป็นกลีบรองดอกสีเขียว จำนวน 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกันห่อฐานดอก ถัดมาเป็นกลีบดอกไม้ที่มีลักษณะเป็นกรวยยาว กลีบอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อแก่หรือบานจะมีสีขาว ยาวเป็นทรงกรวย โดยประมาณ 4-5 เซนติเมตร ปลายกลีบห้อยลงดิน และก็แยกออกเป็น 2 กลีบ คือ กลีบล่างที่ยาวกว่า แล้วก็กลีบบนที่มีปลายหยักเป็น 3 แฉก ต่อมาข้างในดอกจะมีสีกลีบด้านในเป็นสีเหลือง มีเกสรตัวผู้ 4 อัน แบ่งเป็น 2 คู่ แต่งละคู่ยาวแตกต่างกันส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน ยาว 1.5-2 เซนติเมตร ปลายก้านเกสรแยกออกเป็น 2-4 แฉก ทั้งนี้ ดอกงาขาวจะเริ่มบานในช่วงเวลาเช้า และกลีบดอกไม้จะหล่นลงดินในเวลาเย็น
ผลของงาขาวเรียกว่า ฝัก ฝักอ่อนมีลักษณะทรงกระบอกค่อนข้างจะกลม ปลายฝักเป็นจะงอยแหลม เมื่อฝักใหญ่จะแบ่งเป็นร่องๆตามความยาวของฝัก ยาวราวๆ 2-3 เซนติเมตร เปลือกฝักหนา มีสีเขียว รวมทั้งมีขนปกคลุม เมื่อฝักแก่เปลี่ยนเป็นสีดำอมเทา และก็ปริแตก ทำให้เมล็ดร่วงลงดิน  ภายในฝักมีเมล็ดขนาดเล็กสีขาวจำนวนมาก เรียงซ้อนแยกกันในแต่ละร่องพู เมล็ดมีรูปไข่ เปลือกเมล็ดบางมีสีขาว มีกลิ่นหอมหวน ใน 1 ฝัก จะมีเมล็ดราวๆ 70-100 เมล็ด
การขยายพันธุ์
                งาขาว ที่ปลูกกันทั่วไปมี 6 จำพวก ดังเช่น

  • พันธุ์เมืองเลย ปลูกมากมายที่จังหวัดเลยและบริเวณชายแดนไทย-ลาว และก็ช่วงจังหวัดเลยถึงจังหวัดอุตรดิตถ์
  • ชนิดเชียงใหม่ ปลูกมากมายที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้วก็เชียงใหม่
  • จำพวกชัยบาดาลหรือสมอทอด ปลูกมากที่จังหวัดเพชรบูรณ์และก็จังหวัดลพบุรี แต่ตอนนี้มีปริมาณน้อยมาก
  • จำพวกร้อยเอ็ด.1
  • ชนิดมข.1
  • ชนิดมหาสารคาม 60 มีเขตผลักดันการปลูก ได้แก่ จังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก แล้วก็กาญจนบุรี


งาเป็นพืชเขตร้อนถูกใจอาการร้อนแล้วก็แดดแรง อุณหภูมิที่สมควรต่อการเติบโต ราวๆ 27-30 องศาเซลเซียส ไม่ชอบอากาศหนาวเย็น หากอุณหภูมิต่ำยิ่งกว่า 20 องศาเซลเซียส การงอกจะช้าลง หรือ บางทีก็อาจจะชะงักการเติบโต แต่ว่าถ้าอุณหภูมิสูงยิ่งกว่า 40 องศาเซลเซียสจะก่อให้การผสมเกสรติดยากการสร้างฝักเป็นไปได้ช้า
   ฤดูปลูก

  • ต้นฤดูฝน เริ่มปลูกตั้งแต่ก.พ.-ม.ย. และก็เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ปลายเดือน เมษายน-มิถุนายน ส่วนใหญ่จะปลูกลงในพื้นที่นาก่อนการปลูกข้าว มีพื้นที่ปลูกโดยประมาณปริมาณร้อยละ 70 ของพื้นที่ปลูกงาทั้งประเทศ แหล่งปลูกงาต้นฤดูฝนเช่น จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดสุโขทัย ลำพูน น่าน รวมทั้งสุราษฏร์ธานี
  • ปลายฤดูฝน เริ่มปลูกตั้งแต่กรกฎาคม-ส.ค. รวมทั้งเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่สิ้นเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม โดยมากจะปลูกไว้ในสภาพพื้นที่ไร่หรือที่ดอน ปลูกหลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ มีพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกงาทั้งประเทศ แหล่งปลูกงาปลายฤดูฝนที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัด กาญจนบุรี พิษณุโลก สุพรรณ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วก็เลย
ส่วนการปลูกงาขาวนั้นสามารถทำเป็นดังต่อไปนี้

  • การเตรียมดิน การเตรียมดินเป็นต้นเหตุที่สำคัญสำหรับการปลูกงาเพราะเหตุว่าเม็ดงามีขนาดเล็ก จะต้องมีการเตรียมดินให้ร่วนซุย จะช่วยทำให้งาแตกหน่อได้ดิบได้ดีรวมทั้งมีความสม่ำเสมอ การไถลูกพรวนจะมากหรือน้อยครั้งขึ้นอยู่กับส่วนประกอบรวมทั้งจำพวกของเนื้อดิน ถ้าเป็นดินร่วนซุยทรายจะไถ 1-2 ครั้ง ส่วนดินเหนียวต้องไถมากมายครั้งกว่าดินร่วนซุยโดยไถ 2-3 ครั้ง เพื่อย่อยดินให้ละเอียดจะให้ผลผลิตสูงขึ้นมากยิ่งกว่าไถเพียงแค่ครั้งเดียว
  • วิธีปลูก การปลูกงาขาวมีอยู่ 2 วิธีเป็น
  • การปลูกแบบหว่าน เกษตรกรส่วนมากนิยมนำมาปลูกงาด้วยวิธีการแบบนี้ โดยหลังจากจัดเตรียมดินก็ดีแล้ว จะใช้เมล็ดงาหว่านให้กระจายบ่อย อัตราเมล็ดพันธุ์ 1-2 โล/ไร่
  • การปลูกแบบโรยเป็นแนว สำหรับในการทำร่องสำหรับโรยเม็ด ส่วนใหญ่ใช้คราดกาแถว ระยะระหว่างแถว 50 เซนติเมตร อัตราเมล็ดพันธุ์ 2-3 กิโลกรัม/ไร่ การปลูกเป็นแถวจะให้ผลผลิตสูงขึ้นมากยิ่งกว่าการปลูกแบบหว่าน
  • การใส่ปุ๋ย ดินทรายหรือดินร่วนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 20-30 กิโล/ไร่ ดินร่วมคละเคล้าดินเหนียว ใช้ปุ๋ยสูตร 20-20-0 ในอัตรา 20-25 กิโล/ไร่
  • การดูแลรักษา การปลูกงาขาวไม่ต้องการที่จะอยากดูแลมากนัก หลังการโปรยเมล็ดแล้วเกษตรกรจะปลดปล่อยให้งาเติบโตตามธรรมชาติ แต่ว่ามั่นตรวจดูแปลงเป็นระยะ ถ้าเจอโรคหรือแมลงระบาดให้ฉีดพ่นด้วยสารกำจัดศัตรูพืช ส่วนการปลูกลงในฤดูแล้งหรือพื้นที่ค่อนข้างแล้งอาจมีการให้น้ำเป็นระยะ
  • การเก็บเกี่ยวผลผลิต งาขาวมีอายุเก็บเกี่ยวโดยประมาณ 70-120 วัน ข้างหลังปลูก ขึ้นกับสายพันธุ์ รวมทั้งเริ่มเก็บฝักได้ในระยะฝักแก่สีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ใบมีสีเหลือง และก็หล่นใกล้หมด และก็เก็บในระยะที่เปลือกฝักยังไม่ปริแตก การเก็บเกี่ยวงาขาวจะใช้แนวทางถอนอีกทั้งต้น ก่อนเด็ดฝักแยกออกจากลำต้น แล้วตีให้ฝักแตกคอเมล็ดงาออก ซึ่งอาจใช้ไม้ตีหรือใช้เครื่องตีแยกฝัก


องค์ประกอบทางเคมี เมล็ดงาขาวประกอบด้วยน้ำมัน 44-58% โปรตีน 18-25% ที่มีกรดอะมิโนที่มีคุณค่าทางโภชนาการเช่นเดียวกับถั่วเหลืองคาร์โบไฮเดรตโดยประมาณ 13.5% และขี้เถ้า 5% (Borchani et al.,2010) น้ำมันงาประมาณ 50% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงลำพัง 35% รวมทั้งอีก 44% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ตอนที่ 45% ของกากงามีโปรตีน 20% (Ghandi, 2009) ส่วนองค์ประกอบทางเคมีที่มีในเม็ดงาขาวนั้นก็มีเหมือนกับงาดำ ดังเช่นว่า กรดไขมันอาทิเช่น oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid, สารกลุ่ม lignan, ชื่อ sesamol, d-sesamin, sesamolin, สารอื่นๆดังเช่น sitosterol  ส่วนค่าทางโภชนาการของงาขาวมีดังนี้

คุณประโยชน์ทางโภชนาการงาขาว (งาขาวดิบ 100 กรัม)
                งาขาวดิบ             
น้ำ                           3.9          กรัม
พลังงาน                 658         กิโลแคลอรี่
โปรตีน                    20.9        กรัม
ไขมัน                       57.1        กรัม
คาร์โบไฮเดรต                        15.0        กรัม
ใยอาหาร                                4.6          กรัม
เถ้า                           3.1          กรัม
แคลเซียม                               86           มิลลิกรัม
เหล็ก                       7.4          มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส                              650         มก.
เบต้า แคโรทีน                        0              มก.
ไทอะมีน                 1.08        มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน                           0.11        มิลลิกรัม
ไนอะซีน                  3.3          มก.
 
คุณประโยชน์/สรรพคุณ
งาขาวใช้เป็นส่วนประกอบของขนมหวาน อาทิเช่น กระยาสาดข้าวเหนียวแดง หรือใช้ตกแต่งขนมปังหรือของหวานต่างๆรวมไปถึงใช้สกัดน้ำมันงาสำหรับใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆอาทิเช่น ใช้สำหรับเตรียมอาหาร โดยยิ่งไปกว่านั้นของกินประเภททอดต่างๆ ใช้เป็นองค์ประกอบของอาหารเสริม  ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องแต่งตัว อย่างเช่น โลชั่นที่เอาไว้สำหรับดูแลผิว น้ำหอม สบู่ เป็นต้น ใช้ในอุตสาหกรรมยา และของกิน เช่น ใช้เป็นส่วนผสมสำหรับการผลิตช็อกโกแลต การสร้างเนยเทียม ฯลฯ  ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์  ใช้ทารักษาแผล  ใช้ชโลมผม ช่วยให้ผมมันวาววับ ใช้ทารักษาโรผิวหนัง ผื่นผื่นคัน มีการทำการศึกษาเรียนรู้ในงาขาวพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับถั่วเหลืองรวมทั้งใช่แล้วพบว่า มีไขมันสูงกว่าถั่วเหลืองประมาณ 3 เท่า และก็สูงกว่าไข่ ประมาณ 4-6 เท่า มีโปรตีนสูงกว่าไข่ประมาณ 5% แม้กระนั้นต่ำลงมากยิ่งกว่าถั่วเหลืองโดยประมาณ 2 เท่า นอกจากนั้นโปรตีนในงาขาวยังไม่เหมือนกับพืชเครือญาติถั่วแล้วก็พืชให้น้ำมันอื่นๆเพราะว่ามีกรดอะมิโนที่จำเป็นซึ่งพืชดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วขาด ดังเช่นว่า เมธไธโอนินและซีสติเตียนน แต่งาขาวมีไลซีนต่ำ ฉะนั้นอาจใช้งาเป็นอาหารเสริมพวกของกินถั่วต่างๆเมื่อใช้เป็นอาหาร หรือใช้เสริมโปรตีนที่มาจากสัตว์ซึ่งมีราคาแพง นอกเหนือจากนี้ยังคงใช้เสริมของกินพวกธัญพืช กล้วย แล้วก็อาหารแป้งอื่นๆได้อย่างดีเยี่ยม
ยิ่งกว่านั้นเม็ดงาขาวยังประกอบไปด้วย เกลือแร่ 4.1 – 6.5 % ที่สำคัญเป็น เหล็ก ไอโอดีน สังกะสี เซเลเนียม แคลเซียม และธาตุฟอสฟอรัส โดยจะมีแคลเซียมมากกว่าพืชทั่วไปโดยประมาณ 20 เท่า ส่วนสรรพคุณทางยาของงาขาวนั้น หนังสือเรียนยาไทยระบุว่า งาขาวมีรสฝาด หวาน ขม ทำให้น้ำดี กำเริบเสิบสาน น้ำมันใช้หุงเป็นน้ำมันใส่รอยแผลเจริญ การหุงน้ำมันจำเป็นต้องใช้งาสดตำคั้นเอาน้ำ โดยใช้น้ำคั้นใบและก็เถาตำลึง บอระเพ็ด ขมิ้นอ้อย  ไพล เอาน้ำมาอย่างละ 1 ถ้วย แล้วใส่น้ำมันงาลงไป 1 ถ้วย ตั้งไฟเคี่ยวไปจนถึงเหลือ 1 ถ้วย เอาน้ำมันที่ได้ปรุงด้วยสีเสียดเทศแล้วก็ไทยสิ่งละบางส่วน หลอมตะกั่วนมให้ละลายเทลงในน้ำมัน แล้วเอาขึ้นหลอมอีกจนได้ 3 ครั้ง ทิ้งตะกั่วไว้ในนั้น ใช้น้ำมันใส่แผลจะช่วยสมานแผลเจริญมากมาย
 ส่วนสรรพคุณทางยาของงาขาวนั้น แบบเรียนยาไทยกล่าวว่า สารเซซามินในเม็ดงาขาวสามารถลดระดับ LDL-cholesterol ในกระแสโลหิตของคน (ซึ่ง LDL-cholesterol เป็นสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดโรค Athersclerosis (ไขมันอุดตันในเส้นโลหิต)  บรรเทาลักษณะโรคคิดสีดวงทวาร (Hemmorhoids) ได้ โดยกรดไขมันในน้ำมันงา ตัวอย่างเช่น Linoleic acid , oleic acid , palmatic acid , stearic acid , สามารถบรรเทาอาการโรคริดสีดวงทวารได้
ทั้งนี้มีการทำการศึกษาเรียนรู้น้ำมันงาพบว่าน้ำมันงาเป็นแหล่งของสารอาหาร เช่น กรดไขมันโอเมก้า 6 ฟลาโวนอยด์ ฟลีนอลิค สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินแล้วก็เส้นใย ซึ่งมีความหมายสำหรับเพื่อการต้านทานโรคมะเร็ง และก็เกื้อหนุนสุขภาพ
แบบอย่าง/ขนาดวิธีการใช้ เหมือนกันกับงาดำ คือสำหรับการนำงาขาวมาใช้ประโยชน์โดยมากจะใช้ประโยชน์ประโยชน์ด้านของกินรวมทั้งสินค้าเสริมความสวยงามมากยิ่งกว่าด้านการดูแลและรักษาโรคแต่ว่าก็มีการเอาไปใช้ตามตำรายาไทยอยู่บ้าง ได้แก่

  • แก้ฉี่หรืออุจจาระขัด นำเมล็ดงา 20 – 30 กรัม หรือ 1 – 2 ช้อน ต้มแล้วนำน้ำมาดื่มในขณะท้องว่าง
  • ความดันเลือดสูง เมล็ดงาขาว น้ำส้ม  ซีอิ้ว และก็น้ำผึ้งอย่างละ 30 กรัม ผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง คนให้เข้ากันดี ต้มด้วยไฟอ่อนๆจนกระทั่งสุก รับประทานวันละ 3 ครั้งเป็นประจำ
  • บรรเทาอาการไอแห้ง ไม่มีเสลด ให้นำเมล็ดงา 3 – 5 ช้อน ตำบดอย่างละเอียด ก่อนผสมกับน้ำตาล 2 ช้อน กิน หรือ นำผงเมล็ดงาชงน้ำร้อน และเดิมน้ำตาลดื่ม
  • บำรุงสมอง ตำราอายุรเวทให้ใช้งาผง 1 ส่วน ผงมะขามป้อม 1 ส่วน และน้ำผึ้ง 1 – 2 ช้อนชา เคล้าให้ถูกกัน ปั้นเป็นลูกกลอนกิน
  • ยาอายุวัฒนะ (ญี่ปุ่น) ใช้ไข่ไก่ 1 ฟอง ชงด้วยน้ำร้อน เติมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ แล้วก็น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ขับพยาธิหมุด เมล็ดงาขาว 50 กรัม เพิ่มเติมน้ำต้นจนได้น้ำข้นๆกรองเอาส่วนน้ำมาปรุงด้วยน้ำตาลทรายแดง ดื่มขณะท้องว่างครั้งเดียวให้หมด
  • เจ็บคอ คัดจมูก แพ้อากาศ ปวดประจำเดือน นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ รับประทานงับด 1 ข้อนชาก่อนนอน
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาของงาขาวนั้นโดยมากเป็นการศึกษาควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการศึกษารวมกันทั้งงาขาว งาดำ) ด้วยเหตุนั้นผลการศึกษาเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาของงาขาวจึงอย่างกับงาดำ (ดูการเรียนรู้ทางเภสัชของงาดำ) แต่ผู้เขียนสามารถรวบรวมข้อมูลการศึกษาทางเภสัชวิทยาของงามาเพิ่มอีกได้อีก 2 ฉบับหมายถึง
                การเรียนฤทธิ์ลดความเป็นพิษจากนิโคตินของสารลิกแนนจากงาในหนูแรทผิวเผือกเพศผู้ที่ได้รับพิษจากนิโคติน โดยการฉีดนิโคตินทีละ 3.5 มก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว เข้าใต้ผิวหนัง ติดต่อกัน 15 วัน ร่วมกับการป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของสารลิกแนนจากงา ขนาด 0.1 หรือ 0.2 กรัมต่ออาหาร 100 ก. ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ Low Density Lipoprotein cholesterol และ Very Low Density Lipoprotein cholesterol ช่วยเพิ่มปริมาณ High Density Lipoprotein cholesterol และก็เอนไซม์ต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งลดความเข้มข้นของผลผลิตจากการเกิดการเพอคอยกสิเดชั่นของไขมันที่มากขึ้นเนื่องจากพิษของนิโคติน ยิ่งไปกว่านี้ยังพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยเพิ่มปริมาณ DNA และคุ้มครองปกป้องไม่ให้ DNA ในเนื้อเยื่อตับถูกทำลายด้วยนิโคตินได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เห็นว่าสารลิกแนนจากงาสามารถบรรเทาความเป็นพิษของนิโคตินต่อการเกิดออกซิเดชั่นแล้วก็ความเป็นพิษต่อสารพัดธุกรรมในร่างกายได้ และการศึกษาเล่าเรียนทางคลินิกเรื่องฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดระดับความดันเลือดสูง ผู้ป่วยชายแล้วก็หญิงที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงระดับน้อยถึงปานกลาง คือมีค่าความดันโลหิตตัวบน ≥ 140 มม.ปรอท รวมทั้งค่าความดันโลหิตตัวล่าง ≥ 90 มม.ปรอท อายุ 35 – 60 ปี ปริมาณ 50 คน ได้รับยาเพื่อการดูแลรักษาเป็นยาขับฉี่ hydrochlorothiazide หรือ β-blocker atenolol มานาน 1 ปีก่อนร่วมการศึกษา รวมทั้งยังคงได้รับยานี้ตามเดิมตลอดการเรียนรู้นี้ ผู้เจ็บป่วยจะได้รับน้ำมันงาเพื่อใช้สำหรับในการทำอาหารในครอบครัว 4 – 5 กก. ต่อสมาชิกในครอบครัว 4 คน ต่อเดือน (ราวๆ 35 ก./วัน/คน) และก็จำต้องใช้เฉพาะน้ำมันงาเพียงแต่ประเภทเดียวตลอด 45 วัน แล้วหลังจากนั้นหยุดเปลืองน้ำมันงา ให้แปลงมาใช้น้ำมันที่เคยใช้อยู่เดิมอีก 45 วัน ทำการตรวจร่างกาย ความดันเลือด น้ำหนักตัว, Body mass index (BMI), ระดับไขมัน อิเลคโตรไลท์ และก็โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในเลือด ก่อนจะมีการศึกษา หลังจากเปลืองน้ำมันงา 45 วัน รวมทั้งภายหลังจากหยุดเปลืองน้ำมันงา 45 วัน พบว่า การใช้น้ำมันงาแทนที่น้ำมันชนิดอื่นสำหรับเพื่อการทำครัวในคนไข้ความดันโลหิตสูง ทำให้ค่าความดันเลือดตัวบนแล้วก็ตัวด้านล่างกลับลงสู่ระดับธรรมดา น้ำหนักร่างกาย รวมทั้ง BMI ต่ำลง แต่ว่าภายหลังหยุดใช้น้ำมันงานค่าดังที่กล่าวถึงแล้วกลับสูงขึ้น ระดับคอเลสเตอรอล, high density lipoprotein cholesterol แล้วก็ low density lipoprotein cholesterol ในเลือดไม่มีความแตกต่างกันเมื่อวัดผล 3 ช่วงเวลาที่ศึกษา นอกจากระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดต่ำลงเมื่อใช้น้ำมันงา และก็กลับสูงมากขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา ระดับโซเดียมในเลือดลดลงเมื่อใช้น้ำมันงาและกลับสูงขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา   ระดับโปแตสเซียมในเลือดสูงมากขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงาและก็ต่ำลงสู่ค่าปกติเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา การเกิด lipid peroxidation ลดลงเมื่อใช้น้ำมันงาแล้วก็ค่ายังคงที่ภายหลังที่หยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับเอนไซม์ catalase รวมทั้ง superoxide dismutase ในเลือดสูงขึ้น และก็ glutathione peroxidase ในเลือดลดลง เมื่อใช้น้ำมันงาแล้วก็ค่ายังคงเดิมหลังจากหยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับวิตามินซี วิตามินอี เบต้า-ค้างโรทีน และ reduced glutathione สูงมากขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงารวมทั้งลดน้อยลงหลังจากหยุดใช้น้ำมันงา จากการศึกษาแสดงว่าน้ำมันงาสามารถช่วยลดความดันเลือด ลดการเกิด lipid peroxidation และเพิ่มฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ ในคนป่วยความดันเลือดสูงร่วมกับยาขับฉี่ได้
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา การเรียนทางพิษวิทยาของงาขาวเป็นการเรียนควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการศึกษาเล่าเรียนรวมกันทั้งงาขาว งาดำ) ด้วยเหตุนั้นผลการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของงาขาวจึงราวกับงาดำ (ดูการเรียนรู้ทางพิษวิทยาของ งาดำ)
 
อเสนอแนะ/ข้อควรพิจารณา

  • สำหรับเพื่อการกินงาขาวในบางรายอาจมีอาการแพ้ได้ เนื่องจากมีสาร Sesamol ซึ่งจะก่อให้กำเนิดอาการต่างๆดังเช่น ผื่นคัน คันจมูก หายใจไม่สะดวก เปลือกตารวมทั้งริมฝีปากบวมแดง
  • การกินงาขาวอาจจะเป็นผลให้ระดับความดันโลหิตลดต่ำเหลือเกินได้ในผุ้ทีมีความดันโลหิตต่ำ
  • ถ้ารับประทานงาขาวมากกระทั่งเกินความจำเป็นอาจส่งผลให้มีการระบายท้องมากเกินไปจนนำมาซึ่งอาการท้องเดินได้
  • ตำราเรียนจีน ห้ามใช้งานในผู้ที่ท้องเสียเรื้อรัง เสื่อมสมรรถนะทางเพศ มีตกขาว หรือ ถ้าเกิดจะใช้ควรที่จะใช้ในขนาดน้อย การใช้เกิน 4 ช้อนโต๊ะต่อวัน อาจส่งผลให้ท้องร่วงได้
  • ตำราเรียนอายุรเวท บอกว่า งา เป็นยาขับรอบเดือน การใช้ในสตรีมีท้องระยะต้น (1-3 เดือน) ในขนาดที่มากเกินความจำเป็น อาจจะส่งผลให้แท้งได้
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์  พิเชียรสุนทร , แม้นมาส  ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์ 2542. คำอธิบาย ตำราพระโอสถ พรนารายณ์ สำนักพิมพ์ อมรินทร์ กุมภาพันธ์ 2548
  • มนตรา ศรีษะแย้ม , นาถธิดา วีระปรียากูร , พนมพร ศรีบัวรินทร์.ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นในหลอดทดลองของเมล็ด งา ขาว ดำ และ แดง .วารสารสารเภสัชศาสตร์อีสาน.ปีที่ 10 .ฉบับที่ 2.พฤษภาคม – สิงหาคม 2557.หน้า 136-146
  • ปราณี รัตนสุวรรณ . งา ...ธัญพืชเมล็ดจิ๋วดินทรงคุณค่า.ภาควิชาเภสัชงาขาวและเภสัชพฤกษศาสตร์.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • กรมวิชาการเกษตร.2549.รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาด้านพืชและเทคโนโลยีการเกษตร รอบ 12 เดือน.วันที่ 20 – 24 พฤศจิกายน 2549.
  • งาขาว สรรพคุณ และการปลูกงาขาว.พืชเกษตรดอทคอม.เว็บเพื่อเกษตรกรไทยนันทวัน บุณยะประภัศร (บรรณาธิการ) 2539.สมุนไพรพื้นบ้าน(1) คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/
  • ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย.2544
  • Bowden, Jonny. The 150 Healthiest foods on earth: The surprising, unbiased truth about what you should eat and why (PAP/COM). Fair Winds Pr,2007:309-310
  • สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ปีที่ 2 ฉบับที่ 23 ประจำเดือน กันยายน 2545 บริษัท สำนักพิมพ์ยูทิไลซ์ จำกัด
  • สารลิกแนน จากงาช่วยลดพิษของนิโคติน.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • งา,ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดความดันโลหิตสูง.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.


