แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Messages - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 28
1
ขายสินค้า ทั่วไป / สัตววัตถุ ปลาพะยูน
« เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2017, 11:47:18 PM »

ปลาพะยูน
ปลาพะยูนเป็นสัตว์กินนม อาศัยอยู่ในน้ำไม่ใช่ปลาจริงๆแต่เพราะเหตุว่าอยู่ในน้ำและก็มีรูปร่างเหมือนปลาคนประเทศไทยก็เลยเรียกรวมเป็น”ปลา”
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dugong dugon(MuBer)
จัดอยู่ในตระกูล Dugongidae
ชื่อสามัญว่า dugong sea
บางถิ่นเรียกว่า พะยูน วัวทะเลหรือหมูสมุทรก็เรียก มีลำตัวเพรียวลม ขนาดตัววัดจากหัวถึงโคนหาง ยาว ๒.๒๐ -๓.๕๐ เมตรหางยาว ๗๕.๘๕ ซม.ตัวโตเต็มกำลังหนัก ๒๘๐ ถึง ๓๘๐ กก.รูปกระสวยหางแยกเป็น๒แฉกขนานกับพื้นในแนวนอนไม่มีครีบภายหลังอยู่ตอนล่างของส่วนแม่ริมฝีปากบนเป็นก้อนเนื้อครึ้มลักษณะเป็นเหลี่ยมเหมือนจมูกหมูเมื่ออายุน้อยลำตัวมีสีออกขาวแต่ว่าเปลี่ยนเป็นสีเทาอมน้ำตาลเมื่อโตเต็มวัย เป็นประจำถูกใจอยู่รวมกันเป็นฝูงหลายๆฝูงหาเลี้ยงชีพรวมกันเป็นฝูงใหญ่รับประทานพืชประเภทหญ้าสมุทรตามพื้นทะเลชายฝั่งเป็นของกินโตเต็มกำลังพร้อมผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ ๑๒-๑๓ปีตั้งท้องนาน๑ปีออกลูก ทีละ ๑ ตัว เคยพบได้บ่อยตามชายฝั่งทะเลของประเทศไทยแต่ว่าปัจจุบันนี้เป็นสัตว์หายากและใกล้สิ้นพันธุ์ยังพบในอ่าวไทยที่จังหวัดระยองจังหวัดชลบุรีจังหวัดตราดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และชายฝั่งทะเลอันดามันแถบจังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงากระบี่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจอซุกซุมที่สุดบริเวณอุทยานแห่งชาติหาดทรายเจ้าไหม-เกาะลิบงจังหวัดตรังในต่างประเทศเจอได้ตั้งแต่บริเวณชายฝั่งทะเลด้านทิศตะวันออกของทวีปแอฟริกาทะเลแดงตลอดแนวริมฝั่งของห้วงมหาสมุทรประเทศอินเดียไปจนกระทั่ง ถึงประเทศฟิลิปปินส์เกาะไต้หวันถึงภาคเหนือของทวีปออสเตรเลีย

คุณประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยใช้เขี้ยวปลาพะยูนเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งแม้กระนั้นเพื่อรักษาสัตว์จำพวกนี้ซึ่งหายากมากมายแล้วจึงไม่ควรใช้ยานี้อีกต่อไป เขี้ยวปลาพะยูนเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ที่ใช้ในพิกัดยาไทยที่เรียกว่า”นวขี้ยว” หรือ”เนาวเขี้ยว” ดังเช่นเขี้ยวหมูเขี้ยวหมีเขี้ยวเสือ เขี้ยวตะไข้เขี้ยวเลียงหน้าผา และงาช้าง (ดูคู่มือการปรุงยาแผนไทยเล่ม ๑น้ำกระสายยา)

Tags : สัตววัตถุ

2
ขายสินค้า ทั่วไป / สัตววัตถุลิ่น
« เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2017, 08:04:59 PM »

ลิ่น
ลิ่น หรือนุ่ม เป็นสัตว์เลือดอุ่น
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Manis javanica Desmarest
มีชื่อสามัญว่า Malayan  pangolin
จัดอยู่ในตระกูล  Manidae
ชีววิทยาของลิ่น
ลิ่นมีลำตัวและหายาว  เวลาเดินหลังจะโค้ง  ส่วนหัวและก็หางจะยืดตรง  ความยาวของลำตัววัดจากปลายปากถึงโคนหาง  ๕๐ -๖๐  เซนติเมตร  หางยาว  ๕๐ – ๘๐  เซนติเมตร  มีน้ำหนักตัว  ๖-๙  กิโล  ท่อนหัวเล็ก  ปากยาว  ตาเล็ก  ใบหูเล็ก  ลำตัวปกคลุมด้วยเกล็ดแข็ง  ใต้เกล็ดแต่ละเกล็ดมีขนเป็นเส้นๆ เกล็ดละ  ๒ – ๓  เส้น  เกล็ดสีเหลืองถึงสีน้ำตาลเข้ม  รอบๆใต้คาง  ท้อง  ภายในขาจะไม่มีเกล็ด  มีเล็บยาว  ปลายแหลมแข็งแรง  เหมาะสำหรับขุดค้นดินรวมทั้งรังปลวก  ไม่มีฟัน  มีลิ้นเป็นเส้นยาว  หางปกคลุมด้วยเกล็ด  ม้วนงอจับกิ่งไม้ได้ สัตว์ประเภทนี้โตเต็มกำลังและสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุราว  ๑.๕  ปี  มีท้องนานราว  ๑๔๐  วัน  คลอดลูกทีละ  ๑ – ๒  ตัว  ลูกที่เกิดใหม่จะเกาะติดไปกับแม่  โดยใช้ขาหน้าและขาหลังกอดโคนหางแม่ไว้แน่น  ลูกลิ่นดูดนมแม่ตรงจั๊กกะแร้  โดยที่แม่นอนตะแคงหรือนอนหงาย  แล้วก็หย่านมเมื่ออายุราว  ๓  เดือน  ลิ่นอายุยืนราว  ๑๐  ปี ลิ่นกินมด  ปลวก  และแมลงเป็นของกิน  ถูกใจออกหากินในเวลากลางคืน  ศูนย์กลางวันหลบนอนอยู่ในโพรงดิน  เวลานอนจะม้วนหรือม้วนตัวกลม  ใช้หางเกี่ยวกิ่งไม้ได้ และสามารถปีนป่ายต้นไม้ได้  โดยใช้เล็บตีนช่วย  ประสาทรับกลิ่นรวมทั้งเสียงดีเยี่ยม  โดยเฉพาะประสาทรับกลิ่นซึ่งช่วยสำหรับในการหาอาหาร  แต่ประสาทตาไม่ดีเจอได้ในทุกภาคของประเทศไย  ในต่างชาติเจอพอดีลาว  เขมร  เวียดนาม  มาเลเซีย  และอินโดนีเซียสัตว์ในสกุลเดียวกันนี้ที่บางทีอาจเจอในประเทศไทยอีกชนิดหนึ่ง หมายถึง ลิ่นจีน  อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Manis  pentadactyla  Linnaeus  มีชื่อสามัญว่า  Chinese  pangolin

ผลดีทางยา
แพทย์แผนไยใช้เกล็ดลิ่นในตำรับยาน้อยมาก ไม่เหมือนกับยาจีนซึ่งแพทย์มักใช้ลิ่นเข้าตำรับยา เกล็ดลิ่นเป็นเครื่องยาที่มนตำรับยาแห่งเมืองจีนรับรองไว้  มีชื่อยาในภาษาละตินว่า Squama  Manitis  มีชื่อสามัญว่า pangolin  scale เกล็ดลิ่นที่ใช้ในยาจีนได้จากลิ่นจีน แต่ในขณะนี้เกล็ดลิ่นจากเมืองไทย  ภูมิภาคอินโดจีน  และแหลมมลายู ถูกส่งเข้าไปขายในประเทศจีนปีละมากๆ ส่วนใหญ่เป็นในรูปเกล็ดที่คั่วในทรายจนถึงพองก็ดีแล้วการเตรียมเกล็ดลิ่นสำหรับใช้เป็นเครื่องยานั้น อาจทำเป็น  ๓  แนวทาง คือ ๑. ใช้เกล็ดแห้ง  ล้างน้ำให้สะอาด  แล้วตากแดดให้แห้ง ๒. ใช้เกล็ดแห้งที่สะอาดแล้ว คั่วในกระทะทรายที่ร้อนจัด จนเกล็ดลิ่นพอง ทิ้งให้เย็น  ล้างให้สะอาด แล้วทำให้แห้ง หรือ ๓. เอาเกล็ดลิ่นที่คั่วกับทรายที่พองสุดกำลังแล้ว จุ่มลงในน้ำส้มสายชูโดยทันที  แล้วคัดแยกออกทำให้แห้ง  เมื่อจะประยุกต์ใช้ปรุงยาก็ให้บดเป็นชิ้นเล็กๆ
แบบเรียนยาจีนว่า
เกล็ดลิ่นมีรสเค็ม  เย็นบางส่วน  แสดงฤทธิ์ต่อเส้นตับรวมทั้งกระเพาะ  มีสรรพคุณ  คือ  ๑.  กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและทำให้รอบเดือนเป็นประจำ  จึงใช้กับสตรีในภาวการณ์ขาดเมนส์รวมทั้งมีก้อนในท้องเพราะเหตุว่าเลือดคั่ง  ๒. ไล่  “ลม” ที่ก่อโรคแล้วก็กำจัดการอุดกันใน  “เส้น”  ก็เลยใช้แก้ลักษณะของการปวดรวมทั้งชาตามแขนขา ๓.  กระตุ้นน้ำนม จึงใช้กับสตรีซึ่งไม่มีน้ำนมเลี้ยงลูก  รวมทั้ง  ๔.  ลดการบวมและช่วยขจัดหนองก็เลยใช้แก้แผลบวมช้ำต่างๆ แผลบวมมีหนอง  มักใช้ในขนาด  ๔.๕ – ๙  กรัม  ต้มน้ำกิน  นิยมใช้เกล็ดที่คั่วจนพอดิบพอดีแล้ว แต่ว่าการใช้กับสตรีในระหว่างมีครรภ์  ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

