แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Messages - ณเดช2499

หน้า: [1] 2 3 4
1

น้ำมันนวดสมุนไพร
อาการปวดหายได้อย่างไร เมื่อใช้น้ำมันนวด
ซึ่ง การใช้น้ำมันตัวนี้นะคะ พวกเราแค่ทาลงไปในส่วนที่พวกเราปวดนะคะ หรือมีการอักเสบของกล้ามเนื้อ เท่านี้จ้ะตัวยาจะซึมเข้าไปทำให้อาการปวดเมื่อยลดน้อยลง อีกอย่างที่สำคัญนะคะ
นํ้ามันนวด ตัวนี้เหมาะกับใครกันแน่บ้าง?

  • คนได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • เมื่อยจากการทำงานหนัก
  • ปวดมือและคอจากการเล่นโทรศัพท์มือถือ
  • ผู้ที่ปวดหลังจาก Office syndrome
  • ปวดข้อจากโรคเกาท์
  • คนที่ปวดเข่าจากโรคข้อต่ออักเสบ
  • ผู้ที่ปวดขาจากการเดิน Shopping
  • บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ตีดอท จนปวดมือ
  • ปวดคอจากการเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่
น้ำมันนวด ที่เยี่ยมของคุณผ่อนคลายร่างกายรวมทั้งผลักดันการนอนที่ดีกว่าสำหรับวัน.
หลายๆคนปวดร้าวทรมาณแสนสาหัสจากความเปลี่ยนไปจากปกติของการนอนหลับต่างๆได้มองเห็นการแก้ไขในนิสัยการนอนของพวกเขาหลังการรักษาด้วยการนวดผ่อนคลาย. น้ำมันนวดกระตุ้นจิตใจแล้วก็จิตวิญญาณ การบำบัด, ด้วยเหตุดังกล่าวคนเป็นจำนวนมากมายมีประสบการณ์การนอนหลับลึกและก็พักผ่อนมากขึ้น.
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น
นวดน้ำมันเพิ่มขึ้นแล้วก็รักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อของคุณ. นวดตัวที่มีคุณภาพหลักการทำงานของกล้ามเนื้อทั้งหมดทั้งปวง, เนื้อเยื่อและข้อต่อจึงปรับปรุงการแสดงกีฬาและการดูแลด้านความสะดวกสำหรับในการขยับเขยื้อนร่างกายของคุณง่ายดายมากยิ่งขึ้น. นอกจากสิ่งกลุ่มนี้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ, นวดยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บและเพิ่มความเร็วสำหรับในการหาย. นวดแผนโบราณยังเป็นแนวทางที่ยอดเยี่ยมสำหรับการทุเลาความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและทำนุบำรุงร่างกายของคุณ พอดิบพอดี แล้วก็มีความยืดหยุ่นเป็นระยะเวลานาน.
กำจัดพิษ
ข้อดีที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการนวดน้ำมันซึ่งมันช่วยทำให้ร่างกายได้อย่างมีคุณภาพกำจัดสารพิษจากสิ่งมีชีวิตด้วยเหตุดังกล่าวการผลักดันและส่งเสริมสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น.
ช่วยเพิ่มระบบภูมิต้านทาน
บริการนวดน้ำมันรวมทั้งส่วนมากสร้างความแข็งแกร่ง ระบบภูมิคุ้มกันและช่วยย่อยของกินดียิ่งขึ้น.
ศิลป์ที่สวยของการนวดได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นด้วยการนวดน้ำมันบางมาก. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณลักษณะรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อบริการด้านต่างๆสำหรับการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสิ่งที่ต้องการเฉพาะบุคคลของคุณและผ่อนคลายร่างกายของคุณด้วยการนวดผ่อนคลายรวมทั้งฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อจะรักษาความสมดุลทางจิตใจวิญญาณของคุณแล้วก็สุขภาพที่แข็งแรงที่สุดของร่างกายของคุณ.
โรคนี้จะไม่อาจจะหายไปได้เอง!
โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่สามารถที่จะหายสนิทได้เอง ถึงอาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงน้อยลงก็ตาม และก็ท้ายที่สุดก็จะแปลงเป็นโรคเรื้อรังแล้วก็ก่อเกิดความยากลำบากสำหรับในการดำรงชีวิตมากยิ่งขึ้น
1.น้ำมันนวดจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ให้ทำงานเจริญเพิ่มมากขึ้น ลดอาการตึงเครียดให้พวกเราบรรเทาจากการความเมื่อยล้าและความอ่อนเพลียสะสม
2.การนวดน้ำมัน จะเข้าช่วยการกระตุ้นลักษณะการทำงานของโลหิต ให้ทำงานเจริญมีประสิทธิภาพมากเพิ่มขึ้นและสามารถหล่อเลี้ยงออกซิเจนและก็สารอาหารต่างๆไปทั่วร่างกายอย่างสมบูรณ์ คุ้มครองโรคต่างๆและลดระดับความดันเลือดเจริญด้วย
3.เพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมรวมทั้งฟื้นฟูระบบกล้าม ข้อต่อต่างๆในร่างกายให้ทำงานได้ดีและมีคุณภาพมากเพิ่มขึ้น
4.เพิ่มความชื้นให้กับผิว ด้วยเข้าไปกำจัดสารพิษ ในร่างกายและก็สภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมาส่งให้ผิวของคุณเรียบเนียนชุ่มชื้น ดูเปล่งปลั่งแล้วก็ชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
5.ช่วยในประเด็นการนอนหลับให้ดีมากยิ่งกว่าเดิม บรรเทาสมองแล้วก็ร่างกายต่างๆส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนสนิทได้ดีมากว่ากว่า ลดอาการนอนไม่หลับได้อย่างยอดเยี่ยม
นอกจากนั้นการนวดน้ำมันยังมีสาระอีกหลายอย่างต่อสภาพทางด้านร่างกาย ซึ่งถือได้ว่าทางเลือกแก่คนรักสุขภาพได้อย่างดีเยี่ยม
ลดอาการปวดหัวไมเกรน
     สำหรับคนที่เคยทรมาทรกรรมจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อยมาก หมอก็ได้เสนอแนะให้ทดลองไปนวดบำบัดรักษาสุขภาพดูบ้าง เพราะว่าจากผลการค้นคว้าของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า คนที่มีลักษณะปวดศรีษะไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวติดต่อกัน 2-3 อาทิตย์ จะสามารถทุเลาอาการใกล้กันของโรคไมเกรน แล้วก็นอนได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ
การเลือกน้ำมันนวด
การเลือกน้ำมันนวดขึ้นอยู่กับการใช้งาน รวมทั้งสรรพคุณต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละชนิด โดยส่วนมากน้ำมันรากฐานที่นิยมนำมาผสมทำน้ำมันนวด ตัวอย่างเช่น น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากเมล็ดทานตะวัน ฯลฯ ซึ่งมีวิตามินอี สูงขึ้นมากยิ่งกว่าน้ำมันที่ทำจากถั่วเหลือง และน้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ปฏิบัติหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ แล้วก็ทำลายของเสียที่รังควานเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นโลหิต คุ้มครองการเกิดมะเร็ง นอกเหนือจากนั้นน้ำมันเม็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นจะต้องต่อร่างกาย อีกทั้งยังช่วยทำให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื่น
โดยทั้งนี้น้ำมันแต่ละจำพวกจะมีคุณลักษณะ และก็คุณค่าที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ให้สมควรตามการใช้แรงงาน

Tags : น้ำมันนวด

2
ประโยชน์น้ำมันนวด ขายน้ำมันนวดสมุนไพร น้ำมันเหลือง

3

การใช้นำมันนวดตามจุดต่างๆ
น้ำมันนวด เป็นวิธีดูแลสภาพผิวและสุขภาพที่ขอแนะนำเป็นการนวด ที่สกัดจากสมุนไพรและพืชต่างๆที่อุดมไปด้วยประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ โดนการนำสารสกัดกลิ่นและเนื้อน้ำมันเหล่านั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกายด้วยกลิ่นหอม รวมทั้งสัมผัสของของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกาย ลดความตึงเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย รวมไปถึงช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นและผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วย วันนี้เราจะพาไปดูประโยชน์ของการนวดน้ำมันว่ามีประโยชน์ในด้านใดบ้าง
1.การนวดน้ำมันจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทให้ทำงานดีมากขึ้น ลดการตึงเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย
2.การนวดน้ำมัน จะช่วยกระตุ้นการทำงานของโลหิต ให้ทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งสามารถหล่อเลี้ยงออกซิเจนและสารอาหารต่างๆทั่วร่างกายอย่างครบถ้วน ป้องกันโรคต่างๆรวมทั้งความดันโลหิตได้ดีอีกด้วย
3.ความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่างๆในร่างกายทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4.เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เข้าไปกำจัดสารพิษ ทั้งภายในร่างกายและสภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมา ทำให้ผิวของคุณเรียบเนียนชุ่มชื้น ดูมีน้ำมีนวล
5.ช่วยในเรื่องการนอนหลับให้ดีกว่าเดิม น้ำมันนวด ผ่อนคลายสมองและร่างกายต่างๆ ส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนหลับสนิทได้ดีว่าเดิม
ปวดเมื่อยร่างกายทีไร สิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงก็คงอยากจะพาตัวเองไปนอนเอนกาย รับบริการนวดแผนไทย นวดน้ำมัน หรือนวดอะไรก็ได้สักอย่างเพื่อให้เราคลายความปวดเมื่อยเนื้อตัว แต่นอกจากการนวดจะช่วยให้เราสบายตัวขึ้น ว่าไม่ใช่แค่คลายความปวดเมื่อยที่การนวดสามารถทำให้เราได้ แต่ยังมีอีก 6 ประโยชน์ที่น่าแปลกใจและดีใจไปพร้อม ๆ กัน ที่ร่างกายจะได้รับผลดีผ่านการบีบนวดเนื้อตัวตามนี้เลยค่ะ


ลดอาการปวดหัวไมเกรน


          สำหรับคนที่เคยทรมานจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อยครั้ง แพทย์ก็ได้แนะนำให้ลองไปนวดบำบัดสุขภาพดูบ้าง เพราะจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีอาการปวดหัวไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวติดต่อกัน 2-3 สัปดาห์ จะสามารถบรรเทาอาการข้างเคียงของโรคไมเกรน และนอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ
 บรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบจากการออกกำลังกาย
          เวลาที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ร่างกายจะได้รับผลกระทบเป็นอาการปวดเมื่อย หรือกล้ามเนื้ออักเสบเป็นของแถม ซึ่งการศึกษาของ Buck Institute for Research on Aging and McMaster University in Ontario, Canada ก็ได้เผยวิธีบรรเทาอาการว่า ให้ลองไปเอนกายรับบริการนวดตัวดูบ้าง เพราะน้ำมันนวด จะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากการออกกำลังกายได้ดีเทียบเท่าการรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อยังไงยังงั้นเลยล่ะ


ดูเด็กขึ้น


          ตั้งแต่นี้ต่อไปไม่ต้องทุกข์ยากลำบากแอ๊บแบ๊วดึงวัยอีกต่อไป เนื่องจากเพียงแต่ไปสปาให้เขานวดๆบีบๆร่างกายอยู่เป็นประจำก็สามารถทำให้พวกเรามองเด็กขึ้นได้แล้ว โดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านผิวหนังก็ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การขัดหน้าหรือนวดหน้า รวมไปถึงนวดตัว เป็นการกระตุ้นให้เลือดในร่างกายไหลเวียนน้ำมันนวด ซึ่งก็ทำให้สุขภาพผิวดียิ่งขึ้นด้วย อีกทั้งการนวดยังช่วยกระตุ้นหลักการทำงานของต่อมท่อน้ำเหลือง ให้กำจัดสารพิษที่อยู่ใต้ผิวหนังให้หมดไป ทำให้สารอาหารแล้วก็วิตามินต่างๆซึมไปสู่เซลล์ผิวได้ดีขึ้น ช่วยให้ผิวมองสดชื่นเต่งตึงได้อีกครั้ง รวมถึงกำจัดริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณผิวหน้าได้อีกด้วยนะ


ป้องกันอาการ PMS


          สาวๆทุกคนอาจรู้ว่าอาการ PMS ก่อนมีเมนส์นั้นสร้างความทรมาทรกรรมให้กับพวกเราได้มากมายแค่ไหน แต่ว่าวันนี้เราไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลหรือกลุ้มใจกับอาการเหล่านี้อีกต่อไป เพราะว่าผลการค้นคว้าของ Touch Research Institute and University of Miami Medical School พบว่า การนวดตัวสามารถป้องกันอาการข้างเคียงทุกชนิดในตอนที่เพศหญิงมีประจำเดือนได้อยู่มือ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลัง เจ็บท้อง ตัวบวม น้ำหนักขึ้น หรืออาการอารมณ์เสียไม่พอใจ แต่ว่าแนวทางนวดบางทีก็อาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกับผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 19-45 ปี เท่านั้นนะคะ


ลดอาการข้างๆของโรคมะเร็ง


          ผลการค้นคว้าจากมหาวิทยาลัยบอสตันเผยว่า คนเจ็บโรคมะเร็งระยะแพร่ไปที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนหลับเจริญขึ้น บรรเทาอาการเจ็บปวด รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลจากการวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เปิดเผยว่า คนไข้โรคมะเร็งระยะแพร่ไป จะทรมาทรกรรมจากอาการเจ็บปวดลดลง อาเจียนน้อยครั้ง หรือไม่อ้วกเลย รู้สึกแจ่มใสขึ้น ความดันดีมากกว่าเดิม รวมทั้งเครียดจากอาการป่วยน้อยลง ภายหลังจากได้รับการบำบัดด้วยวิธีการนวด


บรรเทาลักษณะของการปวดเรื้อรัง


          [url=https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3https://www.chiangdaonaturefood.com/product/45/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันนวด[/url] ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดรักษาได้บรรยายถึงประสบการณ์ของตนเองให้ฟังว่า ผู้ที่มีลักษณะปวดเรื้อรัง ยกตัวอย่างเช่น ปวดตามข้อ โรคข้ออักเสบ แล้วก็อาการปวดปวดเมื่อยเรื้อรังอื่นๆจะคลายลักษณะการเจ็บปวดพวกนี้ลงไปได้มาก ภายหลังได้รับบริการนวดอย่างถูกต้องต่อเนื่องกันเพียงแค่ 2-3 ครั้งเพียงเท่านั้น เนื่องจากน้ำมันนวด ใช้ได้อย่างตรงจุด จะช่วยทุเลาอาการเกร็งของกล้ามในส่วนนั้นๆได้อย่างรวดเร็ว จึงสามารถทุเลาลักษณะของการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อรอบๆนั้นได้อย่างทันใจนั่นเองค่ะ