8

เห็ดหลินจือ
รู้เรื่องโรคมะเร็งโรคมะเร็งเป็นอย่างไรมีเหตุปัจจัย กลไกลการเกิดลักษณะของอาการโรคมะเร็ง มะเร็งที่เจอย่อยไม่ว่าจะเป็น ปากมดลูกมะเร็งตับ ปอด แล้วจะคุ้มครองได้ไหม รักษายังไง
สมุนไพร-เห็ดหลินจือ[/b] โรคมะเร็ง ( Cancer1 ) เจอได้ในทุกเพศทุกวัยตั้งแต่ทีแรกเกิดไปจนกระทั่งคนแก่ ส่วนมากจะเจอในอายุตั้งแต่ 50 ขึ้นไปส่วนในเด็กพบน้อยกว่าคนแก่โดยประมาณ 10 เท่า ปัจจุบันนี้ว่าผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยจะเริ่มหันมาใสใจในสุขภาพด้านร่างกายเห็ดหลินจือของตนกันมากยิ่งขึ้น แม้กระนั้นบรรดาเชื้อโรคต่างๆก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้งเช่นเดียวกัน โดยยิ่งไปกว่านั้นโรคมะเร็งที่เรียกว่าเป็นโรคยอดฮิตที่ผู้คนเป็นกันจำนวนไม่ใช่น้อยมากกว่าโรคติดต่อ
โรคมะเร็งเป็น โรคของเซลล์ ที่มีการเติบโตอย่างผิดปกติกลายเป็นก้อนโรคมะเร็งซึ่งสามารถบุกรุง ทำลายเนื้อเยื่อใกล้เคียงรวมทั้งกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆได้โรคซึ่ง (เห็ดหลินจือ)โรคซึ่งเกิดมีเซลล์กำเนิดมีเซลล์ไม่ดีเหมือนปกติในร่างกาย และเซลล์พวกนี้มีการเจริญเติบโตเร็วเกินธรรมดา ร่างกายควบคุมมิได้ เพราะฉะนั้นเซลล์พวกนี้ก็เลยเจริญก้าวหน้าขยายและก็แพร่ไปได้ทั่วร้างกายทำให้เซลล์ปกติของสมอง ไต กระดูก และก็ไขกระดูก
ต้นเหตุแล้วก็ปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็ง
เห็ดหลินจือ-สำหรับสาเหตุที่ทำให้ผู้คนต่างมีอาการป่วยเป็นโรคมะเร็งกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเกิดขึ้นจากทั้งปัจจัยภายใน คือ
1.ปัจจัยภายนอก
-คนที่ติดเชื้อโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบบี  มักเกิดในคนที่ไม่นิยมที่ไม่นิยมรับประทานร้อนช้อนกลาง โดยบางทีอาจติดจากทางทะเลลายสำหรับการกินอาหารด้วยกัน
-การตำหนิดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ในกรณีที่ถูกใจรับประทานอาหารแบบดิบๆหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
-ผู้ที่ชอบดื่มเครื่องดือแอลกอฮอล์เป็นชีวิตจิตใจ และก็ผู้ที่ดูดบุรีเป็นประจำ
-คนที่เคยผ่านการฉายรักสีเอกซเรย์
สารอะฟลาทอกซินที่แปดเปื้อนอยู่ในของกินและก็เครื่องดื่มที่พวกเรากินกันแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพวกพริกแห้ง ถั่ว
-สารก่อมะเร็งในอาหารประเภทปิ้ง ย่าง ทอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ปิ้งหรือปิ้งจนกระทั่งไหม้เกรียม หรือพื้นที่ทอดโดยใช้น้ำมันซ้ำๆวันแล้ววันเล่า
-สารไฮโดรคาร์บอน เป็นสารเคมีที่นำมาใช้สำหรับเพื่อการรักษาอาหารอย่างไนโตซามิน ซึ่งเป็นสีย้อมผ้าที่เอามาผสมอาร
2.ปัจจัยภายใน
-เห็ดหลินจือเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากความนึกคิดแตกต่างจากปกติในร่างกาย เช่น เด็กพิการโดยกำเนิด ซึ้งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม
-ร่างกายมีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือขาดสารอาหารบางสิ่งบางอย่าง อย่างเช่น พวกวิตามินเอ หรือ ซี
ซึ่งจะมองเห็นได้ว่าโรคมะเร็งโดยมากนั้นมีต้นเหตุจากปัจจัยภายใน นั้นมีความหมายว่าพวกเราสามารถปกป้องการก่อมะเร็งได้เยอะพอสมควร ทั้งนี้ ก็ขึ้นกับการกระทำและก็ระเบียบวินัยการเลือกปฎิบัติของเราเป็นหลัก แล้วก็ความรู้ในเรื่องของสารก่อมะเร็งด้วย
เห็ดหลินจือ-ไม่มีอาการเฉพาะโรคมะเร็ง แต่เป็นอาการเหมือนกันกับการอักเสบเยื่อ/อวัยวะที่เป็นมะเร็ง โดยที่ต่างกันคือมักเป็นอาการที่แย่ลงเรื่อยๆรวมทั้งเรื้อรัก โดยเหตุนั้นเมื่อมีอาการต่างๆนานเกิน 1 – 2 สัปดาห์ จำเป็นต้องรีบพบหมอ ยังไง ก็ตาม อาการที่น่าสงสัยว่าเนมะเร็ง ได้
-มีก้อนเนื้อโตเร็ว หรือ มีแผลเรื้อรังไม่หายภายใน 1-2 สัปดาห์ ภายหลังการดูแลตัวเองในเบื้องต้น
-มีต่อมน้ำเหลืองโต คลำเ มักจะแข็งไม่เจ็บ และโตขึ้นเรื่อย
-ไฝ ปาน หูด ที่โตเร็วกว่าปกติ หรือเป็นแผลแตก
-หายใจ กรือ มีกลิ่นปากร้ายแรงจากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
-เลือดกำเดาออกเรื้อรัง มักออกเพียงแค่ด้านเดียว (บางทีอาจออกทั้งสองข้างได้)
-ไอเรื้อรัง เรือ ไอเป็นเลือด
-มีเสลด น้ำลาย หรือเสลดผสมเลือดบ่อยครั้ง
-อ้วกเป็นเลือด
-ปัสสาวะเป็นเลือด
-ปัสสาวะบ่อยครั้ง ขัดลำ ปัสสาวะเล็ด โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-อุจจาระเป็นเลือด  มูก หรือเป็นมูกเลือด
-ท้องผูก สลับท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
สมุนไพร เห็ดหลินจือ-มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ หรือ มีระดูเปลี่ยนไปจากปกติ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดในวัยหมดประจำเลือดหรือข้างหลังมีเพศสัมพันธ์ทั้งๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
-อาการท้องอืด ท้องอืด แน่ อึดอัดท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-มีไข้ต่ำๆหามูลเหตุไม่ได้
-เป็นไข้สูงบ่อยมาก หาต้นสายปลายเหตุไม่ได้
-มีไข้สูงบ่อย หาปัจจัยมิได้
-ผอมลงมากใน 6 เดือน น้ำหนักลดจากเดิมเป็น 10%
-มีจ้ำห้อเลือดง่าย หรือ มีจุดแดงเหมือนไข้เลือดออกตามผิวหนังบ่อยครั้ง
-ปวดศีรษะรุนแรงเรื้อรัง หรือ แขน/ขาอ่อนแรง หรือ ชัก โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-ปวดหลังเรื้อรัง รวมทั้งปวดมากยิ่งขึ้นอาร่วมกับ แขน/โคนขาแรง

สัญญาณอันตราย 7 ประการ ที่ควรจะรีบมาพบแพทย์
เห็ดหลินจือ-มีเลือดหรือสิ่งผิดปกติออกมาจากร่างกาย ดังเช่น มีตกขาวมากเกินไป
-มีก้อนเลือดหรือตุ่ม เกิดขึ้นที่ไหนอันดับที่หนึ่งของร่างกายและก็ก้อนนั้นโตเร็วไม่ปกติ
-มีแผลเรื้อรัง
-มีการอึ เยี่ยว ไม่ปกติหรือแปรไปจากเดิม
-เสียงแหบ ไอเรื้อรัง
-กลืนอาหารลำบาก ไม่อยากกินอาหาร น้ำหนักลด
สมุนไพร-มีการเปลี่ยนของหูด ไฝ ปาน ดังเช่น โตแตกต่างจากปกติ ควรจะรีบมาเจอแพทย์
รายนามโรคมะเร็งที่มักพบ
1.มะเร็งตับ
2.มะเร็งปอด
3.มะเล็งเม็ดเลือดขาว
4.มะเร็งสมอง
5.โรคมะเร็งปากมดลูก
6.โรคมะเร็งไส้
7.โรคมะเร็งกล่องเสียง
8.โรคมะเร็งผิวหนัง
9.โรคมะเร็งรังไข่
10.โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
11.มะเร็งต่อมลูกหมาก
12.โรคมะเร็งเต้านม
13.มะเร็งกระเพาะอาหาร
14.โรคมะเร็งกระดูก
15.โรคมะเร็งหลอดของกิน
16.มะเล็งลิ้น
17.โรคมะเร็งโพรงปากรวมทั้งลำคอ
18.โรคมะเร็งท่อน้ำดีรวมทั้งถุงน้ำดี
19.มะเร็งหลอดลม
20.โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
21.มะเร็งตับอ่อน
22.มะเร็งไต
23.โรคมะเร็งไทรอย์
24.โรคมะเร็งโรงจมูก
สมุนไพร-เห็ดหลินจือ[/b] จะเห็นได้ว่าโรคมะเร็งนั้นเป็นโรคอันตรายซึ่งสามารถคุ้มครองป้องกันให้ไกลห่างจากโรคมะเร็งได้ ดังนี้ข้นอยู่กับการกระทำระเบียบวินัยของทุกคนเป็นหลักว่าจะสามารถไตร่ตรองในเรื่ออาหารกินได้มากมายน้อยแค่ไหน เพราะว่าสาเหตุของโรคมะเร็งส่วนมากนั้นมีต้นเหตุที่เกิดจากการทานอาหาร พวกเราควรต้องเลือกรับประทานอาหารซึ่งมีก็เพียงแต่คุณค่ารวมทั้งคุณประโยชน์ทางโภชนาการและก็ความสะอาดโดยไม่มีการแปดเปื้อนของสารเคมีต่างๆเพื่อห่างไหลมายากลจากโรคร้ายอย่างมะเร็ง

Tags : เพาะเห็ดหลิน

9

ต้นหญ้าหวาน
ชื่อสมุนไพร หญ้าหวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์   Stevia rebaudiana Bertoni
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Eupatorium rebaudianum Bertoni, Stevia rebaudiana (Bertoni) Hemsl.)
ชื่อสามัญ  Stevia
วงศ์    Asteraceae
บ้านเกิด  ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชที่มนุษย์รู้จักมาเป็นเวลายาวนานกว่า 1,500 ปี ชนพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้เป็นผู้ค้นพบรวมทั้งนำมาใช้เป็นครั้งแรก มนุษย์ได้นำสารสกัดของหญ้าหวานมาเป็นองค์ประกอบในชาที่ชงดื่มรวมถึงยาสมุนไพรโบราณ โดยเฉพาะในประเทศปารากวัย แล้วก็บราซิล ซึ่งชื่อเดิมของหญ้าหวานที่ชาวพื้นเมืองขว้างรากวัยเรียก คือ kar-he-e หรือภาษาประเทศสเปน เรียกว่า yerba ducle มีความหมายว่า สมุนไพรหวาน เป็นสมุนไพรที่คนพื้นเมืองของปารากวัย และก็บราซิล ใช้ผสมในของกิน หรือเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความหวาน และใช้ชงเป็นชาดื่ม ที่เรียกว่า “ มะเตะ” มานานมากกว่า 400 ปีแล้วส่วนในแถบทวีปเอเชียพบว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆที่มีการใช้สารสกัดจากหญ้าหวานอย่างล้นหลาม โดยนำไปเป็นส่วนประกอบของของกินแล้วก็เครื่องดื่มต่างๆ  ดังเช่น ผักดอง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เนื้อปลาบด เป็นต้น
สำหรับในประเทศไทยหญ้าหวานเริ่มไปสู่ประเทศไทยเมื่อปี พุทธศักราช 2518 โดยเป็นการเอามาทดสอบปลูก ในภาคเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน รวมทั้งเชียงราย ในตอนนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้อนุญาตให้มีการใช้สารสตีวิโอไซด์เพื่อการบริโภค ต้นหญ้าหวานก็เลยจัดอยู่ในพืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น ต้นหญ้าหวาน เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นแตกกิ่งสาขาตั้งแต่ระดับโคนต้น ทำให้ดูเป็นทรงพุ่มไม้เตี้ย สูงประมาณ 30-90 ซม. ลำต้นตั้งตรง มีลักษณะทรงกลม เปลือกลำต้นบาง สีเขียวอ่อน ห่อติดกับแกนลำต้น แกนเนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน เปราะหักง่าย
  • ใบ ต้นหญ้าหวานเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบออกเดี่ยวๆเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ตามลำต้น และกิ่ง และก็เหนือซอกใบจะแตกยอดสั้นๆทั้งสองข้าง แต่ละใบมีรูปหอกกลับ กว้างโดยประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ยาว


ราวๆ 3-4 ซม. แผ่นใบเรียบ สีเขียวสด ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อย แล้วก็งุ้มเข้ากึ่งกลางแผ่นใบ เมื่อเคี้ยวหรือต้มน้ำดื่มจะมีรสหวานจัด

  • ดอก หญ้าหวานออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอด มีก้านดอกสั้น กลีบดอกมีปริมาณ 5 กลีบ รูปหอกหรือรูปไข่ แผ่นกลีบดอกไม้มีสีขาว ด้านในมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอมน้ำตาล รวมทั้งเกสรตัวเมีย 1 อัน ที่มีก้านเกสรสีขาวยาวยื่นออกมาจากกลางดอก คล้ายหนวดปลาดุก ดังนี้ หญ้าหวานจะมีดอกทั้งปี ในฤดูฝนจะออกดอกสีม่วง ส่วนฤดูอื่นๆออกดอกสีขาว
  • ผล ผล เป็นผลแห้งขนาดเล็ก ไม่ปริแตก ข้างในมีเมล็ดลำพังมากไม่น้อยเลยทีเดียว เม็ดสีดำ มีขนปุยปกคลุม


การขยายพันธุ์  หญ้าหวาน เป็นพืชที่ชอบอากาศที่ออกจะเย็น ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิราวๆ 20-26 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุยหรือดินร่วนคละเคล้าทรายที่ระบายน้ำเจริญ แล้วก็พืชจำพวกนี้จะเจริญวัยได้เป็นอย่างดีเมื่อเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 600-700 เมตร
                เพราะเหตุนี้จึงมีการนำเข้ามาทดสอบปลูกไว้ในเมืองไทยเมื่อปี พุทธศักราช2518 ที่แถบภาคเหนือ ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา ซึ่งปรากฏว่าได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ ก็เลยมีการเกื้อหนุนให้มีการปลูกมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้
ต้นหญ้าหวานขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี เป็น

  • การเพาะกล้าจากเมล็ด มีจุดเด่น คือ ทำได้เร็วทันใจ ลำต้นแตกกิ่งมากมาย ได้ผลผลิตสูง และก็นานหลายฤดู รวมถึงทนต่อโรค รวมทั้งแมลงก้าวหน้า แต่มีข้อเสียหมายถึงมีค่าเมล็ดพันธุ์สูง และเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์สูง อาจมีผลทำให้ปริมาณสารให้ความหวานน้อยลงหรือให้ผลผลิตใบลดน้อยลง
  • การปักชำกิ่ง มีจุดเด่นหมายถึงอดออมค่าเมล็ดพันธุ์ ไม่เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ แต่ว่ามีข้อเสียหมายถึงใช้เวลานาน มีต้นทุนการปักชำ ลำต้นแตกกิ่งน้อย แก่การเก็บเกี่ยวสั้น ผลิตผลให้ต่ำยิ่งกว่ากล้าจากเม็ด รวมถึง ลำต้นอ่อนแอ ไม่ทนต่อโรค แล้วก็แมลง


สำหรับการเก็บเกี่ยว  การเก็บใบต้นหญ้าหวานจะเริ่มเก็บคราวแรกได้ 25-30 วัน หลังปลูก หากต้นสมบูรณ์พอ จะเก็บได้ต่อเนื่องเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี จะเก็บได้ประมาณ 10-12 ครั้ง แต่ละครั้งเก็บใบสดได้ราว 40-60 กิโล/ไร่ ซึ่งได้ผลผลิตใบสูงสุดในช่วงฤดูฝน และให้ผลผลิตต่ำในช่วงฤดูหนาว แล้วก็หน้าแล้ง ดังนี้ ต้นหญ้าหวาน 1 รุ่นจะแก่เก็บเกี่ยวไดนานถึง 3 ปี
สำหรับหญ้าหวานสดที่เก็บเกี่ยวได้ จะต้องล้างทำความสะอาด และก็ตากแดดให้แห้งก่อนส่งโรงงาน แบ่งได้เป็น 2 เกรด คือ เกรด Aและก็เกรด B ถ้าหากภาวะใบไม่สมบูรณ์ ใบมีสีเหลืองหรือซีดเผือด จะถูกคัดเป็นเกรด B แต่เกรดของใบไม่เป็นผลทำให้ความหวานแตกต่าง
หญ้าหวานแห้ง เกรด B จะเจอโดยประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณหญ้าหวานแห้งทั้งสิ้น หญ้าหวานแห้งเกรด A บางทีอาจขายเป็นใบชา ในราคา 200-500 บาท/กิโล ส่วนเกรด B จะถูกขายในราคาประมาณ 150 บาท/กิโลกรัม แล้วก็ใช้บดเป็นผงต้นหญ้าหวานแห้ง ที่ขายในกิโลละ 500 บาท 5 ส่วนราคารับซื้อต้นหญ้าหวานแห้งหน้าโรงงาน อาจมีราคาในช่วงเดียวกันหรือสูงยิ่งกว่า (ข้อมูล ราคาปี 2555)
องค์ประกอบทางเคมี  ใบต้นหญ้าหวานแห้ง สกัดด้วยน้ำได้สารหวานราวจำนวนร้อยละหนึ่ง ซึ่งสารหวานกลุ่มนี้มีชื่อเรียกว่า สตีวิโอไซด์ (Stevioside) ซึ่งมีความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 150 - 300 เท่า มีความคงตัวสูงอีกทั้งในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน และทนความร้อนได้ถึง 200 องศาเซลเซียส จึงไม่เสื่อมสภาพหรือเปลี่ยนสภาพจากความร้อนสำหรับเพื่อการปรุงอาหาร ใช้ในปริมาณน้อย ไม่มีพิษรวมทั้งปลอดภัยสำหรับการบริโภคซึ่งนักวิทยาศาสตร์ศึกษาและทำการค้นพบว่าสารสกัดจากต้นหญ้าหวานประกอบไปด้วยกรุ๊ปสารที่มีชื่อเรียกว่า ไกลโคไซด์ (Glycoside) และก็ อะไกลโคน (Aglycone) สารไกลโคไซด์จะประกอบไปด้วยโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ส่วนสารอะไกลโคนจะประกอบไปด้วยน้ำตาลที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้นหรือบางทีอาจเรียกรวมๆว่า โพลีแซคค้างไรด์ (Polysaccharides) ซึ่งกรุ๊ปน้ำตาลกลุ่มนี้นี่เองที่ทำให้สารสกัดของต้นหญ้าหวานมีรสหวาน
ขึ้นรถสำคัญต่างๆที่พบในต้นหญ้าหวานมีหลายชนิด อย่างเช่น
– Stevioside พบได้มากที่สุด 2.0-7.7%
– Rebaudioside A ถึง F เจอลำดับรองลงมา ราวๆ 0.8-2.9%
– Steviol
– Steviolbioside
– Dulcoside A
สารสติวิออลไกลโคไซด์ (รูปที่ 1) มีลักษณะเป็นผงสีขาวถึงสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่น มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน รวมทั้งทนไฟ
คุณลักษณะทางกายภาพ และเคมีของ stevioside
– สูตรทางเคมี : C35H60O18
– น้ำหนักโมเลกุล : 804.9
– จุดหลอมเหลว : 198 °C
รูปที่   2    Stevioside
ที่มา : อ้างถึงใน ศิวาพร (2546) แล้วก็สาโรจน์ (2547)
ประโยชน์/คุณประโยชน์ 
สารสกัดที่ได้จากต้นหญ้าหวานชื่อว่า สตีวิโอไซด์ (stevioside) เป็นสารที่ให้ความหวานมากกว่า 200-300 เท่าของน้ำตาลแม้กระนั้นไม่ก่อให้เกิดพลังงาน (แคลลอปรี่) ภายในร่างกายอะไร ด้วยความพิเศษของหญ้าหวานนี้  จึงมีสรรพคุณแล้วก็ผลดีต่างๆเยอะแยะ ตัวอย่างเช่น
ลดระดับน้ำตาลในเลือด คนป่วยเบาหวานนั้นเสี่ยงมีสภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ง่าย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดเซลล์ที่ผลิตอินซูลินหรือเกิดภาวะดื้อรั้นอินซูลิน นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ ดังเช่น มิได้รับอินซูลินหรือยารักษาเบาหวาน รับประทานคาร์โบไฮเดรตมากจนเกินไป เกิดความเคร่งเครียด ได้รับบาดเจ็บ เข้ารับการผ่าตัด หรือติดเชื้อ ซึ่งคุณค่าอีกประการหนึ่งของต้นหญ้าหวานที่บางทีอาจมีประโยชน์ต่อคนป่วยโรคเบาหวานก็คือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยปรากฏงานวิจัยที่ศึกษาเล่าเรียนประเด็นนี้มากมาย งานค้นคว้าหนึ่งได้ให้คนไข้เบาหวานจำพวกที่ 2 รับประทานสารสกัดหญ้าหวาน 1 กรัม พร้อมเข้ารับการตรวจเลือดหลังผ่านไป 4 ชั่วโมง พบว่าคนไข้หรูหราน้ำตาลในเลือดน้อยลง สอดคล้องกับงานค้นคว้าอีกชิ้นที่ศึกษาค้นพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวานจำพวกที่ 2 น้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังหลังจากกินแป้งที่ทำมาจากหญ้าหวาน
ยิ่งไปกว่านี้ การรับประทานต้นหญ้าหวานอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดของคนที่มีสุขภาพปกติเหมือนกัน งานค้นคว้าหนึ่งได้สุ่มให้ผู้เข้าร่วมทดสอบกินซูโครส แอสปาแตม และก็ต้นหญ้าหวานก่อนกินอาหารมื้อกลางวันแล้วก็มื้อเย็น เป็นเวลา 3 วัน ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยพบว่าผู้ที่กินต้นหญ้าหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดรวมทั้งอินซูลินหลังรับประทานอาหารต่ำลงมากยิ่งกว่าผู้ที่กินซูโครสและก็แอสปาแตมอย่างเป็นจริงเป็นจัง นอกจากนี้ กลุ่มที่กินหญ้าหวานและก็แอสปาแตมก่อนมื้ออาหารยังรู้สึกอิ่มและไม่รับประทานอาหารอื่นเพิ่มจากมื้อหลัก เหมือนกับงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยอีกชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากใบต้นหญ้าหวานช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เข้าร่วมการทดลองที่ไม่ได้ป่วยด้วยเบาหวานหรือมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้
ทั้งมีคุณสมบัติช่วยยั้งการเติบโตของแบคทีเรียในปากหลายประเภท ก็เลยไม่ทำให้ของกินหรือเครื่องดื่มที่เก็บไว้นานเกิดการบูดเน่า ไม่ทำให้ฟันผุหรือเหงือกบวมอักเสบได้ง่าย จึงมีการใช้ ผสมในของกิน รวมทั้งเครื่องดื่ม รวมทั้งผสมในยาสีฟันหรือยาบ้วนปาก เพื่อแต่งรส แล้วก็ช่วยปกป้องโรคฟันผุ
อนึ่งฤทธิ์สำหรับการออกรสหวานของสารสตีวิโอไซด์จะไม่เหมือนกับน้ำตาลซะทีเดียว เนื่องมาจากสารสตีวิโอไซด์จะออกรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายเล็กน้อย จะเลือนรางไปช้ากว่าน้ำตาลทราย นอกเหนือจากนี้สารดังที่กล่าวมาแล้วยังเป็นสารที่ไร้ค่าทางอาหารอะไร ด้วยเหตุว่ามีแคลอรีต่ำมากหรือเปล่ามีเลย และจะผิดย่อยให้เกิดเป็นพลังงานกับร่างกาย แต่ว่าจากจุดด้วยที่ตรงนี้นี่เองก็นับว่าเป็นคุณลักษณะเด่นที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับคนที่เป็นโรคโรคเบาหวาน ความดันเลือด โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน แล้วก็โรคหัวใจ
ในขณะนี้มีการอนุญาตให้ใช้สารสกัดจากหญ้าหวานเป็นสารทดแทนน้ำตาลในประเทศต่างๆไม่น้อยกว่า 30 ประเทศ ดังเช่นว่า ประเทศญี่ปุ่น จีน ประเทศเกาหลี แคนที่นาดา ออสเตเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมทั้งมีทิศทางมากยิ่งขึ้นหน่วยงานอาหารรวมทั้งยาของประเทศสหรัฐอเมริกาและก็กรุ๊ปประเทศในยุโรปอนุญาตให้มีการใช้สารหวานจากหญ้าหวานเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่ม ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2551 และก็ พุทธศักราช 2554 เป็นลำดับ ประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ประกาศอนุญาตให้มีการผลิต และต้นหญ้าหวานในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 262) พุทธศักราช 2545 เรื่อง สตีวิโอไซด์และก็อาหารที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์) รวมทั้งประกาศให้สารสกัดสติวิออลไกลโคไซด์เป็นวัตถุเจือปนของกิน ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2556 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360) พ.ศ. 2556 เรื่อง สตีวิออลไกลโคไซด์) โดยอ้างอิงข้อมูลของคณะกรรมการผู้ที่มีความชำนาญเกี่ยวกับวัตถุเจือปนของกินขององค์การอาหารแล้วก็เกษตร และองค์การอนามัยโลก ที่องค์การสหประชาชาติ (The Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives, JECFA) ซึ่งได้ประเมินและระบุค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake, ADI) แล้ว
แบบ/ขนาดวิธีใช้  จากผลงานวิจัยของทีมงานนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สรุปว่า สารสกัดจากหญ้าหวานมีความปลอดภัยในทุกๆกรณี โดยค่าสูงสุดที่กินได้อย่างปลอดภัยเป็น 7,938 มิลลิกรัม/กิโลกรัม(น้ำหนักตัว)/วัน ซึ่งสูงมากถ้าเกิดเทียบกับการผสมในเครื่องดื่มหรือกาแฟถึง 73 ถ้วยต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่ๆ เพราะว่าคนจำนวนมากกินกันราวๆ 2-3 ก็จัดว่ามากมายพอเพียงต่อวันแล้ว ซึ่งการใช้หญ้าหวานอย่างปลอดภัยเป็นราวๆ 1-2 ใบต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วย ถือเป็นปริมาณที่เหมาะสมและไม่หวานมากจนเกินความจำเป็น  แต่ว่าคณะกรรมการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญของของกินแล้วก็เกษตรแห่งสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลกที่เกี่ยวกับสารเจือปนในอาหาร ได้ระบุค่าความปลอดภัย พื้นฐานไว้ไม่เกิน 2 มก.ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกก.ต่อวัน แม้กระนั้นอาจต้องระมัดระวังการใช้ในใช้ในขนาดสูงต่อเนื่องกันโดยเฉพาะผู้ที่มีสภาวะโรคไตและก็ตับ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360 พ.ศ.2556 เรื่องสตีวิออลไกลโคไซด์) สตีวิออลไกลโคไซด์ แปลว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากใบหญ้าหวาน ซึ่งประกอบด้วย สตีวิโอไซด์ รีบาวดิโอไซด์ เอ รีบาวดิโอไซด์ บี รีบาวดิโอไซด์ ซี รีบาวดิโอไซด์ ดี รีบาวดิโอไซด์ วัวไซด์ เอ รูบุโซไซด์ รวมทั้ง สตีวิออลไบโอไซด์ สารสกัดจากหญ้าหวานที่อนุญาตให้ใช้เป็นองค์ประกอบอาหารต้องมีปริมาณสารในกลุ่มสตีวิออลไกลโคไซด์ รวมทั้งสิ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐาน องค์การอาหารและเกษตร รวมทั้งองค์การอนามัยโลก ที่สหประชาชาติ
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา  ในปี คริสต์ศักราช1991 มีนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า Emily Procinska รวมทั้งภาควิชา ได้ออกมาค้นคว้ารายงานวิจัยของ John M. Pezzuto ว่าอาจมีข้อผิดพลาด โดยตีพิมพ์ในวารสาร Mutagenesis ระบุว่า ต้นหญ้าหวานไม่เป็นผลทำให้มีการเกิด Mutagenic (สารก่อกลายพันธุ์) แต่อย่างใด ทั้งนี้ได้ทำการทดลองซ้ำอยู่หลายครา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ได้มีรายงานต่างๆออกตามมาอีกเยอะมากที่กล่าวว่าผลของ mutagenic ในสารสกัดหญ้าหวานส่งผลน้อยมาก หรือบางครั้งอาจจะไม่มีผลเลย แล้วก็ถัดมาก็เลยได้มีการพิจารณาความเป็นพิษพบว่า งานค้นคว้าวิจัยโดยมากกล่าวว่าหญ้าหวานไม่มีพิษ และไม่มีหลักฐานอะไรก็แล้วแต่บอกว่าหญ้าหวานให้กำเนิดโรคมะเร็งอะไร  รวมทั้งยังมีการเรียนรู้ทางสถานพยาบาลอีกหลายๆฉบับ ซึ่งส่ววนใหญ่มีผลการเล่าเรียนเจาะจงถึงกลไกการออกฤทธิ์ในร่างกายมนุษย์คือ   กลไกการออกฤทธิ์ของต้นหญ้าหวานเป็น สารสกัดของหญ้าหวานที่เป็นไกลโคไซด์ซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำตาลเดกซ์โทรสและสารอะไกลโคนซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น (Polysaccharides) จะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของลิ้น ทำให้พวกเรารับรสความหวานซึ่งมีมากยิ่งกว่าน้ำตาลถึง 150 เท่า และก็ต่อมรับรสนิดหน่อยจะทำปฏิกิริยากับสารอะไกลโคนซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกถึงรสขมได้น้อย  รวมทั้งระบบทางเดินอาหารของผู้คนก็สามารถเสื่อมสภาพแล้วก็แยกไกลโคไซด์ของต้นหญ้าหวานออกมาเป็นน้ำตาลเดกซ์โทรสได้อีกด้วย โดยน้ำตาลกลูโคสที่ได้นี้ส่วนมากจะถูกแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ดึงไปใช้เป็นพลังงานของตัวลำไส้เอง ก็เลยมีเดกซ์โทรสจากสารสกัดต้นหญ้าหวานเพียงแค่ส่วนน้อยที่ถูกดูดซับไปสู่กระแสเลือด ส่วนสารสตีวิออลรวมทั้งสารโพลีแซคคาไรด์ (Poly saccharides) นิดหน่อยจะถูกดูดซึมไปสู่ร่างกาย แล้วก็จำนวนมากที่เหลือจะถูกขับทิ้งไปกับอุจจาระ