Tags : สัตววัตถุ

3
ขายสินค้า ทั่วไป / สัตววัตถุ น้ำมันขนเเกะ
« เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2017, 05:08:39 AM »

น้ำมันขนแกะ
น้ำมันขนแกะ (wool-fat  หรือ  Adeps  Lanae) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากขนแกะ ช่วงท้ายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อน น้ำมันนี้มีส่วนสำคัญเป็นคอเลสเตอรอลและก็ไฮโซคอเลสเตอรอล (isocholesterol) ตลอดจนเอสเตอร์ของกรดมันจำพวกอื่นๆอีกหลากหลายประเภท ยกตัวอย่างเช่น กรดแลโนแพลมิติก (lanopalmitic  acid) กรดแลโนชอลิก (lanocerric  acid) กรดคาร์นิวบิก  (carnubic  acid) กรดโอลีอิก (oleic  acid) กรดไมริสติก (myristic  acid) น้ำมันขนแกะนี้ใช้เป็นส่วนประกอบเพื่อดูดน้ำในการทำยาขี้ผึ้ง (ointment)  รวมทั้งยาครีม  (cream) รวมทั้งใช้สำหรับทากันผิวหนังแห้งแตก โดยยิ่งไปกว่านั้นอากาศหนาวเมื่ออากาศแห้งมาก น้ำมันขนแกะที่มีน้ำผสมอยู่ด้วยปริมาณร้อยละ ๒๕-๓0 (hydrated  wool-fat) เรียก แลโนลิน  (lanolin)

คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้นมแกะรวมทั้งเขาแกะเป็นกระสายยาและก็เครื่องยา ดังนี้
๑. น้ำนมแกะ ได้จากแกะตัวเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ พระคู่มือสรรพคุณ (แลมหาพิกัด) บันทึกไว้ว่า “น้ำนมแกะแก้หืดไอ แล้วก็จุกเสียด เจริญรุ่งเรืองไฟธาตุ” ยาขนานที่  ๖๖ ในตาราพระยาพระนารายณ์ เข้า”นมแกะ” เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้
น้ำมันมหาวิศครรภราชไตล เอาโหราทั้งสอง หนัก ๗ บาท สท้วง  ชะพลู เปล้าใหญ่ เปล้าราม เปล้าน้ำเงิน เทียน ๕  เทียนเยาวภานีเป็น  ๖  โกฏทั้งยัง ๕ กานพลู ใบกระวาน ลูกเอ็น จันทน์แดง จันทน์ขาว หางไหล มหาละลาย   ลูกตลอด สิ่งละตำลึง  ๑  ตรีกระฏุก เปล้าน้อย พิมเสน รากไคร้หอม  รากต้นแฝกหอม ไค้เครือ เปราะหอม สิ่งละ ๒ ตำลึง รากคันทา สหัสคันทา  อัชระคันทา อบเชย รากผักแผ้วแดง รัตโชติ สิ่งละ  ๓  ตำลึง   รากเจตมูลเพลิงเเดง แก่นสน สิ่งละ  ๔  ตำลึง  กฤษณา  ใบตลอด สิ่งละ  ๕  ตำลึง  ลูกลางโพง   ๒0  ลูก  น้ำมะกรูด   น้ำมะนาวน้ำมะงั่ว น้ำส้มส้า น้ำนมวัว นมกระบือ  นมแกะ นมแพะ น้ำมันคูเลละ น้ำมันเชตะ น้ำมันพิมเสน  น้ำมันดิน  สิ่งละทนาน   น้ำมันงาเชย  ๗  ทนาน มะพร้าวไฟ  ๓  ลูก บิดมัวแต่กะทิ หุงให้คงจะแม้กระนั้นน้ำมัน   ทาแก้เส้นอุทธังคมาวาตา   อโธค   มาวาตา   อันปน พระเลือด แล่นในพระเส้นสะดวก ให้พระเส้นตึงแลกเปลี่ยนระด่างนั้นออกสม่ำเสมอ เราพพระพุทธออกพระสิธิสารประกอบทูลเกล้าฯ   มอบให้ทรง  ใน วัน  ๓ ฯ ๑0  เย็น  ศักราช  ๒๒๓0   ปีเสือ  อัฐศกฯ
๒.เขาแกะ   ได้จากเขาของแกะทั้งเพผู้และเพศภรรยา   ใช้เป็นเครื่องยาในยาไทย  ได้แก่  “ยาจักรวาลฟ้าครอบ”   ในพระหนังสือธาตุวิภังค์  ซึ่งมีบันทึกไว้ดังต่อไปนี้ยาชื่อจักรวาลฟ้าครอบ   แก้พิษไข้รอยดำทั้งผอง   สารพัดพิษอันอะไรก็แล้วแต่ก็ดีแล้ว   พิษกาฬด้านในข้างนอก   ในกังวลในใจก็ดี   แลพิษรอยดำทั้งผอง  ๗๐๐   จำพวกที่ไม่ได้ขึ้นมาทำพิษ   คุดอยู่ในหัวใจแลตับปอดภายในดีแล้ว   แลหลบอยู่ตามผิวหนังภายในก็ดี   แลพิษฝีดาษฝีหัวเดียว  ก็ดีแล้ว   ตานทรางก็ดี   ท่านให้ยำยาขนานใหญ่นี้ไว้แก้   เว้นไว้แม้กระนั้นบุราณกรรมแลเดี๋ยวนี้กรรมยิ่งกว่านั้นหายสิ้นแล   หมอทั้งปวงควรรีบทำยาขนานนี้ขึ้นไว้ให้เหอะ   ก็เลยจะสู้กันกับกาฬ   ๗๐๐  จำพวกได้   ท่านให้เอา  เขี้ยวเสือ  ๑   เขี้ยวหมู  ๑   เขี้ยวหมี  ๑   เงี่ยงปลาฉนาก  ๑   เงี่ยงปลากระเบน  ๑   นอแรด  ๑   งา  ๑   เขากุย  ๑   เขากวาง  ๑   เขาแพะ  ๑   เขาแกะ  ๑   ทั้งนี้คั่วให้ไหม้เกรียม   หวายตะค้า  ๑   หวายตะมอย  ๑   เจ็ตเจตภังคี  ๑   สังกะระณี  ๑   ดอกสัตบุศย์  ๑   สัตตบตระหนี่ช  ๑   สัตบัน  ๑   บัวหลวง  ๑   บัวขม  ๑   บัวเผื่อน  ๑   ต้องมายากลนี  ๑   พิกุล  ๑   บุนนาค  ๑   สาระภี  ๑   มลิซ้อน  ๑   มลิลา  ๑   ดอกจำปา  ๑   ดอกกระดังงา  ๑   กฤษณา  ๑   กะลำภัก  ๑   ขอนดอก  ๑   ใบพิมเสน  ๑   พิมเสนเกล็ด  ๑   การะบูร  ๑   น้ำประสานทอง  ๑   โกฏทั้งยัง  ๕  หนึ่ง   เทียนทั้งยัง  ๕  หนึ่ง   ลูกจันทร์  ๑   ดอกจันทร์  ๑  กระวาน ๑   กานพลู  ๑   สมุลแว้ง  ๑   เห็ดกะถินขาว  ๑   เห็ดกะถินสวรรค์  ๑   เห็ดมะพร้าว  ๑   เห็ดตาล  ๑   เห็ดงูเห่า  ๑   เห็ดมะขาม  ๑   เห็ดไม้รัง  ๑   เห็ดไม้แดง  ๑   เห็ดตับเต่า  ๑   หัวมหารอยแดง  ๕  หนึ่ง   ยาดังนี้เอาส่วนเท่ากัน   สารพัน  (ดี)   เป็นน้ำกระสายบดปั้นแท่งไว้   แก้รอยแดง  ๗๐๐  พวก   แก้ได้ทุกอย่าง   น้ำกระสายยายักใช้เอาตามแต่ที่ถูกใจด้วยโรคนั้นเถอะ   แก้ในวสันตฤดู   เป็นน่าฝนแล

4
ขายสินค้า ทั่วไป / สัตววัตถุ เเพะ
« เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2017, 11:19:26 PM »