4

น้ำมันนวดสมุนไพร
คุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากการนวดน้ำมัน
น้ำมันวด นับว่าเป็นหนึ่งในวิธีบำบัดความเครียด บรรเทาจิตใจ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทุเลาความเมื่อนล้า นอกนั้นคุณคุณลักษณะของน้ำมันหอมระเหยแต่ละประเภทที่ผสมอยู่ในน้ำมันนวดตัวของพวกเรานั้นนังสามารถทุเลาอาการต่างๆของร่างกายได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย ที่ช่วยเรื่องระบบทางเท้าหายใจ ทุเลาอาการหวัดคัดจมูกเมื่อเวลาสูด หรือเมื่อผสมเข้ากับน้ำมันก็จะสามารถช่วยให้รู้สึกเย็นสบายผิว ที่ช่วยปกป้องแมลงก่อกวน ฯลฯ
การนวดน้ำมันเป็นแนวทางในการดูแลสภาพผิวและก็สุขภาพที่ขอชี้แนะเลย เป็นส่วนใหญ่จะการนวด ที่สกัดมาจากสมุนไพรและพืชต่างๆโทนร้อนพอสมควร ที่อุดมไปด้วยประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ โดยการนำสารสกัดกลิ่นรวมทั้งเนื้อน้ำมัน พวกนั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกาย ด้วยกลิ่นหอมหวนและและก็สัมผัสของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างของร่างกาย ลดความตึงเครียด ทำให้เราบรรเทา รวมถึงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและก็ผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วย วันนี้ค่ะพวกเราจะพาไปดูประโยชน์ที่ได้รับมาจากการนวดน้ำมันกันว่า มีประโยชน์ด้านใดบ้าง
1.การนวดน้ำมันจะเข้าไปช่วยกระตุ้นหลักการทำงานของระบบประสาท ให้ทำงานได้ดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลดอาการเคร่งเคลียดให้เราบรรเทาจากการความอ่อนแรงและความอ่อนเพลียสะสม
2.น้ำมั่นนวด กระตุ้นการทำงานของโลหิต ให้ปฏิบัติงานได้ดีมีคุณภาพมากเพิ่มขึ้นและก็สามารถหล่อเลี้ยงออกสิเจนและสารอาหารต่างๆไปทั่วร่างกายอย่างสมบูรณ์ ปกป้องโรคต่างๆรวมถึงลดความดันโลหิตเจริญด้วย
3.เพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมบำรุงรวมทั้งฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่อต่างๆภายในร่างกายให้ดำเนินการได้ดีและก็มีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ
4.เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ด้วยเข้าไปกำจัดสารพิษ ทั้งภายในร่างกายและก็สภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมาส่งให้ผิวของคุณเรียบเนียนเปียกชื้น ดูเปล่งปลั่งและชีวิตชีวาเยอะขึ้น
5.ช่วยในเรื่องการนอนให้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม บรรเทาสมองและก็ร่างกายต่างๆส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนสนิทได้ดียิ่งไปกว่ากว่า ลดอาการนอนไม่หลับได้อย่างยอดเยี่ยม
นอกนั้นการนวดน้ำมันยังมีประโยชน์อีกหลายประเภทต่อสภาพร่างกาย ซึ่งนับได้ว่าเป็นหนทางแก่คู่รักสุขภาพได้อย่างดีเยี่ยมลดลักษณะของการปวดหัวไมเกรนสำหรับผู้ที่เคยทรมาทรกรรมจากลักษณะของการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อยครั้ง หมอก็ได้แนะนำให้ทดลองไปนวดบำบัดรักษาสุขภาพดูบ้าง เพราะเหตุว่าจากผลการศึกษาเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีอาการปวดศรีษะไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวติดต่อกัน 2-3 อาทิตย์ จะสามารถทุเลาอาการใกล้กันของโรคไมเกรน แล้วก็นอนได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ


ทุเลาอาการกล้ามเนื้ออักเสบจากการบริหารร่างกาย


          ในขณะที่ออกกำลังกายอย่างมาก ร่างกายจะได้รับผลพวงเป็นลักษณะของการปวดปวดเมื่อย หรือกล้ามเนื้ออักเสบเป็นของแถม ซึ่งการเล่าเรียนของ Buck Institute for Research on Aging and McMaster University in Ontario, Canada ก็ได้เปิดเผยวิธีทุเลาอาการว่า ให้ทดลองไปเอนหลังรับบริการนวดตัวดูบ้าง ด้วยเหตุว่าการนวดจะช่วยคลายกล้ามที่เคร่งเคลียดจากการบริหารร่างกายก้าวหน้าเทียบเท่าการกินยาคลายกล้ามเนื้อยังไงแบบนั้นเลยล่ะ
การนวด


มองเด็กขึ้น


          ต่อไปนี้ไม่ต้องลำบากแอ๊บแบ๊วลากวัยอีกต่อไป เพราะเพียงไปสปาให้เขานวดๆบีบๆร่างกายอยู่บ่อยๆก็สามารถทำให้เรามองเด็กขึ้นได้แล้ว โดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านผิวหนังก็ได้อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า การขัดหน้าหรือนวดหน้า รวมถึงนวดตัว เป็นการกระตุ้นให้เลือดในร่างกายไหลเวียนดีขึ้น ซึ่งก็ทำให้สุขภาพผิวด้วย ทั้งการนวดยังช่วยกระตุ้นแนวทางการทำงานของต่อมท่อน้ำเหลือง ให้กำจัดสารพิษที่อยู่ใต้ผิวหนังให้หมดไป ทำให้สารอาหารและวิตามินต่างๆซึมเข้าสู่เซลล์ผิวก้าวหน้าขึ้น ช่วยให้ผิวดูกระปรี้กระเปร่าเต่งตึงได้อีกรอบ รวมไปถึงกำจัดริ้วรอยเหี่ยวย่นรอบๆผิวหน้าได้อีกด้วยนะ


ป้องกันอาการ PMS


          ผู้หญิงทุกคนคงจะรู้ว่าอาการ PMS ก่อนมีเมนส์นั้นสร้างความทรมาทรกรรมให้กับพวกเราได้มากมายขนาดไหน แม้กระนั้นวันนี้พวกเราไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลหรือกลุ้มใจกับอาการกลุ่มนี้อีกต่อไป เพราะว่าผลวิจัยของ Touch Research Institute and University of Miami Medical School พบว่า การนวดตัวสามารถป้องกันอาการข้างเคียงทุกชนิดในตอนที่สตรีมีเมนส์ได้อยู่หมัด ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการปวดหลัง เจ็บท้อง ตัวบวม น้ำหนักขึ้น หรืออาการรำคาญฉุนเฉียว แม้กระนั้นวิธีนวดบางทีก็อาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกับสาวๆที่แก่ตั้งแต่ 19-45 ปี เท่านั้นนะคะ
นวดแผนไทย

  • ลดอาการใกล้กันของโรคมะเร็ง ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันเผยว่า คนป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่ไปที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนหลับได้ดิบได้ดีขึ้น บรรเทาลักษณะของการเจ็บปวด รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลจากการวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เผยว่า คนไข้โรคมะเร็งระยะแพร่ จะทรมาทรกรรมจากลักษณะของการเจ็บปวดน้อยลง อ้วกน้อยครั้ง ไหมคลื่นไส้เลย รู้สึกสดชื่นขึ้น ความดันดีมากยิ่งกว่าเดิม รวมทั้งเครียดจากลักษณะของการป่วยลดลง หลังจากได้รับการบำบัดด้วยแนวทางนวด
  • ทุเลาอาการปวดเรื้อรัง


          ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านกายภาพบรรเทาได้เล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองให้ฟังว่า ผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง เป็นต้นว่า ปวดตามข้อ โรคข้ออักเสบ แล้วก็ลักษณะของการปวดปวดเมื่อยเรื้อรังอื่นๆจะคลายอาการเจ็บปวดพวกนี้ลงไปได้มาก ภายหลังจากได้รับบริการนวดอย่างถูกต้องต่อเนื่องกันเพียงแต่ 2-3 ครั้งเพียงเท่านั้น เนื่องจากว่าการนวดได้อย่างถูกจุด จะช่วยทุเลาอาการเกร็งของกล้ามในส่วนนั้นๆได้อย่างรวดเร็ว จึงสามารถทุเลาอาการเจ็บปวดของกล้ามบริเวณนั้นได้อย่างทันใจนั่นเองจ้ะ
การเลือกน้ำมันนวด
การเลือกน้ำมันนวดขึ้นอยู่กับการใช้แรงงาน และคุณประโยชน์ต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละประเภท โดยส่วนใหญ่น้ำมันเบื้องต้นที่นิยมเอามาผสมทำน้ำมันนวด เช่น น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากเมล็ดทานตะวัน ฯลฯ ซึ่งมีวิตามินอี สูงขึ้นยิ่งกว่าน้ำมันที่ทำจากถั่วเหลือง รวมทั้งน้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ และก็ทำลายของเสียที่ทำร้ายเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นโลหิต คุ้มครองปกป้องการเกิดมะเร็ง นอกจากนั้นน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต้องต่อสถาพทางร่างกาย ทั้งยังยังช่วยให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื่น โดยดังนี้น้ำมันแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติ และคุณประโยชน์ที่นานับประการ ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ให้เหมาะสมตามการใช้แรงงาน

5

การใช้นำมันนวดตามจุดต่างๆ
น้ำมันนวด เป็นวิธีดูแลสภาพผิวและสุขภาพที่ขอแนะนำเป็นการนวด ที่สกัดจากสมุนไพรและพืชต่างๆที่อุดมไปด้วยประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ โดนการนำสารสกัดกลิ่นและเนื้อน้ำมันเหล่านั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกายด้วยกลิ่นหอม รวมทั้งสัมผัสของของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกาย ลดความตึงเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย รวมไปถึงช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นและผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วย วันนี้เราจะพาไปดูประโยชน์ของการนวดน้ำมันว่ามีประโยชน์ในด้านใดบ้าง
1.การนวดน้ำมันจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทให้ทำงานดีมากขึ้น ลดการตึงเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย
2.การนวดน้ำมัน จะช่วยกระตุ้นการทำงานของโลหิต ให้ทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งสามารถหล่อเลี้ยงออกซิเจนและสารอาหารต่างๆทั่วร่างกายอย่างครบถ้วน ป้องกันโรคต่างๆรวมทั้งความดันโลหิตได้ดีอีกด้วย
3.ความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่างๆในร่างกายทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4.เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เข้าไปกำจัดสารพิษ ทั้งภายในร่างกายและสภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมา ทำให้ผิวของคุณเรียบเนียนชุ่มชื้น ดูมีน้ำมีนวล
5.ช่วยในเรื่องการนอนหลับให้ดีกว่าเดิม น้ำมันนวด ผ่อนคลายสมองและร่างกายต่างๆ ส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนหลับสนิทได้ดีว่าเดิม
ปวดเมื่อยร่างกายทีไร สิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงก็คงอยากจะพาตัวเองไปนอนเอนกาย รับบริการนวดแผนไทย นวดน้ำมัน หรือนวดอะไรก็ได้สักอย่างเพื่อให้เราคลายความปวดเมื่อยเนื้อตัว แต่นอกจากการนวดจะช่วยให้เราสบายตัวขึ้น ว่าไม่ใช่แค่คลายความปวดเมื่อยที่การนวดสามารถทำให้เราได้ แต่ยังมีอีก 6 ประโยชน์ที่น่าแปลกใจและดีใจไปพร้อม ๆ กัน ที่ร่างกายจะได้รับผลดีผ่านการบีบนวดเนื้อตัวตามนี้เลยค่ะ


ลดอาการปวดหัวไมเกรน


          สำหรับคนที่เคยทรมานจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อยครั้ง แพทย์ก็ได้แนะนำให้ลองไปนวดบำบัดสุขภาพดูบ้าง เพราะจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีอาการปวดหัวไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวติดต่อกัน 2-3 สัปดาห์ จะสามารถบรรเทาอาการข้างเคียงของโรคไมเกรน และนอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ
 บรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบจากการออกกำลังกาย
          เวลาที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ร่างกายจะได้รับผลกระทบเป็นอาการปวดเมื่อย หรือกล้ามเนื้ออักเสบเป็นของแถม ซึ่งการศึกษาของ Buck Institute for Research on Aging and McMaster University in Ontario, Canada ก็ได้เผยวิธีบรรเทาอาการว่า ให้ลองไปเอนกายรับบริการนวดตัวดูบ้าง เพราะน้ำมันนวด จะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากการออกกำลังกายได้ดีเทียบเท่าการรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อยังไงยังงั้นเลยล่ะ


มองเด็กขึ้น


          ตั้งแต่นี้ต่อไปไม่ต้องทุกข์ยากลำบากแอ๊บแบ๊วฉุดกระชากวัยอีกต่อไป เนื่องจากว่าเพียงไปสปาให้เขานวดๆบีบๆร่างกายอยู่บ่อยๆก็สามารถทำให้พวกเรามองเด็กขึ้นได้แล้ว โดยผู้ชำนาญด้านผิวหนังก็ได้อธิบายเพิ่มว่า การขัดหน้าหรือนวดหน้า รวมถึงนวดตัว เป็นการกระตุ้นให้เลือดในร่างกายไหลเวียนน้ำมันนวด ซึ่งก็ทำให้สุขภาพผิวด้วย อีกทั้งการนวดยังช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมท่อน้ำเหลือง ให้กำจัดพิษที่อยู่ใต้ผิวหนังให้หมดไป ทำให้สารอาหารรวมทั้งวิตามินต่างๆซึมไปสู่เซลล์ผิวก้าวหน้าขึ้น ช่วยทำให้ผิวมองสดชื่นเต่งตึงได้อีกครั้ง รวมไปถึงกำจัดริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณผิวหน้าได้อีกด้วยนะ


ป้องกันอาการ PMS


          ผู้หญิงทุกคนอาจจะทราบดีว่าอาการ PMS ก่อนมีประจำเดือนนั้นสร้างความทรมาทรกรรมให้กับพวกเราได้มากมายแค่ไหน แม้กระนั้นวันนี้เราไม่ต้องกังวลกับอาการกลุ่มนี้อีกต่อไป เนื่องจากผลวิจัยของ Touch Research Institute and University of Miami Medical School พบว่า การนวดตัวสามารถปกป้องอาการข้างๆทุกชนิดในเวลาที่เพศหญิงมีระดูได้อยู่มือ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดข้างหลัง ปวดท้อง ตัวบวม น้ำหนักขึ้น หรืออาการหงุดหงิดฉุนเฉียว แม้กระนั้นแนวทางนวดบางครั้งก็อาจจะได้ผลดีกับสาวๆที่มีอายุตั้งแต่ 19-45 ปี เพียงแค่นั้นนะคะ


ลดอาการใกล้กันของโรคมะเร็ง


          ผลการค้นคว้าจากมหาวิทยาลัยบอสตันเผยว่า คนป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่ไปที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนหลับเจริญขึ้น บรรเทาลักษณะการเจ็บปวด รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เผยว่า คนไข้โรคมะเร็งระยะแพร่ไป จะทรมาทรกรรมจากอาการเจ็บปวดลดลง อาเจียนน้อยครั้ง หรือไม่อาเจียนเลย รู้สึกสดชื่นขึ้น ความดันดียิ่งกว่าเดิม และก็เครียดจากลักษณะของการป่วยน้อยลง ภายหลังจากได้รับการบำบัดด้วยวิธีการนวด


ทุเลาลักษณะของการปวดเรื้อรัง


          น้ำมันนวด ผู้ที่มีความชำนาญทางกายภาพบำบัดได้บอกเล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองให้ฟังว่า คนที่มีลักษณะอาการปวดเรื้อรัง ดังเช่น ปวดตามข้อ โรคข้ออักเสบ และอาการปวดเมื่อยล้าเรื้อรังอื่นๆจะคลายลักษณะของการเจ็บปวดกลุ่มนี้ลงไปได้มาก ภายหลังจากได้รับบริการนวดอย่างถูกต้องต่อเนื่องกันเพียงแค่ 2-3 ครั้งเพียงเท่านั้น เนื่องจากว่าน้ำมันนวด ใช้ได้อย่างตรงจุด จะช่วยทุเลาอาการเกร็งของกล้ามในส่วนนั้นๆได้อย่างรวดเร็ว ก็เลยสามารถทุเลาอาการเจ็บปวดของกล้ามบริเวณนั้นได้อย่างทันใจนั่นเองจ้ะ