การเรียนรู้ทางพิษวิทยา จากการเรียนความเป็นพิษในหนูหลายๆการเรียนรู้
โดยให้สาร สตีวิโอไซด์ ผสมในอาหารในขนาดต่างๆจนถึง 5% (ขนาดมากถึง 2 g/kg น้ำหนักตัว ให้ต่อเนื่องกัน 3 เดือน จนถึง 2 ปี ไม่พบความเป็นพิษที่ร้ายแรงต่อตับ และก็ไต แต่มีรายงานว่าหนูที่ได้รับ สตีวิโอไซด์ โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาดมากถึง 1.5 g/kg น้ำหนักตัว ส่งผลต่อไตโดยมี blood urea nitrogen (BUN) และ creatinine ในเลือดสูงขึ้น แม้กระนั้นขนาดดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นขนาดที่สูงยิ่งกว่าขนาดที่ใช้รับประทานในคนมากประกอบกับเป็นการให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ด้วยเหตุนั้นผลการศึกษาถึงความปลอดภัยของสตีวิโอไซด์ในอาหาร เป็นระยะเวลานานจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ปรากฏว่ามีแนวโน้มทางด้านความปลอดภัยที่ดี เมื่อต้นปี ค.ศ. 2009 อเมริกาโดย USFDA ได้พินิจพิเคราะห์แล้วก็ประกาศว่า ต้นหญ้าหวานได้รับการยินยอมรับโดยปกติว่าไม่เป็นอันตราย "Generally Recognized As Safe (GRAS)  ส่วนการทดสอบการกลายพันธุ์ของสารสกัดหญ้าหวาน โดย Fujita และแผนก (1979), Okumura
แล้วก็คณะ (1978) แล้วก็ Tama Biochemical Co-Ltd. (1981) กระทำการทดสอบกับเชื้อ Salmonella typhimurium, Escherichia coli แล้วก็ Bacillus subtilis ผลการทดลอง พบว่า สารดังกล่าวไม่ก่อกลายพันธุ์อะไร
ข้อเสนอ/ข้อควรระวัง
แม้เดี๋ยวนี้ยังไม่พบข้อที่ไม่อนุญาตใช้ต้นหญ้าหวานที่เด่นชัด แต่ข้อควรระวังเป็น

  • ไม่ควรบริโภคหญ้าหวานใน จำนวนที่เกินกว่าที่กำหนดในสินค้าที่ได้รับคำรับรองความปลอดภัยการบริโภคจากอย. กระทรวงสาธารณสุข (อย)
  • หลีกเลี่ยงบริโภคหญ้าหวานในกรณีที่แพ้พืชเชื้อสายเดียวกับต้นหญ้าหวาน ดังเช่น ดอกต้นเบญจมาศ ดาวเรือง ฯลฯ เนื่องมาจากคนที่แพ้พืชกลุ่มนี้บางทีอาจเสี่ยงมีลักษณะอาการแพ้ต้นหญ้าหวานได้เช่นเดียวกัน
  • ผู้เจ็บป่วยเบาหวานที่กินหญ้าหวานควรจะหมั่นวัดระดับน้ำตาลในเลือด รวมทั้งขอความเห็นแพทย์ทันทีถ้ามีอาการผิดปกติอะไรก็แล้วแต่เนื่องจากต้นหญ้าหวานหรือสินค้าที่มีสารสกัดจากหญ้าหวานอาจจะก่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินความจำเป็นได้
  • สตรีตั้งครรภ์ สตรีให้นมบุตร รวมทั้งเด็ก ควรขอความเห็นแพทย์ก่อนการบริโภคต้นหญ้าหวานเสมอ
  • คนซื้อหญ้าหวานบางรายบางทีอาจกำเนิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ ตาลายศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หรือชะตามร่างกายได้
  • ไม่บริโภคผลิตภัณฑ์หญ้าหวานที่หมดอายุ

    เอกสารอ้างอิง

  • รศ.ดร.ภก.พิสมัย กุลกาญจนาธร. หญ้าหวาน.....หวานทางเลือก....เพื่อสุขภาพ.ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • มตรี สุทธจิตต์ และคณะ, 2540, การรวบรวม การทบทวน การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยและการสังเคราะห์แนวความคิดที่-เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของหญ้าหวาน-และผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน.
  • เชาวนี สุวรรณโชติ, 2556, การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน-โรงงานสกัดผงหญ้าหวาน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่.
  • Rajab R., Mohankumar C., Murugan K., Harish M. and Mohanan PV. Purification and toxicity studies of stevioside from Stevia rebaudiana Bertoni.Article. 2009; 16(1):49-54.
  • มัทนียา วังประภา, 2548, การผลิตสารสตีวิโอไซด์-โดยการเพาะเลี้ยงหญ้าหวาน-ในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ.
  • หญ้าหวาน.วิกิพีเดีย.สารานุกรมเสรี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.th.wikipedia.org/wiki/
  • กล้าณรงค์ ศรีรอต. 2542. สารให้ความหวาน(sweeteners) : คุณสมบัติและการใช้ประโยชน์. http://www.disthai.com/
  • หญ้าหวาน(Stevia) สรรพคุณและการปลูกหญ้าหวาน.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพือเกษตรกรไทย
  • CODEX-2010: JECFA Monograph (2010) INS no. 960
  • Kroyer G. Stevioside and Stevia-sweetener in food: application, stability and interaction with food ingredients. J. Verbr. Lebensm. 2010; 5:225-229
  • หญ้าหวานต้านโรค พิสูจน์ได้จริงหรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • Goyal SK., Samsher And Goyal RK. Stevia (Stevia rebaudiana) a bio-sweetener: a review. International Journal of Food Sciences and Nutrition. 2010; 61(1):1-10.
  • การใช้หญ้าหวานมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วยเบาหวาน.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Munish P, Deepika S, Ashok T and Kdownstream. Processing of stevioside and its potential applications. Biotechnology Advances 2011; 29: 781-791.
  • Madan S, Ahmad S; Singh G.N, Kohli, Kanchan, Kumar Y, Singh R, Garg M. Stevia rebaudiana (Bert.) Bertoni-A review. Indian Journal of Natural Products and Resources 2010; 1:267-286.


10
มะกรูด
ชื่อสมุนไพร  มะกรูด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น มะขูด , มะขุน (ภาคเหนือ) , ส้มมั่วผี , ส้มกรูด (ภาคใต้) , โกร้ยเชีด (เขมร) , มะขู (แม่ฮ่องสอน)
ชื่อสามัญ    Kaffir lime , Mauritius papeda , Leech lime
ชื่อวิทยาศาสตร์  Citrus hystrix DC.
สกุล  RUTACEAE
บ้านเกิด เป็นพืชตระกูลส้ม และก็มะนาว เป็นพืชประจำถิ่นในเขตร้อนชื้นแถบประเทศเอเซียอาคเนย์ อย่างเช่น ไทย พม่า ลาว กัมพูชา อื่นๆอีกมากมาย  ซึ่งถูกจัดเป็นไม้ผล สำหรับมะกรูดในประเทศไทยนั้น  คนประเทศไทยอาจจะรู้จักดีกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นสมุนไพรคู่ห้องครัวไทยมาอย่างช้านาน เพราะเหตุว่านิยมใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องแกงที่จำเป็นอย่างจำเป็นเลย (ซึ่งโดยธรรมดาแล้วพวกเรามักจะนิยมใช้ใบมะกรูดรวมทั้งผิวมะกรูดมาเป็นส่วนผสมของพริกแกง) นอกเหนือจากนั้นมะกรูดก็ยังมีสาระในด้านอื่นๆอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของความสวยงามและก็ในด้านของยาสมุนไพร ทั้งยังยังนับได้ว่าเป็นไม้มงคลที่นิยมนำมาปลูกไว้รอบๆบ้านอีกด้วย เนื่องจากมั่นใจว่าจะก่อให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุข โดยชอบปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวบ้าน
ลักษณะทั่วไป
มะกรูด เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แก่นไม้เป็นเนื้อแข็ง เปลือกเรียบมีสีน้ำตาลอ่อน ลำต้นแตกกิ่งก้านเยอะมากตั้งแต่ระดับล่างของลำต้นทำให้มีลักษณะเป็นพุ่ม ตามลำต้น แล้วก็กิ่งมีหนามแหลมยาว ใบมะกรูด เป็นใบประกอบ ออกเป็นใบโดดเดี่ยว มีก้านใบแบออกเป็นครีบคล้ายแผ่นใบ ใบมีลักษณะครึ้ม เรียบ มีผิวมัน สีเขียว และก็เขียวเข้มตามอายุของใบ ใบมีคอดกิ่วที่กลางใบทำให้ใบแบ่งออกเป็น 2 ตอน หรือ เหมือนใบไม้ 2 ใบ ต่อกัน ขนาดใบกว้างราวๆ 2.5-5 เซนติเมตร ยาวโดยประมาณ 5-12 ซม. ใบมีกลิ่นหอมสดชื่นมากเนื่องจากว่ามีต่อมน้ำมันอยู่  ดอกมะกรูดเป็นดอกบริบูรณ์เพศ ดอกออกเป็นช่อมีสีขาว แทงออกรอบๆส่วนยอดหรือตามซอกใบ แต่ละช่อมีดอกประมาณ 1-5 ดอก หลีบดอกมีสีขาวครีม 5 กลีบ มีขนปกคลุม ภายในดอกมีเกสรมีสีเหลือง ดอกมีกลิ่นหอมสดชื่นบางส่วน รวมทั้งเมื่อแก่จะตกง่าย  ผลมะกรูดหรือลูกมะกรูด มีลักษณะค่อนข้างจะกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-7 เซนติเมตร ผลคล้ายผลส้มซ่า ผลมีขนาดใหญ่กว่าลูกมะนาวน้อย ลักษณะของผลมีรูปร่างต่างๆนาๆแล้วแต่ชนิด เปลือกผลออกจะครึ้ม ผิวเปลือกมีสีเขียวเข้ม ผิวขรุขระเป็นลูกคลื่นหรือเป็นปุ่มนูน ข้างในเปลือกมีต่อมน้ำมันหอมระเหยเป็นจำนวนมาก มีจุกที่ศีรษะ และก็ท้ายของผล เมื่อสุก ผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง  ข้างในผลมีเนื้อชุ่มฉ่ำน้ำ มีเม็ดแทรกบริเวณกึ่งกลางผล 5-10 เม็ด เนื้อผลมีรสเปรี้ยวผสมขมเล็กน้อย
การขยายพันธุ์   การขยายพันธุ์มะกรูดสามารถทำได้ด้วยหลายวิธี ได้แก่ การทำหมันกิ่ง การทาบกิ่ง การต่อว่าดตา การต่อยอด และการเพาะเมล็ด แต่ว่าแนวทางที่เป็นที่นิยม เป็นต้นว่า การตอนกิ่ง การต่อยอด แล้วก็การเพาะด้วยเมล็ด เมื่อได้ต้นกล้าที่จะนำไปปลูกแล้ว ขั้นตอนต่อไป ให้ขุดหลุม ให้ขนาดหลุมกว้าง x ยาว x ลึก ราว 50 x 50 x 50 ซม. รองก้นหลุมด้วยขี้วัวผสมดิน กรีดถุงสีดำออก น้ำต้นกล้าลงปลูก กลบดิน รดน้ำ หุ้มฟาง แล้วก็ทำหลักปักกับต้นเพื่อกันโยกเวลาลมพัด  โดยธรรมดานิยมปลูกมะกรูดระยะชิดหมายถึง2×2 เมตร 1 ไร่จะได้มะกรูด 400 ต้น ถ้าปลูกระยะ 1.5 x 1.5 เมตร 1 ไร่จะได้ 1067 ต้น ในการปลูกระยะชิดนี้จะเป็นการปลูกมะกรูดเพื่อขายใบ เพราะเหตุว่ามีการตัดใบขายทุกๆ3 – 4 เดือน พุ่มมะกรูดก็จะไม่ชิดกันมากมาย  ถ้าหากอยากได้ปลูกเพื่อเป็นลูกมะกรูด ผู้ปลูกอาจปลูกระยะห่าง 4 x 4 เมตร 1 ไร่จะได้ 200 ต้น หรือ 5 x 5 เมตร 1 ไร่จะได้ 65 ต้น เป็นต้น
สำหรับมะกรูดปลูกได้ดิบได้ดีในดินทุกชนิดแล้วก็ระยะปลูกมะกรูดนั้น ปลูกได้หลายระยะขึ้นกับจุดประสงค์รวมทั้งพื้นที่ของผู้ปลูกดังกล่าวข้างต้น
ส่วนประกอบทางเคมี นํ้ามันหอมระเหยมะกรูดประกอบด้วย 2 จำนวนมากๆคือ สารในกรุ๊ปเทอร์พีน ( terpenes) แล้วก็สารที่ไม่ใช่กรุ๊ปเทอร์พีน ( non-terpene) หรือ oxygenated compounds เช่น ในผิวมะกรูดมีน้ำมันระเหยง่ายปริมาณร้อยละ 4 มีส่วนประกอบหลักเป็น “เบตาไพนีน” (beta-pinene) ประมาณร้อยละ 30 , “ลิโมนีน” (limonene)  ราวปริมาณร้อยละ 29 , beta-phellandrene, citronellal นอกจากนี้ยังเจอ linalool, borneol, camphor, sabinene, germacrene D, aviprin   
ที่มา :  Wikipedia
       สารกรุ๊ปคูมาริน ตัวอย่างเช่น umbelliferone, bergamottin,  oxypeucedanin, psoralen, N-(iminoethyl)-L-ornithine (L-NIO)       น้ำจากผลเจอกรด citric
ส่วนในใบมะกรูดเมื่อกลั่นด้วยไอน้ำ จะได้น้ำมันระเหยง่ายราวๆปริมาณร้อยละ 0.08 มีส่วนประกอบหลักเป็น “แอล-สิโตรเนลลาล”(l-citronellal) ประมาณจำนวนร้อยละ 65, citronellol, citronellol acetate นอกเหนือจากนั้นยังพบ sabinene, alpha-pinene, beta-pinene, alpha –phellandrene, limonene, terpinene, cymene, linalool และก็สารอื่นที่พบเป็นต้นว่า indole alkaloids, rutin, hesperidin, diosmin, alpha-tocopherol ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของมะกรูดนั้นสามารถแยกได้ดังนี้
คุณประโยชน์ทางโภชนาการของใบมะกรูด (100 กรัม)

  • พลังงาน 171 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน 6.8 กรัม
  • ไขมัน 3.1 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 29.0 กรัม
  • เส้นใย 8.2 กรัม
  • แคลเซียม 1672 มก.
  • ธาตุฟอสฟอรัส 20 มก.
  • เหล็ก 3.8 มก.
  • วิตามินเอ 303 ไมโครกรัม
  • ไทอามีน 0.20 มก.
  • ไรโบฟลาวิน 0.35 มก.
  • ไนอาซิน 1.0 มก.
  • วิตามินซี 20 มก.
  • เถ้า 4.0 กรัม


คุณประโยชน์ทางโภชนาการของผิวลูกมะกรูด (100 กรัม)

  • คาร์โบไฮเดรต 21.3 กรัม
  • โปรตีน 2.8 กรัม
  • ไขมัน 1.1 กรัม
  • ใยอาหาร 3.4 กรัม
  • แคลเซียม 322 มก.
  • ฟอสฟอรัส 62 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 1.7 มก.
  • วิตามินบี 1 0 มก.
  • วิตามินบี 2 0.13 มก.
  • วิตามินซี 115 มก.


ค่าทางโภชนาการของน้ำมะกรูด (100 กรัม)