แพะเป็นสัตว์เลือดอุ่น
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Capra hircus Linnaeus
จัดอยู่ในสกุล Bovidae
มีชื่อสามัญว่า  goat
ชีววิทยาของแพะ
แพะเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างเหมือนแกะ  แต่ว่ามีลักษณะที่ไม่เหมือนกันที่เห็นได้ชัด  คือ
๑.แพะมีหนวดเคราใต้คาง ส่วนแกะไม่มี
๒.แพะตัวผู้มีต่อมกลิ่นสาบที่ใต้โคนหาง กลิ่นสาบจะกระจายจากต่อมนี้ไปทั่วตัว เรียกกันว่า “กลิ่นแพะ” ส่วนแกะไม่มีต่อมกลิ่นดังที่กล่าวมาข้างต้น
๓.แพะไม่มีต่อมกลิ่นที่หว่างกีบ แม้กระนั้นแกะมีต่อมกลิ่นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
๔.แพะมักมีเขาคล้ายดาบ โค้งไปด้านหลัง แกะมักมีเขาม้วนกลับไปใต้หู แม้กระนั้นก็ไม่เป็นเช่นนี้เสมอ
๕.แพะมักมีขนเป็นเส้นตรงๆ ส่วนใหญ่เป็นขนสั้นๆแม้กระนั้นลางชนิดที่เลี้ยงไว้บนที่สูงอาจมีขนยาว แต่ว่าแกะมีขนม้วนหนาไปหมดทั้งตัว
 แพะบ้านที่เลี้ยงกันทั่วๆไปมีพัฒนาการมาจากแพะป่า ( wild  goat)  ซึ่งมีความสูง  ๗๐-๑๐๐  เซนติเมตร เขายาวโค้งไปข้างหลัง  ยาวราว  ๘๐-๑๓๐  ซม.  โค้งด้านบนคมและก็หยักเป็นคลื่น ตัวเมียมีเขาสั้น ยาวราว  ๒๐-๓๐  เซนติเมตร เขาโค้งเล็กน้อย เพศผู้มีเคราใต้คาง ไม่พบว่าตัวเมียมีเคราใต้คาง เจอแพร่ขยายตามเกาะต่างๆของประเทศกรีซ ถึงตุรกี ประเทศอิหร่าน ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอัฟกานิสถาน โอมาน ประเทศปากีสถาน แล้วก็รอบๆใกล้เคียงในประเทศอินเดียในปัจจุบันมีการเลี้ยงแพะบ้านกันในหลายประเทศ  บางประเทศเลี้ยงเพื่อเอาขน แต่จำเป็นต้องเลี้ยงบนที่ราบสูงที่มีอากาศหนาวเย็น บ้างก็เลี้ยงไว้รับประทานนม บ้างก็เลี้ยงไว้รับประทานเนื้อ ชาวอิสลามชอบรับประทานเนื้อแพะมาก

ประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้เขาแพะแล้วก็น้ำนมแพะเป็นเครื่องยา บางขนานใช้น้ำนมแพะเป็นน้ำกระสายยาน้ำนมแพะได้จากเต้านมของแพะตัวเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ หนังสือเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า นมแพะมีรสหวาน ฝาด เย็น มีสรรพคุณแก้โลหิต แก้หืดไอ แก้ท้องเสีย

5
ขายสินค้า ทั่วไป / สมุนไพรผลิตภัณฑ์จากพืช
« เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2017, 07:25:17 PM »

สมุนไพรจำพวกผลิตภัณฑ์จากพืช
วัวกระทิง -น้ำมันจากเมล็ด แก้ปวดตามบาปข้อและกระดูก
กะถุงลาย -น้ำมันจากเมล็ด แก้เหน็บชา ขับเหงื่อ
กำยาน -ขับเยี่ยว บำรุงหัวใจ แก้โรคปอดแล้วก็หลอดลมอักเสบ สมานแผล
 คนทีเฉมา – ยาง ขับเลือดแล้วก็ลงให้กระจาย
 
คำฝอย – น้ำมันจากเมล็ด แก้อัมพาต
 
งิ้ว – ยาง แก้ท้องเดิน แก้ระดูตกหนัก บำรุงเลือด
 
จาก -น้ำตาล สมานหัวริดสีดวงทวารหนัก
 
จำปา -ยาง แก้ริดสีดวงพลวก
 
ตาตุ่ม – ยาง แก้หนองแล้วก็ลม ถ่ายพรรดึก กัดทำลาย
 
ตีนเป็ดน้ำ – น้ำมันเมล็ดใน แก้หวัด หิดเหา
 
ทองคำกวาว – ยาง แก้ท้องเดิน
 
นุ่น -น้ำมันจากเม็ด ขับฉี่ ระบายอ่อนอ่อนๆ
 

มะม่วงหิมพานต์ – ยาง ทำลายตาปลาหรือเป็นปุ่มโต แก้รัตตะปิตตะโรค
 
ว่านหางจระเข้ – ยาง ถ่าย ขับฉี่ ขับประจำเดือนแก้รัตตะปิดตาโรค
 
สบู่ขาว – ยาง แก้ปากเปื่อยพุพอง ลิ้นเป็นฝ้าเป็นละออง
 
หมีเหม็น – ยาง แก้บาดแผล แก้ช้ำ

6
ขายสินค้า ทั่วไป / สัตววัตถุเลียผา
« เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2017, 02:35:46 AM »

เลียงเขาหิน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า capricornis  sumatraensis (Bechstein)
จัดอยู่ในตระกูล  Bovidae
มีชื่อสามัญว่า  serow
ชีววิทยาของแกงเลียงหน้าผา
เลียงผาเป็นสัตว์บดเอื้อง  มี ๔  กระเพาะ  รูปร่างคล้ายแพะ  ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๑.๔๐ – ๑.๕๐  เมตร  หางยาว ๑๐ – ๑๕  ซม.  น้ำหนักตัว  ๕๐ – ๗๐ โล  ขนบนลำตัวหยาบ ยาว สีดำ มีขนยาวสีดำเป็นแผงอยู่ในแนวสันหลังตั้งแต่ท้ายทอยถึงโคนหาง ใบหูยาว  มีเขาตลอดตัวผู้แล้วก็ตัวเมีย  เขาสีดำ  โค้ง  ปลายแหลม ยาว  ๑๗.๕ –  ๒๕  เซนติเมตร รอบๆโคนเขาขึ้นไปมีรอยหยักเป็นวงรอบๆ ปลายเขากลมและเรียวโค้งไปทางด้านหลัง  ขา ๔ มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ขนบริเวณเหนือกีบสีน้ำตาล  กีบสั้น  สีดำ บริเวณหน้ามีรูต่อมน้ำมันอยู่ใต้ตา ข้างดั้ง และก็ขับน้ำมันสีขาวออกมาตลอดเวลา หางสั้น เลียงผาถูกใจอยู่ตามป่าสูงที่มีหน้าเขาหินหรือโคนหินชัน  มีชะง่อนผากำบังพอเพียง  ขี้อาย จะดุเมื่อเจ็บหรือจนตรอก  วิ่งไต่ไปตามหน้าผาได้อย่างปราดเปรียว หากินอย่างโดดเดี่ยวในตอนเช้าตรู่หรือช่วงเย็น กลางวันมักหลบนอนพักอยู่ตามป่าละเมาะตามชะง่อนผา หรือในถ้ำ อดน้ำได้นาน ว่ายน้เก่ง  ประสาทตา หู และก็จมูก ดีเยี่ยม กินผลไม้  หญ้า ใบไม้ หน่อไม้  เป็นของกิน  โตเต็มวัยพร้อมสืบพันธุ์เม่ออายุได้  ๓  ปี หลังสืบพันธุ์  ตัวเมียจะแยกออกไปอยู่ต่างหาก  ท้องนานราว  ๘  เดือน ออกลูกทีละ ๑ ตัว ลูกแกงเลียงผาอยู่กับแม่นานราว  ๑  ปีก็เลยจะแยกออกไปพบกินตามลำพัง แกงเลียงหน้าผาอายุยืนราว ๑๕   ปี เลียงเขาหินที่พบในประเทศไทยมี  ๒ ประเภทย่อย คือ จำพวกย่อย  Capricornis  sumatraensis  sumatraensis  (Bechstein)  ซึ่งมีเท้าสีดำ เจอบริเวณเขาหินปูน  ทางภาคใต้ กับประเภทย่อย  Capricornis  sumatraensis  millneedwardsi  David  ซึ่งมีเท้าสีออกแดง พบทางภาคเหนือและก็ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ

ผลดีทางยา
แพทย์แผนไทยใช้เขาแกงเลียงผาเป็นเครื่องยา เขาเลียงหน้าผาเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก  “สัตตเขา”  ได้แก่  เขาวัว  เขาควาย  เขากระทิง  เขากวาง  เขาแกะ เขาแพะ และเขาเลียงผา นอกนั้น หมอประจำถิ่นลางที่ใช้ “น้ำมันเลียงผา” สำหรับเตรียมยาน้ำมัน โดยผสมสมันพงไพรอื่นๆอีกหลากหลายประเภท  ว่าเป็นยาแก้อักเสบ  แก้ลมจับโปง (rheumatism) บำรุงข้อ บำรุงกระดูก

Tags : สมุนไพร

7
ขายสินค้า ทั่วไป / สัตววัตถุหมูหริ่ง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2017, 11:30:07 PM »