Tags : น้ำมันนวดสมุนไพร

6
เห็ดหลินจือ ขายเห็ดหลินจือ

7

เพกา
ชื่อสมุนไพร เพกา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน ลิ้นฟ้า , หมากลิ้นฟ้า (วัวราช,เลย,ภาคอีสาน) , มะลิดไม้ , มะลิ้นไม้ , ลิดไม้ (ภาคเหนือ) ,เบโก (นราธิวาส,ภาคใต้) ,หมากลิ้นช้าง , หมากลิ้นก้าง (ไทยใหญ่) ,กาโดโด้ง(กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) , ดอก๊ะ ,ดุแก ,ด๊อกก๊ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ,โชยเตี้ยจั้ง (จีน)
ชื่อสามัญ   Broken bone, Damocles tree, Indian trumpet flower, Indian trumpet tree
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Vent.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
วงศ์             Bignoniaceae
ถิ่นกำเนิด เพกาเป็นพืชท้องถิ่นที่มีมาตั้งแต่เริ่มแรกของทวีปเอเชีย ซึ่งพบในอินเดียรวมทั้งเอเซียอาคเนย์ เป็นครั้งแรก ในปัจจุบันสามารเจอได้หลายประเทศ เช่น ประเทศอินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย รวมทั้ง จีนตอนใต้ด้วย ซึ่งชอบเจอเพกาตามป่าเบญจพรรณ และป่าชื้นทั่วไป ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถพบเพกาได้ทุกภาคของประเทศ แม้กระนั้นสำหรับการนำเพกามาทำเป็นอาหานั้น ดูเหมือนจะมีแม้กระนั้นคนไทยเพียงแค่นั้นที่นำมาบริโภค ส่วนประเทศอื่นๆนั้นไม่เจอข้อมูลสำหรับการเอามาบริโภคเป็นอาหารแต่อย่างใด
ลักษณะทั่วไป   เพกาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลางและก็เป็นไม้ ครึ่งผลัดใบหรือไม่ผลัดใบ สูง 5-12 เมตร ขนาดลำต้นราว 10-30 เซนติเมตร เรือนยอดเล็ก กิ่งเปราะหักง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ต้นที่แก่น้อยมีกิ่งใหญ่กึ่งกลางกิ่งเดียว เปลือกเรียบ มีใบเป็นกลุ่มกึ่งกลาง คล้ายกับต้นปาล์ม หลังจากมีดอก ลำต้นจะแยกเป็นกิ่งระกะ เปลือกต้น สีน้ำตาลครีมอ่อน หรือเทาอ่อน แตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยม รวมทั้งแผลของใบยาวถึง 150 ซม. มีต้นเหตุมาจากใบที่ร่วงไปแล้ว ลำต้นและกิ่งมีรูระบายอากาศ กระจายอยู่ทั่วไป เปลือกลำต้นเรียบสีเทา มีรอยแผลเป็น จากการหลุดตกของใบ ใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น ปลายคี่ ใบขนาดใหญ่ ยาว 60-200 ซม. เรียงตรงข้ามกันอยู่รอบๆปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่ หรือรูปไข่แกมวงรี กว้าง 4-8 เซนติเมตร ยาว 6-12 เซนติเมตร ปลายยาว ขอบของใบเรียบ ฐานใบสอบแคบ ใบสะอาด หรือมีขนสีขาวสั้นๆด้านล่าง ท้องใบนวล ก้านใบข้างบนสุดแยกออก 1 ครั้ง ก้านใบกลางแยก 2 ครั้ง และก็ก้านใบข้างล่างแยก 3 ครั้ง ทำให้มองเห็นใบทั้งหมดทั้งปวงเป็นรูปสามเหลี่ยม  ก้านใบย่อยยาว 5-8 มิลลิเมตร ก้านใบข้าง แล้วก็ก้านใบร่วมโค้งพองออกที่ฐานและที่ข้อ ก้านใบยาว 0.5-2 เมตร ดอกช่อขนาดใหญ่แบบกระจะ ออกที่ปลายยอดเป็นกระจุก มีดอกย่อย 20-35 ดอก จะบานพร้อมกันคราวละ 2-3 ดอก ก้านช่อดอกยาว 60-180 เซนติเมตร ยื่นออกมานอกทรงพุ่มของยอด ดอกย่อยขนาดใหญ่ 8-12 ซม. กลีบดอกสีนวลแกมเขียวโคนกลีบเป็นหลอดสีม่วงแดง หรือม่วงภายนอก หลอดกลีบดอกยาว 2-4 เซนติเมตร รูปแตร กลีบครึ้ม ขอบร่น ไม่มีพู หรือพูแตกต่างกัน มีต่อมกระจายอยู่ด้านนอก ภายในมีขนหนาแน่น ดอกบานยามค่ำคืน มีกลิ่นสาบฉุน และก็ร่วงช่วงเช้า มักจะมีดอกและผลในกิ่งเดียวกัน เกสรตัวผู้ 5 อัน ชิดกับหลอดดอก โคนก้านมีขน เกสรตัวเมียมี 1 อัน กลีบเลี้ยงยาว 2-4 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมชิดกันเป็นทรงกระบอก ปลายไม่แยกเป็นกลีบอย่างชัดเจน เมื่อสำเร็จ กลีบเลี้ยงนี้จะรุ่งเรืองเป็นเนื้อแข็งมากมาย ผลเป็นฝัก แบน โค้งน้อยที่ฐาน มีสันเล็กๆที่ข้างๆ คล้ายรูปลิ้น แขวนอยู่เหนือเรือนยอด กว้าง 6-10 เซนติเมตร ยาว 30-120 เซนติเมตร สีน้ำตาลเข้ม สีแดง ติดฝักยาก ฝักเป็นรูปกระบี่ เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 ด้าน เมล็ดแบนสีขาว  ขนาด 4-8 ซม. มีปีกบางโปร่งแสง เยื่อนี้ช่วยทำให้เม็ดลอยละลิ่วตามแรงลมให้ตกห่างต้นเพื่อแพร่พันธุ์ได้ไกลขึ้น
การขยายพันธุ์ เพกาสามารถเพาะพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด  โดยเลือกเมล็ดจากฝักแก่ เปลือกฝักแห้ง มีสีดำ โดยให้เก็บฝักไว้สัก 2-3 เดือน ก่อนนำมาเพาะเม็ด เพราะเหตุว่าภายหลังจากฝักแก่ เม็ดเพกาจะเข้าสู่ระยะพักตัวอยู่ตอนหนึ่ง แม้นำเมล็ดมาเพาะในพักหลังฝักแก่มักมีอัตราการงอกต่ำ โดยเหตุนั้น จึงทิ้งฝักไว้สักระยะหนึ่งก่อน
การเพาะเม็ด ควรจะเพาะในถุงเพาะชำ เพื่อให้ย้ายต้นลงปลูกภายในแปลงได้สะดวก โดยนำเม็ดออกจากฝัก รวมทั้งตากแดดสัก 2-3 วันก่อน ต่อไปค่อยนำมาเพาะ  สำหรับอุปกรณ์เพาะ ควรที่จะใช้ดินผสมกับวัสดุอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยธรรมชาติ และแกลบดำ แต่ว่าถ้าหากไม่สบายให้ใช้เพียงแค่ปุ๋ยมูลสัตว์สิ่งเดียวก็ได้ โดยใช้อัตราส่วนดิน:ปุ๋ยธรรมชาติ:แกลบดำ ที่ 1:3:1 ก่อนบรรจุลงถุงเพาะชำ หลังจากนั้น นำเมล็ดลงกลบ แล้วก็รดน้ำให้เปียกแฉะ พร้อมด้วยดูแลด้วยการรดน้ำเสมอๆทุกๆวัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง จวบจนกระทั่งต้นจะแตกหน่อ แล้วก็แตกใบได้ 2 ข้อ ก่อนย้ายลงปลูกภายในแปลง  การปลูกเพกานิยมนำมาปลูกในต้นหน้าฝน เมื่อต้นกล้าแตกยอดได้ 2 ข้อแล้ว ให้นำกล้าเพกาลงปลูกได้ สำหรับระยะปลูกให้มีระยะห่างที่ 4×4 เมตร โดยการขุดหลุมขนาดราวๆ 30 ซม. ลึกราวๆ 30 ซม. ก่อนจะรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักโดยประมาณ 3-5 กำ รวมทั้งปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 โดยประมาณ 1 ถือมือ พร้อมคลุกหน้าดินผสม ก่อนจะนำกล้าเพกาลงปลูก
ส่วนประกอบทางเคมี
ในฝักเจอสาร Oroxylin A , Chrysin     ,Baicalein , Triterpene  , Carboxyliv acid , Ursolic acid
ในเมล็ดพบสาร Flavonoids , Chrysin , Oroxylin A ,Terpene , Baicalein , Saponins , Benzoic acid  , 6-Glucoside , Tetuin
สำหรับส่วนประกอบของน้ำมันของเมล็ดพบสาร
Caprylic, Lauric  , Myristic ,Palmitic ,Palmotoleic ,Stearic ,Oleic , Linoleic acid
ในใบเจอสาร Flavones  ,Baicalein ,Glycosides ,6,7-Glucuronides,7-Glucuronides , Chrysin , Scutellarein , Anthraquinone , Aloe emodin
ส่วนของลำต้นเจอสาร Oroxylin A  ,Baicalein  ,Chrysin ,7-Glucuronides, Biochanin A ,Ellagic acid , Puunetin ,B-sitosterols ,b-Methylbailein  ,Lapachol
ส่วนรากเจอสาร  Oroxylin A  ,  Baicalein , Chrysin, Pterocarpan , Rhodioside  ,D-Galatose ,Sitosterol
ที่มา : wikipedia
ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของเพราะว่านั้นมีดังนี้
คุณค่าทางโภชนาการในยอดอ่อนเพกา (100 กรัม) พลังงาน 101 กิโลแคลอรี โปรตีน 6.4 กรัม ไขมัน 2.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 13.0 กรัม วิตามินบี1 0.18 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.69 มก.แล้วก็วิตามินบี3 2.4 มิลลิกรัม  ฝักอ่อนของเพกา (ต่อน้ำหนัก 100 กรัม) วิตามินซี 484 มิลลิกรัม วิตามินเอ 8,200 มิลลิกรัม แคลเซียม 13 มิลลิกรัม, ธาตุฟอสฟอรัส 4 มก., โปรตีน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 14 กรัม, ไขมัน 0.5 กรัม, เส้นใย 4 กรัม
ผลดี/คุณประโยชน์  คุณประโยชน์ของเพกานั้นโดยมากนิยมเอามากินเป็นของกิน เช่น ฝักอ่อน อายุฝักประมาณ 1 เดือน (ที่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก สามารถใช้เล็บมือจิกลงไปได้) จัดเป็นผักพื้นบ้านที่นิยมนำมารับประทานด้วยการลวกหรือย่างไฟ คู่กับน้ำพริก รายการอาหารลาบต่างๆและก็ซุปหน่อไม้ ซึ่งฝักอ่อนนี้ เมื่อกินจะมีรสขมอ่อนๆทั้งนี้ การปิ้งไฟ นิยมปิ้งไฟจากเตาถ่าน แม้กระนั้นบางทีอาจปิ้งจากไฟลุกไหม้ก็ได้ โดยปิ้งให้เปลือกฝักอ่อนร้อน และอ่อนตัวกระทั่งไหม้เกรียมเป็นสะเก็ดดำ หลังจากนั้นค่อยขูดสะเก็ดดำออก ก่อนนำมาหั่นรับประทาน    ใบ รวมทั้งยอดอ่อน ราษฎรนิยมเอามากินดิบหรือลวกหรือย่างไฟ คู่กับน้ำพริก ซุปหน่อไม้ และเมนูลาบต่างๆรวมถึงนำมาผัดใส่กุ้ง หรือยำใส่กระเทียมเจียว ดังนี้ ใบอ่อน แล้วก็ยอดอ่อน มักไม่นิยมเด็ดมารับประทานเท่าไรนัก เนื่องจากว่าจำเป็นต้องให้ยอดเติบโต แล้วก็ติด ดอกบานนิยมนำมาลวกเพียงแค่นั้น เนื้อดอกเมื่อลวกแล้วจะมีความนุ่ม แล้วก็ให้รสขมน้อยกว่าฝักอ่อน และยอดอ่อน นับว่าเป็นส่วนที่อร่อยมากที่สุด แล้วก็ชอบใช้สำหรับกินคู่กับน้ำพริก ส่วนการใช้ผลดีอื่นๆนั้น ได้แก่ แก่นไม้เพกา ในบางพื้นของภาคอีสาน นิยมใช้เผาถ่านสำหรับทำผงถ่านผสมทำดินปืนหรือดินบั้งไฟ ดังนี้ สามารถเผาเป็นถ่านได้อีกทั้งในรูปไม้สด เพราะแก่นไม้สดค่อนข้างแห้งอยู่แล้ว แล้วก็เผาในรูปขอนไม้แห้ง ซึ่งเผาได้ง่ายยิ่งกว่า แต่ว่าปัจจุบัน ไม่ค่อยนิยมแล้ว เพราะว่า ต้นเพกาในอีสานหายากขึ้น แล้วก็หันมาใช้ไม้ยูคาลิปตัสแทน ส่วนฝักเพกาแก่ นิยมนำมาตากแห้ง และก็ส่งออกต่างถิ่นเพื่อใช้ทำยาสมุนไพร สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ นอกจากนี้ชาวเขายังใช้เปลือกต้นเพกาย้อมผ้าให้ได้สีเขียวอีกด้วย
นอกจากนั้นเพกายังมีคุณประโยชน์ทางยาอีกด้วย ดังต่อไปนี้  แบบเรียนยาไทย  ใช้  เม็ด ต้มน้ำ แก้ไอและขับเสมหะ ใช้เป็นยาระบาย เม็ดแก่ มีรสขม เป็นยาระบาย แก้ไอ ขับเสมหะ เมล็ดแห้ง ทำน้ำจับเลี้ยงแก้ร้อนใน อยากดื่มน้ำ ฝักแก่ มีรสขมกินได้ แก้ร้อนในอยากกินน้ำ ช่วยเจริญอาหาร ยับยั้งไอ ฝักอ่อน มีรสขมร้อน ใช้เป็นยาขับลม
ใบ มีรสฝาดขม ต้มน้ำแก้ปวดท้อง เจริญอาหาร แก้ปวดข้อต่างๆ
เปลือกต้น -รสฝาดเย็น และขมเล็กน้อย เป็นยาสมานแผล ทำน้ำเหลืองให้เป็นปกติ ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือดดับพิษเลือด บำรุงโลหิต แก้เสมหะจุกคอ ขับเสลด แก้บิด แก้อาการจุกเสียด
ราก   มีรสฝาดเย็น ขมนิดหน่อย ใช้บำรุงธาตุ ทำให้เกอดน้ำย่อยอาหาร เจริญอาหาร   แก้ท้องเสีย แก้บิด แก้ไข้สันนิบาต
เพกาทั้งยัง 5    ได้แก่การใช้ส่วนราก ใบ ดอก ผล ต้น รวมกันจะมีรสฝาดเย็น มีคุณประโยชน์สมานแผล แก้อักเสบบวม แก้ท้องเสีย บำรุงธาตุ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ไข้เพื่อลม เพื่อเลือด

