แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Messages - Tawatchai1212

หน้า: [1] 2 3 ... 7
1

ฟ้าทะลายโจร
ชื่อสมุนไพร ฟ้าทะลายโจร
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น  น้ำลายพังพอน , ขุนโจรห้าร้อย (ภาคกึ่งกลาง,กรุงเทพ), สามสิบดี (ร้อยเอ็ด) , ใกล้จะสว่าง (จ.สกลนคร) , เขยตายายปกคลุม (ราชบุรี) , หญ้ากันงู (จังหวัดสงขลา) , ฟ้าสะท้าน (จังหวัดพัทลุง) , ก้อนเมฆทะลาย (ยะลา) ,ชวนสิน , เจ๊กเกี้ยงฮี้ , โขว่เซ่า , ซีปังฮี (จีน)
ชื่อสามัญ  Kariyat, Creat, Herba  Andrographis, Indian Echinace
ชื่อวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm. f .) Nees
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees
สกุล   Acanthaceae
บ้านเกิดเมืองนอน ฟ้าทะลายขโมย เป็นไม้ล้มลุกในเครือญาติเดียวกับโหระพาหรือกระเพรา มีถิ่นเกิด และเจอแพร่ตามประเทศต่างๆในทวีปเอเซีย ซึ่งจัดเป็นสมุนไพรเขตแดนในประเทศแถบทวีปเอเชียรวมถึงเอเซียอาคเนย์ อย่างเช่น อินเดีย จีน ศรีลังกา ไทย รวมทั้งยังใช้กันอย่างล้นหลามในหลายประเทศทั่วทวีปเอเชีย โดยนิยมนำส่วนของใบและก็ลำต้นใต้ดินมาทำเป็นยารักษาโรค โดยเป็นไม้ล้มลุกที่มีรสขมจัด จนขึ้นชื่อว่าเป็นแรงวที่ความขม “King of the Bitterness”  ในตอนนี้สามารถพบฟ้าทะลายมิจฉาชีพได้ทั่วไปในประเทศไทย ลาว เขมร มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน อินเดีย ศรีลังกา และหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถเจอได้ทุกภาคของประเทศ และก็ยังเป็นสมุนไพรที่กำลังได้รับความนิยมสำหรับเพื่อการประยุกต์ใช้คุณประโยชน์สำหรับเพื่อการรักษาโรคอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป ฟ้าทะลายโจร เป็นไม้พุ่มเตี้ยสูง 40-80 ซ.ม. ลำต้นลักษณะสี่เหลี่ยม แตกกิ่งก้านสาขามาก ทั้งยังต้นมีรสขมมาก ใบออกตรงข้ามกัน ตัวใบยาวรีปลายใบเรียวแหลม ยาว 2-8 เซลเซียสม. กว้าง 1-3 ซ.ม. ขอบของใบมีรอยหยักน้อยเกือบเรียบ ก้านใบสั้นจนแทบจะเรียกว่า ไม่มีก้านใบ ดอกออกจากซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมีสีเขียว ยาวประมาณ 3 มัธยมมัธยม ส่วนโคนชิดกันปลายแยกเป็น 5 กลีบเรียวแหลมกลีบดอกไม้ติดกันเป็นหลอดสีขาว ปลายแยกเป็น 2 ซีกใหญ่ๆเหมือนปาก ส่วนบนขนาดใหญ่กว่าซีกข้างล่าง
ส่วนปลายยังแบ่งเป็นกลีบเล็กๆ3 กลีบ มีรอยกระสีม่วง ด้านด้านล่างมีขนาดเล็ก ส่วนปลายมีรอยแยกเป็น 2 กลีบสีขาว เกสรตัวผู้มี 2 อัน ชิดกับกลีบดอกไม้ ก้านเกสรเป็นเส้นสีขาวบางๆยื่นออกมา 2 เส้น มีขนนุ่มๆปกคลุมอยู่ ปลายมีอับเรณูสีม่วงดำ ก้านเกสรตัวเมียเป็นเส้นยาวๆบางๆสีแดงอมาแตะต้องที่อับเรณูของเกสรตัวผู้ รังไข่มี 1 อัน ผลเป็นฝักทรงกระบอกแบนมีร่องลึกตรงกลางด้านแบบทั้งสองด้าน ฝักยาวราวๆ 1.5 ซ.มัธยม กว้าง 0.5 ซ.ม. ฝักแก่แล้วแตกตามรอยข้าง ฝักแบ่งเป็น 2 ซีก โดยมีร่องลึกนั้นอยู่ที่ส่วนละร่อง เมล็ดสีส้มแดงแข็ง ดูค่อนข้างจะโปร่งแสง ฝักหนึ่งมีเม็ดหลายเม็ด