หมูหริ่ง
หมูหริ่งเป็นสัตว์เลือดอุ่นที่รับประทานพืชแล้วก็เนื้อ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Arctonyx collaris  F. Cuvier
จัดอยู่ในตระกูล Mustelidae
มีชื่อสามัญ hog badger
ชีววิทยาของหมูหริ่ง
ลำตัวและก็จมูกคล้ายหมู ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๖๕-๑๐๔ ซม. หางยาว ๑๒-๑๗ ซม. หูยาว ๓.๕-๔ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๗-๑๔ กก.   ขนหยาบคาย หางสั้น คอสีขาว เล็บยาวโค้งแหลม อุ้งเท้าใหญ่ เหมาะสำหรับการขุดคุ้ยดิน ขนตามลำตัวสีออกเหลือง เทา และก็ดำ จะแปรไปตามฤดูกาล โดยมีแถบสีดำดาดลงมาจากส่วนหู ผ่านตาทั้ง ๒ ข้างลงมาถึงจมูก มีแถบสีขาวจากหน้าผากลงมาถึงขอบปากบน และก็มีแถบสีขาวอีกจุดหนึ่งตรงแก้ม คอรวมทั้งขนที่ขอบหูสีขาว เป็นสัตว์ที่มีกลิ่นตัวแรงมาก จมูกไว กระชุ่มกระชวย ตามปรกติถูกใจออกหากินค่ำคืน ส่วนกลางวันแอบตัวตามโพรงดินหรือโพรงไม้ ชอบตะกุยดินหาอาหารด้วยจมูกและเล็บเท้า   หมูหริ่งเป็นสัตว์ดุร้าย ฤดูผสมพันธุ์อยู่ในช่วงฤดูหนาวถึงฤดูร้อน ตั้งท้องนานราว ๑๘๐ วัน คลอดทีละ ๒-๔ ตัว ตอนแรกๆลูกๆจะอยู่ในโพรงดิน กระทั่งจะแข็งแรงพอเพียงก็เลยจะออกมาหาเลี้ยงชีพพร้อมด้วยแม่  อายุยืน ๖-๗ ปี  ของกินเป็นพวกผลไม้ หน่อไม้ หนู กิ้งก่า แมลง แล้วก็ไส้เดือน ในประเทศไทยมักพบทางภาคเหนือและก็ภาคใต้ ในต่างถิ่นพบที่อินเดีย จีน ประเทศพม่า ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเชีย รวมทั้งอินโดนีเชีย

คุณประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยรู้จักใช้ “น้ำมันหมูหริ่ง” อันเป็นน้ำมันที่ได้จากการต้มมันเปลวหมูหริ่ง เป็นยาพื้นสำหรับในการจัดแจงยาน้ำมันหรือยาขี้ผึ้ง ได้แก่ในตำรับยาขนานที่ ๖๙ สีปากบี้พระเส้น

Tags : สัตว

8

สมุนไพรชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ของต้นพืชเป็นยังไง?
ชื่อวิทยาศาสตร์ของพืช หรือชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ เป็นชื่อสากลของพืชที่ตั้งขึ้นมาตั้งขึ้นตามข้อตกลงนานาประเทศ โดยกำหนดให้ใช้ชื่อเป็นภาษาละติน เพราะเป็นภาษาที่ตายแล้ว ก็เลยมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก หรือเรียกได้ว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย
คาร์โลลัส ลินเนียส เป็นผู้นำระบบการเรียกชื่ออย่างงี้มาใช้เป็นครั้งแรกในปี คศ ๑๗๕๓ เรียกกันว่า “ระบบเรียกชื่อคู่” (binomial nomenclature) ระบบนี้เรียกชื่อเหมือนกับการเรียกชื่อของชาวจีน เป็นเรียกชื่อสกุล (แซ่) ก่อน แล้วจึงตามด้วยชื่อจริง อาทิเช่น เหมาเจ๋อตง เหมาเป็นชื่อสกุลเงินหรือแซ่ ส่วนเจ๋อตง เป็นชื่อตัว ซึ่งก็คือ (นาย) เจ๋อตง (แซ่) เหมา ในการเรียกชื่อแบบไทยนั่นเอง การเรียกชื่อแบบงี้ ชื่อที่ตามหลังชื่อสกุลจะเป็นชื่อจริง (หากเป็นพืชก็จะเป็นชื่อประเภท) การตั้งชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ของพืชมีหลักเกณฑ์ต่างๆแล้วก็หลักเกณฑ์ที่จำต้องปฏิบัติมากไม่น้อยเลยทีเดียว และการกำหนด “ตัวอย่างต้นแบบ” (type specimen) สำหรับใช้ทำคำบรรยายรูปแบบของพืชประเภทนั้นๆแม้กระนั้น ชื่อพฤกษศาสตร์ ของพืชมักนิยมเขียนเป็น ๓ ชื่อ โดยชื่อสุดท้ายนั้น มากใส่ไว้เพื่อเป็นเกียรติแก่นักวิชาพฤกษศาสตร์ผู้ตั้งชื่อนั้น เป็นต้นว่า ต้นโมกสิริกิตอันเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย ที่เพิ่งจะค้นพบใหม่ทางพฤกษศาสตร์(รายงานเมื่อปีพ.ศ ๒๕๔๔ ) มีชื่อเสียงพฤกษศาสตร์ว่า Wrightia sirikitiae D.J.Middleton & Santisuk นามสกุลก็คือ Wrightia อันเป็นสกุลโมกมัน ชื่อจำพวก sirikitiae ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ให้เชิญพระนาม “สิริกิต์” มาตั้งเป็นชื่อชนิดเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ชื่อD.J.Middleton & Santisukเป็นชื่อผู้ตั้งชื่อชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ประเภทนี้ ชื่อ Santisuk เป็นสกุลของ ศาสตราจารย์ดร. เครื่องหมายชัย สันติสุขราชบัณฑิต พืชชนิดนี้จัดเป็นพืชหายากแล้วก็ใกล้สิ้นพันธุ์ แล้วก็พบบริเวณเขาหินปูนบริเวณรอยพระบาท จังหวัดสระบุรี

ดอกเข้าพรรษา
อันเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย พึ่งได้รับการค้นพบใหม่ทางวิชาพฤกษศาสตร์เช่นกัน (รายงานเมื่อปี  พ.ศ ๒๕๔๔) ว่า Smithatris supraneanae W.J.Kress & K.Larsen นามสกุลเป็น Smithatris เป็นชื่อสกุลใหม่ของสกุลขิง ชื่อชนิดเป็น supraneanae ตั้งให้เป็นเขตแดนของไทย ชื่อสุปราณี อาจจะพิชญาความรื่นเริง ส่วนชื่อ W.J.Kress & เป็นนักพฤกษศาสตร์ผู้ร่วมจัดตั้งขึ้นชื่อจำพวกนี้ดอกต้นดอกเข้าพรรษาพบในธรรมชาติที่จังหวัดสระบุรีแล้วก็จังหวัดลพบุรีดอกจะบานช่วงวันเข้าพรรษา เพราะว่าช่อดอกมีใบเสริมแต่งสีขาวแล้วก็มีดอกสีเหลืองอยู่ภายในราษฎรจึงนำไปตักบาตรดอกไม้ในวันเข้าพรรษาที่สัดรอยพระบาท จังหวัดสระบุรี
นามนั้นสำคัญไฉน?
พรรณพรรณไม้แต่ละประเภทมีชื่อเรียกต่างๆกันไปตามเขตแดน และตามภาษาของชาติพันธุ์ ดังเช่น ต้นลั่นทม ของทางภาคกึ่งกลางนั้น ลาวเรียก จำปา หรือดอกพิกุลของทางภาคกลางนั้น ล้านนาเรียก ดอกแก้ว ซึ่งดอกแก้วทางภาคกลาง หมายความว่าต้นไม้อื่นอีกหลายชนิด การใช้ชื่อพฤกษศาสตร์ก็เลยช่วยให้ชนชาติต่างๆทั้งไทยและเทศสามารถสื่อสารถึง พืชประเภทเดียวกันได้ตรงกัน

Tags : สมุนไพร

9

สมุนไพรโกษฐ์สิงคี
ยาขนานที่ ๖๘ ใน ตำราพระโอสถพระนารายณ์ เข้าเครื่องยาชื่อ “โกฏสิงคี” ซึ่งมีบันทึกไว้ ดังต่อไปนี้ สีผึ้งบี้พระเส้น ให้เอาชะมด ๒ ไพล พิมเสน[/b] โกฏเชียง กรุงเขมา ดีงูเหลือม จันทร์ทั้งยัง ๒ กฤษณา กระลำพัก สิ่งละเฟื้อง โกฏสอ โกฏเขมา โกฏจุลาลำภา โกฏกัยี่ห้อ โกฏสิงคี โกฏหัวบัว มัชะกิยวาณี กระวาน  กานพลู ลูกจันทร์  ดอกจันทร์   เทียนดำ เทียนขาว  พริกหอม  พริกหาง พริกล่อน ดีปลี ลูกกราย ฝิ่น สีผึ้ง สิ่งละสลึ่ง กระเทียม หอมแดง ขมิ้นอ้อย ๒ สลึง ทำเปณจุณละลายน้ำมะนาว  ๑0  ใบ น้ำมันงาทนาน ๑  น้ำมันหมูหลิ่ง น้ำมันเสือ หุงให้คงแต่น้ำมัน จึงเอาชันรำโรง ชันอ้อย ชันระนัง ใส่ลงพอควร กวนเอาก็ดีแล้วก็เลยเอาทาแพรทาผ้ามอบให้ ทรงปิดไว้ที่พระเส้นอันแข็งนั้นหย่อน ข้าพระพุทธเจ้า ออกพระสิทธิสาร ประกอบทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายทรง ณ วัน  ๑ ฯ ๔  เย็น ปีชวด โทศกฯ ของขลังที่หนังสือเรียนฯเรียก โกฏสิงคีในยาขนานนี้ ก็คือ เขากุย นั่นเอง