แบบ/ขนาดวิธีใช้
ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข      นำเปลือกต้นฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการบวม บวมช้ำ แล้วก็ อักเสบ  หรือนำเปลือกเพกาฝนทาบริเวณฝีแก้ปวดฝี        เปลือกต้นตำผสมกับเหล้า     ใช้เป็นยากวาดประสะพิษซางเด็กชนิดเม็ดเหลือง      แก้ละอองขึ้นในปาก คอลิ้น แก้ละอองไข้     ใช้ฉีดพ่นตามตัวคนคลอดบุตรที่ทนการอยู่ไฟมิได้ ทำให้ผิวหนังชา     ทารอบๆฝี แก้ปวดฝีทาแก้อาการฟกบวมอักเสบ  เปลือกต้นสดตำผสมกับน้ำส้ม  (ซึ่งได้จากรังมดแดง) หรือเกลือสินเธาว์    รับประทานขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด แก้บิด แก้คลื่นไส้ไม่หยุด    กินแก้เสลดจุกคอ (ขับเสมหะ) ขับเลือดเน่าในเรือนไฟ บำรุงเลือด
นอกจากนี้ ช่วยรักษาโรคโรคเบาหวาน ด้วยการใช้เปลือกเพกา เปลือกต้นไข่เน่า ใบไข่เน่า แก่นลั่นทม บอระเพ็ด ใบเลี่ยน รากต้นหญ้าติดอยู่ รวม 7 อย่าง น้ำหนักอย่างละ 2 บาท นำมาต้มกับน้ำครั้งละ 1 แก้วเล็ก ก่อนอาหาร เช้าตรู่แล้วก็เย็น  ช่วยแก้รวมทั้งบรรเทาอาการไอ แล้วก็ขับเสมหะโดยใช้เมล็ดแก่เพกาประมาณครึ่งกำมือถึงหนึ่งกำมือ (1.5 – 3 กรัม) ใส่ด้านในหม้อที่เติมน้ำ 300 มิลลิลิตร แล้วต้มไฟอ่อนๆจนเดือดประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วเอามาดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า ตอนกลางวัน เย็น ตราบจนกระทั่งอาการจะดียิ่งขึ้น  แก้โรคไส้เลื่อน ด้วยการใช้เปลือกต้นเพกา รากเขยตาย ต้นหญ้าตีนนก นำมาตำรวมกันอย่างระมัดระวัง แล้วก็ค่อยนำไปละลายกับน้ำข้าวขัดถู ใช้ขนไก่ชุบพิง เอามาทาลูกอัณฑะ
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ     ฟลาโวนอยด์ที่สกัดจากเพกาสามารถลดการอักเสบในเท้าของหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้บวมด้วย dextran รวมทั้งจะมีผลลดบวมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อใช้ร่วมกับ a-chymotrypsin  สารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ลดการอักเสบในหนูที่ถูกทำให้เกิดการอักเสบด้วยอัลบูมินจากไข่  ฟอร์มาลิน และฮีสตามีน แม้กระนั้นไม่มีผลในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยซีรัมจากม้า หรือไซลีน (xylene)  นอกนั้นยังพบว่าสารสกัดจากเปลือกมีฤทธิ์ลดการแพ้ในหนูที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ได้มากกว่าหนูปกติ
           จากการเล่าเรียนฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบในหลอดทดลอง พบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยยั้งสารภายในร่างกายที่ทำให้มีการเกิดการอักเสบเป็นPGE2 และ NF-kB และยังออกฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระเมื่อทดลองด้วยการขัดขวางกรรมวิธีขบวนการออกซิเดชันของไขมัน (lipid-peroxidation)  นอกเหนือจากนั้นยังพบว่าสารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทนจากเปลือกต้น และรากมีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งเอนไซม์ 5-lipoxygenase แล้วก็พบว่าสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นและก็รากของเพกาก็มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ 5-lipoxygenase ได้เหมือนกัน โดยมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับ fisetin ซึ่งใช้เป็นสารมาตรฐานสำหรับเพื่อการทดลองฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ  ยิ่งไปกว่านี้ยังพบว่าสารสกัดด้วยน้ำจากเปลือกยังสามารถลดการอักเสบได้โดยลดการหลั่งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี myeloperoxidase
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียแล้วก็แก้ท้องร่วงสารสกัดไดคลอโรมีเทนของเปลือกต้น และก็รากของเพกา มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายสายพันธุ์อย่างเช่น Bacillus subtilis, Staphylococcus aureus, Escherichia coli และก็ Pseudomonas aeruginosa รวมทั้งยังมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อราCandida albicans แล้วก็พบสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นและก็รากของเพกา มีฤทธิ์ต้านเชื้อ B. subtilis และก็ S. aureus ได้เท่ากันกับยา streptomycin  สารสกัดเพกาทั้งยังต้นด้วยการต้ม ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella typi type 2 (ค่า MIC พอๆกับ 125 มก./มล.) แต่มีฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเชื้อ Staphylococcus aureus (ค่า MIC พอๆกับ 15.13 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร) (2) สารสกัดจากฝักด้วยเอทานอล (80%) ขนาด 12.5 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร มีฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเชื้อ S. aureus แล้วก็ Escherichia coli
สำหรับสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรซึ่งมีเปลือกเพกาเป็นองค์ประกอบ และก็ใช้บรรเทาอาการท้องเดินที่มิได้เป็นผลมาจากการต่อว่าดเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์ลดอาการท้องเสียในหนูเม้าส์ที่ทำให้ท้องร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง รวมทั้งมีฤทธิ์ยั้งการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเรียบในลำไส้เล็กขิงหนูตะเภา  นอกนั้นยังมีฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอุจจาระตก 6 สายพันธุ์ในหลอดทดลอง คือ Bacillus cereus ATCC 14579, Escherichia coli ATCC 25922, Salmonella typhimurium ATCC 11331, Shigella flexneri  DMSC 1130, Staphylococcus aureus ATCC 25923, Vibrio parahaemolyticus DMST 5665 แล้วก็ แบคทีเรียที่แยกได้จากอาหาร ขึ้นรถสกัดด้วยน้ำจะออกฤทธิ์ดีมากยิ่งกว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์รวมทั้งสารสกัดของสมุนไพรโดดเดี่ยวแต่ละจำพวกที่เป็นองค์ประกอบในตำรับยานี้
ฤทธิ์ต้านทานการหดเกร็งกล้ามเนื้อ  สารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลและน้ำ (1:1) มีฤทธิ์ต้านการยุบเกร็งของกล้ามเนื้อของลำไส้เล็ก เมื่อกระทำทดลองในหนูตะเภาที่ถูกทำให้มีการเกิดการยุบเกร็งของกล้ามส่วนลำไส้เล็กด้วย acetylcholine และ histamine
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การเรียนรู้ใช้สารสกัดจากใบเพกาในการต่อต้านสารอนุมูลอิสระ DDPH และก็ยั้งสารอนุมูลอิสระ Nitric Oxide พบว่า สารสกัดสามารถออกฤทธิ์ยั้งในค่า IC50 = 24.22 ไมโครกรัม/มล. และ ค่า IC10 = 129.81 ไมโครกรัม/มล. ของสารทั้ง 2 เป็นลำดับ
ฤทธิ์ต่อต้านมะเร็ง การเล่าเรียนทดลองสารสกัดจากเพกาชื่อ Baicalein สำหรับในการต่อต้านเซลล์มะเร็ง HL-60 พบว่า สาร Baicalein สามารถยับยั้งเซลล์ของมะเร็ง HL-60 ได้มากกว่าร้อยละ 50 ข้างใน 36-48 ชั่วโมง
การเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ มีการทดลองกรอกสารสกัดรากเพกาด้วยน้ำร้อนแก่หนูเพศผู้ในขนาด 1 โมล/กก. มีรายงานว่านำมาซึ่งพิษ Dhar และแผนก กระทำการทดลองฉีดสารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลและก็น้ำ (1:1) และก็สารสกัดรากเพกาด้วยเอทานอลรวมทั้งน้ำ (1:1) เข้าช่องท้องหนู พบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่หนูสามารถทนได้ (maximum tolerated dose)เป็น100 มก./กิโลกรัม และก็ 1 ก./กิโลกรัม เป็นลำดับ (4) ธีระยุทธ ได้กระทำการทดสอบความเป็นพิษทันควันของสารสกัดเปลือกเพกาด้วยเอทานอล (70%) โดยการฉีดเข้าท้องและก็กรอกลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่นำไปสู่พิษกะทันหันในหนู และเมื่อทดลองความเป็นพิษเฉียบพลันโดยใช้สารสกัดในขนาดสูงมากขึ้นเป็น400 แล้วก็ 800 มก./กก.น้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่กระตุ้นให้เกิดพิษกระทันหันเมื่อให้โดยการกรอกลงกระเพาะหนู แม้กระนั้นกระตุ้นให้เกิดพิษฉับพลันได้เมื่อฉีดเข้าช่องท้องในขนาด 800 มก./กก. สำหรับความเป็นพิษกึ่งฉับพลันของสารสกัด พบว่าเมื่อกรอกสารสกัดลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 400 แล้วก็ 800 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว ทุกๆวันเป็นเวลา 30 วัน  พบว่าไม่ก่อให้เกิดพิษเฉียบพลันในหนู
แล้วก็เมื่อป้อนสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรขนาด 5 กรัม/กิโล ครั้งเดียวให้หนูแรท สังเกตการกระทำด้านใน 14 วัน ไม่พบพิษแบบกะทันหันรวมทั้งความเปลี่ยนไปจากปกติของอวัยวะภายใน รวมทั้งเมื่อให้สารสกัดขนาด 1, 2 และก็ 4 กรัม/กิโลกรัม/วัน แก่สัตว์ทดสอบติดต่อกันเป็นเวลา 90 วันไม่พบพิษแบบกึ่งเรื้อรัง ไม่เจอความไม่ปกติของน้ำหนักตัว ค่าตรวจทางโลหิตวิทยา และก็ทางชีวเคมี และความเคลื่อนไหวในพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน  สำหรับตำรับยารักษาโรคโรคมะเร็งที่ประกอบด้วยเพกา ชุมเห็ดเทศ (Senna alata (L.) Roxb.) รวมทั้งรางจืด (Thunbergia laurifolia Lindl.) ซึ่งออกฤทธิ์ต้านโรคมะเร็งในหลอดทดลอง ก็พบว่ามีความปลอดภัยสำหรับในการทดลองความเป็นพิษแบบฉับพลันในสัตว์ทดลอง
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ จากการทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ โดยแนวทาง Ames’ test จากผลการทดสอบพบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่ทำงานทดสอบ (2 มิลลิกรัม/จานเพาะเชื้อ) กับ Salmonella typhimurium สายพันธุ์ TA98 แล้วก็ TA100 พบว่าไม่มีคุณลักษณะสำหรับในการนำไปสู่การ กลายพันธุ์ อมรศรี และก็คณะ พบว่าสารสกัดเพกาที่ได้จากการต้มมีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ เมื่อทดลองโดยแนวทาง Ames’ test
การคาดการณ์ความเป็นพิษของสารสกัดจากเพกาโดยวิธี somatic mutation and recom bination test ในแมลงหวี่ พบว่าสารสกัดเพกาในขนาด 120 มก./มล. สามารถก่อกำเนิด somatic mutation ได้  โดยพบว่าแมลงหวี่ที่ได้รับสารสกัดมีปริมาณจุดบนปีกลดน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับแมลงหวี่กรุ๊ปควบคุม แล้วก็มีรายงานว่าส่วนสกัดอัลกอฮอล์ของเพกาเมื่อเอามาทำปฏิกิริยากับเกลือไนไตรท์ในสถานการณ์แวดล้อมที่เป็นกรดแล้วเอามาทดสอบการกลายพันธุ์ พบว่าสินค้าที่เกิดขึ้นมีฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์
คำแนะนำ/ข้อควรปฏิบัติตาม

  • หญิงมีครรภ์ไม่ควรกินฝักอ่อนของเพกา ด้วยเหตุว่ามีฤทธิ์ร้อน โดยอาจจะเป็นผลให้แท้งบุตรได้
  • ควรระวังสำหรับในการใช้เพการ่วมกับยากลุ่มต้านการแข็งตัวของเกร็ดเลือด ดังเช่น แอสไพริน (aspirin) ,วาฟาริน (warfarin) , สารสกัดแปะก๊วย (Ginko biloba)
  • เพกาเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนอาจจะทำให้เกิดผลใกล้กันได้ ได้แก่ เกิดการระคายกระเพาะอาหารได้
เอกสารอ้างอิง

  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 1): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิก และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพร ที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา.สมุนไพรทีใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • จีรเดช มโนสร้อย วรพงษ์ กิจดำรงธรรม ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ อรัญญา มโนสร้อย. การทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของสารสกัดตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่คัดเลือกจากฐานข้อมูลตำรายาสมุนไพรไทย มโนสร้อย 2. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2553;8(2):54.
  • อมรศรี ช่างปรีชากุล อริศรา เวชกัลยามิตร มาลิน จุลศิริ ปัญญา เต็มเจริญ.  การต้านสารก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดน้ำจากพืช สมุนไพรชนิดที่สามารถนำมาปรุงเป็นเครื่องดื่ม. Special project, Faculty of pharmacy, Mahidol university,1991.
  • เพกา.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหิทยาลัยอุบลราชธานี
  • Ali RM, Houghton PJ, Raman A, Hoult JRS.  Antimicrobial and antiinflammatory activities of extracts and  constituents of Oroxylum indicum (l.) Vent.  Phytomedicine 1988;5(5):375-81.
  • เพกา.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • อุดมการณ์ อินทุใส และปาริชาติ ทะนานแก้ว . สมุนไพรไทย ตำรับยา บำบัดโรค บำรุงร่างกาย.2549.
  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 2): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิกและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา/ลิ้นฟ้า สรรพคุณและการปลูกเพกา.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพิชเกษตรไทย http://www.disthai.com/
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์. การพัฒนาตำรับยาแผนโบราณเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน. การสัมมนาเรื่อง “การเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านสมุนไพรสู่ระดับอุตสาหกรรม ครั้งที่ 2”, 19-20 มีนาคม ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ, 2552.
  • ขวัญฤทัย คำฝาเชื้อ.2551.พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง ที่ตำบลบ้านจันทร์และแจ่มหลวง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ .วิทยานิพนธ์(วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.271 หน้า
  • Glinsukon T. Toxicological report. Symposium on Development of Medicinal Plants for Tropical Diseases, 26-27 February, Bangkok, Thailand, 1987. p.110-4.
  • เพกา.กลุ่มยาแก้โรคบิด ท้องเดิน ท้องร่วง โรคกระเพาะ.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด .โครงการอนุรักษ์พันธุกรมมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  •   Siriwatanametanon N, Fiebich BL, Efferth T, Prieto JM, Heinrich M. Traditional Used Thai Medicinal Plants: In Vitro Anti-inflammatory, anticancer and Antioxidant Activities. J Ethnopharmacol 2010; 130:196-207.
  • Golikov PP, Brekhman II. Pharmacological study of a liquid extract from the bark of Oroxylum indicum.  Rastit, Resur 1967; 3(3): 446.
  • พัฒน์ สุจำนงค์.  ตำรายาไทย-จีนยากลางบ้าน ยาสมุนไพร และยาแผนโบราณ.  ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แพร่วิทยา, 2524. หน้า 363.
  •   Chen CP, Lin CC, Namba T.  Development of natural crude drug resources from Taiwan. (VI). In vitro studies of the inhibitory effect on 12 microorganisms.  Shoyakugaku Zasshi 1987; 41(3):215-25.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสมุนไพรไทยในรูปของยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และสมุนไพรบางชนิด โดยวิธีเอมส์เทสต์. รายงานผลการวิจัยเอกสารด้านการแพทย์แผนไทยโดยศูนย์ประสานง

8

ฝรั่ง
ชื่อสมุนไพร  ฝรั่ง
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อเขตแดน มะก้วย  มะก้วยกา มะกา (เชียงใหม่) , มะปั่น (ลำปาง) , บักสีดา (อีสาน) , สีดา (นครพนม) จุ่มโป่ (สุราษฎร์) , ชมพู่ (จังหวัดปัตตานี) , ยามู ,ย่าหมู (ภาคใต้) ยะมูบุเตบันยา (ที่นาราธิวาส , มลายู) , ยะริง (ละว้า) , ฮวงเจี๊ยะหลิ่วกังซิวก้วยติดจีฉิ่ว (จีน)
ชื่อสามัญ  Guava
ชื่อวิทยาศาสตร์  Psidium guajava Linn
ตระกูล  MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีบ้านเกิดเมืองนอนหรือเป็นพืชท้องถิ่นของเมริกาเขตร้อน De Candolle เชื่อว่าอยู่ระหว่างประเทศเม็กซิโก รวมทั้งเปรู รวมถึงหมู่เกาะอินดีสตะวันตกด้วยชาวสเปนนำจากฝั่งแปซิฟิคไปยังประเทศฟิลิปปินส์ รวมทั้งประเทศโปรตุเกสนำจากฝั่งตะวันตกไปยังอินเดีย สำหรับในประเทศไทยนั้น คาดว่ามีการนำเข้ามาในประเทศไทยในตอนสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปัจจุบันนี้เป็นพืชมีขึ้นทั่วไปในเขตร้อนแล้วก็กึ่งร้อน ปลูกเป็นไม้ผลตามบ้าน ตามสวนทั่วไป
ลักษณะทั่วไป ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อมสูง 5-10 เมตร ลำต้นกิ่งก้านมีแก่นไม้เหนียวแข็งดี เปลือกต้นเรียบมีเหลืองอ่อนออกเทา รวมทั้งมีรอยลอกออกเป็นแผ่นๆก้านอ่อนมีลักษณะสี่เหลี่ยม มีขนสีขาวๆสั้น ก้านแก่ ขนหล่นไปหมด ยอดอ่อนมีขนสีขาวสั้นๆปกคลุม ใบเป็นใบลำพังออกตรงข้ามกันมีน้อยที่ออกเป็นวง (ที่ข้อเดียวกันออกเกินกว่า 2 ใบ) ใบรูปไข่ยาว 5-12 ซ.มัธยม หรือกว้าง 3-5 เซลเซียสม. ขยี้ใบดมดูเหมือนจะมีกลิ่นหอมยวนใจ ใบบางเหมือนแผ่นหนัง ปลายใบมนหรือแหลมสั้น ฐานใบเบาๆขยายแหลมออกมายังกึ่งกลางใบ ขอบของใบเรียบหลังใบมีสีเขียวแก่ มีรอยเส้นใบ (บุบลงไปเล็กน้อย) ท้องใบมีขนสั้นๆสีขาวอ่อนนุ่ม และก็มีเส้นใบเป็นรอยนูนออกมา มีเส้นใบ 7-11 คู่ ก้านใบยาว 4 ซม. ดอกบางทีอาจออกเป็นช่อ 1-4 ดอก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวกลมมน กลีบสาวบางๆหลุดร่วงง่าย ยาว 2-2.5 ซ.ม. มีเกสรตัวผู้มากมาย มีก้านเกสรตัวผู้สีขาวยาวเท่ากับกลีบ มีอับเรณูสีเหลืองอ่อน มีก้านเกสรตัวเมีย 1 อันยาวพุ่งขึ้นมาสูงยิ่งกว่าก้านเกสรตัวผู้ รังไข่อยู่ด้านล่างมี 5 ห้องแล้วก็ลักษณะทรงกลม รวมทั้งมีกลีบเลี้ยงเหลือติดอยู่กับปลายผล ผลรูปทรงกลม  มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ 3-15 ซ.มัธยม เนื้อผลส่วนใหญ่มีสีเหลือง ขาว หรือชมพู มีกลิ่นหอมยวนใจ เมล็ดแข็ง เป็นรูปไตมีไม่น้อยเลยทีเดียว ขนาดเม็ด 0.3-0.5 ซม. สีขาวอ่อน พบได้ทั่วไปปลูกตามบ้านหรือสวนทั่วๆไปเอาผลไว้กินหรือขาย
การขยายพันธุ์    สามารถเจริญวัยได้ดีในทุกภาวะดิน รวมทั้งทนต่อความแล้ง และก็น้ำขังได้บางส่วน แต่ว่าโดยทั่วไปมักถูกใจเติบโตได้ดีในดินร่วนผสมทราย ที่มีสภาพพื้นที่มีการระบายน้ำดี สามารถได้ผลผลิตได้โดยประมาณ 1 ปีข้างหลังปลูก ผลสามารถเก็บได้ในช่วง 4-5 เดือน หลังติดดอก  โดยทั่วไปจะให้ผลได้ในช่วงปลายหน้าแล้งถึงต้นฤดูฝนเป็นช่วงมี.ค.-เดือนมิถุนายน
                ในการแพร่พันธุ์ฝรั่งสามารถทำได้หลายวิธี ดังเช่น การปลูกด้วยเมล็ด การทาบกิ่ง การติดตา การปักชำ แม้กระนั้นแนวทางที่นิยมสูงที่สุด คือ การตอนกิ่ง
การเตรียมดิน และการเตรียมแปลง สำหรับในการปลูกฝรั่งนั้น สามารถทำได้ 2 แบบตามสภาพพื้นที่ คือ