  • คาร์โบไฮเดรต 10.8 กรัม
  • โปรตีน 0.6 กรัม
  • ไขมัน 0 กรัม
  • ใยอาหาร 0 กรัม
  • แคลเซียม 20 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 0.6 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 1 0.02 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 58 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 55 มิลลิกรัม
ผลดี/คุณประโยชน์
ใบมะกรูดแล้วก็น้ำมะกรูดสามารถใช้กำจัดกลิ่นคาวในของกินและใช้เพื่อการทำกับข้าวและแต่งเหม็นกลิ่นคาวหวานของของกิน ยกตัวอย่างเช่น ต้มยำ แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ฉู่ฉี่ ห่อหมก ฯลฯ มีการนำเปลือกของมะกรูดมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องแต่งหน้าบางประเภท ยกตัวอย่างเช่น สบู่ ยาสระผมมะกรูดหรือแชมพูมะกรูด ผลิตภัณฑ์คุ้มครองป้องกันยุงและก็แมลง ฯลฯ ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของมะกรูดนั้นมีดังนี้
ตำรายาไทย: ใบมะกรูด มีรสปร่า หอม แก้ไอ แก้คลื่นไส้เป็นโลหิต แก้ช้ำใน กัดเสมหะในคอ แก้น้ำลายเหนียว กัดเถาดานในท้อง แก้รอบเดือนเสียฟอกโลหิตประจำเดือน ขับระดู ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด ผิว มีรสปร่าหอม ร้อน เป็นยาขับลมในลำไส้ แก้แน่น ขับเมนส์ ขับผายลม เป็นยาบำรุงหัวใจ ผล ดองเป็นยาฟอกเลือดในสตรี ช่วยขับระดู ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด ลักปิดลักเปิด น้ำมันจากผิวช่วยคุ้มครองรังแค และทำให้เส้นผมดกดำเป็นเงางาม ผล รสเปรี้ยว กัดเสลด แก้น้ำลายเหนียว กัดเถาดานในท้อง แก้ประจำเดือนเสีย ฟอกเลือดเมนส์ ขับเมนส์ ขับลมในไส้ ถอนพิษผิดสำแดง ผล ปิ้งไฟให้สุก ผ่าครึ่งลูก เอาเช็ดถูสระผม ทำให้ผมดกดำเป็นเงางาม นุ่มสลวย แก้คัน แก้รังแค แก้ชันนะตุ ทำให้ผมสะอาดแพทย์ตามบ้านนอกใช้ผลเอาไส้ออก ใส่มหาหิงคุ์แทน สุมไฟให้เกรียม บดปัดกวาดปากลิ้นทารก ขับขี้เทา ขับลม แก้เจ็บท้องในเด็ก หรือใช้ผลสดนำมาผิงไฟให้ไหม้เกรียม แล้วละลายให้เข้ากับน้ำผึ้ง ใช้ทาลิ้นให้เด็กที่เกิดใหม่ ยาพื้นเมืองบางถิ่นใช้น้ำมันมะกรูดดองยาที่เรียกว่า “ยาดองเปรี้ยวเค็ม” ที่ใช้รับประทานเป็นยาฟอกเลือดในสตรี น้ำผลมะกรูด มีรสเปรี้ยว แก้เสมหะในคอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกเลือดประจำเดือน ขับลมในไส้ รวมทั้งใช้ถนอมยาไม่ให้บูดเน่า แก้อาการท้องอืด ช่วยเจริญอาหาร ใช้สระผมกันรังแค  เนื้อของผล แก้ปวดศีรษะ
หนังสือเรียนยาไทย: ผิวมะกรูดจัดอยู่ใน “เปลือกส้ม 8 ประการ” มี ผิวส้มเขียวหวาน ผิวส้มจีน ผิวส้มซ่า ผิวส้มโอ ผิวส้มตรังกานู ผิวมะงั่ว ผิวมะนาว หรือผิวส้มโอมือ และผิวมะกรูด มีคุณประโยชน์แก้ลมกองละเอียด กองหยาบ แก้เสมหะโลหะ ใช้ปรุงยาหอม แก้ทางลม
           ในตำราพระยารักษาโรคพระนารายณ์: ระบุตำรับ “น้ำมันมหาจักร” จัดเตรียมได้ง่าย ใช้เครื่องยาน้อยสิ่ง หาซื้อได้ง่าย ในตำรับให้ใช้น้ำมันงา 1 ทะนาน (ขนาดทะนาน 600) มะกรูดสด 30 ลูก ปอกเอาแต่ผิว จัดเตรียมโดยเอาน้ำมันงาตั้งไฟให้ร้อน เอาผิวมะกรูดใส่ลง ทอดกระทั่งเหลืองไหม้เกรียมก็ดีให้ชูน้ำมันลง กรองเอากากออก ทิ้งเอาไว้ให้เย็น แล้วเอาเครื่องยาอีก 7 สิ่ง บดให้เป็นผงละเอียด ใส่ลงในน้ำมันที่ได้ เครื่องยาที่ใช้มี เทียนทั้ง 5 (เทียนตาตั๊กแตน เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนแดง และก็เทียนดำ) หนักสิ่งละ 2 สลึง ดีปลีหนัก 1 บาท แล้วก็การบูรหนัก 2 บาท สรรพคุณ ใช้ยอนหู แก้ลม แก้ริดสีดวง แก้ยุ่ยคันก็ได้ ทาแก้เมื่อยขบ และใส่รอยแผล ที่มีลักษณะปวด ที่เกิดขึ้นจากเศษไม้ จากหนาม จากหอกดาบ ระวังอย่าให้แผลถูกน้ำ จะไม่เป็นหนอง
           นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้ผิวมะกรูด ในยารักษาลักษณะของโรคในระบบต่างๆของร่างกาย ดังเช่นว่า ตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” มีส่วนประกอบของผิวมะกรูด อยู่ใน ”เปลือกส้ม 8 ประการ” ร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์สำหรับในการแก้ลมหน้ามืด แก้อาการหน้ามืด ลายตา ใจสั่น คลื่นเหียนอาเจียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง  ตำรับ “ยาประสะไพล” มีส่วนประกอบของผิวมะกรูด ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ ใช้ในสตรีที่รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือมาน้อยกว่าธรรมดา และขับน้ำคร่ำในสตรีข้างหลังคลอด
รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้ ใช้ขับลมในลำไส้ แก้แน่น แก้เสมหะ ฝานผิวมะกรูดสดเป็นชิ้นเล็กๆ1 ช้อนแกง เพิ่มเติมการบูร หรือพิมเสน 1 ถือมือ ชงด้วยน้ำเดือดแช่ทิ้งเอาไว้ ดื่มแต่น้ำรับประทาน 1-2 ครั้ง ถ้าเกิดยังไม่ดีขึ้นรับประทานติดต่อกัน 2-3 วัน ใช้สระผม ให้ดกดำ เงางาม รักษาชันนะตุ  ให้ผ่ามะกรูดเป็น 2 ชิ้น เมื่อสระผมเสร็จแล้ว เอามะกรูดมาสระซ้ำโดยยีไปบนผม น้ำมะกรูดเป็นกรดจะมีผลให้ผมสะอาด แล้วล้างเอาสมุนไพรออกให้หมด หรือใช้ผลเผาไฟ นำมาผ่าซีกใช้สระผม  ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ด้วยการใช้ผิวมะกรูด รากชะเอม ไพล เฉียงพร้า ขมิ้นอ้อย ในปริมาณเสมอกัน นำมาบดเป็นผุยผง นำมาชงละลายน้ำร้อนหรือต้มเป็นน้ำดื่ม  ช่วยฟอกโลหิต ด้วยการนำผลมะกรูดสดมาผ่าเป็น 2 ส่วนแล้วก็ค่อยนำไปดองกับเกลือหรือน้ำผึ้งราวๆ 1 เดือน แล้วรินเอาแต่น้ำ จะช่วยฟอกโลหิตได้อย่างดีเยี่ยม
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ สาร coumarins 2 จำพวกที่ได้จากผลมะกรูด ดังเช่น bergamottin และก็ N-(iminoethyl)-L-ornithine (L-NIO) มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งไนตริกออกไซด์ (NO) ในหลอดทดลอง ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอักเสบ ซึ่งหลั่งจาก macrophage ของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide (LPS) และ interferon-g (IFN- g)  โดยมีค่า IC50 พอๆกับ 14.0 µM และ 7.9 µM เป็นลำดับ
      สารคูมาริน 3 ประเภท เป็นต้นว่า bergamottin, oxypeucedanin แล้วก็ psoralen สามารถยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ เมื่อทดสอบในเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 ของหนู ที่ถูกกระตุ้นด้วยลิโปพอลิแซ็กคาร์ไรด์ (LPS) และอินเตอร์เฟอรอน (interferon)
ฤทธิ์ปกป้องรักษาตับ    เรียนฤทธิ์ปกป้องรักษาตับของใบมะกรูดในหนูขาว โดยให้สารสกัด 80% เมทานอล จากใบมะกรูด ขนาด 200 mg/kg เป็นเวลา 7 วัน ก่อนให้ยา paracetamol ขนาด 2 g/kg ตรงเวลา 5 วัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดพิษต่อตับ ซึ่งยา paracetamol จะทำการกระตุ้นให้ตับของหนูเกิดพิษในวันที่ 5 ใช้สาร Silymarin ขนาด 100 mg/kg เป็นสารมาตรฐาน ในวันที่ 7 จะมีการตรวจประเมินการทำงานของตับ เป็นต้นว่า ระดับเอนไซม์ตับ (ALT, AST, ALP), total bilirubin, total protein,blood serums รวมทั้ง hepatic antioxidants (SOD, CAT, GSH and GPx) จากการทดลองพบว่าสารสกัดใบมะกรูดจะช่วยฟื้นฟูตับ โดยทำให้ระดับเอนไซม์ตับ และก็เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระของตับกลับมาอยู่ในระดับปกติได้อย่งมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ซึ่งการศึกษานี้สรุปได้ว่าสารสกัดใบมะกรูดมีฤทธิ์คุ้มครองป้องกันตับไม่ให้เกิดพิษจากยา paracetamol ได้
การทดลองพิษทันควันของสารสกัดใบด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 357 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) แล้วก็ให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ตรวจไม่เจออาการเป็นพิษ
มีการทดลองความเป็นพิษอีกฉบับหนึ่งกล่าวว่า สารสกัดผิวมะกรูดด้วยเอทานอล (95%) เมื่อป้อนให้หนูรับประทานเพื่อศึกษาเล่าเรียนความเป็นพิษกระทันหัน พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดสอบตายเป็นปริมาณกึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่ามากยิ่งกว่า 100  กรัม/กก.
ฤทธิ์เสริมการเกิดโรคมะเร็งตับ    จากการทบทวนงานศึกษาเรียนรู้พบว่ามะกรูดมีฤทธิ์ต่อต้านฤทธิ์ของสารเสริมการเกิดโรคมะเร็ง (tumor promoter) ในการทดสอบแบบ tumor promoter-induced Epstein-Barr virus activation ได้ งานศึกษาเรียนรู้วิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาฤทธิ์ของมะกรูดต่อการเกิดโรคมะเร็งตับของหนูขาว สายพันธุ์ F344 ที่ได้รับสารก่อโรคมะเร็ง 2-amino-3,8-dimethylimidazo 4,5-ƒ quinoxaline (MeIQx) สำหรับการทดสอบแบบ medium-term bioassay ผลจากการวิจัยพบว่ามะกรูดมีฤทธิ์เสริมฤทธิ์ของ MelQx ในการทําให้กำเนิดมะเร็งตับ (preneoplastic liver foci) อย่างมีความนัยสําคัญทางสถิติ
พิษต่อระบบสืบพันธุ์   เมื่อป้อนสารสกัดผิวมะกรูดด้วยเอทานอล (95%) ให้กับหนูขาวที่ตั้งท้องขนาด 1 และ 2.5 กรัม/กิโลกรัม ทางสายยางให้อาหารวันละ 2 ครั้ง พบว่าสามารถต้านการฝังตัวของตัวอ่อนได้ 42.5 ±14.8 และก็ 86.1±8.1% เป็นลำดับ รวมทั้งมีผลทำให้แท้งได้ 86.3±9.6 รวมทั้ง 96.9±3.1% ตามลำดับ และสารสกัดผิวมะกรูดด้วยคลอโรฟอร์มเมื่อป้อนให้กับหนูที่ตั้งท้องในขนาด 0.5 และก็ 1.0 ก./กิโลกรัม ทางสายยางให้อาหารวันละ 2 ครั้ง เช่นเดียวกัน พบว่าสามารถต้านทานการฝังตัวของตัวอ่อนได้ 34.4±14.3 แล้วก็ 62.2±14.5% เป็นลำดับ รวมทั้งส่งผลทำให้แท้งได้ 62.2±14.5 และ 91.9± 5.5%
พิษต่อเซลล์สารสกัดใบด้วยเมทานอล ทำทดสอบกับเซลล์ ด้วยความเข้มข้น 20 มคก./มล. พบว่าเป็นพิษต่อ Cells-Raji (9) น้ำมันหอมระเหย (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้และขนาด) เป็นพิษต่อเซลล์ CEM-SS
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์     สารสกัดใบด้วยน้ำ รวมทั้งน้ำร้อน กระทำการทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ ด้วยความเข้มข้น 0.5 มล./จาน พบว่าไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อ Bacillus subtilis H-17 (Rec+) รวมทั้ง B. subtilis M-45 (Rec-)
ข้อแนะนำ/ข้อควรปฏิบัติตาม การใช้น้ำมันหอมระเหยกับผิวหนังในปริมาณที่มาก  จำต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงสว่างเนื่องด้วยน้ำมันที่ได้จากการบีบผิวผล อาจจะเป็นผลให้กำเนิดพิษเมื่อสัมผัสกับแสงได้ แล้วก็เกิดมีสารสีเกินที่ผิวหนัง บริเวณใบหน้า และก็คอ เพราะว่ามีสารกรุ๊ปคูมาริน แต่ว่าน้ำมันจากผิวผลที่ได้จากผู้กระทำลั่นจะไม่มีสารนี้  น้ำมะกรูดมีความเป็นกรดสูง ควรต้องระมัดระวังการรับประทานขณะท้องว่าง เพราะอาจจะส่งผลให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารได้
เอกสารอ้างอิง

  • ดนัย ทิวาเวช, Hirose M, Futakuchi M, วิทยา ธรรมวิทย์, Ito N, Shirai T.  ฤทธิ์เสริมการเกิดมะเร็งตับของข่า กระชาย และมะกรูด ในหนูที่ได้รับสารก่อมะเร็ง 2-amino-3,8-dimethylimidazo(4,5-ƒ)quinoxaline (MeIQx).  การประชุมวิชาการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 11 “ วิทยาศาสตร์การแพทย์ไทยกับกติกาใหม่ของโลก ” กรุงเทพฯ, 9-11 ตุลาคม 2543:33
  • มะกรูด (ผิวผล).ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.2546.ประมวลผลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร. http://www.disthai.com/
  • Murakami A, Gao G, Kim OK, Omura M, Yano M, Ito C, et al. Identification of coumarins from the fruit of Citrus hystrix DC as inhibitors of nitric oxide generation in mouse macrophage RAW 264.7 cells. J Agric food chem. 1999;47:333-339.
  • กอบกุล เฉลิมพันธ์ชัย ดวงชัย บำเพ็ญบุญ ธิดา โตจิราการ และคณะ.  ตำรับยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทำลายจุลินทรีย์.  รวมบทคัดย่องานวิจัยการแพทย์แผนไทยและทิศทางการวิจัยในอนาคต สถาบันการแพทย์แผนไทย, 2543.
  • คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.2544.
  • มะกรูด/ใบมะกรูดประโยชน์และสรรพคุณมะกรูด.พืชเกษตรดอทคอม
  • Tangyuenyongwatana P, Gritsanapan W. Prasaplai: An essential Thai traditional formulation for primary dysmenorrhea treatment. TANG. 2014;4(2):10-11.
  • ชนิพรรณ บุตรยี่. การศึกษาชีวภาพความพร้อมและคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระของฟลาโวนอยด์จากใบมะกรูดในหลอดทดลองและศักยภาพในการป้องกันการแตกหักของโครโมโซมในหนูเม้าส์โดยวิธีการตรวจไมโครนิวเคลียสในเม็ดเลือดแดง [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต]. กรุงเทพฯ. มหาวิทยาลัยมหิดล;2551.
  • มะกรูด(ใบ).ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


11

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies , Hidrophobia)
โรคพิษสุนัข คืออะไร  “โรคพิษสุนัขบ้า” “โรคกลัวน้ำ” หรือ “โรคหมาว้อ” (ในภาษาอีสาน) เป็นโรคติดเชื้อของระบบประสาทส่วนกลางที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน (ZOONSIS) ที่มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ผู้ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะเสียชีวิตเกือบทุกราย เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษา โดยผู้ป่วยทุกรายที่มีอาการแสดงมักจะเสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน และในอดีต จะมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคนี้อยู่พอสมควร  ซึ่งผู้ป่วยมักมีประวัติถูกสุนัขกัดแล้วไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่ทั้งนี้โรคพิษสุนัขบ้าก็ยังเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนหลังจากถูกกัดหรือข่วน   
ในแต่ละปีองค์การอนามัยโลกรายงานผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่า 60,000 รายทั่วโลก โดยพบมากในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ซึ่งผู้ป่วยเกือบทั้งหมดได้รับเชื่อจากการถูกสุนัขกัด และแม้ว่าทุกคนจะมีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้าแต่ร้อยละ 40 ของผู้ที่ถูกสุนัขบ้ากัดเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยผู้ป่วยโรคนี้พบมากที่สุดในประเทศอินเดียประมาณ 20000 รายต่อปี สำหรับในประเทศไทยมีรายงานคนถูกสัตว์กัดหรือข่วนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี และสถิติของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขในช่วงปี พ.ศ. 2554-2558 มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า 5-7 รายต่อปี และในปี (2559) นี้นับจากต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคมมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว 7 ราย โรคนี้จึงนับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีความสำคัญยิ่งของประเทศไทยอีกโรคหนึ่ง
สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส rabies virus ซึ่งเป็น  lyssavirus type 1 ในตระกูล Rhabdoviridae ที่อยู่ในน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเชื้อไวรัสนี้จะทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบทั้งในคนและสัตว์ แต่ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสแล้ว ถ้าได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าและสารภูมิคุ้มกันต้านทาน (Immunoglobulin) อย่างรวดเร็วเหมาะสมก็จะไม่เป็นโรค แต่ถ้าไม่ได้การรักษาดังกล่าวก็จะป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งไม่มียารักษาและเสียชีวิตในที่สุด
            โรคพิษสุนัขบ้าพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น สุนัข แมว ค้างคาว วัว ลิง ชะนี  กระรอก กระต่าย รวมถึงหนู เป็นต้น แต่พบว่าสุนัขและแมวเป็นสัตว์ที่นำโรคพิษสุนัขบ้ามาสู่คนได้บ่อยที่สุดในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ใน 
            ที่มา  : Wikipedia 
ประเทศที่พัฒนาแล้วแทบไม่พบว่าสุนัขและสัตว์เลี้ยงในบ้านชนิดอื่นๆเป็นสาเหตุของโรค เนื่องจากมีการควบคุมการให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงอย่างเข้มงวด ไม่มีสัตว์จรจัด สัตว์ที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ (มากกว่า 90%) จึงเป็นสัตว์ป่า เช่น แรคคูน สกั๊ง สุนัขจิ้งจอก และที่สำคัญคือค้างคาว  แม้ว่ารายงานจากสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2556 พบว่าสัตว์ที่ตรวจยืนยันพบเชื้อพิษสุนัขบ้าส่วนใหญ่ไม่เคยได้ฉีดหรือไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่ร้อยละ 9.2 ของสัตว์ที่ยืนยันเป็นโรคพิษสุนัขบ้า พบว่ามีประวัติการได้รับเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน
อาการของโรคพิษสุนัขบ้า อาการของผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะอาการนำของโรค (Prodrome) ผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำๆ (38-38.5 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน อาจมีอาการกระสับกระส่าย ลุกลี้ลุกลน วิตกกังวล มีความรู้สึกกลัว นอนไม่หลับ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ที่สำคัญซึ่งถือเป็นอาการที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคนี้คือ บริเวณบาดแผลที่ถูกกัด อาจมีอาการปวดเสียว คัน ชา หรือปวดแสบปวดร้อน โดยเริ่มที่บริเวณบาดแผล แล้วลามไปทั่วทั้งแขนหรือขา

ระยะปรากฏอาการทางระบบประสาท (Acute neurol มักเกิดภายหลังอาการนำดังกล่าว 2-10 วัน ซึ่งแบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่

  • แบบคลุ้มคลั่ง (Forious rabies) ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด (ประมาณร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วย) ในระยะแรกๆ อาจมีเพียงอาการไข้ กระวนกระวาย สับสน ซึ่งจะเกิดบ่อยเมื่อถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า เช่น แสง เสียง เป็นต้น ต่อมาจะมีการแกว่งของระดับความรู้สึกตัว (เดี๋ยวดี เดี๋ยวไม่ดีสลับกัน) ขณะรู้สึกตัวดี ผู้ป่วยจะพูดคุยตอบโต้ได้เป็นปกติ แต่ขณะความรู้สึกตัวไม่ดี ผู้ป่วยจะมีอาการกระวนกระวาย ผุดลุกผุดนั่ง เดินเพ่นพ่าน เอะอะอาละวาด ต่อมาจะมีอาการกลัวลม (เพียงแต่เป่าลมเข้าที่หน้าหรือคอจะมีอาการผวา) กลัวน้ำ (เวลาดื่มน้ำจะปวดเกร็งกล้ามเนื้อคอหอยทำให้กลืนไม่ได้ ไม่กล้าดื่มน้ำทั้งๆ ที่กระหาย หรือแม้แต่จะกล่าวถึงน้ำก็กลัว) ซึ่งพบได้เกือบทุกราย แต่ไม่จำเป็นต้องพบร่วมกันทั้ง 2 อาการ และอาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อผู้ป่วยเริ่มเข้าสู่ระยะไม่รู้สึกตัว



    นอกจากนี้ ยังพบอาการถอนหายใจเป็นพักๆ (มักพบในระยะหลังของโรค) และอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น น้ำตาไหล น้ำลายไหล เหงื่อออกมาก ขนลุก ในผู้ชายอาจมีการแข็งตัวขององคชาตและหลั่งน้ำอสุจิบ่อย ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยไม่ตั้งใจในที่สุดผู้ป่วยจะซึม หมดสติ หยุดหายใจ และเสียชีวิตภายใน 7 วัน (เฉลี่ย 5 วัน) หลังจากเริ่มแสดงอาการ

  • แบบอัมพาต (นิ่งเงียบ) (Paralytic rabies) ซึ่งพบได้บ่อยรองลงมา (ประมาณร้อยละ 30) มักมีอาการไข้ ร่วมกับกล้ามเนื้อแขนขาและทั่วร่างกายอ่อนแรง กลั้นปัสสาวะไม่ได้ พบอาการกลัวลมและกลัวน้ำประมาณร้อยละ 50 ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเสียชีวิตช้ากว่าแบบที่ 1 คือเฉลี่ย 13 วัน  บางครั้งอาจแยกจากกลุ่มอาการกิลเลนบาร์เร (Guillain Barre syndrome) ได้ยาก
  • แบบแสดงอาการไม่ตรงต้นแบบ (non-classic) ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่ถูกค้างคาวกัด ในระยะแรกผู้ป่วยอาจมีอาการปวดประสาทหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ต่อมาจะมีอาการแขนขาซีกหนึ่งเป็นอัมพาตหรือชา มีอาการชักและการเคลื่อนไหวผิดปกติ มักไม่พบอาการกลัวลม กลัวน้ำและอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติดังแบบที่ 1


  • ระยะไม่รู้สึกตัว (coma) ผู้ป่วยทุกรายเมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายจะมีอาการหมดสติและเสียชีวิต (จากระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว รวมทั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะ) ภายใน 1-3 วันหลังมีอาการของระยะไม่รู้สึกตัว
แนวทางการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า การวินิจฉัยแพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการแสดง (เช่น กลัวลม กลัวน้ำ ซึม ชัก แขนขาอ่อนแรง) ร่วมกับประวัติการถูกสัตว์กัดมาก่อน  ส่วนในรายที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้แน่ชัด  เช่น ผู้ป่วยมีอาการของโรคพิษสุนัขบ้าในช่วงระยะอาการนำของโรคจะเป็นอาการที่ไม่จำเพาะ หรืออาการแสดงในระยะปรากฏอาการทางระบบประสาทในช่วงแรกที่คล้ายกับโรคสมองอักเสบจากเชื้ออื่น ๆ แพทย์ต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยว่าอาการที่ปรากฏนั้นจากโรคพิษสุนัขบ้าไม่ใช่จากโรคอื่น ๆ โดยวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังกล่าวนั้น ได้แก่

  • Direct fluorescent antibody test เป็นการตัดชิ้นเนื้อผิวหนังบริเวณคอ แล้วนำมาตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีการใช้สารเรืองแสง ซึ่งจะพบเชื้ออยู่บริเวณเส้นประสาทใต้ต่อมขน ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง
  • RT-PCR เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสจากน้ำลาย น้ำไขสันหลัง หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ จากผู้ป่วย โดยเป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงเช่นกัน แต่มีราคาแพง
  • ในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว เมื่อนำศพไปผ่าพิสูจน์จะพบลักษณะของเซลล์ประสาทที่มีความจำเพาะกับโรคนี้มาก ที่เรียกว่า “เนกริบอดีส์” (Negri bodies) อยู่ภายในเซลล์

    สำหรับการรักษาโรคพิษสุนัขบ้านั้นหากเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าเข้าสู่เส้นประสาทแล้วก็จะไม่มียาชนิดไหนที่สามารถรักษาให้หายได้เลย ดังนั้น
    หลักของการรักษาโรคพิษสุนัขบ้าคือ การล้างแผล การให้สารภูมิต้านทาน เพื่อไปทำลายเชื้อ และการให้วัคซีนพิษสุนัขบ้าหลังจากถูกกัดให้เร็วที่สุด

  • การล้างแผล เมื่อผู้ป่วยถูกสัตว์กัดมาจะต้องรีบล้างแผลโดยเร็ว การล้างแผลด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวก็สามารถลดจำนวนเชื้อไวรัสที่บริเวณบาดแผลได้บ้าง การใช้สบู่และยาฆ่าเชื้อเช่น น้ำ ยาเบตาดีน หรือน้ำยาแอลกอฮอล์ 70% จะสามารถทำลายเชื้อได้มากขึ้น

    การล้างแผลควรล้างให้ลึกถึงก้นแผล ทั้งนี้เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเป็นเชื้อที่ไม่ทนถูกทำลายง่ายด้วยยาฆ่าเชื้อต่างๆ รวมทั้งแสงยูวี (UV, ultraviolet light) หรือแสงแดด และอากาศที่แห้ง  ขนาดของบาดแผล จำนวนของบาดแผล และตำแหน่งของบาดแผล สัมพันธ์กับการเกิดโรค ถ้าแผลยิ่งอยู่ใกล้สมองเท่าไหร่ ระยะฟักตัวก็จะยิ่งสั้น แผลจำนวนยิ่งมากหรือขนาดแผลยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับเชื้อมากเท่านั้น

  • การให้สารภูมิคุ้มกันต้านทาน เชื้อไวรัสเมื่อเข้าสู่บาดแผลจะเดินทางเข้าสู่กล้ามเนื้อ แบ่งตัวเพิ่มจำนวนและพร้อมจะเข้าสู่เส้นประสาท ในช่วงนี้เองที่การรักษาด้วยการให้สารภูมิคุ้มกันต้าน ทานจะไปทำลายเชื้อไม่ให้เข้าสู่เส้นประสาทได้ ผู้ป่วยจึงไม่เกิดเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานช้าเกินไป รวมทั้งไม่ได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าด้วย เชื้อจะเข้าสู่เส้นประสาทได้ในที่สุด ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทได้แล้วจะไม่มียาตัวใดรักษาให้หายได้เลย ซึ่งการให้สารภูมิ คุ้มกันต้านทานสามารถให้พร้อมกับวัคซีนได้เลย โดยจะฉีดเข้าสู่รอบๆแผลที่ถูกกัด แต่ถ้าไม่มีบาดแผล เช่น โดนสัตว์เลียปากมาก็ให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  • การให้วัคซีนพิษสุนัขบ้า เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านทาน (Antibody) ขึ้นมาทำลายเชื้อโรคเอง เนื่องจากสารภูมิคุ้มกันต้านทานที่ผู้ป่วยได้รับจะมีฤทธิ์อยู่เพียงชั่วคราว ซึ่งหลังจากฉีดวัคซีนร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 10 - 14 วันจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาพอที่จะทำลายเชื้อโรคได้

    สำหรับแนวทางในการพิจารณาว่าผู้ป่วยรายใดที่ถูกสัตว์สัมผัสถูกกัดหรือถูกข่วน จำเป็นต้องให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าหรือไม่นั้น ในแต่ละประเทศจะมีแนวทางการรักษาที่ไม่เหมือนกัน สำหรับในประเทศไทยมีแนวทางดังนี้

  • ถ้าสัมผัสกับสัตว์ (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดทั้งสัตว์บ้านและสัตว์ป่า) หรือถูกเลียโดยที่ผิว หนังไม่มีบาดแผลใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร
  • ถ้าถูกงับเป็นรอยช้ำเล็กๆบนผิวหนัง หรือถูกข่วนเป็นรอยถลอกมีเลือดออกเพียงซิบๆ หรือถูกเลียบนผิวหนังที่มีบาดแผล ให้รีบฉีดวัคซีนทันที
  • ถ้าถูกกัดหรือข่วนที่มีเลือดออกชัดเจน หรือถูกเลียโดนเยื่อบุต่างๆ เช่น เลียตา เลียปาก ให้รีบให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนทันที


ในประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ใช้สูตรการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าในผู้ป่วยภายหลังสัมผัสสัตว์ที่เป็นโรคหรือสงสัยเป็นโรค (เรียกว่า Post exposure prophylaxis) เพียง 2 สูตร คือ

  • การฉีดเข้ากล้ามเนื้อแบบวิธีมาตรฐาน (แบบ ESSEN) คือให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขนในผู้ใหญ่ หรือที่ต้นขาในเด็กเล็ก โดยกำหนดให้ฉีดในวันที่ 0 (วันแรกที่มาฉีดวัคซีน) 3, 7, 14 และ 28 หรือ 30
  • การฉีดเข้าผิวหนังตามสภากาชาดไทย (Thai Red Cross-ID) คือให้ฉีดเข้าในผิว หนัง 2 จุดที่บริเวณต้นแขนทั้ง 2 ข้าง ในวันที่ 0, 3, 7 และฉีด 1 จุดในวันที่ 28 และ 90 หรือฉีด 2 จุดในวันที่ 28 ซึ่งปริมาณวัคซีนที่ใช้ฉีดจะน้อยกว่าแบบที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ จึงประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
สามารถสังเกตอาการของสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร
            อาการของโรคพิษสุนัขบ้าไม่แตกต่างกันมากนักในแต่ละชนิดของสัตว์ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงอาการในสุนัขและแมวเท่านั้น เนื่องจากเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดและพบว่าเป็นพาหนะนำโรคที่สำคัญในประเทศไทย โดยอาการป่วยที่สังเกตได้แบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะอาการนำ (Prodromal phase)

    สุนัข : ในระยะนี้สุนัขจะมีพฤติกรรมและนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปโดยจะเปลี่ยนไปในลักษณะตรงข้ามกับที่เป็นอยู่ สุนัขที่เคยเชื่องกับคนจะดุร้ายขึ้น ส่วนสุนัขที่ชอบหนีคนจะเข้าหาคนและแสดงความเป็นมิตรมากขึ้น หากสังเกตให้ดีจะพบว่าสุนัขบางตัวมีม่านตาขยายกว้างกว่าปกติ และมีการตอบสนองต่อแสงลดลง นอกจากนี้สุนัขบางตัวจะคันและเลียบริเวณที่ถูกกัดจนกระทั่งเกิดเป็นแผลถลอก สุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้ประมาณ 2-3 วัน
    แมว : อาการในระยะนี้ของแมวจะคล้ายคลึงกับอาการในสุนัข แต่ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ในแมวจะมีไข้สูงเป็นช่วงๆ และจะแสดงพฤติกรรมผิดไปจากปกติมาก โดยแมวจะแสดงอาการในระยะนี้ 1-2 วัน

  • ระยะตื่นเต้น (Excitative phase)