10

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรลำพันแดง[/url][/size][/b]
ลำพันแดงเป็นเหง้าแห้งของพืชสมุทรประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นอาหารของปลาพะยูน รางถิ่นเรียบรำพัน หัวงอสมุทร ว่านน้ำทะเล เพราะเหตุว่ามีใบราวกับต้นหัวงอหรือ ว่านน้ำ หญ้าชะเงาใบยาวหรือหญ้าพะยูน มีชื่อสามัญว่า sea acorus พืชที่ให้ลําพันแดงนี้กำเนิดในสมุทรรอบๆที่น้ำไม่ลึกนักต้นสูงรอบๆน้ำยาว  ๒ เมตรมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่าEnhalus acoroides (I.f) Rovle ในวงศ์Hydro-Charitaceae หนอนอยู่ในประเทศไทยมักพบที่ทะเลจังหวัดตรังระยองจันทบุรีแล้วก็ตราด พืชชนิดนี้เป็นพืชใต้น้ำอายุหลายปีลำต้นเป็นเหง้าใหญ่แข็งมีเสี้ยนยาว ซึ่งเป็นส่วนของเส้นกึ่งกลางใบเหลือติดอยู่เยอะไปหมดทำให้ มีลักษณะคล้ายกับขนหางหมูตำราเรียนรางเล่มก็เลยเรียกรำพันหางหมูมีรากใหญ่แข็งแรงยึดดินไว้แน่น ใบเป็นใบเลี้ยงโดดเดี่ยวแทงขึ้นจากเหง้ามี ๒-๗ใบเป็นแถบยาวกว้าง ๒ ถึง ๖ ซม.ยาว ๗๐ ถึง ๑๔๐ ซม.มีกาบห่อหุ้มที่โคนใบ มีเส้นใบ ๑๓-๑๔ เส้นขนานไปตามความยาวของใบ ดอกแยกเพศรวมทั้งแยก ตัวอ้นกัน ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อดอกย่อยมีขนาดเล็กมีใบประดับใหญ่ ๒ ใบ ก้านดอกยาว ๕-๑๐ซม. มีดอกเพศผู้ที่ยังอ่อนอยู่เยอะแยะ ติดอยู่รอบแกนกลางภายในประดับเมื่อแก่จะหลุดไปบานที่ผิวน้ำจะบานกระดกลงข้างล่างมีกลีบเลี้ยงแล้วก็กลีบดอกอย่างละ ๑ กลีบมีเกสรเพศผู้ ๓ อัน ดอกเพศเมียมีขนาดใหญ่ กว่าก้านดอกยาวมากมายส่งดอกให้มารุ่งเรืองที่ผิวน้ำมีใบเสริมแต่งใหญ่ ๒ใบมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกไม้อย่างละ 3๓กลีบรังไข่มี ๑ ช่องดอกเพศภรรยาเมื่อได้รับการผสมเกสรที่ผิวน้ำแล้วก้านดอกจะหดสั้นเข้าดึงให้ผลไปเจริญรุ่งเรืองใต้น้ำผลมีขนาดใหญ่รูปไข่ยาวราว ๗เซนติเมตร เปลือกนอกมีขนแข็งสีดำหลายชิ้นด้านในมีเมล็ด๘-๑๔ เมล็ด

ตำราสรรพคุณ
ยาโบราณว่าลำพันแดงมีรสเค็มเฝื่อนมีคุณลักษณะเป็นยาขับและถ่ายน้ำเหลืองเสียขับลมในไส้ ลำพันแดงเป็นเหง้าแห้งของพืชสมุทร ซึ่งเป็นของกินของปลาพะยูน รางถิ่นเรียบรำพัน หัวงอสมุทร ว่านน้ำทะเล เนื่องจากมีใบราวกับต้นหัวงอหรือ ว่านน้ำ ต้นหญ้าชะเงาใบยาวหรือต้นหญ้าพะยูน มีชื่อสามัญว่า sea acorus พืชที่ให้ลําพันแดงนี้กำเนิดในทะเลบริเวณที่น้ำไม่ลึกนักต้นสูงรอบๆน้ำยาว  ๒ เมตรมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่าEnhalus acoroides (I.f) Rovle ในวงศ์Hydro Charitaceae หนอนอยู่ในประเทศไทยพบมากที่สมุทรจังหวัดตรังระยองเมืองจันท์รวมทั้งจังหวัดตราด พืชจำพวกนี้เป็นพืชใต้น้ำอายุหลายปีลำต้นเป็นเหง้าใหญ่แข็งมีเศษไม้ยาว ซึ่งเป็นส่วนของเส้นกึ่งกลางใบเหลือติดอยู่เต็มไปหมดทำให้ มีลักษณะคล้ายกับขนหางหมูแบบเรียนรางเล่มจึงเรียกรำพันหางหมูมีรากใหญ่แข็งแรงยึดดินไว้แน่น ใบเป็นใบเลี้ยงคนเดียวแทงขึ้นจากเหง้ามี ๒-๗ใบเป็นแถบยาวกว้าง ๒ ถึง ๖ ซม.ยาว ๗๐ ถึง ๑๔๐ เซนติเมตรมีกาบห่อหุ้มที่โคนใบ มีเส้นใบ ๑๓-๑๔ เส้นขนานไปตามความยาวของใบ ดอกแยกเพศและแยก ตัวอ้นกัน ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อดอกย่อยมีขนาดเล็กมีใบแต่งแต้มใหญ่ ๒ ใบ ก้านดอกยาว ๕-๑๐เซนติเมตร มีดอกเพศผู้ที่ยังอ่อนอยู่จำนวนไม่ใช่น้อย ติดอยู่รอบศูนย์กลางข้างในเสริมแต่งเมื่อแก่จะหลุดไปบานที่ผิวน้ำจะบานกระดกลงด้านล่างมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ ๑ กลีบมีเกสรเพศผู้ ๓ อัน ดอกเพศเมียมีขนาดใหญ่ กว่าก้านดอกยาวมากมายส่งดอกให้มาเจริญรุ่งเรืองที่ผิวน้ำมีใบแต่งแต้มใหญ่ ๒ใบมีกลีบเลี้ยงและก็กลีบอย่างละ 3๓กลีบรังไข่มี ๑ ช่องดอกเพศภรรยาเมื่อได้รับการผสมเกสรที่ผิวน้ำแล้วก้านดอกจะหดสั้นเข้าดึงให้ผลไปรุ่งเรืองใต้น้ำผลมีขนาดใหญ่รูปไข่ยาวราว ๗เซนติเมตร เปลือกนอกมีขนแข็งๆสีดำเยอะมากด้านในมีเมล็ด๘-๑๔ เมล็ดแบบเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่าลำพันแดงมีรสเค็มฝาดมีคุณสมบัติเป็นยาขับและถ่ายน้ำเหลืองเสียขับลมในลำไส้

Tags : สมุนไพร

11
ขายสินค้า ทั่วไป / สมุนไพรประเภทเมล็ด
« เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2017, 12:36:53 AM »

ประเภทเม็ด
กรวยป่า – เมล็ด ริดสีดวง
นกกระทุงลาย – เม็ด แก้ปวดตามข้อรวมทั้งกล้ามเนื้อ แก้ลมอัมพาต
กระทแขนก – เมล็ด แก้เด็กท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเฟ้อ ทำให้ลมผาย
ก้ามปู – เมล็ด แก้ขี้กลากโรคเกลื้อน โรคเรื้อน
ข่อย – เมล็ด เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับลมผาย แก้ท้องเฟ้อ ท้องเฟ้อ
คนทีสอขาว – เมล็ด เจริญอาหาร แก้มองคร่อ โรคหืดไอ แก้ไข้สตรีท้อง
คำไทย – เมล็ด ตัดไข้ สมานแก้ลม
คำฝอย – เมล็ด เป็นยาถ่าย ขับเสลด แก้โรคผิวหนัง แก้บวม ขับโลหิตระดู แก้ปวดมดลูก (ภายหลังจากคลอดลูกมีลักษณะปวดเกิดขึ้น)
จันทน์เทศ – เมล็ด เรียก “ลูกจันทน์” แก้ลมในกองเสมหะ จันทน์เทศ – เกลื่อนกลาดห่อเมล็ด เรียก “ดอกจันทน์” บำรุงโลหิต บำรุงผิวเนื้อให้รุ่งโรจน์
ชุมเห็ดไทย – เมล็ด แก้ฟกบวม บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น แก้หัวใจรั่ว
เถาเอ็น – เมล็ด แก้จุกเสียด ขับลมในลำไส้ให้ผายแล้วก็เรอ แก้แน่นอืดเฟ้อ
ทองคำกวาว -เมล็ด ขับไส้เดือน แก้ผิวหนังอักเสบ