  • พื้นที่ดินเหนียว น้ำหลากขังง่าย แล้วก็มีระบบน้ำมากเกินเพียงพอ ให้ทำขุดร่องลุกราว 1 เมตร กว้าง 1-2 เมตร เพื่อเป็นแนวร่องในการให้น้ำ การเตรียมแปลง และการปลูกภายในรูปแบบนี้พบได้บ่อยในพื้นที่ลุ่มภาคกึ่งกลางเป็นส่วนมาก
  • พื้นที่ทั่วๆไปที่มีระบบน้ำไม่พอ สามารถปลูกไว้ในแปลงโดยไม่ยกร่องหรือการยกร่องสูงราวๆ 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างร่องโดยประมาณ 3-4 เมตร ดังนี้ ให้ทำไถดะ 1 ครั้ง เพื่อตากดิน แล้วก็กำจัดวัชพืช รวมทั้งไถแปร 1 ครั้ง โดยเว้นช่วงห่างราว 1-2 อาทิตย์ ต่อจากนั้นกระทำการไถชูร่อง
สำหรับวิธีการปลูกฝรั่ง มีดังนี้

  • ใช้กิ่งจำพวกจากการทำหมันหรือการปักชำ
  • ขุดหลุมปลูก กว้าง ลึก ขนาด 50×50 ซม. แต่ละหลุมห่างกันโดยประมาณ 3 เมตร ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 3-4 เมตร หรือตามขนาดระยะห่างของร่อง
  • รองพื้นด้วยปุ๋ยหมักหรือมูลสัตว์ราว 0.5 กิโล/หลุม หรือขนาด 1 พลั่วตัก พร้อมคลุกดินผสมตูดหลุมให้สูงโดยประมาณ 1 ฝ่ามือ ดังนี้อาจผสมปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 ในอัตรา 1 กำมือ/หลุมก็ได้
  • นำกิ่งประเภท จากการตอนหรือการปักชำลงหลุมปลูก โดยกลบดินสูงเหนือปากหลุมน้อย ดังนี้ควรจะให้ดินกลบเหนือเขตรากสูงโดยประมาณ 10-15 ซม.
  • ใช้หลักไม้ปักหลุม แล้วก็ผูกเชือกยึดลำต้น
  • เมื่อปลูกเสร็จควรจะให้น้ำให้เปียกแฉะในทันที


การให้น้ำ เริ่มให้น้ำครั้งแรกหลังการปลูกเสร็จให้เปียกชุ่ม ต่อจากนั้น ให้น้ำทุก 2 ครั้ง/วัน เช้า-เย็น กระทั่งต้นฝรั่งตั้งตัวได้ โดยอาจเลือกใช้ระบบการให้น้ำที่มีคุณภาพ หลังจากนั้นอาจทำให้น้ำน้อยลง ขึ้นอยู่กับภาวะอากาศ และก็ความชื้นของดิน ซึ่งไม่สมควรปล่อยให้ดินแห้ง ขาดน้ำ โดยเฉพาะในตอนติดผล แต่ว่าในช่วงติดดอกไม่สมควรให้น้ำมากซึ่งในช่วงนี้เพียงแต่ระวังไม่หน้าดินแห้งก็ พอเพียง
                โดยสายพันธุ์ของฝรั่งยอดนิยมในปัจจุบัน ดังเช่น จำพวก แป้นสีทองคำ , จำพวกกิมจู , ชนิดกลมสาลี่ , ชนิดไม่มีเม็ด , จำพวกเวียดนาม เป็นต้น
องค์ประกอบทางเคมี
quercetin, quercetin-3-arabinoside , quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin),                                    quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin),                             quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) แล้วก็ quercetin 3-O gentiobioside , Tannin ในผิวฝรั่งเมื่อนำมาสกัดน้ำมันระเหย เจอสารต่างๆได้แก่ 1,8-cineole  ,   a-copaene,  trans-caryophyllene  , humulene  ,  a-amorphene ,    nerolidol   , caryophyllene oxide ,  epigiobulol, longitorenedehyde , aromaden dendrene , helifdenolC ฯลฯ  แล้วก็สำหรับค่าทางโภชนาการของฝรั่งต่อ (165 กรัม) คือ

  • พลังงาน 112 กิโลแคลอรี
  • ใยอาหาร 8.9 กรัม
  • โปรตีน 4.2 กรัม
  • ไขมัน 1.6 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 23.6 กรัม
  • วิตามินเอ 1030 IU
  • วิตามินซี 377 มก.
  • วิตามินบี 1 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.1 มก.
  • วิตามินบี 3 1.8 มิลลิกรัม
  • กรดโฟลิก 81 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 30 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 66 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 0.4 มิลลิกรัม
  • ธาตุโพแทสเซียม 688 มก.
  • ธาตุทองแดง 0.4 มก. ที่มา : Wikipedia


ประโยชน์/สรรพคุณ ฝรั่งเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะกับคนที่ต้องการลดความอ้วน ลดความอ้วน หรือผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เพราะว่าฝรั่งอุดมไปด้วยกากใยอาหาร เมื่อรับประทานแล้วจะก่อให้อิ่มนาน ช่วยกำจัดท้องร้อง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ช่วยทำให้ปรับระดับการใช้อินซูลินของร่างกายให้สมควร และก็ยังช่วยล้างพิษโดยรวมได้อีกด้วย ก็เลยมีผลทำให้ผิวพรรณดูผ่องแผ้วผ่องใส โดยฝรั่งจัดคือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกชนิด และยังมีวิตามินซีสูงกว่าส้มถึง 5 เท่า และก็ยังนิยมนำฝรั่งไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆตัวอย่างเช่น ฝรั่งดอง ฝรั่งแช่บ๊วย พายฝรั่ง รวมทั้งขนมอีกหลายประเภท รวมถึงประยุกต์ใช้ทำเป็นยาแคปซูลแก้ท้องร่วงจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งบรรจุแคปซูลละ 250 มิลลิกรัม
                นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่งยังมีการเอาไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้นว่า หมากฝรั่ง ลูกอม รวมทั้งเอามาผสมหรือแต่งกลิ่นในน้ำยาบ้วนปากได้อีกด้วย ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของฝรั่งนั้นมีดังนี้ ตำรายาไทยบอกว่า เปลือกต้น, ราก รสฝาด สุขุม ใช้แก้แผลมีพิษ แก้ปวดฟัน โรคลักปิดลักเปิด แก้อาการเลือดกำเดา แก้น้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง ใบรสฝาดเปียก สุขุมไม่มีพิษ ใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสีย บิดเรื้อรัง ผื่นคัน ผื่นคัน บาดแผลที่มีเลือดออก ผลที่ยังไม่สุก รสเปรี้ยว ฝาดสุขุม ใช้แก้ท้องเสีย บิด กำจัดกลิ่นปาก แก้ปวดฟัน ผลสุกรสหวานหอมใช้เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ใช้ห้ามเลือดต่อต้านการอักเสบ ลดน้ำตาลในเลือด โดยใช้เปลือกแห้งหนัก 10 กรัม ต้มน้ำกิน ใบแห้งหนัก 3-5 กรัม หากเป็นใบสดใช้หนัก 15-30กรัม ต้มน้ำดื่ม ถ้าหากใช้ภายนอกต้มเอาน้ำชำระล้างหรือตำพอก ผลที่ยังไม่สุก แห้งหนัก 6-10 กรัม ต้มน้ำกิน
รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้