    สุนัข : อาการของสุนัขในระยะนี้จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดและเป็นที่มาของชื่อ “โรคพิษสุนัขบ้า” โดยสุนัขจะมีอาการกระวนกระวายมากขึ้น พยายามที่จะหนีออกจากที่อยู่เดิม เมื่อหนีออกมาได้จะวิ่งเตลิดอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย มักจะแสดงอาการแปลกๆ เช่น งับลมหรือกัดสิ่งของต่างๆ เช่นก้อนหิน ดิน และมักจะไล่กัดทุกสิ่งที่ขวางหน้าเป็นอาการบ้าคลั่งอย่างเด่นชัด หากจับขังกรงจะงับและกัดกรงอย่างรุนแรงจนเกิดบาดแผลที่ปากที่เลือดไหล หรือฟันหักโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด ต่อมาเสียงเห่าหอนจะเริ่มผิดปกติไปเนื่องจากเกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อกล่องเสียง ต่อมากล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการเคี้ยว และควบคุมการทำงานของลิ้นอาจเกิดอัมพาตขึ้นทำให้ลิ้นห้อยออกมานอกปาก มีน้ำลายไหลมาก ต่อมาลำตัวจะเริ่มแข็ง ขาหลังเริ่มอ่อนเปลี้ย ซึ่งเป็นอาการที่เริ่มเข้าสู่ระยะอัมพาต โดยทั้งสิ้นสุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้อยู่ประมาณ 1-7 วัน
    แมว : อาการของแมวในระยะนี้จะแปลกไปกว่าปกติโดยจะแสดงอาการกระวนกระวาย จ้องมองสิ่งของหรือมองโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย เมื่อจับขังกรงแมวจะแสดงอาการกระวนกระวาย ตื่นกลัวอย่างมาก และจะกัดหรือข่วนวัตถุต่างๆ ที่อยู่ใกล้ แมวบางตัวยังแสดงอาการกล้ามเนื้อสั่น อ่อนแรงและทำงานไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้แมวบางตัวจะวิ่งออกไปอย่างไร้จุดหมายจนเหนื่อยและตายในที่สุด

  • ระยะอัมพาต (Paralytic phase)

    สุนัข : ระยะนี้เป็นระยะสุดท้ายของโรคพิษสุนัขบ้า โดยพบว่าอาการในระยะนี้จะขึ้นกับอาการในระยะตื่นเต้นสุนัขที่แสดงอาการตื่นเต้นหรือดุร้ายอย่างชัดเจน อาการในระยะนี้จะสั้นมาก เมื่อสุนัขเริ่มแสดงอาการขาหลังอ่อนเปลี้ยแล้วในที่สุดจะล้มลงแล้วลุกไม่ได้ อาการอัมพาตที่เกิดขึ้นจะแผ่ขยายจากส่วนท้ายของลำตัวไปยังส่วนหัวอย่างรวดเร็ว และจะตายเนื่องจากการเกิดอัมพาตของระบบหายใจ  (respiratory paralysis) ส่วนในรายที่แสดงอาการตื่นเต้นไม่ชัดเจน หรือพบในระยะสั้นๆ อาจแสดงอาการระยะอัมพาตนานขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการซึม อ้าปาก คางห้อยตก ลิ้นห้อยยาว ออกมานอกปาก น้ำลายไหลมาก ในระยะนี้สุนัขมักจะไม่กัดคนและจะแสดงอาการอยู่ 2-4 วัน หลังจากนั้นอาการอัมพาตจะแผ่ขยายทั่วตัวทำให้ตายด้วยการเกิดอัมพาตของระบบหายใจเช่นเดียวกัน
    แมว : ในระยะนี้แมวจะแสดงอาการคล้ายกับในสุนัขแต่อาการในระยะอัมพาตนี้มักจะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 5 หลังเริ่มแสดงอาการ
    การติดต่อของโรคพิษสุนัขบ้า โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อที่มีการติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonosis) ซึ่งเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลบนผิวหนัง โดยการถูกสัตว์ที่เป็นโรค กัด ข่วน หรือเลีย (สำหรับการเลีย จะต้องเลียถูกเยื่อเมือกหรือรอยแผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ เชื้อจึงจะเข้าได้ แต่ถ้าผิวหนังเป็นปกติดี เชื้อจะผ่านเข้าไปไม่ได้) เชื้อจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวน แล้วเดินทางขึ้นไปตามเส้นประสาทส่วนปลายเข้าสู่ไขสันหลังและสมอง หลังจากนั้นจะแพร่กระจายลงมาตามระบบประสาทส่วนปลายไปยังอวัยวะต่างๆ รวมทั้งต่อมน้ำลาย บางครั้งเชื้ออาจเดินทางเข้าสมองโดยไม่ต้องรอให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคสั้นกว่า 7 วัน) บางครั้งเชื้ออาจเข้าไปอาศัยอยู่ในเซลล์อื่น เช่น มาโครฟาจ (macrophage) เป็นเวลานานก่อนจะออกมาสู่เซลล์ประสาท (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคยาว)

    นอกจากนี้ เชื้อยังอาจเข้าสู่ร่างกายได้จากการที่คนหายใจเอาละอองไอน้ำที่มีเชื้อโรคอยู่ (แต่พบได้น้อยมาก เช่น การเข้าไปในถ้ำที่มีค้างคาวอยู่กันเป็นล้าน ๆ ตัว หรือเป็นเจ้าหน้าที่ในห้องแล็บที่ต้องทำงานเกี่ยวกับเชื้อไวรัสชนิดนี้)
    ระยะฟักตัว (ระยะที่ถูกกัดจนกระทั่งมีอาการ) 7 วัน ถึง 6 ปี ส่วนใหญ่เกิดในช่วง 20-60 วัน หลังสัมผัสโรค มีส่วนน้อยที่พบอาการหลังสัมผัสโรคมากกว่า 1 ปี
    แต่ได้เฉลี่ยแล้วหลังได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าผู้ป่วยจะแสดงอาการป่วยประมาณ 3 สัปดาห์ - 3 เดือน ในบางรายอาจใช้เวลานานหลายปีกว่าจะมีอาการก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งที่ถูกกัด ขนาด จำนวนและความลึกของบาดแผล รวมถึงภูมิต้านทานของคนที่ถูกสัตว์กัดด้วย
    การปฏิบัติตนเมื่อถูกสัตว์กัน/ข่วน

  • รีบล้างแผลให้เร็วที่สุดด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือล้างแผล (Normal saline) หลายๆครั้ง (ประมาณ 15 นาที) ล้างทุกแผล และล้างให้ลึกถึงก้นแผล แล้วเช็ดแผลให้แห้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน เป็นต้น
  • ไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการป้องกันรักษาที่ถูกต้อง ถ้ามีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้า อาทิเช่น ถูกกัดหรือข่วนจนมีเลือดซิบหรือลึกกว่านั้น แพทย์จะพิจารณาฉีดวัควัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงวัคซีนป้องกันบาดทะยัก และยาฆ่าเชื้อ นอกจากนี้ในกรณีที่มีโอกาสติดโรคพิษสุนัขบ้าสูง แพทย์อาจพิจารณาให้อิมมูโนโกลบุลินซึ่งมีภูมิต้านทานโรคพิษสุนัขบ้าร่วมด้วย โดยวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจะฉีดประมาณ 4-5 ครั้ง เป็นวัคซีนมีความปลอดภัยสูง  สามารถฉีดได้ทุกวัย รวมทั้งในเด็กและสตรีมีครรภ์ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีประสิทธิภาพสูงหากไปรับการฉีดตรงตามแพทย์นัดทุกครั้ง
  • จดจำลักษณะและสังเกตุอาการสัตว์ที่กัด รวมทั้งสืบหาเจ้าของ เพื่อสอบถามประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และสังเกตุอาการสัตว์ที่กัดเป็นเวลา 10 วัน ถ้าสบายดีไม่น่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าสุนัขตายให้นําซากมาตรวจ
  • ซึ่งในการส่งซากตรวจควรส่งให้เร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง (ในขณะเก็บซากสัตว์ควรสวมถุงมือยางและล้างมือหลังจากเก็บซากให้สะอาด) และควรส่งตรวจเฉพาะส่วนหัวของสัตว์ (เชื้อและลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อที่ชัดเจนที่สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำจะอยู่ที่สมอง) แต่หากเป็นสัตว์ตัวเล็กก็สามารถส่งตรวจได้ทั้งตัว โดยสัตว์ที่ส่งตรวจจะต้องใส่ถุงพลาสติกให้มิดชิด ห่อด้วยกระดาษหลาย ๆ ชั้น แล้วใส่ถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่งและปิดปากถุงให้สนิทเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่กระจาย
การป้องกันตนเองจากโรคพิษสุนัขบ้า

  • ควบคุมไม่ให้สัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้า


                        - พาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าตามกำหนด และฉีดซ้ำทุกปี
                        - ไม่ปล่อยสัตว์เลี้ยงไปในที่สาธารณะ ทุกครั้งที่จะนำสุนัขออกนอกบ้านควรอยู่ในสายจูง
                        - ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง

  • หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกสัตว์กัด โดยไม่แหย่ หรือรังแกให้สัตว์โมโห รวมทั้งไม่ยุ่งหรือเข้าใกล้สัตว์ที่ไม่รู้จักหรือไม่มีเจ้าของ
  • คนที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูงได้แก่ สัตว์แพทย์และผู้ช่วย คนเพาะสัตว์เลี้ยงขาย ร้านขายสัตว์เลี้ยง เจ้าหน้าที่กำจัดสุนัขและแมวจรจัด เจ้าหน้าที่บ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ เร่ร่อนต่างๆ บุรุษไปรษณีย์ คนที่ทำงานในห้องแลปที่ต้องเกี่ยวข้องกับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ควรได้ รับวัคซีนแบบป้องกันล่วงหน้า (Preexposure prophylaxis) คือให้ฉีดวัคซีนในวันที 0, 3 และ 21 หรือ 28 และให้ฉีดกระตุ้นซ้ำ 1 เข็มทุกๆ 5 ปี
  • แม้จะยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าโรคนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีรายงานพบผู้ป่วยที่ติดโรคนี้จากการปลูกถ่ายกระจกตาหรืออวัยวะ ดังนั้น เมื่อมีการสัมผัสกับผู้ป่วย เช่น ถูกผู้ป่วยกัด เยื่อบุหรือบาดแผลไปสัมผัสถูกสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาฉีดยาป้องกันแบบเดียวกับการสัมผัสโรคจากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า

    สมุนไพรที่ใช้ป้องกัน/รักษาโรคพิษสุนัขบ้า  เนื่องจากโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่รุนแรงโดยหากเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทส่วนปลายแล้วจะไม่สามารถรักษาได้ เพราะไม่มียาตัวไหนหรือวิธีไหนที่จะฆ่าเชื้อไวรัสหรือรักษาให้หายได้ แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างดีในห้องไอซียู (ICU, inten sive care unit) แต่อัตราการเสียชีวิตก็็็๋่าสคือ 100%         ดังนั้นจึงไม่มีสมุนไพรชนิดไหนที่สามารถรักษา / ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน
    วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าคืออะไร 
    วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้จากการนำเชื้อ Rabies virus ที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงโดยวิธีการเฉพาะ ซึ่งเชื้อจะถูกทำให้ตายก่อนที่จะนำมาฉีดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสามารถทำได้ 2 แบบ คือ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular; IM)และฉีดเข้าในผิวหนัง (Intradermal; ID)
    วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่มีจำหน่ายในประเทศไทยมีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่

  • Lyssavac N® (Purified Duck Embryo Cell Rabies Vaccine; PDEV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในตัวอ่อนไข่เป็ดที่ฟักแล้ว (embryonated duck eggs)แนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะเป็นสารแขวนตะกอนสีขาว ขุ่นเล็กน้อย เนื่องจากมี thimerosal เป็นสารกันเสีย ปริมาตรรวม 1 ml
  • SII Rabivax® (Human Diploid Cell Rabies Vaccine; HDCV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในhuman diploid cellแนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส สีชมพู ปริมาตรรวม 1 ml
  • Rabipur® (Purified Chick Embryo Cell Rabies Vaccine; PCECV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน primary chick embryo fibroblast cell สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 1 ml
  • Verorab® (Purified Vero Cell Rabies Vaccine; PVRV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน vero cells สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำเกลือสำหรับทำละลาย (solution of sodium chloride 4%) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 0.5 ml


วัคซีนทั้ง 4 ชนิดมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า วัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยง ซึ่งจะมีความปลอดภัยและมีความบริสุทธิ์มากกว่าวัคซีนแบบเก่าที่ผลิตจากการ

12

กลุ่มบุคคลคนที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรค

  • ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ ที่พบได้ทั่วไปเป็นคนเจ็บโรคภูมิคุมกันบกพร่อง (มีโอกาสเป็นวัณโรคในตลอดช่วงชีวิตถึงปริมาณร้อยละ 50 หรือมากยิ่งกว่าจำนวนร้อยละ 10 ต่อปี) โรคเบาหวาน ไตวาย คนที่รับประทานยาสตีรอยด์นานๆหรือใช้ยาเคมีบำบัด คนเจ็บติดเชื้อบางประเภท (เป็นต้นว่า ฝึกหัด โรคไอกรน ไข้หวัดใหญ่ ฯลฯ) ผู้ที่บากบั่นงานหนักหรือมีความตึงเครียดสูง
  • ผู้ติดสิ่งเสพติดหรือแอลกอฮอล์
  • คนที่มีภาวะไม่ได้รับอาหาร คนเร่ร่อน
  • คนที่อยู่ในสถานที่คับแคบ การระบายอากาศไม่ดี ดังเช่นว่า คุก ศูนย์อพยพ เป็นต้น
  • ผู้ที่สัมผัสสนิทสนมกับคนเจ็บเป็นระยะยาวนาน อย่างเช่น สมาชิกในบ้านคนเจ็บ เพื่อนร่วมห้องพัก หรือห้องทำงาน
  • บุคลากรสาธารณสุขที่ให้การดูแลพยาบาลคนป่วย
  • คนวัยแก่ (พบอุบัติการณ์สูงในกลุ่มอายุมากกว่า 65 ปี)
  • ทารกแรกเกิด


ขั้นตอนการรักษาวัณโรค ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่าวัณโรคโรคปอด ส่วนหนึ่งมักไม่มีอาการแสดงที่ชัดแจ้ง การวิเคราะห์ก็เลยจึงควรใช้หลักฐานหลายแบบประกอบกันตั้งแต่ประวัติการสัมผัสวัณโรค อาการแสดง เป็นต้นว่า ไข้ต่ำๆเบื่อข้าว น้ำหนักลดซึ่งไม่มีลักษณะที่เจาะจง คนไข้มีลักษณะอาการเจ็บป่วยรวมทั้งไอนานเกิน 1-2 สัปดาห์ขึ้นไป ไอออกเป็นเลือด ฟังเสียงรูปแบบการทำงานของปอดเวลาที่หายใจ
แล้วต่อจากนั้นแพทย์บางทีอาจทำตรวจพื้นฐานด้วยแนวทางตรวจคัดกรองวัณโรคที่เรียกว่า “การตรวจทูเบอร์คูลิน” (Tuberculin skin test : TST) ซึ่งเป็นการตรวจทางผิวหนังที่ใช้แนวทางของการโต้ตอบโดยกลไกภูมิคุ้มกันของร่างกายที่จะสามารถให้ผลบวกได้ระหว่าง 2-8 อาทิตย์ ภายหลังที่ได้รับเชื้อวัณโรคไปสู่ร่างกาย โดยหมอจะกระทำการฉีดยาที่เป็นโปรตีนสารสกัดจากเชื้อวัณโรค เรียกว่า “พีพีดี” (Purified protein derivative : PPD) เข้าชั้นใต้ผิวหนังรอบๆท้องแขน ต่อจากนั้นราวๆ 48-72 ชั่วโมง จำต้องกลับมาให้แพทย์หรือพยาบาลตรวจรอยฉีดยา หากบริเวณที่ฉีดยามีขนาดรอยบวมน้อยกว่า 10 มิลลิเมตร มีความหมายว่าบุคคลนั้นไม่น่าจะติดโรค (ให้ผลลบ) แม้กระนั้นถ้าหากรอบๆที่ฉีดยามีขนาดรอยบวมตั้งแต่ 10 มิลลิเมตรขึ้นไป แปลว่าบุคคลคงจะติดโรควัณโรค (ได้ผลบวก) และต้องทำการตรวจอื่นๆ
ทางห้องทดลองที่ช่วยวินิจฉัยวัณโรคเช่น เอ็กซเรย์ปอด ลักษณะผิดปกติที่เข้าได้กับวัณโรคปอดตัวอย่างเช่น พบการอักเสบของปอดที่ ปอดกลีบบน การย้อมเชื้อวัณโรคจากเสมหะ ควรทำในคนป่วยทุกรายที่สงสัยว่าเป็นวัณโรคเพื่อช่วย รับรองการวิเคราะห์ โดยจะเก็บเสมหะเวลาเช้าหลังตื่นนอน 3 วันติดต่อกัน จะรู้ผลภายในประมาณ 30 นาที แต่มีข้อเสียเป็น แนวทางลักษณะนี้มีโอกาสตรวจเจอเชื้อวัณโรคได้เพียงแต่โดยประมาณกึ่งหนึ่งของผู้ป่วย เท่านั้น โดยเหตุนั้นคนไข้ที่ตรวจไม่เจอเชื้อวัณโรคในเสมหะก็ยังบางทีอาจเป็นโรควัณโรคปอดได้ การเพาะเชื้อวัณโรคจากเสมหะ จุดแข็งคือ แนวทางนี้สามารถตรวจพบเชื้อได้มากถึง 80 - 90% ของผู้ป่วย แต่จะต้องใช้เวลาราวๆสองเดือนจึงรู้ผล
เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคปอด แพทย์จะให้ยารักษาวัณโรค โดยปกติจะนิยมใช้สูตรยากิน 6 เดือน 2 เดือนแรกใช้ยา 4 จำพวก ดังเช่นว่า ไอเอ็นเอช (INH) หรือไอโซไนอะซิด (Isoniazid) ไรแฟมพิซิน (rifampicin) ,ไพราซินาไมด์ (pyrazinamide) แล้วก็อีแทมบูทอล (ethambutol) บางรายบางทีอาจใช้ สเตรปโตไมสินชนิดฉีดแทนอีแทมบูทอล แล้วต่อด้วยยา 2 จำพวก ยกตัวอย่างเช่น ไอเอ็นเอช และก็ไรแฟมพิซิน อีก 4 เดือน
    แพทย์จะย้ำเตือนให้คนไข้กินยาให้ทันเวลาทุกวี่ทุกวัน ห้ามลืมหรือเว้นบางมื้อหรือบางวัน สั่งย้ำให้ญาติดูแลให้คนป่วยรับประทานยาได้เป็นประจำ ไม่อย่างนั้นอาจจะเป็นผลให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา ทำให้รักษาไม่ได้ผล หรือต้องเปลี่ยนไปใช้ยาสูตรที่แรงขึ้น    ส่วนคนไข้ที่เป็นเอดส์ร่วมกับวัณโรคปอด เว้นแต่ให้ยาต่อต้านเชื้อไวรัสเอดส์แล้ว ยังต้องให้ยารักษาวัณโรค (ซึ่งเปลี่ยนสูตรยาที่แตกต่างกันออกไป) เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน 9 เดือน
    หมอจะนัดหมายคนไข้มาติดตามผลของการรักษาอย่างใกล้ชิด โดยธรรมดาเมื่อใช้ยาได้ 2 อาทิตย์ อาการไข้และไอจะเริ่มทุเลา รับประทานข้าวได้ และน้ำหนักขึ้น
    หมอจะทำการตรวจเสมหะ (ดูว่าเชื้อหายหมดหรือยัง) เป็นช่วงๆดังเช่นว่า เมื่อรับประทานยาครบ 2 เดือน 5 เดือน และก็เมื่อจบการใช้ยารักษา นอกนั้นอาจทำการเอกซเรย์ปอดดูว่ารอยโรคหายดีหรือยัง
    ส่วนผู้ที่เป็นกลุ่มมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบ เช่น คนไข้ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีประวัติเป็นโรคตับอยู่ก่อน หรืออายุมากกว่า 35 ปี เมื่อรับประทานยารักษาวัณโรค ซึ่งอาจจะเป็นผลให้ตับอักเสบได้ หมอจะกระทำการตรวจเลือดมองระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีตับ (AST, ALT) เพื่อดูว่ามีการอักเสบของตับเกิดขึ้นไหม
ทั้งนี้ปัญหาใหญ่เกี่ยวกับวัณโรคในประเทศไทยหมายถึงการเกิดวัณโรคดื้อยาหลายขนานซึ่งทำให้การดูแลและรักษาหายสนิทเป็นไปได้ยากขึ้น แล้วก็บางทีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนถึงชีวิตได้ทั้งในเด็กรวมทั้งผู้ใหญ่ ส่วนหนึ่งมาจากการรับประทานยาที่ไม่สม่ำเสมอของคนไข้สาเหตุจากปัญหาหลายสิ่งหลายอย่าง ตัวอย่างเช่น การที่จำต้องกินยาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน (ขั้นต่ำ 6 เดือน) ทำให้ผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการเล็กน้อยหยุดยาหรือไม่มีตามนัด หรือในรายที่บางทีอาจทนผลกระทบของยาไม่ได้จึงหยุดยาเอง เป็นต้น
การติดต่อของวัณโรค เชื้อวัณโรคสามารถแพร่ระบาดได้ทางอากาศ จากคนเจ็บที่เป็นวัณโรคปอดและก็กล่องเสียง การติดเชื้อเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อวัณโรคของคนป่วย ซึ่งมีเหตุที่เกิดจากการไอหรือจาม บอกหรือขับร้อง เป็นต้น การไอหรือจามหนึ่งครั้งสามารถสร้างละอองฝอยได้ถึงล้านละอองฝอย อนุภาคของเชื้อมีขนาดเล็กมากมายราว1-5 ไมครอน ละอองของเชื้อก็เลยสามารถลอยอยู่กลางอากาศได้นานรวมทั้งไปได้ระยะทางไกล เมื่อหายใจรับละอองฝอยที่มีเชื้อวัณโรคเข้าไปในระบบฟุตบาทหายใจที่ถุงลมของปอดรวมทั้งอาจเกิดการติดเชื้อโรคที่ปอดรวมทั้งแพร่ขยายเชื้อสู่อวัยวะต่างๆในร่างกายทางต่อมน้ำเหลืองหรือกระแสเลือดได้
                ปัจจัยเสี่ยงต่อการตำหนิดเชื้อขึ้นกับปริมาณ หรือความเข้มข้นของเชื้อในอากาศและก็ช่วงเวลาสำหรับในการสัมผัสเชื้อเป็นอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันกับผู้ป่วยเป็นวันหรืออาทิตย์ ตัวอย่างเช่นอยู่ห้องเดียวกัน เป็นต้น วัณโรคเป็นโรคติดโรคที่มีลักษณะพิเศษเป็น ผู้เจ็บป่วยที่ติดเชื้อโรคหรือรับเชื้อเข้าไปภายในร่างกายทุกรายไม่มีความจำเป็นต้องป่วยเป็น ไม่มีอาการและอาการแสดงของวัณโรค เรียกว่า การตำหนิดเชื้อระยะนี้ว่า วัณโรคอยู่ในระยะซุกซ่อน/ระยะซ่อนเร้น (latent Mycobacterium tuberculosis infection)  เมื่อบุคคลได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกายแล้ว ตลอดช่วงชีวิตต่อจากนั้นเสี่ยงต่อโรคได้โดยประมาณ จำนวนร้อยละ 10ซึ่งประมาณจำนวนร้อยละ 5  (หรือราว ร้อยละ50) ได้โอกาสเป็นโรคในช่วง 1-2 ปีแรก (CDC, 2011) ส่วนอีกปริมาณร้อยละ 5   จะได้โอกาสเป็นโรคต่อไปหากร่างกายมีระบบระเบียบภูมิต้านทานปกติ ในกรุ๊ปที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายขาดตกบกพร่องจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากยิ่งกว่าปริมาณร้อยละ 10
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นวัณโรค

  • กินยาให้สม่ำเสมอและต่อเนื่องตามคำสั่งแพทย์ หากระหว่างการรักษามีอาการผิดปกติให้กลับมาพบแพทย์ทันที ห้ามหยุดยาเอง หรือเปลี่ยนที่รักษาใหม่หลังกินยา 2-3 เดือน ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีอาการดีขึ้นแต่อาการที่ดีขึ้นนั้นไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยหายจากโรคแล้ว ต้องกินยาจนแพทย์มีความเห็นว่าหายขาดและสั่งให้หยุดยา ถ้าด่วนหยุดยาเองโรคจะกำเริบและเชื้ออาจดื้อยาที่เคยรักษาอยู่ ทำให้รักษาหายยากขึ้น
  • ปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจาม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อสู่ผู้อื่น
  • บ้วนเสมหะลงในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด ทำลายเชื้อโรคในเสมหะด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
  • งดสิ่งเสพติดเช่น เหล้า บุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ (อาหารมีประ โยชน์ห้าหมู่) เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ธัญพืช ผัก และผลไม้
  • ให้บุคคลใกล้ชิดเช่น คนในบ้านพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและเอกซเรย์ปอด ซึ่งในผู้ใหญ่ ถ้าผลเอ็กซเรย์ไม่พบความผิดปกติจะถือว่าไม่เป็นวัณโรคไม่จำเป็นต้องมีการรักษา แต่ในเด็ก เล็ก ถึงแม้จะไม่มีอาการและเอ็กซเรย์ปอดปกติ จะต้องตรวจทูเบอร์คูลิน (tuberculin skin test หรือ TST) ซึ่งถ้าผลเป็นบวก แพทย์จึงจะให้การรักษาวัณโรค
  • ในช่วงแรกของการรักษา (โดยเฉพาะในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก) จะถือเป็นระยะแพร่เชื้อ ผู้ป่วยจึงควรแยกตัวออกให้ห่างจากผู้อื่น โดยการอยู่แต่ในบ้าน แยกห้องนอน ไม่อยู่ใกล้ชิดกับคนในบ้าน ภายในห้องควรเปิดหน้าต่างเพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและให้แสงแดดส่องถึง (เนื่องจากแสงแดดและความร้อนจะทำลายเชื้อวัณโรคได้ดี) หมั่นนำเครื่องนอนออกไปตากแดด และไม่ออกไปที่ที่มีผู้คนแออัด นอกจากนี้ยังควรแยกถ้วย ชาม สำรับอาหารและเครื่องใช้ออกต่างหากด้วย (หากจำเป็นต้องเข้าใกล้ผู้อื่นหรือเข้าไปในที่ชุมชน ควรสวมหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูกเสมอ)
  • ผู้ป่วยที่ต้องทำงานกลับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยเอดส์ เด็กเล็ก ควรแยกตัวออกห่างจากคนเหล่านี้จนกว่าจะตรวจไม่พบเชื้อวัณโรคแล้ว