บวบขม – เมล็ด แก้หืด ขับเสมหะ
ผักกาด – เม็ด ขับเสมหะและก็โลหิต แก้ปอดอักเสบ แก้กเสบ ฟกบวม
ผักชีล้อม – เมล็ด ขับลมในลำไส้ แก้ธาตุทุพพลภาพ แก้หอบ บำรุงปอด แก้ไอ
ผักเสี้ยนไทย – เมล็ด ฆ่าไส้เดือนในท้อง
พริกหอม – เม็ด ขับลมในลำไส้ ทำให้หาวและเรอ ขับปัสสาวะให้เดินสบาย
พิกุล – เมล็ด แก้แมงกินฟัน
พุทรา – เม็ด แก้ซางชัก
มะกล่ำตาหนู – เม็ด แก้ตาแดง ตาต้อ
โมกหลวง -เม็ด แก้ไข้ ท้องเสีย
เร่วใหญ่ -เม็ด แก้คลื่นเหียนอาเจียน ขับลมผาย ขับนมของสตรี
ลูกซัด – เม็ด แก้ท้องร่วง กล่อมอาจม กล่อมเสมหะ เล็บครุฑ – เม็ด ถอนพิษตะขาบและก็แมงป่อง
สมอทะเล -เมล็ด ขับไส้เดือน
สมอพิเภก -เม็ด แก้บิดมูกเลือด
สลอดบก – เม็ด ถ่ายแรงมากมาย (อันตราย)
แสลงใจเครือ – เม็ด บำรุงประสาท แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวบั้นท้าย แก้กษัย แก้เยี่ยวทุพพลภาพ (เป็นยาอันตราย)
หมีเหม็น – เมล็ดแก้ปวดพิษอักเสบต่างๆ

12
ขายสินค้า ทั่วไป / สัตววัตถุ เเรด
« เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2017, 08:51:40 PM »

เเรด
แรดเป็นสัตว์กินนมกลุ่มหนึ่ง จัดอยู่ในสกุล Rhinocerotidae เป็นสัตว์ป่าใกล้สิ้นซาก  ทั่วโลกมีสัตว์เหล่านี้หลงเหลืออยู่เพียงแต่  ๕  จำพวก  เป็นแรดที่พบในทวีปเอเชีย  ๓  จำพวกหมายถึงกระซู่ แรดชวา แล้วก็แรดอินเดีย เจอในทวีปแอฟริกา ๒ จำพวก คือ แรดขาวและก็แรดดำ
ชีววิทยาของแรด
๑.กระซู่
มีชื่อวิทยาสาสตร์ว่า Dicerorhinus sumatrensis (fischer)
มีชื่อสามัญว่า asian two-horned  rhinoceros  หรือ  Sumatran  rhinoceros
เป็นสัตว์กีบคี่  คือ  มีเล็บ  ๓  เล็บ  เท้าหน้าแล้วก็เท้าหลัง  มี  ๒  นอ  เมื่อโตเมที่มีความสูงที่ไหล่  ๑-๑.ค๐  เมตร  น้ำหนักราว  ๑  ตัน  มีหนังหนาและก็มีขนปกคลุมทั่วตัวโดยยิ่งไปกว่านั้นในตัวที่แก่น้อย  ขนนี้จะลดน้อยลงเมื่อแก่เพิ่มมากขึ้น  โดยปกติลำตัวสีเทาคล้ายสีเถ้าถ่านหรือสีน้ำตาลเข้ม  ข้างหลังของลำตัวมีรอยพับของหนังเพียงแต่พับเดียวอยู่ที่รอบๆข้างหลังของขาคู่หน้า  กระซู่ทั้งยัง  ๒  เพศมมีนอ  ๒  นอ  นอหน้ายาวราว  ๒๕  ซม.  ส่วนนอหลังมักยาวไม่เกิน  ๑๐  ซม.  หรืออาจเป็นเพียงตุ่มนูนขึ้นมาในตัวเมียกระซู่เป็นสัตว์ที่ปีนเขาเก่ง  มีประสาทรับกลิ่นดีมาก  ทำมาหากินตอนกลางคืน  กินใบไม้  ก้านไม้  รวมทั้งผลไม้ป่าเป็นอาหาร  เป็นปกติใช้ชีวิตอย่างสันโดษ  ยกเว้นในฤดูสืบพันธุ์  หรือตอนที่ตัวเมียเลี้ยงลูกอ่อน  ตกลูกทีละ  ๑  ตัว  ระยะท้อง  ๗-๘  เดือน  มีอายุยืน  ๓๒  ปี
กระซู่มีเขตการกระจายจำพวกตั้งแต่เมืองอัสสัมของอินเดีย   รวมทั้งในบังกลาเทศ  ประเทศพม่า  ไทย  เวียดนาม  มาเลเซีย  รวมทั้งอินโดนีเซีย  มักอาศัยตามชายป่าสูงที่มีหนามรกทึบ  แต่ว่าลงมาอยู่ในป่าที่ราบต่ำช่วงปลายฤดูฝน  ซึ่งมักมีปลักและน้ำอยู่ทั่วๆไป  ในขณะนี้กระซู่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนประเภทหนึ่งใน  ๑๕  ประเภทของไทย
๒. แรดชวา  (เขมรเรียกระมาด)
มีชื่อวิทยาศาสตร์  Rhioceros  sondaicus  Desmarest
มีชื่อสามัญว่า  lesser  one-horned  rhinoceros  sinv  Javan  rhinoceros
เป็นสัตว์กีบคี่  คือ  มีเล็บ  ๓  เล็บ  เท้าหน้าและเท้าหลัง  มีนอเดียว  เมื่อโตเต็มกำลังมีความสูงที่ไหล่  ๑.๖๐-๑.๘๐  เมตร  น้ำหนักตัว  ๑.๕-๒  ตัน  มีหนังครึ้มแล้วก็มีขนขึ้นห่างๆ ลำตัวสีเทาออกดำ  ข้างหลังของลำตัวมีรอยพับของหนัง  ๓  รอย  ตรงบริเวณศีรษะไหล่  ข้างหลังของขาคู่หน้า  และก็ด้านหน้าของขาคู่ข้างหลัง  แรดตัวผู้มีนอเดียว  มีความยาวไม่เกิน  ๒๕  เซนติเมตร  ส่วนตัวภรรยานั้นเห็นเป็นเพียงแต่ตุ่มนูนขึ้นมา แรดชวาเคยเป็นสัตว์ที่ทำมาหากินอยู่รวมกันเป็นฝูง  แม้กระนั้นตอนนี้เจอหาเลี้ยงชีพกระโดดๆ หรืออยู่เป็นคู่ในฤดูสืบพันธุ์  กินใบไม้  ก้านไม้  และผลไม้ป่าที่ตกอยู่บนพื้นดินเป็นของกิน  ออกลูกครั้งลพ  ๑  ตัว  ระยะตั้งครรภ์นาน  ๑๖  เดือน มีเขตผู้กระทำระจายประเภทตั้งแต่ในประเทศบังกลาเทศ  พม่า  ไทย  เวียดนาม  เขมร  มาเลเซีย  และอินโดนีเซีย  มักพบในป่าดิบชื่นที่มีน้ำสมบูรณ์บริบูรณ์  หรือป่าทึบริมฝั่งสมุทร  จำนวนมากหากินอยู่ตามป่าที่ราบ  ไม่เจออยู่ตามภูเขาสูง  ปัจจุบันแรดชวาจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนใน  ๑๕  จำพวกของไทย
๓. แรดอินเดีย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Rhinoceros  unicornis  Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า  Indian  rhinoceros
เป็นแรดใหญ่จำพวกนอเดียว  สูงราว  ๒  เมตร  หนัก  ๒-๓  ตัน  ตามตัวมีหนังดกคล้ายโล่ที่ไหล่  ที่ตะโพก  หนังเป็นปุ่มนูนกลมเห็นได้ชัด  ไม่มีขนมากนักเว้นแต่ที่ขอบหูและก็ปลายหาง  มีหนังพับข้ามหลัง  ๒  ที่  คือ  ที่ด้านหลังของไหล่และก็ที่ด้านหน้าของตะโพก  แต่ไม่มีพับหนังข้ามคอ  หางสั้นอยู่ในหลืบพักของตะโพก  ท้องนานราว  ๑๙  เดือน  อายุยืนราว  ๕๐  ปี  แรดอินเดียอาศัยอยู่ในป่าลุ่มริมแม่น้ำ  เคยพบได้ทั่วไปในซอกเขาแม่น้ำสินธุ  ที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคา  หุบเขาแม่น้ำพรหมบุตร  และรอบๆตีนเขาหิมาลัยตั้งแต่ประเทศปากีสถานถึงเมืองอัสสัมอินเดีย
๔. แรดขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Ceratotherium  simum  Burchell
มีชื่อสามัญว่า  white  rhinoceros  หรือ  square-lipped  rhinoceros
มีขนาดใหญ่กว่าแรดอื่นๆ สูงราว  ๑.๖๐-๒  เมตร  ขนาดวัดจากหัวถึงโคนหาง  ๓.๖๐-๕  เมตร  หนัก  ๒.๓ – ๓  ตัน  มีนอ  ๒  นอ  นอหน้ายาวราว  ๖๐  เซนติเมตร  แต่ว่าบางตัวนอยาวถึง  ๑.๕๐  เมตร  หัวยาว  ปากกว้าง  หูยาวกว่าแรดดำ  แล้วก็ปลายหูแหลม  หน้าผากลาด  รวมทั้งมนกว่าแรดดำ  หัวไหล่นูนเป็นก้อน  ผิวหนังเป็นตุ่มนูนน้อยกว่าแรดดำ  ผิวสีน้ำตาลอมเหลืองหรือสีเขา  ผิวหนังทั่วตัวไม่มีขน  ยกเว้นขนที่ปลายหูและขนหาง  ริมฝีปากบนมีรูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมจัตุรัส  แรดชนิดนี้ถูกใจรับประทานหน้ามากยิ่งกว่าใบไม้  มีหัวยาวเพื่อก้มตัวรับประทานต้นหญ้าได้ง่าย  บนไหล่มีโหนกสูง  มีจมูกดี  แต่ว่าตาและก็หูไม่ดี  ถูกใจอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็กๆ ราว  ๔—๕  ตัว  แม้กระนั้นอาจพบได้ถึงฝูงละ  ๑๘  ตัว  ไม่ดุมากแรดขาวเคยอาศัยอยู่รอบๆภาคตะวันตกของทวีปแอฟริกา  บริเวณหุบเขาลุ่มแม่น้ำไนล์  แต่ในตอนนี้ได้สิ้นซากไปจากรอบๆนี้  เจอในแอฟริกากึ่งกลางบริเวณทะเลสาบชาดกับแม่น้ำไนล์ขาว  รวมทั้งในแอฟริกาใต้  ทางตอนใต้ของแม่น้ำออเรนจ์ไปทางทิศตะวัยตก  จนถึงภาคทิศตะวันออกของประเทศนามิเบีย  แรดขาวโตถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ  ๗-๑๐  ปี  ท้องนาน  ๑๘  เดือน  ตามปรกติออกลูกเพียงแค่ตัวเดียว  เมื่ออายุ  ๑ เดือนก็เดินตามแม่ได้แล้ว  อายุ   ๑  อาทิตย์เริ่มกินต้นหญ้า  แก่ยืน   ๓๐-๔๐  ปี
๖.แรดดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Diceros  bicornis  Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า  hook-lipped rhinoceros  หรือ   African  black  rhinoceros
เป็นแรดที่มีรูปร่างใหญ่   เทอะทะหนังครึ้ม  สีน้ำตาลอ่อนคละเคล้าเทาหรือเทาแก่   ตามลำตัวไม่มีขน  ยกเว้นบริเวณใบหูรวมทั้งปลายหาง  ไม่มีต่อมเหงื่อ  ตาเล็ก  ริมฝีปากบนเป็นติ่งหรือจะงอยแหลมบางส่วน  ยืดหดได้  ใช้เหนี่ยวกิ่งไม้เข้าปากได้  มี  ๒  นอ  นออันใจกว้างแล้วก็ยาวกว่าอันข้างหลัง  หางสั้น  แข็ง  ใบหูกลม  ไม่มีอีกทั้งฟันตัดแล้วก็ฟันเขี้ยว  เท้ามี  ๓  เล็บ  ขนาดลำตัวยาวราว  ๓.๓๐  เมตร  ความสูงถึงไหล่ราว  ๑.๗๐  เมตร  น้ำหนักราว  ๒  ตัน  ตัวเมียมีเต้านม  ๒  เต้า  ตามปรกติแรดดำถูกใจอยู่ตัวผู้เดียว  จะอยู่เป็นคู่เฉพาะในระยะเวลาสืบพันธุ์  ออกหากินเวลากลางคืน  ถูกใจทำมาหากินตามทุ่งหญ้าแล้วก็รอบๆชายเขา  เกลียดชังเข้าไปหากินในป่าลึก  นิสัยดุ  หูและจมูกไว  แรดดำโตเป็นวัยรุ่นพร้อมสืบพันธุ์ได้เมื่อแก่ราว  ๗  ปี  ตั้งครรภ์นาน  ๑๕-๑๖  เดือน  คลอดลูกทีละ  ๑  ตัว  ลูกแรดรับประทานนมแม่อยู่นานราว  ๒  ปี  และก็อยู่กับแม่นาน  ๓-๔  ปี แรดที่พบในบ้านพวกเรามีเพียงแค่  ๒  จำพวกแรก เป็น  กระซู่และก็แรดชวา