  • แก้ลำไส้อักเสบ บิด ใช้ใบสด 30-60 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  • แก้กระเพาะลำไส้อักเสบรุนแรงและก็ท้องเสีย ที่เกิดขึ้นมาจากการสรุปยไม่ดี ใช้ใบแห้งหนัก 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้บาดแผลเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการหกล้มหรือกระทบกระแทกหรือรอยแผลมีเลือดออก ใช้ใบสดตำพอกแผลภายนอก
  • แก้ปวดฟัน ใช้เปลือกรากผสมน้ำส้มสายชูต้มเอามาอมแก้ปวดฟัน
  • แก้เด็กเป็นแผลเล็กแผลน้อยเรื้อรัง ใช้เปลือก ราก ต้มร่วมกับขนไก่ เอามาชะล้างรอยแผล
  • แก้ผิวหนังเป็นผดผื่นคัน ใช้เปลือกต้นสดและใบต้นเอาน้ำชำระล้างบริเวณที่เป็น
  • แก้ท้องร่วง ใช้ใบหรือผลดิบ ต้มกินต่างชา (ใบแห้ง 5 กรัม ใส่น้ำ 100 มิลลิลิตร)
  • ใช้สวนล้างช่องคลอดหลังคลอด ใช้น้ำสุกจากใบสดอุ่นๆสวนล้าง
  • ใช้เพื่อการกำจัดกลิ่นปาก ด้วยการนำใบสด 3-5 ใบมาบดแล้วคายกากทิ้ง
  • ช่วยรักษาอาการเสียงแห้ง แก้คออักเสบโดยการใช้ผลที่ตากแห้งต้มน้ำดื่ม
  • ยอดอ่อนๆปิ้งไฟให้เหลืองกรอบ ชงน้ำกินแก้ท้องเสีย บิด ใบสดเคี้ยวอมดับกลิ่นยาสูบ เหล้า แล้วก็กลิ่นปากได้ดิบได้ดี
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้ แก้ท้องร่วง             จากการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยฤทธิ์ทางยาของฝรั่งพบว่าการให้ยาเม็ดแคปซูลใบฝรั่งทีละ 500 มก. ทุก 6 ชั่วโมง ตรงเวลา 3 วัน กับผู้ป่วยที่เป็นโรคอุจจาระหล่น 122 คน สามารถลดจำนวนครั้งของการอึ ช่วงเวลาที่อุจจาระ รวมทั้งปริมาณน้ำเกลือที่ให้ชดเชยได้  การให้ยาเม็ดแคปซูลฝรั่งขนาด 500 มก. (ที่มีสารฟลาโวนอยด์ 1 มิลลิกรัม/แคปซูล 500 มิลลิกรัม)  ทุก 8 ชั่วโมง ตรงเวลา 3 วันในผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสีย เจ็บท้อง ปริมาณ 50 คน จะสามารถลดการบีบตัวของลำไส้แล้วก็ลดช่วงเวลาปวดท้องได้   การให้ยาต้มของฝรั่งในผู้เจ็บป่วยเด็กที่เป็นโรคไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) 62 คน ทำให้อาการดียิ่งขึ้นภายใน 3 วัน ระยะเวลาท้องเสียสั้นลง และไม่พบเชื้อ Rota virus ในอุจจาระมากยิ่งกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยคลอโรฟอร์ม เฮกเซน เมทานอล และก็น้ำ สามารถลดการเคลื่อนไหว และก็การยุบเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาและก็หนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการเคลื่อนเยอะขึ้นเรื่อยๆด้วยอะเซทิลโคลีน  สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 สามารถยั้งการหดตัวของลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้หดตัวด้วยไฟฟ้า อะเซทิลโคลีน และก็แบเรียมคลอไรด์ได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถยั้งอาการท้องร่วงในหนูเม้าส์ที่ถูกชักนำให้กำเนิดอาการท้องเสียด้วยน้ำมันละหุ่ง โดยฝรั่งจะไปเพิ่มการดูดซึมน้ำในไส้และลดการบีบตัวของลำไส้   สารสกัดด้วยน้ำของใบฝรั่งสดสามารถยั้งอาการท้องเดินได้ โดยลดจำนวนครั้งของการอุจจาระในหนูซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้กำเนิดอาการท้องเดินด้วยยา microlax ได้
                 ส่วนสกัดของสารกลุ่ม polyphenolic, saponin และ alkaloid จากใบฝรั่ง สามารถยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาที่รั้งนำให้หดเกร็งด้วยอะเซทิลโคลีนและโปแตสเซียมคลอไรด์ได้   สาร quercetin รวมทั้ง quercetin-3-arabinoside จากใบฝรั่ง สามารถต้านการหดตัวของลำไส้เล็กที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยอะเซทิลโคลีน ทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนลดน้อยลง  นอกจากนั้นสาร quercetin ในใบฝรั่งยังสามารถยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กในหนูแรทแล้วก็หนูตะเภาซึ่งรั้งนำให้เกิดอาการหดเกร็งด้วยสารละลายโปแตสเซียม  อะเซทิลโคลีน แบเรียมคลอไรด์ ฮีสตามีน และซีโรโทนินได้ รวมทั้งสามารถลดความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการซึมผ่านของๆเหลวของเส้นเลือดฝอยรอบๆท้องซึ่งมีผลช่วยรักษาอาการท้องร่วง  สาร quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin), quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin), quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) และก็ quercetin 3-O-gentiobioside จากใบฝรั่ง สามารถลดการหดเกร็งของลำไส้เล็กหนูเม้าส์ได้   สาร asiatic acid จากใบฝรั่งส่งผลทำให้กล้ามเนื้อลำไส้เล็กส่วนปลายของกระต่ายคลายตัว  สารสกัดผลฝรั่งดิบด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ต้านทานการหลั่งอะเซทิลโคลีนในลำไส้เล็กของหนูแรทรวมทั้งหนูตะเภาได้ แม้กระนั้นมีฤทธิ์น้อยกว่าอะโทรป่ายปีน โดยฝรั่งมีผลทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวลดน้อยลง ทำให้รักษาอาการท้องร่วงได้    สารสกัดฝรั่ง (ไม่กำหนดส่วน) สามารถลดการบีบตัวของลำไส้เล็กของหนูแรทได้
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียมีการศึกษาเล่าเรียนการต้านเชื้อแบคทีเรียหลายรายงาน ได้แก่ สารสกัดเอทานอลของฝรั่ง สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Salmonella enteritidis, Shigella flexneri ได้  สารสกัดน้ำ ความเข้มข้น 10-5 มคลิตร/มิลลิลิตร ทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Shigella dysenteriae ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคบิดได้ สารสกัดเปลือกต้น
ด้วย 70% เอทานอล  ความเข้มข้น 250 มก./มิลลิลิตร ทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ พบว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคอุจจาระร่วงหมายถึงStaphylococcus aureus, Vibrio cholerae และ V. parahaemolyticus แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ E. coli, Shigella  flexneri, Salmonella typhimurium สารสกัดราก กิ่ง และใบฝรั่งด้วย 50% เอทิลอัลกอฮอล์  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, S. typhimurium ที่เป็นต้นเหตุกระตุ้นให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella enteritidis สารสกัดกิ่งฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ อัตราส่วน 1:1 ความเข้มข้น 50 มคลิตร สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae, Sh. flexneri (ซึ่งทำให้มีการเกิดโรคบิด) E. coli (แบคทีเรียในไส้) S. typhimurium (กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคไทฟอยด์) แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ S. enteritidis สารสกัดทิงเจอร์ของฝรั่ง สามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย V. chlorea ที่เป็นสาเหตุของอหิวาตกโรค ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้แม้กระนั้นสำเร็จปานกลาง  น้ำมันหอมระเหยของใบฝรั่ง สามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli, S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  สารสกัดใบฝรั่งด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ ความเข้มข้น 1,000 มคก./มิลลิลิตร สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Enterococcus faecalis ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แต่ว่าไม่มีผลต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium, S. aureus สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำ ความเข้มข้น 20 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร พบว่าสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย S. dysenteriae 1 (กระตุ้นให้เกิดโรคบิด) แล้วก็ V. chlorea (นำมาซึ่งอหิวาต์) ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งขนาดความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 1.25, 5 มก./มิลลิลิตร ตามลำดับ
สารสกัดผลดิบของฝรั่งด้วยเมทานอล  ในขนาด 50,100, 300 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae 1, Sh. dysenteriae 2, Sh. dysenteriae 4, Sh. dysenteriae 8 และ V. chlorea 1350 ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 100-200 มคก./มิลลิลิตร สารสกัดหยาบคายของใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Vibrio ที่แยกได้จากกุ้งว่าวกุลาดำที่เป็นโรค 23 สายพันธุ์ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 1.25-5.00 มก./มล. สารสกัดใบฝรั่งด้วยอะซีโตน รวมทั้ง 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella B, S. newport, S. typhimurium, Sh.  flexneri ยิ่งไปกว่านี้สารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ยังสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้อีกด้วย  สารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วยน้ำ สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. flexneri, S. aureus แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. newport และ S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ
สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 10 มิลลิกรัม/วัน แต่ได้ผลไม่แน่นอนต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium สารสกัดใบฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ความเข้มข้น 1,000 มคก./มิลลิลิตร พบว่าสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคอุจจาระร่วง อาทิเช่น Salmonella D, Sh. dysenteriae 1, Sh. flexneri 2A, Sh. flexneri 4A  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. typhimurium type 2, Shigella bodyii, Sh. bodyii 5, Sh. dysenteriae 2, Sh. flexneri 3A, Sh. sonnei  ส่วนสกัดแทนนินจากใบฝรั่ง ความเข้มข้น 85, 95, 95, 100, 110 มคก./มล. สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri, S. enteritidis, S. aureus , Escherichia piracoli, E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ตามลำดับ    สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella spp. ได้ 2 สายพันธุ์  และต่อต้านเชื้อ Sh.  flexneri, Sh. virchow, Sh. dysenteriae แล้วก็เชื้อ E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ(1:1)และก็อะซีโตน สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย E. coli ที่เป็นสาเหตุของโรคอุจจาระหล่นได้ สารสกัดลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย S. newport และก็ S. typhimurium, Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แต่ว่าไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. aureus   น้ำคั้นจากผลฝรั่ง ไม่สามารถที่จะต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus typhosus ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไทฟอยด์ได้ สารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินด้วยอัลกอฮอล์ แล้วก็น้ำ (1:1) ความเข้มข้นมากกว่า 25 มคกรัม/มิลลิลิตร ไม่สามารถที่จะต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย B. subtilis, E. coli, S. typhosa
มีการทำการวิจัยโดย ปัญจางค์ ธนังเราล และก็คณะ ในคนเจ็บ 122 คน ที่เป็นโรคอุจจาระหล่น เป็นชาย 64 คน และหญิง 58 คน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 16-55 ปี ทำการศึกษาเปรียบเทียบโดยแนวทางการสุ่ม โดยนำใบฝรั่งอบแห้งแล้วบดเป็นผง บรรจุแคปซูล ขนาด 250 มก. ลักษณะเดียวและก็ขนาดเดียวกับ tetracyclin และก็บริหารการกินยาเช่นเดียวกันหมายถึง500 มก. ทุก 6 ชม. เป็นเวลา 3 วัน ทั้งสองกรุ๊ป พบว่าใบฝรั่งสามารถลดจำนวนอุจจาระ ช่วงเวลาที่ถ่ายอุจจาระ และก็จำนวนน้ำเกลือที่ให้ทดแทนได้
มีการเล่าเรียนในคนป่วยเด็ก 62 คน ที่เป็นโรคไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) โดยให้รับประทานยาต้มของฝรั่ง พบว่าอาการดียิ่งขึ้นด้านใน 3 วัน แล้วก็ระยะเวลาท้องร่วงสั้นลงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง (p<0.05) ปริมาณโซเดียมและก็เดกซ์โทรสในอุจจาระน้อยลง และผลการตรวจอุจจาระไม่เจอเชื้อ Rota virus มากถึง 87.1% ตอนที่กลุ่มควบคุมไม่เจอเชื้อ Rota virus 58.1% มีความหมายว่ายาต้มของฝรั่งมีคุณภาพสำหรับเพื่อการรักษาอาการท้องเดินในคนไข้ลำไส้อักเสบจากเชื้อ Rota virus ได้
ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ   จากการศึกษาเล่าเรียนทางสถานพยาบาลในผู้เจ็บป่วย 70 คน ที่มีเหงือกอักเสบ พบว่าน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบฝรั่งสามารถลดการอักเสบได้จำนวนร้อยละ 19.8 และก็ลดรอยโรคที่ความร้ายแรง ได้จำนวนร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากใบฝรั่ง หลังจากใช้ตรงเวลา 3 สัปดาห์
            สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำขนาด 50-800 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เมื่อฉีดเข้าช่องท้องพบว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบฉับพลัน  เมื่อทดลองกับอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้มีการอักเสบด้วยไข่ขาวสด นอกเหนือจากนั้นเมื่อฉีดน้ำมันหอมระเหยจากใบฝรั่งเข้าทางช่องท้องของหนูแรทในขนาด 0.8 มิลลิลิตร/โล พบว่าสามารถยับยั้งการอักเสบที่ถูกรั้งนำด้วยสาร carrageenan ได้
สารสกัดจากผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูแรท พบว่าสามารถยับยั้งการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้เกิดการอักเสบด้วยสาร carrageenan, kaolin แล้วก็ formaldehyde ได้ ยิ่งกว่านั้นสารสกัดผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูเม้าส์จะสามารถยั้งการอักเสบแล้วก็ลดอาการเจ็บปวดที่ถูกรั้งนำด้วย acetic acid  ได้ดีมากยิ่งกว่าแอสไพรินที่ให้ในขนาดเสมอกันน้อย
เมื่อนำใบฝรั่งมาหมักกับราและแบคทีเรียได้แก่ Phellinus linteus (ส่วนเส้นใย) Lactobacillus plantarum รวมทั้ง Saccharomyces cerevisiae แล้วเอามาสกัดด้วยเอทานอล พบว่าสารสกัดที่ได้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งการผลิตสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบเป็น ไนตริกออกไซด์และ พรอสต้าแกรนดิน อี 2 ในหลอดทดลอง นอกเหนือจากนี้สารสกัดฝรั่งด้วยเอทานอลและก็น้ำยังออกฤทธิ์ยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์
             สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทิลอะซีเตตมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ แล้วก็แก้แพ้โดยยับยั้งการตอบสนองต่อแอนติเจนที่ชักชวนให้เกิดการแพ้และการอักเสบ
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูแรทที่ถูกชักชวนให้เป็นโรคเบาหวานด้วยการฉีด alloxan เข้าเส้นเลือดดำขึ้นรถสกัดใบฝรั่งออกฤทธิ์ใน 2 ชั่วโมง มีฤทธิ์สูงสุดในชั่วโมงที่ 6 และก็สิ้นฤทธิ์ใน 24 ชั่วโมง
ฤทธิ์ต้านเซลล์ของโรคมะเร็ง      สารสกัดใบฝรั่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง murine fibrosarcoma และก็เซลล์ของโรคมะเร็งเต้านม

การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ  พิษรุนแรง  สารสกัดด้วยน้ำจากใบ LD50 มีค่ามากกว่าหรือพอๆกับ 20 กรัม/กิโลกรัม  เมื่อให้ทางปากในหนูถีบจักรอีกทั้ง 2 เพศ แล้วก็มีค่ามากยิ่งกว่า 5 ก./กิโลกรัม  เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้อง สารสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน LD50 มีค่าพอๆกับ 0.188 เมื่อฉีดเข้าช่องท้องในหนูถีบจักร พิษเรื้อรัง  การให้สารสกัดน้ำจากใบทางปาก ขนาด 0.2, 2 และก็ 20 ก./กก. วันแล้ววันเล่าติดต่อกันตรงเวลา 6 เดือน  พบว่าอัตราการเพิ่มของน้ำหนักตัวลดน้อยลง ในกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัด เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับน้ำ ในเวลาที่ไม่เจอความต่างของจำนวนอาหารที่กินในทุกกลุ่ม การกระทำทั่วไปปกติในทุกกรุ๊ป หนูเพศผู้หรูหรา ALP, SGPT (แนวทางการทำงานของตับ), BUN (ลักษณะการทำงานของไต) แล้วก็ WBC สูงมากขึ้น ในช่วงเวลาที่ระดับของโซเดียมแล้วก็คลอเลสเตอรอลในเลือดต่ำลง น้ำหนักของตับแล้วก็ไตเพิ่มขึ้น การตรวจทางจุลทัศนกายส

9

งาขาว
ชื่อสมุนไพร งาขาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น นีโซไอยู่มั้ว (จีน) ซะติด ซะเจี่ย (เมื่อน)
ชื่อสามัญ Sesame seeds (white)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Sesamum  orientale Linn.
วงศ์ PEDALIACEAE
ถิ่นเกิด
งาขาวมีถิ่นกำเนิดเช่นเดียวกันกับ งาดำหมายถึงงาขาวเป็นไม้ล้มลุกที่มีมาแต่โบราณ มีแหล่งกำเนิดในแถบประเทศเอธิโอเปีย ถัดมาก็ถูกนำเข้าไปยังอินเดีย จีน รวมถึงแถบแอฟริกาเหนือและก็ทวีปเอเชียใต้ ในราวโดยประมาณ 2000 ปี ก่อนคริศตกาลและก็ในศตวรรษที่ 17 ได้ถูกนำเข้าไปในทวีปอเมริกาส่วนในประเทศไทย งา ก็มีชื่อเสียงกันมานาน ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกทั้งทางยา ของกิน และก็เครื่องสำอาง
ลักษณะทั่วไป
งาขาว เป็นไม้ล้มลุกที่มีอายุฤดูเดียว มีลำต้นตั้งตรงถึงยอด สูงราว 50-150 ซม. ลำต้นไม่แตกกิ่งแขนง แม้กระนั้นบางชนิดอาจมีการแตกกิ่งแขนง ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ เป็นสี่เหลี่ยม มีขนสั้นๆปกคลุมดก ลำต้นมีร่องยาวตามความสูงของลำต้น เปลือกลำต้นบาง สีเขียวเข้มหรือมีสีอมม่วง สามารถดึงลอกเป็นเส้นได้
ใบงาขาว ออกเป็นใบคนเดียว เรียงตรงข้ามกันตามความสูงของลำต้น มีก้านใบทรงกลมสีเขียวหรือสีม่วงแดง ยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ส่วนแผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปหอกยาว กว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8-15 ซม. โคนใบมน เป็นฐานกว้าง รวมทั้งค่อยเรียวลงจนปลายใบแหลม แผ่นใบมีสีเขียวสด มีร่องตามเส้นกิ่งก้านสาขาใบ ขอบใบเรียบหรือเป็นหยัก
ดอกงาขาวเป็นดอกคนเดียวหรือเป็นกรุ๊ปบริเวณซอกใบ 1-3 ดอก มีก้านดอกสั้น โดยประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ถัดมาเป็นกลีบรองดอกสีเขียว จำนวน 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกันห่อฐานดอก ถัดมาเป็นกลีบดอกไม้ที่มีลักษณะเป็นกรวยยาว กลีบอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อแก่หรือบานจะมีสีขาว ยาวเป็นทรงกรวย โดยประมาณ 4-5 เซนติเมตร ปลายกลีบห้อยลงดิน และก็แยกออกเป็น 2 กลีบ คือ กลีบล่างที่ยาวกว่า แล้วก็กลีบบนที่มีปลายหยักเป็น 3 แฉก ต่อมาข้างในดอกจะมีสีกลีบด้านในเป็นสีเหลือง มีเกสรตัวผู้ 4 อัน แบ่งเป็น 2 คู่ แต่งละคู่ยาวแตกต่างกันส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน ยาว 1.5-2 เซนติเมตร ปลายก้านเกสรแยกออกเป็น 2-4 แฉก ทั้งนี้ ดอกงาขาวจะเริ่มบานในช่วงเวลาเช้า และกลีบดอกไม้จะหล่นลงดินในเวลาเย็น
ผลของงาขาวเรียกว่า ฝัก ฝักอ่อนมีลักษณะทรงกระบอกค่อนข้างจะกลม ปลายฝักเป็นจะงอยแหลม เมื่อฝักใหญ่จะแบ่งเป็นร่องๆตามความยาวของฝัก ยาวราวๆ 2-3 เซนติเมตร เปลือกฝักหนา มีสีเขียว รวมทั้งมีขนปกคลุม เมื่อฝักแก่เปลี่ยนเป็นสีดำอมเทา และก็ปริแตก ทำให้เมล็ดร่วงลงดิน  ภายในฝักมีเมล็ดขนาดเล็กสีขาวจำนวนมาก เรียงซ้อนแยกกันในแต่ละร่องพู เมล็ดมีรูปไข่ เปลือกเมล็ดบางมีสีขาว มีกลิ่นหอมหวน ใน 1 ฝัก จะมีเมล็ดราวๆ 70-100 เมล็ด
การขยายพันธุ์
                งาขาว ที่ปลูกกันทั่วไปมี 6 จำพวก ดังเช่น

  • พันธุ์เมืองเลย ปลูกมากมายที่จังหวัดเลยและบริเวณชายแดนไทย-ลาว และก็ช่วงจังหวัดเลยถึงจังหวัดอุตรดิตถ์
  • ชนิดเชียงใหม่ ปลูกมากมายที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้วก็เชียงใหม่
  • จำพวกชัยบาดาลหรือสมอทอด ปลูกมากที่จังหวัดเพชรบูรณ์และก็จังหวัดลพบุรี แต่ตอนนี้มีปริมาณน้อยมาก
  • จำพวกร้อยเอ็ด.1
  • ชนิดมข.1
  • ชนิดมหาสารคาม 60 มีเขตผลักดันการปลูก ได้แก่ จังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก แล้วก็กาญจนบุรี


งาเป็นพืชเขตร้อนถูกใจอาการร้อนแล้วก็แดดแรง อุณหภูมิที่สมควรต่อการเติบโต ราวๆ 27-30 องศาเซลเซียส ไม่ชอบอากาศหนาวเย็น หากอุณหภูมิต่ำยิ่งกว่า 20 องศาเซลเซียส การงอกจะช้าลง หรือ บางทีก็อาจจะชะงักการเติบโต แต่ว่าถ้าอุณหภูมิสูงยิ่งกว่า 40 องศาเซลเซียสจะก่อให้การผสมเกสรติดยากการสร้างฝักเป็นไปได้ช้า
   ฤดูปลูก

  • ต้นฤดูฝน เริ่มปลูกตั้งแต่ก.พ.-ม.ย. และก็เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ปลายเดือน เมษายน-มิถุนายน ส่วนใหญ่จะปลูกลงในพื้นที่นาก่อนการปลูกข้าว มีพื้นที่ปลูกโดยประมาณปริมาณร้อยละ 70 ของพื้นที่ปลูกงาทั้งประเทศ แหล่งปลูกงาต้นฤดูฝนเช่น จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดสุโขทัย ลำพูน น่าน รวมทั้งสุราษฏร์ธานี
  • ปลายฤดูฝน เริ่มปลูกตั้งแต่กรกฎาคม-ส.ค. รวมทั้งเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่สิ้นเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม โดยมากจะปลูกไว้ในสภาพพื้นที่ไร่หรือที่ดอน ปลูกหลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ มีพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกงาทั้งประเทศ แหล่งปลูกงาปลายฤดูฝนที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัด กาญจนบุรี พิษณุโลก สุพรรณ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วก็เลย
ส่วนการปลูกงาขาวนั้นสามารถทำเป็นดังต่อไปนี้