การป้องกันตนเองจากวัณโรค

  • ถ้ามีอาการผิดปกติที่น่าสงสัยว่าเป็นวัณโรค เช่น ไอเรื้อรัง 2 สัปดาห์ขึ้นไป มีไข้ต่ำๆโดยเฉพาะตอนบ่ายๆหรือค่ำๆ เจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ควรรีบไปรับการตรวจรักษาโดยการเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะ
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่
  • ประชาชนทั่วไป ควรตรวจร่างกายโดยการเอกซ์เรย์ปอดหรือตรวจเสมหะ (AFB) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ถ้าพบว่าเป็นวัณโรคจะได้รีบรักษาก่อนที่จะลุกลามมากขึ้น
  • ถ้ามีผู้ป่วยวัณโรคอยู่ในบ้านเดียวกัน ควรกำชับให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยในช่วงที่ผู้ป่วยยังกินยารักษาวัณโรคได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ หรือยังไม่หายจากอาการไอ ควรหลีกเลี่ยงการนอนในห้องเดียวกับผู้ป่วย และถ้าจำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดก็ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อเสมอ รวมถึงต้องล้างมือทุกครั้งหลังการสัมผัสผู้ป่วยหรือสิ่งของๆผู้ป่วย
  • ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรค และผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือเป็นสมาชิกในบ้านเดียวกับผู้ป่วย แม้ว่าจะยังรู้สึกสบายดีก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจทูเบอร์คูลิน ถ้าพบว่าให้ผลเป็นบวกซึ่งแสดงว่าเป็นผู้ติดเชื้อวัณโรค
  • ฉีดวัคซีนบีซีจี (BCG) (Beeilus Calmette Guerin)ให้ทารกแรกเกิดทุกราย วัคซีนชนิดนี้มีผลในการป้องกันวัณโรค ชนิดรุนแรงในเด็กเล็ก แต่ไม่สามารถป้องกันวัณโรคปอดในผู้ใหญ่ ผู้ที่เคยฉีดบีซีจีมาแล้วก็ยังมี โอกาสเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรคปอดได้


ซึ่งวัคซีน BCG ถูกผลิตขึ้นเมื่อ  พ.ศ. 2461 A. Calmette และ A. Guerin สองนักวิทยาศาสตร์แห่งสถาบันพลาสเตอร์ ก็ผลิตวัคซีนขึ้นมาเรียกว่า Bacille Calmette-Guerin (BCG) และเริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2464
สมุนไพรที่ใช้รักษา/บรรเทาอาการของวัณโรค วัณโรคเป็นโรคที่ติดต่อจากเชื้อไมโครแบคทีเรียที่เป็นอันตรายร้ายแรงและมีการติดต่อที่เร็วมาก เพราะสามารถแพร่เชื้อทางอากาศได้ แต่ในประเทศไทยของเราถือว่าได้รับข่าวดีเป็นอย่างมากเมื่อมีคณะนักวิจัยสามารถศึกษาวิจัยต้นพบว่ามีสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อวัณโรคได้ถึง 14 ชนิด ดังที่มีการจัดการประชุมวิชาการกรมวิทศาสตร์การแพทย์ ณ.อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อปี 2551 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัย มหาวิทยาลัยโคโบราโดของอเมริกา ก็เพิ่งค้นพบว่า สารที่อยู่ในขมิ้นช่วยปราบวัณโรคชนิดที่ดื้อยาลงได้ โดยนักวิจัยของมหาวิทยาลัยได้พบว่า ขมิ้นมีสารที่เรียกว่า แมคโครเฟลกซ์ ซึ่งมีสรรพคุณในการกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มโรคของมนุษย์สามารถขับไล่เชื้อวัณโรคได้ด้วย โดยจะไปกระตุ้นภูมิคุ้มโรคให้ต่อต้านเชื้อวัณโรคที่ดื้อยาให้อ่อนฤทธิ์กับการต่อสู้กับยาลง ซึ่งนักวิจัยได้ชี้แจงว่า การศึกษาทำให้เราได้พบหลักฐาน แสดงว่าสารในขมิ้นสามารถช่วยต่อต้านการอักเสบของวัณโรคชนิดที่ดื้อยาในเซลล์ของมนุษย์ได้  ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักวิจัยของไทย จะสามารถนำข้อมูลการวิจัยสมุนไพรเหล่านี้มาต่อยอด เพื่อผลิตเป็นยาเพื่อมารักษาวัณโรคได้ในภายหน้า
เอกสารอ้างอิง

  • แนวทางการดำเนินงานควบคุมวัณโรคแห่งชาติ พ.ศ.2556. สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม.2556.พิมพ์ที่สำนักกิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมรารูปถัมภ์.186 หน้า
  • นพ.ธีรวัฒน์ บูระวัฒน์.วัณโรค.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 323.คอลัมน์ เล่าสู่กันฟัง.มีนาคม 2549
  • วัณโรค-อาการ,สาเหตุ,การรักษา http://www.disthai.com/
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “วัณโรคปอด (Tuberculosis)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 424-429.
  • วัณโรค.ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • วัณโรคปอด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 380.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.ธันวาคม 2553
  • รายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาสถานการณ์วัณโรคและโรคเอดส์ปี2550-2555สำ นักระบาดวิทยา.กรมควบคุมโรค.
  • กระทรวงสาธารณสุข.แนวทางระดับชาติ:ยุทธศาสตร์การผสมผสานการดำ เนินงานวัณโรคและโรคเอดส์เพื่อการควบคุมและป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่2กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา สำ นักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, 2546
  • ศิริลักษณ์ อภิวาณิชย์,ถนอมวงศ์ มัณฑจิตร์ ,กำธร มาลาธรรม.การเฝ้าระวังการติดเชื้อวัณโรคของบุคลากรในทีมสุขภาพโรงพยาบาลรามาธิบดี.วารสารรามาธิบดีพยาบาลสาร.ปีที่18ฉบับที่2.กันยายน-ธันวาคม 2555.หน้า273-286
  • Jarvis, W.    (2007). Tuberculosis. In   W.    R.   Jarvis (Ed.), Bennett & Brachman's hospital infections (pp.539-560). Philadelphia: Lippincott Williams &Wilkins.
  • วัณโรค.แผ่นพับโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน.คณะกรรมการแผ่นพันเพื่อการประชาสัมพันธ์.คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล.2552.
  • เจริญ ชูโชติถาวร. (2548). โรคติดเชื้อ ใน พรรณทิพย์ ฉายากุล และคณะ (บก.), ตําาราโรคติดเชื้อ 1 (หน้า 683-719). กรุงเทพฯ: โฮลิสติก พับลิชชิ่ง
  • Centers for Disease Control and    (2005a). Guidelinesfor  preventing  the  transmission  of  Mycobacterium tuberculosis  in  health-care  settings,  2005. Retrieved March 16,    2011, from Morbidity and    Mortality Weekly Report Web site:
  • Kumar V, Abbas AK, Fausto N, Mitchell RN (2007). Robbins Basic Pathology (8th ed.). Saunders Elsevier. pp. 516– ISBN 978-1-4160-2973-1.



Tags : เป็นวัณโรค

13

นิ่วในไต (Kidney Stone)
นิ่วในไตเป็นยังไง ก่อนที่จะเราจะมาทำความรู้จักนิ่วในไตนั้น ขั้นแรกจำต้องรู้จักโรคนิ่วกันก่อน โรคนิ่วเป็นขี้ตะกอนจากธาตุต่างๆศูนย์รวมตัวกันเป็นก้อนแข็งที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุต่างๆตัวอย่างเช่น ขาดสารอาหารต่างๆหลายอย่าง โดยเฉพาะ ซิเทรต โพแทสเซียม แมกนีเซียม แล้วก็โปรตีนจากเนื้อสัตว์ หรืออาจเกิดจากการอักเสบ จากโรคบางชนิด ดังเช่นว่า โรคเก๊าท์เป็นต้น รวมทั้งโรคนิ่วนั้นยังสามารถแบ่งได้เป็นของชนิด คือนิ่วในถุงน้ำดี รวมทั้งนิ่วในระบบทางเดินฉี่ และก็ยังสามารถแบ่งประเภทนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้อีกตามตำแหน่งที่เกิดนิ่ว เป็นต้นว่า นิ่วในไต นิ่วในทอไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และก็นิ่วในทอฉี่ ซึ่งนิ่วทั้งสองชนิดนี้ มีความต่างกันทั้งยังในส่วนประกอบ ปัจจัย แล้วก็การดูแลรักษา แม้กระนั้นในบทความนี้คนเขียนจะขอกล่าวถึงเฉพาะนิ่วในไตแค่นั้น
นิ่วในไต เป็นก้อนผลึกขนาดเล็ก ประกอบด้วยหินปูน (แคลเซียม) กับสารเคมีและแร่ นๆดังเช่นว่า ออกซาเลต ยูริก โปรตีน ฯลฯ หรือบางรายอาจจะมีขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นมาจากสารตกค้างต่างๆทั้งจากสารอาหารที่พวกเรากินเข้าไป หรือกรดบางชนิดที่ร่างกายขับออกไม่หมด ซึ่งก้อนนิ่วในไตนี้ ยังไปเพิ่มอัตราเสี่ยงสำหรับการเป็นโรคไตอีก
ชนิดของนิ่วในไต ก้อนนิ่วมีองค์ประกอบ 2 ส่วนเป็นส่วนที่เป็น ธาตุ (mineral composition) รวมทั้งส่วนที่เป็นสาร อินทรีย์(organic matrix) ซึ่งมีราวๆร้อยละ 5-10 เป็นสารโมเลกุลใหญ่ที่พบในฉี่ ยกตัวอย่างเช่น โปรตีน ไขมัน และก็คาร์โบไฮเดรต ฯลฯ ส่วนที่เป็นแร่ธาตุมีสาเหตุมาจาก การตกผลึกของสารก่อนิ่วในฉี่ ได้แก่ แคลเซียม ออกซาเลต ฟอสเฟต และกรดยูริค สามารถแบ่งประเภทและชนิดของนิ่วในไตได้ดังนี้ นิ่วสตรูไวท์(struvite stones) เจอ ร้อยละ 15 เกิดในผู้เจ็บป่วยที่มีทางเดินฉี่อักเสบเรื้อรัง นิ่วกรดยูริค (uric acid stones) เจอราวๆร้อยละ 6 มีต้นเหตุมาจากทานอาหารที่มีพิวรีน (purine) สูง ได้แก่ เครื่องใน สัตว์ปีก ฯลฯ นิ่วซีสตี (cystine stones) พบประมาณจำนวนร้อยละ 2 เกิดจากความไม่ดีเหมือนปกติของร่างกาย สำหรับเพื่อการซึมซับสารซีสตีน นิ่วแคลเซียมออกซาเลต (calcium oxalate stones) เป็นจำพวกที่พบได้บ่อยที่สุด ในประเทศไทย โดยพบปริมาณร้อยละ 75-80 ซึ่งจากรายงาน การศึกษาเรียนรู้ที่จังหวัดขอนแก่นพบนิ่วชนิดนี้จำนวนร้อยละ 88 รวมทั้งที่อเมริกาเจออุบัติการณ์ปริมาณร้อยละ 90 นิ่วแคลเซียมออกซาเลตเป็นผลมาจากแคลเซียมรวมกับกรด ออกซาลิก (oxalic acid) เมื่อไปรวมกับแร่ตัวอื่น ได้แก่ โซเดียม แมกนีเซียม แคลเซียม หรือโปแตสเซียม จะกลายเป็นผลึกออกซาเลต และก็เปลี่ยนเป็นก้อนนิ่วในเวลาถัดมา
นิ่วในไตสามารถพบได้ทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็กจนถึงคนวัยแก่ แม้กระนั้นเจอได้สูงขึ้นยิ่งกว่าในช่วงอายุ 40 - 50 ปี โดยพบในเพศชายสูงยิ่งกว่าเพศหญิงราว 2 - 3 เท่า
นิ่วในไตอาจกำเนิดกับไตเพียงข้างเดียว โดยโอกาสเกิดใกล้เคียงกันอีกทั้งข้างซ้ายรวมทั้งขวาหรือกำเนิดนิ่วพร้อมกันทั้งสองข้าง แม้กระนั้นความรุนแรงของนิ่วในทั้งคู่ไตมักแตกต่างกันสังกัดขนาดรวมทั้งตำแหน่งของนิ่ว ในประเทศที่รุ่งเรืองแล้ว จะพบโรคนี้ได้ราวๆ 0.2% ของสามัญชน ส่วนในทวีปเอเชียเจอได้ราว 2-5%
สำหรับในประเทศไทย พบอัตรา การเกิดโรคนิ่วในไตและก็ในระบบฟุตบาทฉี่ของผู้ป่วยใน จากสถิติกระทรวงสาธารณสุขมากขึ้นจาก 99.25 ต่อ 100,000 ของประชากร ในปีพุทธศักราช 2550 เป็น 122.46 ในปี พุทธศักราช 2553 พบบ่อยที่สุดในมวลชน ภาคเหนือรวมทั้งภาคอีสาน ในอัตรา 188.55 แล้วก็ 174.67 เป็นลำดับ จากการศึกษา นิ่วในระบบฟุตบาทเยี่ยว ในปีพุทธศักราช 2552 จำแนกตามครอบครัว และ หมู่บ้าน ในสามัญชนภาคอีสาน ที่จังหวัด ขอนแก่น จำนวน 1,034 ราย (โดยรวมผู้ที่เป็นนิ่ว อยู่แล้ว 135 ราย) จาก 551 ครอบครัว และก็ 348 หมู่บ้าน ศึกษาเล่าเรียนด้วยแนวทางถ่ายรูปรังสี Kidney-Ureter Bladder (KUB) พบว่า สมาชิกในครอบครัวปริมาณ 116 ครอบครัว (ปริมาณร้อยละ 21.05) และใน 23 หมู่บ้าน (ปริมาณร้อยละ 6.61) เป็นนิ่วในไต ตำแหน่งที่พบนิ่วสูงที่สุดหมายถึงในไต ราวๆร้อยละ 80 สำหรับในภูมิภาคอื่นๆมีการศึกษาเล่าเรียนไม่มากนัก แม้กระนั้นมีรายงานการเล่าเรียนพบว่า พบนิ่วมากที่สุดในช่วงอายุ 40-50 ปีและก็ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง 3 เท่า และก็เจอ การเกิดซ้ำ ข้างใน 2 ปี หลังผ่าตัดหรือสลายนิ่วสูงถึง ร้อยละ 39
ในขณะนี้โรคนิ่วในไตมีลักษณะท่าทางที่สูงขึ้น ทั้งในประเทศไทยแล้วก็ทุกภูมิภาคทั้งโลก การมีนิ่วในไต ทำ ให้การทำ งานของไตเสื่อมลง รวมทั้งบางทีอาจรุนแรงจนถึง เกิดภาวะไตวายเรื้อรังแล้วก็โรคไตระยะในที่สุด ซึ่งทำ ให้ เสียชีวิตได้ นอกเหนือจากนั้นโรคนิ่วในไตมีอุบัติการณ์กำเนิดนิ่วซ้ำ สูงมากมาย ทำ ให้อีกทั้งผู้ป่วยรวมทั้งรัฐบาลต้องสูญเสียค่าครองชีพ สำหรับการรักษาอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังกล่าวการหลีกเลี่ยงเหตุ เสี่ยงหรือต้นเหตุที่นำมาซึ่งนิ่ว ดังเช่น พืชที่มีออกซาเลต สูง หรือการรับประทานแคลเซียมเม็ดเสริม ควรเป็นสิ่งที่ จะต้องคำ คิดถึงเพื่อป้องการป้องกันกำเนิดนิ่ว
สิ่งที่ทำให้เกิดนิ่วในไต เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากนานัปการสาเหตุ อีกทั้งสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อม เมตตาบอลิซึม กรรมพันธุ์ วิถีการดำรงชีวิต รวมทั้งนิสัยการกินอาหารของเพศผู้ป่วยเอง แต่มูลเหตุที่สำคัญของการเกิดนิ่วในไต คือ การมีสารก่อนิ่วในเยี่ยวสูงยิ่งกว่าระดับสารยั้งนิ่ว ร่วมกับเหตุเสริมเป็น ความจุของฉี่น้อย เป็นสาเหตุของการเกิดสภาวะอิ่มตัวยวดยิ่งของสารก่อนิ่วในปัสสาวะ จึงเกิดผลึกที่ไม่ละลายน้ำขึ้น อย่างเช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต แล้วก็ยูเรต ผลึกนิ่วที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ นำมาซึ่งการทำให้เซลล์บุข้างในไตถูกทำลาย ตำแหน่งถูกทำลายนี้จะเป็นพื้นที่ให้ผลึกนิ่วเกาะยึดรวมทั้งรวมกลุ่มกัน เกิดการทับถมของผลึกนิ่วเป็นระยะเวลานานกระทั่งกลายเป็นก้อนนิ่วได้ท้ายที่สุด ในคนธรรมดาที่มีสารยั้งนิ่วในฉี่สูงเพียงพอจะสามารถยั้งการก่อตัวของผลึกนิ่วได้ ขึ้นรถกลุ่มนี้จะไปแย่งจับกับสารก่อนิ่ว ดังเช่นว่า สิเทรตจับกับแคลเซียม หรือแมกนีเซียมจับกับออกซาเลต ก่อให้เกิดเป็นสารที่ละลายน้ำก้าวหน้า และก็ขับออกไปพร้อมกับน้ำเยี่ยว ทำให้ปริมาณสารก่อนิ่วในฉี่ต่ำลงและไม่สามารถรวมตัวกันเป็นผลึกนิ่วได้ นอกเหนือจากสารยั้งนิ่วกลุ่มนี้แล้วโปรตีนในปัสสาวะหลายอย่างยังปฏิบัติภารกิจคุ้มครองป้องกันการก่อผลึกในปัสสาวะ แล้วก็เมื่อฉาบที่ผิวผลึกจะช่วยขับผลึกออกไปกับฉี่ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
เดี๋ยวนี้มีหลายงานค้นคว้าบอกว่า ความผิดปกติของการสังเคราะห์และการทำงานของโปรตีนยับยั้งนิ่วพวกนี้เป็นต้นเหตุหนึ่งของการเกิดโรคนิ่วในไต  การเกิดนิ่วในไตยังบางทีอาจมีเหตุที่เกิดจากโรคอื่นที่เป็นอยู่ อย่างเช่น การต่อว่าดเชื้อในระบบฟุตบาทปัสสาวะ โรคเมตาบอลิก รวมทั้งการใช้ยารักษาโรคบางจำพวกอย่างโรคเกาท์ ไทรอยด์ดำเนินงานเกินธรรมดา โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง แล้วก็การรับประทานวิตามินดี และแคลเซียมเม็ดเสริมมากเกินไป
อาการของนิ่วในไต สำหรับนิ่วในไตส่วนใหญ่ คนป่วยมักไม่มีอาการแสดง แม้กระนั้นจะมีอาการแสดงก็เมื่อมีการติดเชื้อซ้ำไปซ้ำมาและก้อนนิ่วที่มีขนาดเล็กมากมายๆอาจหลุดออกไปกับการขับปัสสาวะโดยไม่ก่อกำเนิดอาการหรือความรู้สึกเจ็บอะไรก็แล้วแต่ลักษณะของนิ่วในไตบางทีอาจไม่ปรากฏให้เห็นตราบจนกระทั่งก้อนนิ่วเริ่มเคลื่อนตัวรอบๆไตหรือไปยังท่อไต ซึ่งเป็นท่อเชื่อมต่อระหว่างไตรวมทั้งกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ผู้ป่วยที่มีนิ่วในไตอาจมีอาการเหล่านี้ตามมา ได้แก่ ปวดบริเวณข้างหลังหรือท้องด้านล่างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจเจ็บปวดรวดร้าวลงไปถึงรอบๆขาหนีบ  มีลักษณะปวดบีบเป็นระยะ รวมทั้งปวดร้ายแรงเป็นระยะๆที่บริเวณดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เยี่ยวเป็นเลือด หรืออาจมีสีแดง ชมพู และก็น้ำตาล  เยี่ยวแล้วเจ็บ  ปวดเยี่ยวบ่อย  เยี่ยวน้อย  เยี่ยวขุ่นหรือมีกลิ่นฉุน คลื่นไส้ อ้วก หนาวสั่น เป็นไข้ แล้วก็ถ้าก้อนนิ่วมีขนาดเล็กรวมทั้งตกลมมาที่ท่อไต จะทำให้กำเนิดลักษณะของการปวดบิดในท้องร้ายแรง เรียกว่า “นิ่วในท่อไต” คนเจ็บจะมีลักษณะอาการระคายเวลาฉี่ ต้องการปัสสาวะ แม้กระนั้นฉี่ขัด ทีละน้อย ในเรื่องที่มีการติดเชื้อโรคเข้าแทรกจะมีลักษณะอาการไข้ร่วมด้วย ถ้าหากปล่อยให้เป็นนิ่วไปนานๆโดยมิได้รับการดูแลและรักษาจะก่อให้ไตเจ็บเรื้อรัง ส่งผลให้ไตมีรูปร่างแล้วก็ปฏิบัติงานไม่ปกติมากยิ่งขึ้นและก็นำไปสู่ภาวะไตวายในที่สุด
กรรมวิธีการรักษานิ่วในไต  แพทย์วิเคราะห์นิ่วในไตได้จากความเป็นมาอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจฉี่ แล้วก็อาจมีการตรวจอื่นๆเสริมเติมขึ้นอยู่กับอาการคนป่วยรวมทั้งดุลยพินิจของแพทย์ เช่น

  • การตรวจฉี่ เพื่อดูว่าร่างกายมีการขับแร่ธาตุศูนย์รวมตัวเป็นก้อนนิ่วมากจนเกินไป หรือมีสารปกป้องการเกิดนิ่วที่ไม่เพียงพอไหม และตรวจเม็ดเลือดแดงในฉี่ ตลอดจนตรวจหาภาวะติดโรค สามารถทำได้โดยเก็บเยี่ยวของคนป่วยทั้งหมดในตอน 24 ชั่วโมง อย่างเช่น ถ้าเริ่มตั้งแต่แมื่อ 8.00 นาฬิกา ในช่วงเวลานี้คนไข้จะต้องฉี่ทิ้งไปก่อน แล้วเก็บครั้งต่อๆไปทุกครั้งจนกระทั่ง 8.00 นาฬิกาของวันต่อไป
  • การพิสูจน์เลือด ผลการตรวจเลือดจะสามารถบ่งบอกถึงสุขภาพไตของผู้เจ็บป่วย และก็ช่วยทำให้หมอวินิจฉัยโรคต่างๆได้ และตรวจวัดระดับของสารที่อาจจะเป็นผลให้กำเนิดนิ่ว โดยคนไข้ที่มีนิ่วในไตบางทีอาจตรวจเจอว่ามีจำนวนแคลเซียมหรือกรดยูริกในเลือดที่มากเกินความจำเป็น
  • การตรวจโดยดูจากรูปถ่ายไต แนวทางแบบนี้จะช่วยให้หมอสามารถเห็นก้อนนิ่วที่เกิดขึ้นตามทางเดินฉี่ การถ่ายภาพไตมีหลากหลายแนวทางให้เลือกใช้ อย่างเช่น การฉายรังสีเอกซ์เรย์ในท้อง ซึ่งอาจทำให้ไม่เห็นก้อนนิ่วในไตขนาดเล็กหรือนิ่วบางจำพวก การตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวน์ไต นอกเหนือจาก 2 แนวทางแบบนี้ หมอบางทีอาจใคร่ครวญใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ซึ่งอาจทำให้มองเห็นนิ่วก้อนเล็กๆได้รวมทั้ง
  • การตรวจ x-ray เงาไตที่เรียก KUB (Kidney ureter and bladder) ถ้าหากว่าเป็นนิ่วที่ทึบแสงก็สามารถเห็นนิ่วได้ ถ้าเกิดเป็นนิ่วที่ไม่ทึบแสงก็ไม่อาจจะเห็น รวมถึงการตรวจ IVP (Intravenous pyelogram) เป็นการฉีดสีเข้าเส้นเลือดดำ และก็สีนั้นจะถูกขับออกทางไตภายหลังจากฉีดจะ x-ray เงาไตที่เวลาต่างๆข้างหลังฉีดสี เพื่อดูรูปร่าง รูปแบบของไต ว่ามีการอุดตันจากนิ่วหรือเปล่า รวมถึงลักษณะการทำงานของไต ว่าดีเลิศน้อยขนาดไหน
  • การรักษานิ่วในไต การดูแลและรักษามีหลายวิธี หมอจะพินิจโดยอาศัยข้อมูลเรื่องขนาดของนิ่ว ตำแหน่งของนิ่ว ความแข็งของนิ่ว ไตบวมมากมายหรือน้อย การอักเสบของไตเป็นต้น เพื่อพินิจเลือกวิธีการที่ดีเยี่ยมที่สุดในแต่ละราย บางท่านบางทีก็อาจจะเหมาะสมที่จะรักษาด้วยการสลายนิ่ว แม้กระนั้นบางท่านไม่เหมาะสมที่จะสลายนิ่ว บางทีอาจรักษาได้ด้วยแนวทางอื่นๆผู้เจ็บป่วยควรจะหารือแพทย์ถึงกรรมวิธีต่างๆกลุ่มนี้เพื่อจะได้เข้าใจในเรื่องเหตุผลที่หมอเลือกแนวทางนั้นๆสำหรับการรักษา


การรักษานิ่วในไตขนาดเล็ก  การรักษานิ่วขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 5 มม. อาจทำได้ด้วยการดื่มน้ำมากมายๆเพื่อช่วยขับก้อนนิ่วออกมาพร้อมปัสสาวะ และก็ควรดื่มให้มากพอ (วันละ 8 – 10 แก้ว) กระทั่งปัสสาวะเจือจางฉี่เป็นสีใสๆนิ่วบางทีอาจหลุดลงมาเป็นนิ่วในทอไต อย่างไรก็ดี หากคนเจ็บด้วยนิ่วชนิดนี้มีลักษณะ หมออาจพิจารณาให้ผ่าตัดเอาก้อนนิ่วออกได้ด้วยเหมือนกัน
หากกำเนิดก้อนนิ่วเล็กๆที่กระตุ้นให้เกิดความเจ็บ หมอบางทีอาจใช้ยาเพื่อบรรเทาลักษณะของการปวด ดังเช่นว่า ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) อะเซตาไม่โนเฟ่น (Acetaminophen) หรือที่รู้จักในชื่อพาราเซตามอล และที่นาพรอกเซน (Naproxen)
ยิ่งไปกว่านี้ การใช้ยาช่วยขับก้อนนิ่วก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนการรักษา หมออาจสั่งจ่ายยากลุ่มแอลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha Blocker) ซึ่งเป็นยาช่วยขับก้อนนิ่วออกมาทางฉี่ ออกฤทธิ์โดยทำให้กล้ามบรรเทา ทำให้ให้ก้อนนิ่วในไตถูกขับออกมาได้เร็วแล้วก็เจ็บน้อยกว่า
การดูแลและรักษานิ่วในไตขนาดใหญ่ ก้อนนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 มิลลิเมตรขึ้นไปสามารถทำให้มีเลือดออก แล้วก็อาจกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดแผลที่ท่อไตหรือการติดเชื้อในระบบฟุตบาทฉี่ จนถึงไม่สามารถหลุดมาเองได้ แพทย์บางทีอาจจำต้องใช้การรักษาประเภทอื่นๆดังนี้