สรรพคุณทางยา
แพทย์แผนไทยเคยใช้นอแรดเข้าเป็นเครื่องยาในยาโบราณหลายขนาน  แต่ว่าในขณะนี้ใช้น้อยลง  เนื่องจากว่าหายากและก็มีราคาแพง นอแรดเป็นสิ่งแข็งราวกับเขาสัตว์  ตัน  แตกออกขึ้นมาเหนือจมูกของสัตว์พวกแรด  นอแรดที่ดีต้องมีผิวนอกดำไหม้  สีค่อยจางไปที่โคน  จนกระทั่งเป็นสีเทาอมน้ำตาล  เนื้อในมีสีเทาคละเคล้าขาว  มีจุดสีเทาดำ  หนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า  นอแรดมีกลิ่นหอมสดชื่นเย็น  ไม่คาว  มีรสเปรี้ยวเค็มเย็น  มีสรรพคุณแก้ไข้สูง  แก้พิษร้อน  แก้อ้วกเป็นเลือด  แก้ถ่ายเป็นเลือด  เป็นยาระงับประสาท  โดยใช้บดเป็นผงผสมกับน้ำกิน  เป็นยาขมเจริญอาหาร  แก้อาการเกร็งเพื่อเป็นการอนุรักษ์สัตว์เหล่านี้ไว้  ก็เลยไม่สมควรใช้หรือสนับสนุนให้ใช้  เครื่องยาที่ใช้แทนกันได้เป็นเขาควาย  (ควาย)  แม้กระนั้นจำเป็นต้องใช้ในปริมาณมากกว่าหลายเท่า

13

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรเครื่องปรุง(คณาเภสัช)[/url][/size][/b]
ประเภทส่วนเดียวกันของพืชมากกว่า ๑ ประเภทใช้ด้วยกัน เครื่องปรุงนี้ส่วนมากเป็น “จุลพิกัด”โบราณแบ่งจุดพิกัดออกเป็น ๕ จำพวกเป็นประเภทมีชื่อเหมือนกันแต่ว่าต่างถิ่นที่เกิด ประเภทมีชื่อเช่นเดียวกันแตกต่างสีกัน จำพวกมีชื่อเช่นเดียวกันแต่ว่าต่างขนาดกัน จำพวกมีชื่อเช่นกันผิดแผกชนิดกัน แล้วก็ประเภทมีชื่อเหมือนกันแม้กระนั้นต่างรสกัน

(คณาเภสัช)
ครอบทั้งยัง ๓ – ต้น บำรุงเลือดและก็ขับลม
ครอบถัง ๓ – ใบ บ่มหนองให้แตกเร็ว
รอบอีกทั้ง ๓ – ราก แก้ลมแล้วก็ดี บำรุงธาตุ แก้มุตกิด แก้ไอ แก้ไข้ผอมเหลือง ชูกำลัง
ชบา ๒ – ราก แก้ฝี แก้ฟกบวม ขับน้ำย่อยของกิน ทำให้อาหารมีรส
ตุๆมกา ๒ – เถา แก้ไข้เพื่อเสมหะ บำรุงธาตุไฟ ให้รู้รสของกิน ขับลมผาย ทำให้อุจจาระงวด แก้ริดสีดวง
ตุมกาทั้ง ๒ – ราก แก้พิษงู ทำลายพิษงู
ตุมกาทั้ง ๓ – เปลือกต้น แก้พิษงู ทำลายพิษงู
เถามวกทั้ง๒ – เถา แก้ท้องเดิน แก้ลงแดง บำรุงเลือด
มะแว้งอีกทั้ง ๒ – ผล แก้เสลด รวมทั้งขับเสลดให้ตก แก้ไอ แก้ไข้สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว กัดเสลด ขับเยี่ยว
เสม็ดทั้ง ๒ – ใบ แก้เคล็ดยฟกบวม แก้เจ็บท้อง หางกระรอก ๓ – ราก แก้พิษงูขบกัด
หางไหลทั้งยัง๒ – เถา ถ่ายเส้น ถ่ายลม ถ่ายเสลดแล้วก็เลือด

14
ขายสินค้า ทั่วไป / สัตววัตถุโหรามิคสิงคี
« เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2017, 06:13:20 PM »