  • การเตรียมดิน การเตรียมดินเป็นต้นเหตุที่สำคัญสำหรับการปลูกงาเพราะเหตุว่าเม็ดงามีขนาดเล็ก จะต้องมีการเตรียมดินให้ร่วนซุย จะช่วยทำให้งาแตกหน่อได้ดิบได้ดีรวมทั้งมีความสม่ำเสมอ การไถลูกพรวนจะมากหรือน้อยครั้งขึ้นอยู่กับส่วนประกอบรวมทั้งจำพวกของเนื้อดิน ถ้าเป็นดินร่วนซุยทรายจะไถ 1-2 ครั้ง ส่วนดินเหนียวต้องไถมากมายครั้งกว่าดินร่วนซุยโดยไถ 2-3 ครั้ง เพื่อย่อยดินให้ละเอียดจะให้ผลผลิตสูงขึ้นมากยิ่งกว่าไถเพียงแค่ครั้งเดียว
  • วิธีปลูก การปลูกงาขาวมีอยู่ 2 วิธีเป็น
  • การปลูกแบบหว่าน เกษตรกรส่วนมากนิยมนำมาปลูกงาด้วยวิธีการแบบนี้ โดยหลังจากจัดเตรียมดินก็ดีแล้ว จะใช้เมล็ดงาหว่านให้กระจายบ่อย อัตราเมล็ดพันธุ์ 1-2 โล/ไร่
  • การปลูกแบบโรยเป็นแนว สำหรับในการทำร่องสำหรับโรยเม็ด ส่วนใหญ่ใช้คราดกาแถว ระยะระหว่างแถว 50 เซนติเมตร อัตราเมล็ดพันธุ์ 2-3 กิโลกรัม/ไร่ การปลูกเป็นแถวจะให้ผลผลิตสูงขึ้นมากยิ่งกว่าการปลูกแบบหว่าน
  • การใส่ปุ๋ย ดินทรายหรือดินร่วนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 20-30 กิโล/ไร่ ดินร่วมคละเคล้าดินเหนียว ใช้ปุ๋ยสูตร 20-20-0 ในอัตรา 20-25 กิโล/ไร่
  • การดูแลรักษา การปลูกงาขาวไม่ต้องการที่จะอยากดูแลมากนัก หลังการโปรยเมล็ดแล้วเกษตรกรจะปลดปล่อยให้งาเติบโตตามธรรมชาติ แต่ว่ามั่นตรวจดูแปลงเป็นระยะ ถ้าเจอโรคหรือแมลงระบาดให้ฉีดพ่นด้วยสารกำจัดศัตรูพืช ส่วนการปลูกลงในฤดูแล้งหรือพื้นที่ค่อนข้างแล้งอาจมีการให้น้ำเป็นระยะ
  • การเก็บเกี่ยวผลผลิต งาขาวมีอายุเก็บเกี่ยวโดยประมาณ 70-120 วัน ข้างหลังปลูก ขึ้นกับสายพันธุ์ รวมทั้งเริ่มเก็บฝักได้ในระยะฝักแก่สีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ใบมีสีเหลือง และก็หล่นใกล้หมด และก็เก็บในระยะที่เปลือกฝักยังไม่ปริแตก การเก็บเกี่ยวงาขาวจะใช้แนวทางถอนอีกทั้งต้น ก่อนเด็ดฝักแยกออกจากลำต้น แล้วตีให้ฝักแตกคอเมล็ดงาออก ซึ่งอาจใช้ไม้ตีหรือใช้เครื่องตีแยกฝัก


องค์ประกอบทางเคมี เมล็ดงาขาวประกอบด้วยน้ำมัน 44-58% โปรตีน 18-25% ที่มีกรดอะมิโนที่มีคุณค่าทางโภชนาการเช่นเดียวกับถั่วเหลืองคาร์โบไฮเดรตโดยประมาณ 13.5% และขี้เถ้า 5% (Borchani et al.,2010) น้ำมันงาประมาณ 50% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงลำพัง 35% รวมทั้งอีก 44% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ตอนที่ 45% ของกากงามีโปรตีน 20% (Ghandi, 2009) ส่วนองค์ประกอบทางเคมีที่มีในเม็ดงาขาวนั้นก็มีเหมือนกับงาดำ ดังเช่นว่า กรดไขมันอาทิเช่น oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid, สารกลุ่ม lignan, ชื่อ sesamol, d-sesamin, sesamolin, สารอื่นๆดังเช่น sitosterol  ส่วนค่าทางโภชนาการของงาขาวมีดังนี้

คุณประโยชน์ทางโภชนาการงาขาว (งาขาวดิบ 100 กรัม)
                งาขาวดิบ             
น้ำ                           3.9          กรัม
พลังงาน                 658         กิโลแคลอรี่
โปรตีน                    20.9        กรัม
ไขมัน                       57.1        กรัม
คาร์โบไฮเดรต                        15.0        กรัม
ใยอาหาร                                4.6          กรัม
เถ้า                           3.1          กรัม
แคลเซียม                               86           มิลลิกรัม
เหล็ก                       7.4          มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส                              650         มก.
เบต้า แคโรทีน                        0              มก.
ไทอะมีน                 1.08        มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน                           0.11        มิลลิกรัม
ไนอะซีน                  3.3          มก.
 
คุณประโยชน์/สรรพคุณ
งาขาวใช้เป็นส่วนประกอบของขนมหวาน อาทิเช่น กระยาสาดข้าวเหนียวแดง หรือใช้ตกแต่งขนมปังหรือของหวานต่างๆรวมไปถึงใช้สกัดน้ำมันงาสำหรับใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆอาทิเช่น ใช้สำหรับเตรียมอาหาร โดยยิ่งไปกว่านั้นของกินประเภททอดต่างๆ ใช้เป็นองค์ประกอบของอาหารเสริม  ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องแต่งตัว อย่างเช่น โลชั่นที่เอาไว้สำหรับดูแลผิว น้ำหอม สบู่ เป็นต้น ใช้ในอุตสาหกรรมยา และของกิน เช่น ใช้เป็นส่วนผสมสำหรับการผลิตช็อกโกแลต การสร้างเนยเทียม ฯลฯ  ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์  ใช้ทารักษาแผล  ใช้ชโลมผม ช่วยให้ผมมันวาววับ ใช้ทารักษาโรผิวหนัง ผื่นผื่นคัน มีการทำการศึกษาเรียนรู้ในงาขาวพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับถั่วเหลืองรวมทั้งใช่แล้วพบว่า มีไขมันสูงกว่าถั่วเหลืองประมาณ 3 เท่า และก็สูงกว่าไข่ ประมาณ 4-6 เท่า มีโปรตีนสูงกว่าไข่ประมาณ 5% แม้กระนั้นต่ำลงมากยิ่งกว่าถั่วเหลืองโดยประมาณ 2 เท่า นอกจากนั้นโปรตีนในงาขาวยังไม่เหมือนกับพืชเครือญาติถั่วแล้วก็พืชให้น้ำมันอื่นๆเพราะว่ามีกรดอะมิโนที่จำเป็นซึ่งพืชดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วขาด ดังเช่นว่า เมธไธโอนินและซีสติเตียนน แต่งาขาวมีไลซีนต่ำ ฉะนั้นอาจใช้งาเป็นอาหารเสริมพวกของกินถั่วต่างๆเมื่อใช้เป็นอาหาร หรือใช้เสริมโปรตีนที่มาจากสัตว์ซึ่งมีราคาแพง นอกเหนือจากนี้ยังคงใช้เสริมของกินพวกธัญพืช กล้วย แล้วก็อาหารแป้งอื่นๆได้อย่างดีเยี่ยม
ยิ่งกว่านั้นเม็ดงาขาวยังประกอบไปด้วย เกลือแร่ 4.1 – 6.5 % ที่สำคัญเป็น เหล็ก ไอโอดีน สังกะสี เซเลเนียม แคลเซียม และธาตุฟอสฟอรัส โดยจะมีแคลเซียมมากกว่าพืชทั่วไปโดยประมาณ 20 เท่า ส่วนสรรพคุณทางยาของงาขาวนั้น หนังสือเรียนยาไทยระบุว่า งาขาวมีรสฝาด หวาน ขม ทำให้น้ำดี กำเริบเสิบสาน น้ำมันใช้หุงเป็นน้ำมันใส่รอยแผลเจริญ การหุงน้ำมันจำเป็นต้องใช้งาสดตำคั้นเอาน้ำ โดยใช้น้ำคั้นใบและก็เถาตำลึง บอระเพ็ด ขมิ้นอ้อย  ไพล เอาน้ำมาอย่างละ 1 ถ้วย แล้วใส่น้ำมันงาลงไป 1 ถ้วย ตั้งไฟเคี่ยวไปจนถึงเหลือ 1 ถ้วย เอาน้ำมันที่ได้ปรุงด้วยสีเสียดเทศแล้วก็ไทยสิ่งละบางส่วน หลอมตะกั่วนมให้ละลายเทลงในน้ำมัน แล้วเอาขึ้นหลอมอีกจนได้ 3 ครั้ง ทิ้งตะกั่วไว้ในนั้น ใช้น้ำมันใส่แผลจะช่วยสมานแผลเจริญมากมาย
 ส่วนสรรพคุณทางยาของงาขาวนั้น แบบเรียนยาไทยกล่าวว่า สารเซซามินในเม็ดงาขาวสามารถลดระดับ LDL-cholesterol ในกระแสโลหิตของคน (ซึ่ง LDL-cholesterol เป็นสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดโรค Athersclerosis (ไขมันอุดตันในเส้นโลหิต)  บรรเทาลักษณะโรคคิดสีดวงทวาร (Hemmorhoids) ได้ โดยกรดไขมันในน้ำมันงา ตัวอย่างเช่น Linoleic acid , oleic acid , palmatic acid , stearic acid , สามารถบรรเทาอาการโรคริดสีดวงทวารได้
ทั้งนี้มีการทำการศึกษาเรียนรู้น้ำมันงาพบว่าน้ำมันงาเป็นแหล่งของสารอาหาร เช่น กรดไขมันโอเมก้า 6 ฟลาโวนอยด์ ฟลีนอลิค สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินแล้วก็เส้นใย ซึ่งมีความหมายสำหรับเพื่อการต้านทานโรคมะเร็ง และก็เกื้อหนุนสุขภาพ
แบบอย่าง/ขนาดวิธีการใช้ เหมือนกันกับงาดำ คือสำหรับการนำงาขาวมาใช้ประโยชน์โดยมากจะใช้ประโยชน์ประโยชน์ด้านของกินรวมทั้งสินค้าเสริมความสวยงามมากยิ่งกว่าด้านการดูแลและรักษาโรคแต่ว่าก็มีการเอาไปใช้ตามตำรายาไทยอยู่บ้าง ได้แก่

  • แก้ฉี่หรืออุจจาระขัด นำเมล็ดงา 20 – 30 กรัม หรือ 1 – 2 ช้อน ต้มแล้วนำน้ำมาดื่มในขณะท้องว่าง
  • ความดันเลือดสูง เมล็ดงาขาว น้ำส้ม  ซีอิ้ว และก็น้ำผึ้งอย่างละ 30 กรัม ผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง คนให้เข้ากันดี ต้มด้วยไฟอ่อนๆจนกระทั่งสุก รับประทานวันละ 3 ครั้งเป็นประจำ
  • บรรเทาอาการไอแห้ง ไม่มีเสลด ให้นำเมล็ดงา 3 – 5 ช้อน ตำบดอย่างละเอียด ก่อนผสมกับน้ำตาล 2 ช้อน กิน หรือ นำผงเมล็ดงาชงน้ำร้อน และเดิมน้ำตาลดื่ม
  • บำรุงสมอง ตำราอายุรเวทให้ใช้งาผง 1 ส่วน ผงมะขามป้อม 1 ส่วน และน้ำผึ้ง 1 – 2 ช้อนชา เคล้าให้ถูกกัน ปั้นเป็นลูกกลอนกิน
  • ยาอายุวัฒนะ (ญี่ปุ่น) ใช้ไข่ไก่ 1 ฟอง ชงด้วยน้ำร้อน เติมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ แล้วก็น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ขับพยาธิหมุด เมล็ดงาขาว 50 กรัม เพิ่มเติมน้ำต้นจนได้น้ำข้นๆกรองเอาส่วนน้ำมาปรุงด้วยน้ำตาลทรายแดง ดื่มขณะท้องว่างครั้งเดียวให้หมด
  • เจ็บคอ คัดจมูก แพ้อากาศ ปวดประจำเดือน นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ รับประทานงับด 1 ข้อนชาก่อนนอน
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาของงาขาวนั้นโดยมากเป็นการศึกษาควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการศึกษารวมกันทั้งงาขาว งาดำ) ด้วยเหตุนั้นผลการศึกษาเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาของงาขาวจึงอย่างกับงาดำ (ดูการเรียนรู้ทางเภสัชของงาดำ) แต่ผู้เขียนสามารถรวบรวมข้อมูลการศึกษาทางเภสัชวิทยาของงามาเพิ่มอีกได้อีก 2 ฉบับหมายถึง
                การเรียนฤทธิ์ลดความเป็นพิษจากนิโคตินของสารลิกแนนจากงาในหนูแรทผิวเผือกเพศผู้ที่ได้รับพิษจากนิโคติน โดยการฉีดนิโคตินทีละ 3.5 มก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว เข้าใต้ผิวหนัง ติดต่อกัน 15 วัน ร่วมกับการป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของสารลิกแนนจากงา ขนาด 0.1 หรือ 0.2 กรัมต่ออาหาร 100 ก. ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ Low Density Lipoprotein cholesterol และ Very Low Density Lipoprotein cholesterol ช่วยเพิ่มปริมาณ High Density Lipoprotein cholesterol และก็เอนไซม์ต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งลดความเข้มข้นของผลผลิตจากการเกิดการเพอคอยกสิเดชั่นของไขมันที่มากขึ้นเนื่องจากพิษของนิโคติน ยิ่งไปกว่านี้ยังพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยเพิ่มปริมาณ DNA และคุ้มครองปกป้องไม่ให้ DNA ในเนื้อเยื่อตับถูกทำลายด้วยนิโคตินได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เห็นว่าสารลิกแนนจากงาสามารถบรรเทาความเป็นพิษของนิโคตินต่อการเกิดออกซิเดชั่นแล้วก็ความเป็นพิษต่อสารพัดธุกรรมในร่างกายได้ และการศึกษาเล่าเรียนทางคลินิกเรื่องฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดระดับความดันเลือดสูง ผู้ป่วยชายแล้วก็หญิงที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงระดับน้อยถึงปานกลาง คือมีค่าความดันโลหิตตัวบน ≥ 140 มม.ปรอท รวมทั้งค่าความดันโลหิตตัวล่าง ≥ 90 มม.ปรอท อายุ 35 – 60 ปี ปริมาณ 50 คน ได้รับยาเพื่อการดูแลรักษาเป็นยาขับฉี่ hydrochlorothiazide หรือ β-blocker atenolol มานาน 1 ปีก่อนร่วมการศึกษา รวมทั้งยังคงได้รับยานี้ตามเดิมตลอดการเรียนรู้นี้ ผู้เจ็บป่วยจะได้รับน้ำมันงาเพื่อใช้สำหรับในการทำอาหารในครอบครัว 4 – 5 กก. ต่อสมาชิกในครอบครัว 4 คน ต่อเดือน (ราวๆ 35 ก./วัน/คน) และก็จำต้องใช้เฉพาะน้ำมันงาเพียงแต่ประเภทเดียวตลอด 45 วัน แล้วหลังจากนั้นหยุดเปลืองน้ำมันงา ให้แปลงมาใช้น้ำมันที่เคยใช้อยู่เดิมอีก 45 วัน ทำการตรวจร่างกาย ความดันเลือด น้ำหนักตัว, Body mass index (BMI), ระดับไขมัน อิเลคโตรไลท์ และก็โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในเลือด ก่อนจะมีการศึกษา หลังจากเปลืองน้ำมันงา 45 วัน รวมทั้งภายหลังจากหยุดเปลืองน้ำมันงา 45 วัน พบว่า การใช้น้ำมันงาแทนที่น้ำมันชนิดอื่นสำหรับเพื่อการทำครัวในคนไข้ความดันโลหิตสูง ทำให้ค่าความดันเลือดตัวบนแล้วก็ตัวด้านล่างกลับลงสู่ระดับธรรมดา น้ำหนักร่างกาย รวมทั้ง BMI ต่ำลง แต่ว่าภายหลังหยุดใช้น้ำมันงานค่าดังที่กล่าวถึงแล้วกลับสูงขึ้น ระดับคอเลสเตอรอล, high density lipoprotein cholesterol แล้วก็ low density lipoprotein cholesterol ในเลือดไม่มีความแตกต่างกันเมื่อวัดผล 3 ช่วงเวลาที่ศึกษา นอกจากระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดต่ำลงเมื่อใช้น้ำมันงา และก็กลับสูงมากขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา ระดับโซเดียมในเลือดลดลงเมื่อใช้น้ำมันงาและกลับสูงขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา   ระดับโปแตสเซียมในเลือดสูงมากขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงาและก็ต่ำลงสู่ค่าปกติเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา การเกิด lipid peroxidation ลดลงเมื่อใช้น้ำมันงาแล้วก็ค่ายังคงที่ภายหลังที่หยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับเอนไซม์ catalase รวมทั้ง superoxide dismutase ในเลือดสูงขึ้น และก็ glutathione peroxidase ในเลือดลดลง เมื่อใช้น้ำมันงาแล้วก็ค่ายังคงเดิมหลังจากหยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับวิตามินซี วิตามินอี เบต้า-ค้างโรทีน และ reduced glutathione สูงมากขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงารวมทั้งลดน้อยลงหลังจากหยุดใช้น้ำมันงา จากการศึกษาแสดงว่าน้ำมันงาสามารถช่วยลดความดันเลือด ลดการเกิด lipid peroxidation และเพิ่มฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ ในคนป่วยความดันเลือดสูงร่วมกับยาขับฉี่ได้
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา การเรียนทางพิษวิทยาของงาขาวเป็นการเรียนควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการศึกษาเล่าเรียนรวมกันทั้งงาขาว งาดำ) ด้วยเหตุนั้นผลการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของงาขาวจึงราวกับงาดำ (ดูการเรียนรู้ทางพิษวิทยาของ งาดำ)
 