  • การใช้คลื่นเสียงกระจายตัวก้อนนิ่ว เหมาะสมกับนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 2 ซม. รักษาโดยใช้เครื่อง Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy (ESWL) โดยใช้แรงสะเทือนของคลื่นเสียงทำให้นิ่วแตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆจนสามารถผ่านออกทางการขับฉี่ได้ แนวทางนี้ผู้ป่วยบางทีอาจรู้สึกปวดระดับปานกลาง แพทย์ก็เลยบางทีอาจใช้ยาระงับประสาทเพื่อให้คนไข้สงบหรือทำให้สลบแบบตื้น แนวทางการรักษาใช้เวลาราวๆ 45-60 นาที และอาจมีผลข้างๆให้เยี่ยวเป็นเลือด มีแผลฟกช้ำด้านหลังท้อง เลือดออกรอบบริเวณไตรวมทั้งอวัยวะรอบตัว รวมถึงรู้สึกเจ็บเมื่อเสี้ยวก้อนนิ่วเขยื้อนผ่านทางเดินปัสสาวะออกมา การรักษาโรคนิ่ววิธีนี้ระยะเวลากว่าเศษนิ่วจะหลุดออกมาหมดนั้นไม่แน่นอน บางรายจะต้องสลายนิ่วซ้ำอีกหนึ่งหรือหลายครา ไม่สามารถที่จะรับประกันผลการรักษาได้ทุกราย โดยมีอัตราปราศจากนิ่วที่ 3 เดือนราวร้อยละ 75
  • การผ่าตัดก้อนนิ่วออก (Percutaneous Nephrolithotomy) เหมาะสมกับนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร อาจใช้ตามหลังวิธีการใช้คลื่นเสียงกระจายตัวก้อนนิ่ว (ESWL) ไม่ได้เรื่อง แพทย์อาจเลือกใช้การผ่าตัดนิ่วด้วยการใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กแล้วก็อุปกรณ์ใส่เข้าไปรอบๆหลังของคนไข้ โดยพักฟื้นที่โรงหมอตรงเวลา 1-2 วัน และก็มีประสิทธิภาพถึง 72-99 เปอร์เซ็นต์
  • การส่องกล้อง สำหรับก้อนนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร หมออาจใช้กล้องถ่ายรูป Ureteroscope เพื่อฉายลำแสงแคบผ่านหลอดปัสสาวะแล้วก็กระเพาะปัสสาวะ แล้วใช้เครื่องมือประเภทพิเศษจับหรือทำให้ก้อนนิ่วกระจายตัวเป็นชิ้นเล็กจนสามารถถูกขับออกมาทางเดินฉี่ได้ เพื่อลดอาการบวมหลังผ่าตัดและก็ช่วยให้หายเร็วขึ้น ก็เลยอาจมีการใช้ท่อเล็กๆยึดไว้ที่หลอดปัสสาวะด้วย การส่องกล้องนี้พบว่ารักษาเห็นผลถึง 94 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นนิ่วเขากวางมีกิ่งก้านมากกว่า 2 กิ่ง หรือนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร หมอมักไตร่ตรองเป็นการผ่าตัดเปิดตามความเหมาะสม
  • การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ โรคต่อมไทรอยด์ดำเนินการสูง เกิดการผลิตฮอร์โมนพาราไทรอยด์ขึ้นมามากไม่ปกติ และก็เป็นต้นเหตุให้เกิดก้อนนิ่วจากแคลเซียมฟอสเฟตได้ง่าย การทำงานที่เปลี่ยนไปจากปกตินี้แม้เป็นผลมาจากเนื้องอกที่เติบโตบนต่อมไทรอยด์ การผ่าตัดเอาเนื้องอกดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นออกจะเป็นช่วยลดการเกิดนิ่วในไตได้ด้วย

ปัจจัยเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดนิ่วในไต

  • รับประทานอาหารมีสารที่ก่อการนอนก้นเป็นนิ่วจำนวนสูงตลอดดังเช่นว่า รับประทานอาหารมีออกซาเลตสูง อาทิเช่น โยเกิร์ต ถั่วที่มีรูปทรงราวกับไต อาทิ ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเหลือง งา ลูกนัท ผลเบอร์รีต่างๆมะเดื่อ แครอด บีทรูท มะเขือ ผักกะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง บคอยคโคลิ ผักโขม ชะพลู ผักกะเฉด รวมทั้งยอดผักต่างๆหรือมีกรดยูริคสูง อย่างเช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ปลาสมุทร หอยแครง น้ำเกรวี/Gravy และจากพืชบางจำพวกได้แก่ หน่อไม่ฝรั่ง ผักขม ยอดผัก และก็ถั่วชนิดมีรูปร่างคล้ายไต/ถั่วดำ/ถั่วแดง
  • การตีบแคบของฟุตบาทเยี่ยวทำ ให้มี เยี่ยวคั่งค้างภายในไต
  • ความเข้มข้นของน้ำ เยี่ยว กำเนิดเพราะ คนไข้ดื่มน้ำ น้อยกว่าปกติ หรือสูญเสียน้ำ ออกมาจาก ร่างกายมากยิ่งกว่าปกติ ผู้มีอาชีพเกษตรกรทำ งานที่โล่งแจ้ง จะมีการเสียเหงื่อมากทำ ให้เยี่ยวมีความเข้มข้นสูง จังหวะที่สารละลายในฉี่จะกลายเป็นผลึกก็เลยมีมากขึ้น และก็ บางทีอาจเกี่ยวกับเกลือแร่ที่ละลายอยู่ในน้ำที่ใช้ดื่ม ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละท้องถิ่นนำมาซึ่งเป็นนิ่วขึ้นได้ การออกกำลังกายอย่างมาก ทำ ให้มีการสูญเสียน้ำ รวมทั้ง เกลือแร่ไปกับเหงื่อ ทำให้ฉี่จะมีปริมาณซิเทรตต่ำ ซึ่งการขาดสิเทรตทำ ให้แคลเซียมรวมกับออกซาเลตเป็นแคลเซียมออกซาเลต หรือแคลเซียมรวมกับฟอสเฟตเป็นแคลเซียมฟอสเฟต ซึ่งละลายน้ำ ได้ไม่ดี
  • ความเป็นกรด-ด่างของฉี่ เยี่ยวที่มี ฤทธิ์เป็นกรดมากบางทีอาจมีการตกผลึกของกรดยูริค และซีสทีน ส่วนปัสสาวะที่มีฤทธิ์เป็นด่าง อาจเกิดการนอนก้น ของผลึกออกซาเลต ฟอสเฟส และก็คาบอเนต ซึ่งคนธรรมดา ในตอน 06.00 น. เยี่ยวจะมีความเป็นกรดที่ pH 5.2 ในตอน 18.00 น. จะมีความเป็นกลาง pH 7.0 ก็เลยมี ช่องทางเกิดผลึกได้อีกทั้งผลึกกรดยูริค รวมทั้งผลึกแคลเซียม ซึ่งการรวมตัวกันของผลึกทำ ให้เกิดเป็นก้อนนิ่วท้ายที่สุด
  • โรคเรื้อรังบางจำพวกที่ทำให้ในร่างกายมีสารต่างๆที่ก่อนิ่วสูงกว่าธรรมดาตัวอย่างเช่น โรคของ ต่อมพาราต่อมไทรอยด์(Parathyroid gland) ซึ่งคือต่อมไร้ท่อขนาดเล็กอยู่ใต้ต่อมไทรอยด์ มีหน้าที่ควบคุมหลักการทำงานของแคลเซียม) ปฏิบัติงานเกิน หรือโรคเกาต์ซึ่งมีกรดยูริคสูงในร่างกาย
  • บางทีอาจจากรับประทานวิตามินซี วิตามินดี แล้วก็แคลเซียมเสริมของกินปริมาณสูงตลอด ด้วยเหตุผลดังกล่าวการกินวิตามินเกลือแร่เหล่านี้เสริมของกิน ควรหารือแพทย์ก่อนเสมอ
  • ยาบางประเภททำ ให้เกิดนิ่วได้ดังเช่น ยาขับปัสสาวะ ยากลุ่ม carbonic anhydrase inhibitors ยาระบาย หรือยาลดกรดที่กินอยู่เป็นระยะเวลานาน ทำ ให้กำเนิด นิ่วด้วยกลไกผ่านทางเมตาบอลิค


การติดต่อของนิ่วในไต  นิ่วในไตเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการตกตะกอนของแร่ต่างๆและก็แคลเซียม (หินปูน) เป็นก้อนผลึกขนาดต่างๆตามอวัยวะต่างๆของร่างกาย ได้แก่ ถุงน้ำดี แล้วก็ ระบบฟุตบาทปัสสาวะของร่างกาย ซึ่งขาดการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การกระทำตนเมื่อเป็นนิ่วในไต การดูแลตนเองเมื่อเป็นนิ่วในไตรวมทั้งเพื่อคุ้มครองปกป้องนิ่วถอยกลับเป็นซ้ำข้างหลังรักษานิ่วหายแล้ว ได้แก่

  • กินน้ำสะอาดมากๆอย่างน้อยวันละ 2 ลิตรหากไม่มีโรคที่จำเป็นต้องจำกัดน้ำ
  • จำกัดอาหารที่มีสารออกซาเลต กรดยูริค และก็สารซีสตีนสูง
  • ไม่กลั้นปัสสาวะนาน และก็เพียรพยายามขยับเขยื้อนร่างกายเสมอ
  • กระทำตามแพทย์/พยาบาลชี้แนะอย่างเคร่งครัด
  • กินยาต่างๆให้ถูกต้องครบถ้วนบริบูรณ์ ไม่ขาดยา และไม่หยุดยาเอง
  • ดูสีแล้วก็รูปแบบของปัสสาวะเสมอเพื่อรีบเจอหมอก่อนนัดหมายเมื่อมีความผิดธรรมดากำเนิด ขึ้นได้แก่ ขุ่นมากมายหรือเป็นเลือดรวมทั้งเมื่อมีนิ่วหลุดออกมา ควรที่จะเก็บเอาไว้แล้วก็ค่อยนำไปเจอแพทย์ เพื่อเล่าเรียนทางห้องปฏิบัติการว่าเป็นนิ่วจำพวกใด เพื่อการดูแลรักษาแล้วก็การดูแลตนเองได้ถูกต้อง ซึ่งเมื่อหมอแนะนำให้เก็บนิ่วมาให้หมอดู ควรจะปัสสาวะในกระโถนหรือฉี่ผ่านผ้ากรองเพื่อการเก็บนิ่วได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น
  • หลบหลีกเครื่องดื่มน้ำอัดลม เนื่องมาจากอาจจะก่อให้จำนวนของสิเทรดในเยี่ยวน้อยลง


การคุ้มครองตัวเองจากนิ่วในไต ช่วงอายุที่เสี่ยงต่อการเกิดนิ่วสูงสุดเป็น 40-60 ปี และอัตราการเกิดเป็นนิ่วซ้ำ พบสูงถึงปริมาณร้อยละ 50 ข้างใน 5 ปี การกระทำตนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว หรือการเกิดนิ่วซ้ำ ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • ควรกินน้ำ วันละ 6-8 แก้ว (2.5 ลิตรหรือมากยิ่งกว่า) หรือให้ได้ปริมาตรของฉี่มากกว่า 2 ลิตรต่อวัน เพื่อลดความอิ่มตัวของสารก่อนิ่วในฉี่ และก็ลดโอกาสการก่อผลึกนิ่วในระบบทางเท้าเยี่ยว
  • ควรจะหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟที่เข้มข้นมาก โดยตลอด ซึ่งทำ ให้ระดับแคลเซียมสูงมากขึ้นในเยี่ยว
  • คนป่วยที่มีน
ตารางที่ 1 แสดงปริมาณกรดออกซาลิคในผักต่อน้ำ หนักผัก 100 กรัม
           ชื่อผัก                    ปริมาณกรดออกซาลิค ชื่อผัก            ปริมาณกรดออกซาลิค
                                    (มิลลิกรัม)                                            (มิลลิกรัม)
ผักชีฝรั่ง (parsley)               1,700                           หัวไชเท้า                        480
มันสำปะหลัง                       1,260                           ใบกระเจี๊ยบ                    389.5
ใบชะพลู                              1,088.4                        ใบยอ                            387.6
ผักโขม (amaranth)             1,090                           ผักปัง                            385.3
ผักโขม (spinach)                 970                              ผักกระเฉด                     310
ยอดพริกชี้ฟ้า                        761.7                           ผักแพงพวย                   243.9
แครอท                                500                              กระเทียม                       360

  • ทานอาหารประเภทผักรวมทั้งผลไม้ (ที่ไม่มีสารออกซาเลต , ยูริกสูง) เพราะว่าเป็นแหล่งของสารยับยั้งการเกิดนิ่ว ช่วยทำให้จำนวนสิเทรต โพแทสเซียม รวมทั้ง pH ของปัสสาวะมากขึ้น และก็ลดการทำลายของเซลล์เยื่อบุหลอดไต ก็เลยสามารถยับยั้งการเกิดนิ่วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • รับประทานไขมันจากพืชแล้วก็ไขมันจากปลา ด้วยเหตุว่าไขมันพวกนี้สามารถลดปริมาณแคลเซียมในฉี่ได้ดียิ่งไปกว่าไขมันที่ได้จากเนื้อสัตว์อื่นๆจึงช่วยลดโอกาสเกิดนิ่วซ้ำได้
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษานิ่วในไต
กระเจี๊ยบแดง Hibiscus sabdariffa L.

  • ส่วนประกอบทางเคมี: มีสาร Anthocyanin และกรดอินทรีย์หลายตัว เช่น citric acid, mallic acid, tartaric acid, vitamin c ทำให้เยี่ยวมีฤทธิ์เป็นกรด
  • สรรพคุณ: ตำราเรียนยาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา แก้เสลด ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ ขับนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
  • การเรียนรู้ทางคลินิก: ลดความดันโลหิต ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินเยี่ยว ทำให้ผู้ป่วยโรคนิ่วในท่อไต เยี่ยวสะดวกขึ้น ผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะอักเสบมีอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะน้อยลง


ขลู่ Pluchea indica (L.) Less.

  • องค์ประกอบทางเคมี: พบสารอนุพันธ์ของ eudesmane กรุ๊ป cauhtemone และเจอเกลือแร่ sodium chloride เนื่องจากว่าถูกใจขึ้นที่น้ำทะเลขึ้นถึง
  • สรรพคุณ: ตำราเรียนยาไทย: ใช้ ใบ รสหอมฝาดเมาเค็ม เป็นยาขับปัสสาวะ อีกทั้งต้น รสหอมฝาดเมาเค็ม ใช้ต้มกินรักษาอาการขัดเบา แก้นิ่วในไต ขับฉี่ แก้เยี่ยวพิการ


ตะไคร้   Cymbopogon citratus  Stapf

  • คุณประโยชน์ อีกทั้งต้น แก้โรคทางเท้าปัสสาวะ นิ่ว ขับเยี่ยว ระดูมาผิดปกติ  แก้ปัสสาวะเป็นเลือด แก้โรคหืด  ราก ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะทุพพลภาพ แก้อาการขัดเบา


ทานตะวัน    Helianthus annuus  L.

  • สรรพคุณ แกนต้น – ขับฉี่ แก้นิ่วในทางเดินฉี่ นิ่วในไต เมล็ด – ขับฉี่ ราก – ขับฉี่

    สับปะรด    Ananas comosus  (L.) Merr.

  • คุณประโยชน์ ราก – แก้นิ่ว ขับฉี่ ใบสด – เป็นยาถ่าย ฆ่าพยาธิในท้อง ยาขับฉี่ ผลสุก – ขับเยี่ยว ไส้กึ่งกลางสับปะรด – แก้ขัดเบา เปลือก – ขับปัสสาวะ ทำให้ไตมีสุขภาพแข็งแรง จุก – ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว กิ่งก้านสาขา – แก้โรคนิ่ว ยอดอ่อนสับปะรด – แก้นิ่ว
เอกสารอ้างอิง

  • ผศ.วิทย์ วิเศษสินธ์.โรคนิ่ววในระบบทางเดินปัสสาวะ.หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
  • Sritippayawan S, Borvornpadungkitti S, Pae

14

โรคต่อมลูกหมากโต (Benign prostatic hypertrophy-BPH)
โรคต่อมลูกหมากโตคืออะไร ต่อมลูกหมาก (prostate gland) เป็นต่อมของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ในเพศชาย อยู่ตรงข้างหลังของคอกระเพาะฉี่ในอุ้งเชิงกรานหลังกระดูกหัวหน่าว มีรูปร่างเหมือนลูกเกาลัด ต่อมมี 5 กลีบ หนักราวๆ 20 กรัม (ขนาดเท่าผลลิ้นย่าง) มีบทบาทสร้างน้ำเมือก (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งส่วนใด ของน้ำเชื้อ) เพื่อให้ตัวน้ำอสุจิว่ายน้ำแล้วก็กินเป็นของกิน  โดยปกติต่อมลูกหมากจะหยุดเติบโตภายหลังอายุ 20 ปี  จนถึงอายุประมาณ 45 ปี จะมีการเพิ่มขนาดขึ้นอีกครั้ง รวมทั้งเป็นจุดเริ่มแรกของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตนับว่าเป็นปัญหาสุขภาพที่น่ากลุ้มใจของคุณผู้ชายทั้งหลายแหล่ โดยทั่วไปคนไข้โรคต่อมลูกหมากโตจะอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป เมื่ออายุมากขึ้นต่อมลูกหมากจะค่อยๆโตขึ้น ว่ากันว่าชายเฒ่า 2 ใน 5 คนจะมีลักษณะเยี่ยวไม่ดีเหมือนปกติ อาการดังที่กล่าวถึงมาแล้วมีต้นเหตุจากการที่ต่อมลูกหมากซึ่งอยู่ล้อมรอบท่อปัสสาวะมีขนาดโตขึ้นและก็ไปบีบท่อฉี่ให้แคบลง
แล้วก็ยังมีรายงานการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยหลายๆชิ้นสรุปว่า ในผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มักตรวจพบโรคต่อมลูกหมากโต เหตุเพราะความผิดปกติทางด้านขนาดและจำนวนเซลล์ต่อมลูกหมาก เมื่อขนาดของต่อมลูกหมากโตขึ้น จะส่งผลกระตุ้นให้เกิดการอุดกั้นของระบบฟุตบาทเยี่ยว ถ่ายปัสสาวะบ่อยมาก ทุกข์ยากลำบาก ต้องเบ่งเป็นเวลานาน กลั้นฉี่ไม่อยู่ ในที่สุดบางทีอาจฉี่ไม่ออก และมีปัญหาเกี่ยวกับของลับไม่แข็งตัว รูปแบบการทำงานของต่อมลูกหมากอาศัยการกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศชายซึ่งส่วนใหญ่ผลิตจากอัณฑะ ซึ่งฮอร์โมนเพศชายนี้ยังเกี่ยวโยงกับการกระตุ้นการโตของเซลล์ของมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย โดยความแตกต่างจากปกติของต่อมลูกหมากที่มักพบในชายไทยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia; BPH) โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) แล้วก็ต่อมลูกหมากอักเสบ (prostatis) จำนวนร้อยละ 80 18 และก็ 2 ตามลําดับ  โดยโรคต่อมลูกหมากโตนี้ เป็นโรคมักพบมากของผู้ชายวัยตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยเจอได้ราวๆ 30-40% ของเพศชายวัย 50-60 ปี แล้วก็เมื่ออายุ 85 ปีจะเจอโรคนี้ได้มากถึง 90% โรคนี้พบได้ในเพศชายทั่วโลก ทุกเชื้อชาติ
ต้นเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต ในขณะนี้ ยังไม่รู้ปัจจัยที่แจ่มชัดของการเกิดโรคต่อมลูกหมากโต แม้กระนั้นหมอเชื่อว่า เมื่อชายชราขึ้นจะมีผลต่อการสร้างกรุ๊ปฮอร์โมนเพศชายจากอัณฑะที่ชื่อ แอนโดรเจน (Androgen) จึงทำให้ร่างกายขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายชนิดต่างๆโดยยิ่งไปกว่านั้นระหว่างฮอร์โมน เทสโทสสเตอโรน  (Testosterone) กับฮอร์โมน ไดไฮโดรเทสโทสสเตอโรน () (DHT) ซึ่งสภาวะนี้ส่งผลให้เซลล์ของต่อมลูกหมากมีการเติบโตเปลี่ยนไปจากปกติได้ ที่เรียกว่า โรคต่อมลูกหมากโต
ฮอร์โมนที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต
ที่มา :  Wikipedia
นอกนั้นยังคาดคะเนว่าอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากกรรมพันธุ์ โดยยิ่งไปกว่านั้นมีลักษณะค่อนข้างจะรุนแรงในกลุ่มคนที่แก่น้อยกว่า 60 ปี ซึ่งจะต้องรับการดูแลรักษาโดยผ่าตัดมักจะมีประวัติว่าคนในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
นอกเหนือจากนี้ยังคาดการณ์ว่าอาจเกิดขึ้นเนื่องจากกรรมพันธุ์ โดยเฉพาะคนที่มีลักษณะอาการออกจะรุนแรงในกลุ่มของผู้คนที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งต้องรับการดูแลรักษาโดยผ่าตัดมักจะมีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
อาการของโรคต่อมลูกหมากโต ลักษณะของโรคต่อมลูกหมากโตนั้น เป็นผลมาจากเมื่อต่อมลูกหมากโตขึ้น จะไปก่อกำเนิดการระคายเคืองต่อท่อปัสสาวะ รวมทั้งเมื่อต่อมฯยิ่งโตขึ้น ก็จะกดแทรกทับ หรือแทรกรัดรอบๆท่อปัสสาวะ ก็เลยนำมาซึ่งการทำให้ท่อฉี่ตีบแคบลง จนกระทั่งอาจอุดตัน โดยเหตุนั้นลักษณะของโรคต่อมลูกหมากโต ก็คือ

  • ลุกขึ้นยืนถ่ายปัสสาวะเวลากลางดึกมากยิ่งกว่า 1 - 2 ครั้ง
  • สายปัสสาวะไม่พุ่ง ไหลช้า หรือไหลๆหยุดๆ
  • เกิดความรู้สึกว่าการถ่ายเยี่ยวเกิดเรื่องวุ่นวายในชีวิตประจำวัน
  • ไม่อาจจะกลั้นปัสสาวะได้ จะต้องรีบเข้าห้องสุขาเมื่อปวดท้องฉี่
  • จำเป็นต้องเบ่งหรือรอนานกว่าจะสามารถเยี่ยวออกมาได้
  • รู้สึกเยี่ยวไม่สุด ทำให้ต้องการเยี่ยวอยู่เรื่อย
  • ฉี่บ่อยมาก ห่างกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง


และในคนไข้บางรายอาจมีอาการปัสสาวะเป็นเลือด เพราะว่าเบ่งถ่ายนานๆอาจจะส่งผลให้เส้นเลือดดำที่ท่อปัสสาวะคั่ง แล้วแตกจนกระทั่งมีเลือดออกมาได้  ดังนี้โรคต่อมลูกหมากโตอาจมีภาวะแทรกซ้อนเช่น  เยี่ยวไม่ออกเลย ฟุตบาทเยี่ยวอักเสบ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ไตเสื่อมหรือกระเพาะปัสสาวะเสื่อม ปัสสาวะเป็นเลือด  ฯลฯ ซึ่งบางทีอาจพบได้ไม่เกินจำนวนร้อยละ 20 ของผู้ป่วยต่อมลูกหมากทั้งหมด
ขั้นตอนการรักษาโรคต่อมลูกหมากโต การตรวจวินิจฉัยคนไข้โรคต่อมลูกหมากโต

  • วิธีสำหรับซักความเป็นมา บ่อยครั้งแพทย์ให้คนไข้ทำแบบสำรวจ (IPSS) เพื่อประเมินความรุนแรงของความผิดปรกติของการเยี่ยว
  • การตรวจทวารหนักเพื่อลูบคลำต่อมลูกหมาก เนื่องมาจากต่อมลูกหมากอยู่ภายในร่างกาย ดังนั้น การใช้นิ้วทาสารหล่อลื่นลูบคลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนักจะเป็นวิธีการตรวจร่างกายที่ง่ายที่สุดสำหรับการประเมินถึงลักษณะทางภายกายภาพของต่อมลูกหมาก และก็ที่สำคัญยังสามารถบอกได้ถึงความแตกต่างจากปรกติที่สงสัยมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยโดยถ้าเกิดพบว่ามีลักษณะโต ผิวเรียบแสดงว่าเป็นต่อมลูกหมากโตธรรมดา แม้กระนั้นหากมีลักษณะโตผิวไม่เรียบหรือค่อนข้างแข็ง น่าสงสัยว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • การตรวจปัสสาวะเป็นขั้นตอนที่สำคัญ และก็จำเป็นต้องทำในคนป่วยทุกราย เพื่อดูว่ามีการอักเสบติดเชื้อโรค มีเม็ดเลือดไม่ปรกติหรือไม่ รวมทั้งยังเป็นการบอกถึงความเปลี่ยนไปจากปรกติของร่างกายในระบบอื่นได้
  • การพิสูจน์เลือดเพื่อหาค่า PSA (prostatic specific antigen) ซึ่งจะตรวจต่อเมื่อคนป่วยมีสุขภาพโดยรวมแข็งแรง รวมทั้งน่าจะมีชีวิตยืนยาวมากยิ่งกว่า 10 ปีขึ้นไป เพราะโรคมะเร็งต่อมลูกหมากช่วงแรก มีลักษณะท่าทางจะโตและขยายช้าโดยแพทย์จะตรวจค้นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในเลือด ชื่อ พี.เอส.เอ (PSA : Prostate Specific Antigen) ซึ่งมีค่าธรรมดาราว 0 - 4 ng/ml (ท้องนาโนกรัมต่อมิลลิลิตร) และถ้าหากพบว่าผลเลือดสูงขึ้นมากยิ่งกว่าปกติ แพทย์จะเสนอแนะให้ตัดชิ้นเนื้อของต่อมลูกหมาก โดยใช้เข็มเล็กๆผ่านทางทวารหนัก และก็นำไปตรวจโดยกล้องจุลทรรศน์ว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่
  • การตรวจอัลตราซาวน์ ส่วนมากมักใช้เมื่อมีความผิดปรกติสำหรับการตรวจเยี่ยว แต่ตอนนี้เป็นที่ชื่นชอบส่งไปทำการตรวจกันมากเพิ่มขึ้นเพราะปลอดภัยแล้วก็ให้คุณประโยชน์สูง
  • การตรวจความแรงสำหรับเพื่อการไหลของปัสสาวะ (Uroflowmetry) มักจะร่วมกับการตรวจเยี่ยวที่เหลือค้างภายหลังจากฉี่หมดแล้ว เป็นประโยชน์ในการประเมินความร้ายแรงแล้วก็ติดตามการรักษา
  • การตรวจอื่นๆยกตัวอย่างเช่น การส่องกล้อง การตรวจยูโรพลศาสตร์จะทำเมื่อมีข้อชี้ชัดที่กระจ่างแจ้ง