โหรามิคสิงคี
โหรามิคสิงคี หรือที่เรียกใน แบบเรียนพระโอสถพระนารายณ์ว่า “โหราอำมิคสิงคี” เป็นเขากวางสุม (ให้เป็นถ่าน) คำ มิค แสดงว่า กวาง ส่วนคำ สิงคี มีความหมายว่าสัตว์มีเขาได้จากกวางเปอร์เซีย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dama dama Linnaeus
ในวงศ์ Cervidae
มีชื่อสามัญว่า   fallow  deer
กวางอิหร่านนี้มี  ๒  จำพวกย่อย  คือ
๑.ชนิดย่อยซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Dama  dama  mesopotamica  (Brooke)
มีชื่อสามัญว่า Iran  fallow  deer
๒.ชนิดย่อยที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Dama  dama  dama  Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า South  Turkey  fallow  deer
กวางอิหร่านเป็นกวางขนาดกลาง ขนาดวัดจากจมูกถึงปลายหางยาวราว ๑.๕0  เมตร หางยาว  ๒0-๒๕  ซม. น้ำหนักตัว  ๓0-๓๕  กรัม ขนตามลำตัวมีสีเทาหรือสีน้ำตาลแกมเหลือง มีจุดขาวอยู่กลางหลังหรือข้างลำตัว มีขนแถบสีดำทอดยาวจากกลางข้างหลังไปจนถึงสะโพก ด้านล่างลำตัวสีขาว ขนเรียบ บางและแนบติดกับลำตัว   ในฤดูหนาวขนตามลำตัวจะกลายเป็นสีน้ำตาลเทาและก็จุดขาวตามลำตัวจะลางเลือนไป ขายาว ลำตัวอ้วนล่ำ หัวค่อนข้างสั้น คอหนา ตัวผู้มีลูกกระเดือกนูนออกมา บริเวณก้นวงรอบตูดมีสีขาวขอบสีดำ
กวางชนิดนี้กินต้นหญ้า ใบไม้ และผลไม้เป็นอาหาร ชอบอยู่กันเป็นฝูงในฤดูร้อน เพศผู้ที่โตสุดกำลังจะแยกออกจากฝูง ทิ้งตัวภรรยาและลูก แม้กระนั้นในฤดูผสมพันธุ์จะกลับเข้ามาผสมพันธุ์กับตัวเมีย กวางประเภทนี้โตเต็มที่รวมทั้งสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ ราว ๑๘  เดือน ตั้งครรภ์ราว  ๒๓0  วัน ออกลูกครั้งละ  ๑  ตัว อายุยืนราว  ๒0  ปี
เคยพบกวางอิหร่านในป่ารอบๆสมุทรเมดิเตอร์เรเนียนแล้วก็ในตะวันออกกลาง ตัวอย่างเช่น ในประเทศประเทศอิหร่านและอิรัก ตอนนี้อาจสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติแล้ว แม้กระนั้นยังคงมีเลี้ยงอยู่บ้างตามสวนสัตว์หลายแห่ง
แบบเรียนสรรพคุณโบราณว่า โหรามิคสิงคีเป็นยาทำลายพิษ แก้ปวดตามข้อ ปวดเอว ใน ตำราพระยาพระนารายณ์  มีตำรับยาขนานหนึ่งเข้า “โหราอำมิคสิงคี”  เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ ยาทรงเขี่ย ให้เอาโหราเดือยไก่ โหราอมฤตย์ โหราอำมิคสิงคี โหราบอนโหราเท้าสุนักข์ โหราเขาควาย โหราใบกลม โกฏกัตรา ลูกจันทร์ ดอกจันทร์ กระวาน  กานพลู พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ดีปลี  มหาหิงคุ์ โปตัสเซี่ยมไนเตรดขาว หอมแดง ชาตรี ยาดังนี้สิ่งละเฟื้อง ฝิ่นสลึง ๑  ทองคำเปลว  ๑0  แผ่น น้ำมะนาวเป็นกระสาย   บดทำแท่ง ตากในร่ม ฝนด้วยน้ำมะนาว น้ำท่า เมื่อเขี่ยแล้วนั้น ถึงเป็นฝีฟกทูมเมีย ขึ้นเป็นเม็ดเป็นเปาเป็นเงื่อนก็หาย ถ้าไม่สบายเจ็บ ให้สับกระหม่อมสับก้านคอ ทาหาย แก้ลมจับสูงด้วย ถ้าหากงูมองดูม์ ตะขาบ แมลงป่องขบ ฝนด้วยน้ำมะนาวก็ได้ สุราก็ได้ ทั้งกินทั้งยังยา หาย  ฯ
ประโยชน์ทางยา
ยาไทยใช้เขากวางเป็นยาขนานหนึ่ง ตำราเรียนยาคุณประโยชน์ยาโบราณ เขากวางเป็นยาเย็น ดับพิษทุกสิ่งทุกอย่าง มีสรรพคุณแก้ร้อน ทำลายพิษแสดง แพทย์แผนไทยมักเอามาคั่วให้เกรียม หรือสุมให้ดำไหม้เกรียม แล้วก็ก็เลยเอามาผสมเข้าในตำรับยา
ในพระตำราโบราณอันเป็นต้นแบบของยาแพทย์แผนไทยนั้น มีตำรับยาที่ เข้า  “เขากวาง” หลายขนาน ในที่นี้ขอยกตัวอย่างยาขนานหนึ่งใน  พระคู่มือมหาโชตรัต ดังต่อไปนี้สิทธิการิยะ ถ้าหากคนใดกันป่วยแลให้ร้อนภายในให้อยากน้ำนัก แลตัวผู้เจ็บป่วยนั้นให้กระด้าง เหมือนหนึ่งขอนไม้แลท่อนฟืน ให้ตัวนั้นเป็นเหน็บชาไปทั่วทั้งยังกายหยิกไม่เจ็บ   ท่านว่าเกิดรอยแดง  ข้างในแลให้ปากแห้งคอแห้งผากฟันแห้งนมหมดหวังให้เป็นต่างๆนั้น ท่านว่ากาฬผุดออกยังไม่สิ้น ยังอยู่ในหัวใจนั้น ถ้าจะแก้ให้เอา รากกะตังบาย  ๑  จันทร์ทั้ง  ๒  สนเทศ  ๑  ท้อถอยม  ๑  เพ่งดูทุ่งนาศ  ๑  รากแตงรุนแรง  ๑  รากหมูปล่อย  ๒  หัวมหารอยแดง  ๑  หัวกะรุ่งเช้าผีมด  ๑  รากไคร้เครือ  ๑  ใบหยุด  ๑  ใบพิมเสน  ๑  ใบเฉมีดพร้าหอม  ๑  ใบทองพันชั่ง  ๑  เขากวาง ๑  งา  ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวหมี  ๑   เขี้ยวจระเข้  ๑   เขี้ยวหมูป่า  ๑   เขี้ยวแรด  ๑   ฟันกรามพญางู  ๑   เขี้ยวปลาพะยูน  ๑   เกสรดอกบัวน้ำทั้ง  ๗   ผลสมอพิเภก  ๑   เทียนดำ  ๑   ใบสเดา  ๑   เปลือกไข่เป็ดสด  ๑   ผลจันทร์  ๑   ดอกจันทร์  ๑   สมอไทย ๑   รากมะรุมบ้าน  ๑   รวมยาทั้งนี้เอาเท่าเทียม   ทำผงแล้วจึงบดปั้นแท่งไว้ ฝนด้วยน้ำดอกไม้ อีกทั้งรับประทานอีกทั้งพ่น แก้สรรพไข้ทุกอันดังกล่าวมานั้น หายแล

Tags : สัตววัตถุ

15
ขายสินค้า ทั่วไป / สมุนไพร จันทน์ชะมด
« เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2017, 03:27:36 AM »

สมุนไพรจันทน์ชะมด
มันชะมดหรือจันทร์เมียนมาร์
มีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Mansonia gagel J.R.Drumm
จัดอยู่ในสกุล sterculiaceae
เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกึ่งกลาง ผลัดใบ สูง๑๐-๒๐เมตร ลำต้นเปลา ตรง เปลือกสีเทาอมชมพูเรียบ เรือนยอดเป็นพุ่มไม้ตรง ค่อนข้างจะโปร่งใบเป็นใบลำพัง เรียงสลับกันรูป รีแกม รูปขอบขนานถึงรูปรีปน รูปไข่กลับกว้าง๓-๖เซนติเมตร ยาว๘-๑๔ ซม. โคนใบตัดหรือหยักเว้าเล็กน้อย เบี้ยว น้อย ก้านใบยาว ๕-๑๐ มิลลิเมตร ดอกมีขนาดเล็กสีขาวออกรวมกันเป็นช่อ ที่ปลายกิ่งหรือตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อยาวราว ๑๕ ซม.กลีบดอกมี ๕ กลีบ ไม่ติดกัน เกสรเพศผู้ มี 10 อัน เป็นเกสรเพศผู้เป็นหมัน 5อันรังไข่มี 5 พูไม่ชิดกันแล้วก็แต่ละพูมี 1 ช่อง ผลเป็นผลแห้ง มักติดกันเป็นคู่ๆแต่ละผลมีปีกรูปสามเหลี่ยม ที่ปลายผล ๑ปี ออกดอกช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ผลแก่จัดระหว่างเดือนธันวาคมถึงมกราคม

ต้นจันทน์ชะมด กระพี้สีขาวแก่นสีน้ำตาลเข้ม เสี้ยนตรง เนื้อละเอียดแข็ง ไสกบตกแต่งง่ายไม้ที่ตายเองมีกลิ่นหอมราวกับชะมดใช้ทำหีบรวมทั้งตู้ที่มีไว้เก็บเสื้อผ้าในทางยาใช้เนื้อไม้เข้ายาแก้ไข้แก้เลือดและก็ดีพิการแก้อยากดื่มน้ำรวมทั้งอ่อนเพลีย น้ำมันระเหยง่ายที่กลั่นได้จากเนื้อไม้ใช้ปรุงเครื่องหอมแล้วก็ใช้ทำน้ำหอมเข้า ยาบำรุงหัวใจ

หน้า: [1] 2 3 ... 28
Sorry, the copyright must be in the template.
Please notify this forum's administrator that this site is missing the copyright message for SMF so they can rectify the situation. Display of copyright is a legal requirement. For more information on this please visit the Simple Machines website.