อเสนอแนะ/ข้อควรพิจารณา

  • สำหรับเพื่อการกินงาขาวในบางรายอาจมีอาการแพ้ได้ เนื่องจากมีสาร Sesamol ซึ่งจะก่อให้กำเนิดอาการต่างๆดังเช่น ผื่นคัน คันจมูก หายใจไม่สะดวก เปลือกตารวมทั้งริมฝีปากบวมแดง
  • การกินงาขาวอาจจะเป็นผลให้ระดับความดันโลหิตลดต่ำเหลือเกินได้ในผุ้ทีมีความดันโลหิตต่ำ
  • ถ้ารับประทานงาขาวมากกระทั่งเกินความจำเป็นอาจส่งผลให้มีการระบายท้องมากเกินไปจนนำมาซึ่งอาการท้องเดินได้
  • ตำราเรียนจีน ห้ามใช้งานในผู้ที่ท้องเสียเรื้อรัง เสื่อมสมรรถนะทางเพศ มีตกขาว หรือ ถ้าเกิดจะใช้ควรที่จะใช้ในขนาดน้อย การใช้เกิน 4 ช้อนโต๊ะต่อวัน อาจส่งผลให้ท้องร่วงได้
  • ตำราเรียนอายุรเวท บอกว่า งา เป็นยาขับรอบเดือน การใช้ในสตรีมีท้องระยะต้น (1-3 เดือน) ในขนาดที่มากเกินความจำเป็น อาจจะส่งผลให้แท้งได้
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์  พิเชียรสุนทร , แม้นมาส  ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์ 2542. คำอธิบาย ตำราพระโอสถ พรนารายณ์ สำนักพิมพ์ อมรินทร์ กุมภาพันธ์ 2548
  • มนตรา ศรีษะแย้ม , นาถธิดา วีระปรียากูร , พนมพร ศรีบัวรินทร์.ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นในหลอดทดลองของเมล็ด งา ขาว ดำ และ แดง .วารสารสารเภสัชศาสตร์อีสาน.ปีที่ 10 .ฉบับที่ 2.พฤษภาคม – สิงหาคม 2557.หน้า 136-146
  • ปราณี รัตนสุวรรณ . งา ...ธัญพืชเมล็ดจิ๋วดินทรงคุณค่า.ภาควิชาเภสัชงาขาวและเภสัชพฤกษศาสตร์.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • กรมวิชาการเกษตร.2549.รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาด้านพืชและเทคโนโลยีการเกษตร รอบ 12 เดือน.วันที่ 20 – 24 พฤศจิกายน 2549.
  • งาขาว สรรพคุณ และการปลูกงาขาว.พืชเกษตรดอทคอม.เว็บเพื่อเกษตรกรไทยนันทวัน บุณยะประภัศร (บรรณาธิการ) 2539.สมุนไพรพื้นบ้าน(1) คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/
  • ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย.2544
  • Bowden, Jonny. The 150 Healthiest foods on earth: The surprising, unbiased truth about what you should eat and why (PAP/COM). Fair Winds Pr,2007:309-310
  • สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ปีที่ 2 ฉบับที่ 23 ประจำเดือน กันยายน 2545 บริษัท สำนักพิมพ์ยูทิไลซ์ จำกัด
  • สารลิกแนน จากงาช่วยลดพิษของนิโคติน.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • งา,ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดความดันโลหิตสูง.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.


10
ถั่งเช่า ขายถั่งเช่า ประโยชน์ถั่งเช่า

11

เห็ดหลินจือ
รู้เรื่องโรคมะเร็งโรคมะเร็งเป็นอย่างไรมีเหตุปัจจัย กลไกลการเกิดลักษณะของอาการโรคมะเร็ง มะเร็งที่เจอย่อยไม่ว่าจะเป็น ปากมดลูกมะเร็งตับ ปอด แล้วจะคุ้มครองได้ไหม รักษายังไง
สมุนไพร-เห็ดหลินจือ[/b] โรคมะเร็ง ( Cancer1 ) เจอได้ในทุกเพศทุกวัยตั้งแต่ทีแรกเกิดไปจนกระทั่งคนแก่ ส่วนมากจะเจอในอายุตั้งแต่ 50 ขึ้นไปส่วนในเด็กพบน้อยกว่าคนแก่โดยประมาณ 10 เท่า ปัจจุบันนี้ว่าผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยจะเริ่มหันมาใสใจในสุขภาพด้านร่างกายเห็ดหลินจือของตนกันมากยิ่งขึ้น แม้กระนั้นบรรดาเชื้อโรคต่างๆก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้งเช่นเดียวกัน โดยยิ่งไปกว่านั้นโรคมะเร็งที่เรียกว่าเป็นโรคยอดฮิตที่ผู้คนเป็นกันจำนวนไม่ใช่น้อยมากกว่าโรคติดต่อ
โรคมะเร็งเป็น โรคของเซลล์ ที่มีการเติบโตอย่างผิดปกติกลายเป็นก้อนโรคมะเร็งซึ่งสามารถบุกรุง ทำลายเนื้อเยื่อใกล้เคียงรวมทั้งกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆได้โรคซึ่ง (เห็ดหลินจือ)โรคซึ่งเกิดมีเซลล์กำเนิดมีเซลล์ไม่ดีเหมือนปกติในร่างกาย และเซลล์พวกนี้มีการเจริญเติบโตเร็วเกินธรรมดา ร่างกายควบคุมมิได้ เพราะฉะนั้นเซลล์พวกนี้ก็เลยเจริญก้าวหน้าขยายและก็แพร่ไปได้ทั่วร้างกายทำให้เซลล์ปกติของสมอง ไต กระดูก และก็ไขกระดูก
ต้นเหตุแล้วก็ปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็ง
เห็ดหลินจือ-สำหรับสาเหตุที่ทำให้ผู้คนต่างมีอาการป่วยเป็นโรคมะเร็งกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเกิดขึ้นจากทั้งปัจจัยภายใน คือ
1.ปัจจัยภายนอก
-คนที่ติดเชื้อโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบบี  มักเกิดในคนที่ไม่นิยมที่ไม่นิยมรับประทานร้อนช้อนกลาง โดยบางทีอาจติดจากทางทะเลลายสำหรับการกินอาหารด้วยกัน
-การตำหนิดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ในกรณีที่ถูกใจรับประทานอาหารแบบดิบๆหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
-ผู้ที่ชอบดื่มเครื่องดือแอลกอฮอล์เป็นชีวิตจิตใจ และก็ผู้ที่ดูดบุรีเป็นประจำ
-คนที่เคยผ่านการฉายรักสีเอกซเรย์
สารอะฟลาทอกซินที่แปดเปื้อนอยู่ในของกินและก็เครื่องดื่มที่พวกเรากินกันแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพวกพริกแห้ง ถั่ว
-สารก่อมะเร็งในอาหารประเภทปิ้ง ย่าง ทอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ปิ้งหรือปิ้งจนกระทั่งไหม้เกรียม หรือพื้นที่ทอดโดยใช้น้ำมันซ้ำๆวันแล้ววันเล่า
-สารไฮโดรคาร์บอน เป็นสารเคมีที่นำมาใช้สำหรับเพื่อการรักษาอาหารอย่างไนโตซามิน ซึ่งเป็นสีย้อมผ้าที่เอามาผสมอาร
2.ปัจจัยภายใน
-เห็ดหลินจือเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากความนึกคิดแตกต่างจากปกติในร่างกาย เช่น เด็กพิการโดยกำเนิด ซึ้งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม
-ร่างกายมีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือขาดสารอาหารบางสิ่งบางอย่าง อย่างเช่น พวกวิตามินเอ หรือ ซี
ซึ่งจะมองเห็นได้ว่าโรคมะเร็งโดยมากนั้นมีต้นเหตุจากปัจจัยภายใน นั้นมีความหมายว่าพวกเราสามารถปกป้องการก่อมะเร็งได้เยอะพอสมควร ทั้งนี้ ก็ขึ้นกับการกระทำและก็ระเบียบวินัยการเลือกปฎิบัติของเราเป็นหลัก แล้วก็ความรู้ในเรื่องของสารก่อมะเร็งด้วย
เห็ดหลินจือ-ไม่มีอาการเฉพาะโรคมะเร็ง แต่เป็นอาการเหมือนกันกับการอักเสบเยื่อ/อวัยวะที่เป็นมะเร็ง โดยที่ต่างกันคือมักเป็นอาการที่แย่ลงเรื่อยๆรวมทั้งเรื้อรัก โดยเหตุนั้นเมื่อมีอาการต่างๆนานเกิน 1 – 2 สัปดาห์ จำเป็นต้องรีบพบหมอ ยังไง ก็ตาม อาการที่น่าสงสัยว่าเนมะเร็ง ได้
-มีก้อนเนื้อโตเร็ว หรือ มีแผลเรื้อรังไม่หายภายใน 1-2 สัปดาห์ ภายหลังการดูแลตัวเองในเบื้องต้น
-มีต่อมน้ำเหลืองโต คลำเ มักจะแข็งไม่เจ็บ และโตขึ้นเรื่อย
-ไฝ ปาน หูด ที่โตเร็วกว่าปกติ หรือเป็นแผลแตก
-หายใจ กรือ มีกลิ่นปากร้ายแรงจากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
-เลือดกำเดาออกเรื้อรัง มักออกเพียงแค่ด้านเดียว (บางทีอาจออกทั้งสองข้างได้)
-ไอเรื้อรัง เรือ ไอเป็นเลือด
-มีเสลด น้ำลาย หรือเสลดผสมเลือดบ่อยครั้ง
-อ้วกเป็นเลือด
-ปัสสาวะเป็นเลือด
-ปัสสาวะบ่อยครั้ง ขัดลำ ปัสสาวะเล็ด โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-อุจจาระเป็นเลือด  มูก หรือเป็นมูกเลือด
-ท้องผูก สลับท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
สมุนไพร เห็ดหลินจือ-มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ หรือ มีระดูเปลี่ยนไปจากปกติ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดในวัยหมดประจำเลือดหรือข้างหลังมีเพศสัมพันธ์ทั้งๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
-อาการท้องอืด ท้องอืด แน่ อึดอัดท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-มีไข้ต่ำๆหามูลเหตุไม่ได้
-เป็นไข้สูงบ่อยมาก หาต้นสายปลายเหตุไม่ได้
-มีไข้สูงบ่อย หาปัจจัยมิได้
-ผอมลงมากใน 6 เดือน น้ำหนักลดจากเดิมเป็น 10%
-มีจ้ำห้อเลือดง่าย หรือ มีจุดแดงเหมือนไข้เลือดออกตามผิวหนังบ่อยครั้ง
-ปวดศีรษะรุนแรงเรื้อรัง หรือ แขน/ขาอ่อนแรง หรือ ชัก โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-ปวดหลังเรื้อรัง รวมทั้งปวดมากยิ่งขึ้นอาร่วมกับ แขน/โคนขาแรง

สัญญาณอันตราย 7 ประการ ที่ควรจะรีบมาพบแพทย์
เห็ดหลินจือ-มีเลือดหรือสิ่งผิดปกติออกมาจากร่างกาย ดังเช่น มีตกขาวมากเกินไป
-มีก้อนเลือดหรือตุ่ม เกิดขึ้นที่ไหนอันดับที่หนึ่งของร่างกายและก็ก้อนนั้นโตเร็วไม่ปกติ
-มีแผลเรื้อรัง
-มีการอึ เยี่ยว ไม่ปกติหรือแปรไปจากเดิม
-เสียงแหบ ไอเรื้อรัง
-กลืนอาหารลำบาก ไม่อยากกินอาหาร น้ำหนักลด
สมุนไพร-มีการเปลี่ยนของหูด ไฝ ปาน ดังเช่น โตแตกต่างจากปกติ ควรจะรีบมาเจอแพทย์
รายนามโรคมะเร็งที่มักพบ
1.มะเร็งตับ
2.มะเร็งปอด
3.มะเล็งเม็ดเลือดขาว
4.มะเร็งสมอง
5.โรคมะเร็งปากมดลูก
6.โรคมะเร็งไส้
7.โรคมะเร็งกล่องเสียง
8.โรคมะเร็งผิวหนัง
9.โรคมะเร็งรังไข่
10.โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
11.มะเร็งต่อมลูกหมาก
12.โรคมะเร็งเต้านม
13.มะเร็งกระเพาะอาหาร
14.โรคมะเร็งกระดูก
15.โรคมะเร็งหลอดของกิน
16.มะเล็งลิ้น
17.โรคมะเร็งโพรงปากรวมทั้งลำคอ
18.โรคมะเร็งท่อน้ำดีรวมทั้งถุงน้ำดี
19.มะเร็งหลอดลม
20.โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
21.มะเร็งตับอ่อน
22.มะเร็งไต
23.โรคมะเร็งไทรอย์
24.โรคมะเร็งโรงจมูก
สมุนไพร-เห็ดหลินจือ[/b] จะเห็นได้ว่าโรคมะเร็งนั้นเป็นโรคอันตรายซึ่งสามารถคุ้มครองป้องกันให้ไกลห่างจากโรคมะเร็งได้ ดังนี้ข้นอยู่กับการกระทำระเบียบวินัยของทุกคนเป็นหลักว่าจะสามารถไตร่ตรองในเรื่ออาหารกินได้มากมายน้อยแค่ไหน เพราะว่าสาเหตุของโรคมะเร็งส่วนมากนั้นมีต้นเหตุที่เกิดจากการทานอาหาร พวกเราควรต้องเลือกรับประทานอาหารซึ่งมีก็เพียงแต่คุณค่ารวมทั้งคุณประโยชน์ทางโภชนาการและก็ความสะอาดโดยไม่มีการแปดเปื้อนของสารเคมีต่างๆเพื่อห่างไหลมายากลจากโรคร้ายอย่างมะเร็ง

Tags : เพาะเห็ดหลิน

12
เห็ดหลินจือ ประโยชน์หลินจือ ขายหลินจือ

13
ขายสินค้า ทั่วไป / Re: สรรพคุณที่เราน่ากิน
« เมื่อ: มิถุนายน 21, 2018, 10:00:32 PM »
ขายเห็ดหลินจือ ประโยชน์เห็ดหลินจือ เห็ดหลินจือ

14
เห็ดหลินจือ ประโยชน์เห็ดหลินจือ ขายเห็ดหลินจือ

15
ถั่งเช่า ประโยชน์ ขายถั่งเช่า

หน้า: [1] 2 3 4
Sorry, the copyright must be in the template.
Please notify this forum's administrator that this site is missing the copyright message for SMF so they can rectify the situation. Display of copyright is a legal requirement. For more information on this please visit the Simple Machines website.