การดูแลและรักษาโรคต่อมลูกหมากโตบางทีอาจต้องใช้หลายๆแนวทางด้วยกัน แต่ว่าโดยหลักๆแล้วสามารถแบ่งได้ 3 แนวทางดังนี้การเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต การใช้ยารักษา การผ่าตัด ซึ่งมีรายละเอียดคือ

  • การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน: โดยหมอจะเลือกใช้แนวทางการนี้ในกรณีผู้เจ็บป่วยมีลักษณะอาการจากโรคต่อมลูกหมากโตค่อนข้างน้อย รวมทั้งอาการของผู้ป่วยยังไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้เจ็บป่วย โดยการปรับพฤติกรรมฯ คือการลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้อาการคนเจ็บห่วยลง ยกตัวอย่างเช่น
  • เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มขั้นต่ำ 1-2 ชั่วโมงก่อนไปนอน วิธีการแบบนี้จะช่วยลดการปวดท้องเยี่ยวในยามค่ำคืนได้ แต่ก็ไม่ควรอดหรือลดปริมาณการดื่มน้ำในแต่ละวัน
  • งดเว้นดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน หรือลดจำนวนลงเพื่อไม่ให้เกิดการเคืองที่กระเพาะปัสสาวะรวมทั้งทำให้อาการไม่ดีขึ้น
  • ออกกำลังกาย มีการศึกษาค้นคว้าพบว่าการบริหารร่างกายด้วยการเดินอย่างต่ำวันละ 30-60 นาทีต่อวันจะช่วยทำให้อาการดียิ่งขึ้น
  • จำกัดการกินยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ การใช้ยาทั้งยัง 2 ประเภทจะทำให้ฉี่ได้ทุกข์ยากลำบาก เนื่องจากว่ายาจะเข้าไปทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท่อปัสสาวะที่ควบคุมการไหลของเยี่ยวหดตัว
  • กินอาหารที่เป็นประโยชน์ การรับประทานอาหารที่ดีมีคุณประโยชน์จะช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำหนัก ทำให้การเสี่ยงโรคอ้วนน้อยลงซึ่งเกี่ยวของกับโรคต่อมลูกหมากโต
  • ฝึกการเข้าห้องสุขา การเข้าส้วมทุกๆ4-6 ชั่วโมงเป็นกระบวนการอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยได้มากในกรุ๊ปคนป่วยที่ฉี่บ่อยครั้งและไม่สามารถกลั้นได้
  • ฉี่ครั้งละ 2 คราว เพื่อไม่ให้ปัสสาวะเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะทำให้เกิดอาการปวดฉี่และก็เยี่ยวหลายครั้ง ดังเช่น เมื่อปัสสาวะไปแล้ว ให้รอคอยอีกโดยประมาณ 5 นาที แล้วฉี่ซ้ำอีกครั้ง ระหว่างรอ อาจแปลงท่า อย่างเช่น ลุกขึ้นยืน เป็นต้น
  • กระทำการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน(ฝึกขมิบก้นเพื่อกลั้นฉี่ วิธีฝึกเหมือนกับที่เพศหญิงฝึกขมิบช่องคลอด) ตามแพทย์/พยาบาลแนะนำอย่างเคร่งครัด
  • เมื่อจะต้องออกจากบ้าน ควรคิดแผนเรื่องการเยี่ยว(การใช้ส้วม)ไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อกำเนิดความสะดวกสำหรับการฉี่
  • การใช้ยาต่างๆ: ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้ในคนไข้ที่ใช้กรรมวิธีปรับพฤติกรรมฯไม่ได้เรื่อง หรือในผู้เจ็บป่วยที่ตั้งแต่แรกมีลักษณะรุนแรงระดับปานกลาง หรือมีอาการที่มีผลต่อการใช้ชีวิติประจำวัน ซึ่งยารักษาโรคต่อมลูกหมากโต ในปัจจุบันมีอยู่ราว 2-3 ชนิด บางชนิดเป็นยาลดอาการหดเกร็งกล้ามเนื้อที่บีบท่อฉี่ บางจำพวกมีสรรพคุณลดขนาดต่อมลูกหมาก แล้วก็บางจำพวกเป็นสมุนไพรที่สกัดขึ้นเพื่อลดอาการบวม หมอจะเป็นผู้พิจารณาการให้ยาตามความเหมาะสมซึ่งยาที่ใช้รักษาอาการโรคต่อมลูกหมากโต สามารถแบ่งออกได้ 3 กรุ๊ปดังนี้ ยาในกรุ๊ปอัลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha adrenergic blockers)   ซึ่งแต่ก่อนจะใช้เป็นยาลดความดัน แต่ว่าปัจจุบันนี้ได้ปรับปรุงต่อกระทั่งส่งผลต่อความดันโลหิตน้อยมาก ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์เร็ว ผู้ป่วยจะรู้สึกปัสสาวะสบายขึ้นข้างใน 3 วัน แต่หากหยุดยารวมทั้งอาการก็จะกลับมาอย่างรวดเร็ว ยาในกลุ่มนี้จะใช้กันแพร่หลายที่สุด พราโซซิน (prazosin) เทราโซซิน (tera-zosin) ดอกซาโซสิน (doxazosin) ยาที่ยั้งการสร้างฮอร์โมน (DHT) (Dihydrotestosterone)  ยาในกลุ่มนี้จะลดการผลิตฮอร์โมน DHT ซึ่งต้องต่อการเติบโตของต่อมลูกหมาก แม้ว่าจะออกฤทธิ์ช้า แต่ว่าสามารถลดขนาดของต่อมลูกหมากได้ในระดับหนึ่ง จะมีประโยชน์เฉพาะคนป่วยที่มีต่อมลูกหมากค่อนข้างโต ไฟท้องนาสเตอไรด์ (fina-steride) ยาสมุนไพร มีอยู่หลากหลายประเภท สำหรับประเภทที่แพร่หลายที่สุดเป็นจากสมุนไพรชื่อ Saw palmetto แต่ว่าประสิทธิภาพยังไม่แน่ชัดนัก
  • การผ่าตัด: หมอจะเลือกใช้กรรมวิธีการนี้เมื่อคนเจ็บใช้ยาแล้วไม่ได้เรื่อง โดยการผ่าตัดมีหลายแนวทาง สังกัด อาการ สุขภาพผู้ป่วย ความอยากของคนเจ็บและก็ครอบครัว และก็ดุลยพินิจของแพทย์ ใน ปัจจุบันนี้นิยมผ่าตัดโดยการใช้กล้องถ่ายรูปส่องผ่านท่อปัสสาวะ (transurethral resection of the prostatic หรือ TURP) เป็นการผ่าตัดเป็นแนวทางรักษาโดยขูดต่อมลูกหมากด้วยกล้องถ่ายรูปผ่านทางท่อเยี่ยว หรือที่เพื่อตัดต่อมลูกหมากออกเป็นชิ้นเล็กๆที่สามารถทำได้โดยแพทย์ทางเท้าเยี่ยว หรือศัลยแพทย์ผู้ที่มีความชำนาญเท่านั้น ในระหว่างผ่าตัดคนเจ็บจะได้รับการวางยาเฉพาะด้านล่าง ทำให้ไม่เคยรู้สึกเจ็บ ในระยะ 3 - 4 วันแรกแพทย์จะใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อให้กระเพาะปัสสาวะได้พัก แล้วก็รอคอยให้ฉี่ใสเสียก่อนจึงจะเอาสายสวนฉี่ออก ผู้ป่วยจะมีลักษณะดียิ่งขึ้นด้านใน 2 - 4 อาทิตย์ แนวทางแบบนี้แพทย์จะใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก หรือมีภาวะแทรกซ้อน นอกจากนี้ยังมีวิธีอื่นๆอีกดังเช่น  การใช้คลื่นความร้อน ตัวอย่างเช่น ไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ หรือเลเซอร์ ผ่านเข้าไปที่ต่อมลูกหมาก เพื่อทำให้ต่อมลูกหมากฝ่อและก็เล็กลง ซึ่งเป็นวิธีที่หมอเลือกใช้ในรายคนป่วยที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัดรวมทั้งแนวทาง การขยายท่อเยี่ยวโดยการใส่ท่อติดอยู่ไว้ (prostatic urethral stent) ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ผ่าตัดไม่ได้  หรือไม่ยอมรับการผ่าตัด
ปัจจัยเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งโรคต่อมลูกหมากโต

  • เพศชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมีปัญหาหรือเคยป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต
  • ผู้ที่มีความผิดธรรมดาของอัณฑะ
  • ผู้มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย
  • คนที่มีอาการป่วยเป็นโรคหัวใจรวมทั้งโรคเบาหวาน


การติดต่อของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากการขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายหลายๆประเภท ซึ่งจะมีผลให้เซลล์ของต่อมลูกหมากเติบโตผิดปกติ มักกำเนิดในผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และโรคต่อมลูกหมากโตนี้ มิได้เป็นโรคติดต่อและไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน รวมทั้งจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต

  • ฝึกหัดฉี่ให้ตรงเวลา ดังเช่นว่า ทุก 3 ชั่วโมง แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยๆปรับช่วงเวลาตามอาการเพื่อปกป้องการกลั้นเยี่ยวไม่อยู่
  • ปัสสาวะครั้งละ 2 คราว เพื่อไม่ให้ปัสสาวะเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการปวดฉี่รวมทั้งฉี่บ่อยครั้ง เช่น เมื่อเยี่ยวไปแล้ว ให้คอยอีกประมาณ 5 นาที แล้วเยี่ยวซ้ำอีกรอบ ระหว่างรอ อาจแปลงท่า อย่างเช่น ลุกขึ้นยืน ฯลฯ
  • กระทำการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยการฝึกขมิบก้น/ขมิบเพื่อกลั้นปัสสาวะ
  • กินน้ำในวันแล้ววันเล่าให้พอเหมาะ อย่าให้มากเกินความจำเป็น
  • ลด หรือเลิกดื่มเครื่องดื่มมีคาเฟอีน
  • ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • หลบหลีกการใช้ยาบางประเภทที่จะทำให้อาการคนเจ็บแย่ลง ได้แก่ ยาขับฉี่ ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาโรคเหงาหงอย
  • การกินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ทุกวี่ทุกวันในปริมาณที่เหมาะสม ร่วมกับการออกกำลังกายตามสมควรกับสุขภาพวันแล้ววันเล่า เพื่อการควบคุมน้ำหนัก และไม่ให้เกิดโรคอ้วน
  • เมื่อจะต้องออกมาจากบ้าน ควรจะคิดแผนหัวข้อการใช้สุขาไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อเกิดความสะดวกในการปัสสาวะ
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่น อากาศที่หนาว จะทำให้อาการกำเริบ
  • ระวังอย่าให้ท้องผูก


การคุ้มครองตัวเองจากโรคต่อมลูกหมากโต เวลานี้ยังไม่มีแนวทางใดที่ช่วยคุ้มครองป้องกันปัญหาต่อมลูกหมากโตได้อย่างแท้จริงเพราะเหตุว่ายังไม่ทราบสาเหตุที่แจ่มกระจ่างของโรคนี้ รวมทั้งความเสี่ยงต่อโรคที่สำคัญที่ไม่สามารถปรับปรุงได้นั้นก็คืออายุที่มากขึ้น เพราะฉะนั้นแนวทางที่ดีที่สุดก็คือเพศชายที่แก่ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปควรจะได้รับการตรวจต่อมลูกหมากเป็นประจำทุกปี แล้วก็ควรจะหมั่นพินิจความไม่ดีเหมือนปกติของระบบทางเท้าฉี่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากมีลักษณะอาการเยี่ยวตรากตรำ จะต้องใช้แรงเบ่งนานๆเยี่ยวไม่พุ่ง ยามค่ำคืนจำเป็นต้องลุกขึ้นมาฉี่ บ่อยครั้ง หรือปัสสาวะเป็นเลือด ก็ควรจะไปพบหมอ เพื่อตรวจวินิจฉัยปัจจัยให้แน่ชัด  เมื่อพบว่าเป็นต่อมลูกหมากโตก็ควรจะกินยารักษา หรือกระทำการผ่าตัดปรับแก้ตามคำแนะนำของแพทย์ 
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคต่อมลูกหมากโต พืชสมุนไพรที่มีรายงานการวิจัยทางคลินิกว่ามีฤทธิ์รักษาโรคต่อมลูกหมากโตเช่น มะเขือเทศ และฟักทอง โดยให้คนไข้ที่ได้รับการวิเคราะห์ว่าอยู่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตระยะเริ่มต้นกินซอสมะเขือเทศเข้มข้น (Tomato paste) วันละ 50 กรัม (มี lycopene อยู่ 13 มก.) ต่อเนื่องกัน 10 สัปดาห์พบว่า ส่งผลทำให้ค่า prostate-specific antigen (PSA) ในเลือดซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะต่อมลูกหมากโตต่ำลง รวมทั้งการศึกษาเล่าเรียนทางคลินิกโดยให้ผู้ป่วยกินแคปซูลสารสกัดเมล็ดฟักทองขนาด 1000 มก.ต่อวัน มีผลทำให้คนไข้โรคต่อมลูกหมากโตมีอาการ เมื่อกินติดต่อกันเป็นเวลานาน 12 สัปดาห์
มะเขือเทศ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum lycopersicum สกุล Solanaceae มีหลายการเล่าเรียนพบว่าไลโคพีนในมะเขือ เทศสามารถลดระดับ PSA รวมทั้งคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยผ่านกลไกการทำงานต่างๆอาทิเช่น การลดการ กำเนิด lipid oxidation ต้านทานอนุมูลอิสระ รวมทั้ง ลดการสังเคราะห์ 5- alpha dihydrotestosterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการโตของต่อมลูกหมาก แล้วก็ยังพบว่าการบริโภคไลวัวพีนจากผลิตภัณฑ์ มะเขือเทศซึ่งทำให้ผู้ใช้หรูหราไลวัวพีนในเลือดสูงมากขึ้นจะสามารถลดระดับ PSA ในคนไข้โรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้  Schwarz และก็แผนก (2008) ศึกษาในคนป่วยโรคต่อมลูกหมากโต (PSA > 4 mg/L) บริโภคไลวัวพีนวันละ 15 mg นาน 6 เดือน พบว่าสามารถคุ้มครองป้องกันต่อมลูกหมากโตได้เมื่อตรวจทางทาวรหนักแล้วก็การตรวจอัลตราซาวด์และก็ระดับ PSA ลดน้อยลงร้อยละ 11 เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุมที่ได้รับยาหลอก (placebo) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.05) รวมทั้งแนวทางการทำแบบสอบถามอาการของต่อมลูกหมากฉบับนานาประเทศ (International Prostate Symptom Score; IPSS) พบว่ากรุ๊ปที่ได้รับไลโคพีนมีลักษณะของต่อมลูกหมากดียิ่งขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการเล่าเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีการเรียนรู้ในผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตที่มีความเสี่ยงสูงถึงร้อยละ 80 ที่จะเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในอนาคต (High Grade Prostatic Intraepithelial Neoplasia; HGPIN) โดยกลุ่มทดลองที่ได้รับไลโคพีนวันละ 8 mg ต่อเนื่องทุกๆวันนาน 1 ปี (20 คน) เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (20 คน) พบว่ากลุ่มที่ได้รับไลวัวพีนมีระดับ PSA ลดน้อยลง จาก 6.07 mg/L เป็น 3.5 mg/L คิดเป็นจำนวนร้อยละ 42 และก็มีไลโคพีนในเลือดเพิ่มขึ้นจาก 360 เป็น 680 mg/L และก็เมื่อจบการเรียนรู้พบว่ากลุ่มทดลองมีผู้ป่วยปริมาณ 2 ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ในขณะคนป่วยกรุ๊ปควบคุมปริมาณ 6 มิได้กินอาการที่มีไลโคพีน (มะเขือเทศ แตงโม) ตลอดช่วงที่ทำการศึกษาหรูหรา PSA เพิ่มสูงขึ้น แล้วก็ผู้ที่มีระดับไลโคพีนในเลือดต่ำลงกลับกลายโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายความว่าการบริโภคไลโคพีนนาน 1 ปีสามารถคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในคนเจ็บที่มีความเสี่ยงสูงได้
ฟักข้าว มีชื่อสามัญว่า Spring bitter cucumber ชื่อวิทยาศาสตร์หมายถึงMomordica Cochinchinensis Spreng.  ฟักข้าว คือผลไม้ที่อุดมด้วยไลโคป่ายปีน และสารพฤษเคมีอื่นๆในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ดังเช่นว่า เบต้า-แคโรทีน สูงกว่าแครอท 10 เท่า มีวิตามินซีมากยิ่งกว่าส้ม 40 เท่า มีซีแซนทีนมากยิ่งกว่า ข้าวโพด 40 เท่า อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินเอ กรดไขมันโอเมก้า-3, โอเมก้า-6 รวมทั้งโอเมก้า-9 ช่วยเสริมฤทธิ์สำหรับการต่อต้านอนุมูลอิสระสูง และก็การไหลเวียนของเลือด  รวมทั้งในฟักข้าว มีไลวัวตะกาย จำพวกพิเศษ เรียกว่า ไลโปแคโรทีน (Lipocarotene) เป็นกรดไขมันสายยาวที่ช่วยจับแคโรทีน จึงช่วยดูดซึมแคโรทีน ฟักข้าว ก็เลยเป็นแหล่งของไลวัวป่ายปีน ที่ดีเยี่ยมที่สุด  ไลโคไต่ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้รับการรับรองทางการแพทย์แล้วว่า ช่วยชะลอความแก่ ต้านความเสื่อมของร่างกาย ช่วยลดโรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมากในเพศชาย โดยต่อมลูกหมาก คือต่อมที่สร้างน้ำหล่อเลี้ยงสเปิร์ม ต่อมลูกหมากตั้งอยู่ระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับท่อเยี่ยว เมื่อเพศชายอายุสูงขึ้นคือ ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศชาย(เทสโทสเตอโรน) ลดน้อยลง ทำให้เซลล์ในต่อมลูกหมาก แบ่งตัวเพิ่มมากขึ้น ต่อมลูกหมากก็เลยโตขึ้น และถ้ามีการอักเสบร่วมด้วยก็จะมีโอกาสกำเนิดโรคมะเร็ง ได้สูงขึ้น ไลวัวไต่ จะควบคุมการโตของต่อมลูกหมาก ช่วยให้เซลล์ของมะเร็งฝ่อตาย และลด การแบ่งเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วย
หญ้าหนวดแมว ชื่อวิทยาศาสตร์ : Orthosiphon stamineus Benth.   สกุล : Labiatae หรือ Lamiaceae   สรรพคุณหญ้าหนวดแมว ช่วยขับเยี่ยว ทำให้การหลั่งเยี่ยวเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากนั้น ในตำราเรียนยาหลายฉบับกล่าวถึงคุณประโยชน์ต่างๆเป็นต้นว่า  หนังสือเรียนยาใช้ใบ และลำต้นการรักษา และคุ้มครองโรคทางเท้าเยี่ยว ลำต้น ใช้แบบสดหรือแบบแห้ง ด้วยการต้มดื่ม โดยเฉพาะชายเฒ่าที่ช่วยแก้โรคต่อมลูกหมากโต รวมทั้งไขปัญหาเยี่ยวขัดข้อง รวมทั้งมีฤทธิ์สำหรับในการขับกรดยูริก
เถาวัลย์เปรียง ชื่อวิทยาศาสตร์ Derris scandens (Roxb.) Benth  ชื่อตระกูล Papilionaceae  คุณประโยชน์:           ตำราเรียนยาพื้นเมือง: ใช้เถา ขับปัสสาวะ แก้กระษัยเหน็บชา ถ่ายกระษัย แก้เส้นเอ็นขอด ถ่ายเสลด ไม่อุจจาระ ทำให้เอ็นอ่อนลง ขับฉี่ แก้ปัสสาวะพิการ
กระเจี๊ยบแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa L. ชื่อตระกูล Malvaceae  คุณประโยชน์:     ตำรายาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา  การศึกษาทางคลินิก: ลดระดับความดันโลหิต ยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินเยี่ยว ทำให้ผู้เจ็บป่วยโรคนิ่วในท่อไต ถ่ายปัสสาวะสบายขึ้น คนป่วยกระเพาะปัสสาวะอักเสบมีอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะลดลง  แบบอย่างแล้วก็ขนาดวิธีการใช้ยา:   ขับฉี่ ใช้สมุนไพรแห้ง บดเป็นผง 3 กรัม (หรือ 1 ช้อนชา) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน หรือตราบจนกระทั่งอาการจะหาย
เอกสารอ้างอิง

  • โรคต่อมลูกหมายโต .สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
  • Mohanty NK, Saxena S, Singh UP, Goyal NK, Arora RP. Lycopene as a chemopreventive agent in the treatment of high-grade prostate intraepithelial neoplasia. Urol Oncol Sem Orig Invest 2005;23:383-385
  • สมุนไพรตัวไหนบ้างที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโต.กระดานถาม-ตอบ.สำรักงานสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติอาชานานุภาพ.ต่อมลูกหมากโต.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่345.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.มกราคม.2551
  • รศ.นพ.อนุพันธ์ ตันติวงศ์.ต่อมลูกหมากโต.ภาวิชาศัลย์ศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ต่อมลูกหมากโต-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Wei MY, Giovannucci EL. Lycopene, tomato products, and prostate cancer incidence: A review and reassessment in the PSA screening era. J Oncol 2012:2012:1-7. (doi: 10.1155/2012/271063)
  • เอมอร.ชัยประทีป.ผลของมะเขือเทศที่อุดมไปด้วยไลโคพีนในโรคต่อมลูกหมากโตและมะเร็งต่อมลูกหมาก.คอลัมน์นิพนธ์ปร

15

สมุนไพรมะไฟฝรั่ง
มะไฟฝรั่ง Baccaurea mothelyana (Muell. Arg.) Muell. Arg.
บางถิ่นเรียกว่า มะไฟฝรั่ง (จ.กรุงเทพฯ) ระมะ ลำดวงจันทร์ (จังหวัดปัตตานี) ระมา ระไม รำเบ รำไบ (มลายู-ใต้) รามาตี๊กุ๊ (มลายู-นราธิวาส).
    ไม้ใหญ่ ขนาดกึ่งกลาง ไม่ผลัดใบ สูงได้ถึง 20 มัธยม แต่ว่าส่วนมากสูง 10-13 มัธยม เรือนใบเป็นพุ่มไม้กลมทึบ ลำต้นตรง ใหญ่ เปลือกสีน้ำตาลอมชมพู ค่อนข้างหมดจด ล่อนออกเป็นชิ้นเล็กๆหูใบตกง่าย ตามกิ่งมีรอยแผลเป็นเพราะว่าใบ แล้วก็หูใบหลุดตกไป กิ่งใหม่สีเขียว มีขนสั้นๆนุ่มแล้วก็เป็นเงา. ใบ โดดเดี่ยว เรียงแบบบันไดเวียน กว้าง 7.5-15 ซม. ยาว 15-33 ซม. รูปรีปนขอบขนาน โคนใบมน หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ ปลายใบสอบแคบเป็นติ่งมนๆสีเขียวเข้ม ผิวเรียบ ข้างบนเป็นเงา เส้นใบเป็นร่อง ด้านล่างสีเขียวอมน้ำตาล มีขนนุ่ม โดยยิ่งไปกว่านั้นตามเส้นกึ่งกลางใบ และเส้นกิ้งก้านใบ มีขนสีน้ำตาลอ่อน บางเวลาขนพวกนี้จะหลุดร่างแทบหมดเมื่อใบแก่ ก้านใบสีเขียวอ่อน มีขนนุ่ม ยาว 5-7.5 ซม. บวมเล็กน้อยตรงที่ติดกับตัวใบ เส้นกิ่งก้านสาขาใบมีราวๆ 15 คู่ นูนเด่น  รวมทั้งมีขนทางข้างล่างของใบ. สมุนไพร ดอก เล็ก มากมาย ออกเป็นช่อยาวแขวนตามลำต้น และกิ่ง มีขนเล็กน้อย ดอกเพศผู้รวมทั้งดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน สีเขียวอ่อนอมเหลือง กลิ่นหอมหวน กลีบรองกลีบ 4-6 กลีบ โค้งเข้าข้างใน มีขนนุ่ม ดอกออกเป็นกระจุกๆละ 1-3 ดอก ก้านดอกยาว 2-3 มิลลิเมตร ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อตามกิ่งแก่ๆมีจำนวนไม่น้อย ยาว 7.5-1.5 ซม. ดอกกว้าง 2-3 มม. เกสรผู้ 4-6 อัน. ดอกเพศเมีย ออกเป็นช่อ ยาว 25-75 ซม.  ดอกกว้างไม่เกิน 1.5 ซม. กลีบรองกลีบหนา มักจะมีกลีบ 5 กลีบ แยกจากกัน ปลายแหลม อยู่จนถึงได้ผลสำเร็จ รังไข่เล็ก อ้วน ป้อม ไม่มีท่อเกสร ปลายเกสรมี 4-5 แฉก. ผล เป็นช่อยาวแขวนตามกิ่งแก่ที่ไม่มีใบ หรือ ออกตามตอนบนของลำต้น กว้างราวๆ 2.5 ซม. ยาว 2.5-4 เซนติเมตรเปลือกบาง ผิวสีเหลืองปนน้ำตาลอ่อน มีขนคล้ายผ้ากำมะหยี่ ผลสุกนุ่มผิวเหี่ยวย่น ก้านผลยาว 6-12 มิลลิเมตร สีน้ำตาล ที่โคนผลมีกลีบรองกลีบติดอยู่. เม็ด สีน้ำตาลอ่อน มี 2-5 เมล็ด ยาวประมาณ 12 มม. ปลายข้างหนึ่งแหลม เนื้อห่อเม็ดสีขาวใส แต่ละเม็ดแยกออกมาจากกันง่าย รสเปรี้ยว ปรือ หวาน.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดิบทางภาคใต้.
สรรพคุณ : ต้น เปลือกบดคั้นน้ำ ใช้หยอดตา แก้ตาเจ็บ

Tags : สมุนไพร

หน้า: [1] 2 3 4
Sorry, the copyright must be in the template.
Please notify this forum's administrator that this site is missing the copyright message for SMF so they can rectify the situation. Display of copyright is a legal requirement. For more information on this please visit the Simple Machines website.