การขยายพันธุ์
ฟ้าทะลายมิจฉาชีพเป็นพืชล้มลุกนานนับเป็นเวลาหลายปี สามารถพบเจอได้ตามพื้นที่ทั่วๆไป เป็นพืชที่เติบโตเจริญในทุกสภาพดิน ชอบดินร่วน ดินมีความชุ่มชื้น สามารถเติบโตในพื้นที่ที่มีวัชพืชขึ้นดกก้าวหน้า พบมากอีกทั้งในที่โล่งแจ้งหรือแดดรำไร
การขยายพันธุ์ฟ้าทะลายมิจฉาชีพนิยม ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด เม็ดที่ใช้ควรจะเป็นเม็ดแก่ที่มีลักษณะสีดำ โดยการโปรยในแปลงดินหรือพื้นที่ว่างทั่วไป รวมถึงการหยอดเม็ดในกระถาง เมล็ดจะแตกออกภายใน 1-2 อาทิตย์
ฟ้าทะลายโจรหลังเม็ดแตกออกแล้วไม่ต้องการที่จะอยากการดูแลมากมายเหมือนพืชทั่วไป เพราะไม่มีโรคหรือแมลงรอทำลายมากนัก เพียงแต่คอยกำจัดวัชพืชรอบลำต้นก็สามารถเติบโตเจริญ และไม่จะต้องใช้ปุ๋ยเคมีอะไร แต่ควรรอให้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และก็กระพรวนดินให้ร่วนซุยเป็นประจำ
ในการเก็บเกี่ยวควรจะเก็บเกี่ยวในตอนที่พืชออกดอกตั้งแต่แมื่อเริ่มออกดอกจนกระทั่งดอกบานปริมาณร้อยละ 50 เพื่อมีจำนวนสารสำคัญสูง ซึ่งพืชจะแก่ราว 110-150 วัน
องค์ประกอบทางเคมี
ส่วนเหนือดินฟ้าทะลายขโมย มีสารสำคัญชนิดไดเทอร์พีนแล็กโทน (diterpene lactones) หลายชนิด เป็นต้นว่า แอนโดเกลื่อนกลาดราโฟไลด์ (andrographolide) นีโอแอนโดร-กราโฟไลด์ (neoandrographolide) ดีออกซีแอนโดร-กราโฟไลด์ (deoxyandrographolide) ดีออกซีไดดีไฮโดรแอนโดเกลื่อนกลาดราโฟไลด์ (deoxy-didehydro andrographolide) ดังนี้วัตถุดิบฟ้าทะลายขโมยที่ดีจะต้องมีปริมาณแล็กโทนรวมคำนวณเป็นแอนโดรกราโฟไลด์ไม่ต่ำกว่าปริมาณร้อยละ 6 และไม่ควรที่จะเก็บวัตถุดิบไว้ใช้นานๆเพราะว่าปริมาณสารสำคัญจะลดราวร้อยละ 25 เมื่อเก็บไว้ 1 ปี รวมทั้งยังมีสารกลุ่มฟลาโวน ได้แก่ aroxylin, wagonin, andrographidine A , paniculide A ,paniculide B , paniculide C , andrographolide , neoandrographolide ,
deoxyandrographolide-19-B-D-glucopyranoside , deoxyandrographolide , caffeic acid (3, 4- dihydroxy-cinnamicacid) , chlorogenic acid , 3, 5-dicaffeoyl-d-quinic acid , Ninandrographolide
    Andrographoside                         Paniculide A               
คุณประโยชน์/สรรพคุณ สำหรับเพื่อการนำฟ้าทะลายขโมยมาใช้ประโยชน์นั้นส่วนใหญ่จะเน้นหนักในเรื่องคุณประโยชน์ทางยาสำหรับการเยียวยารักษาโรคมากกว่าจะเอามาทำประโยชน์อื่น ซึ่งสรรพคุณของฟ้าทะลายขโมยนั้นมีดังนี้
ตำราเรียนยาไทย ฟ้าทะลายขโมยเป็นยาเย็นมีรสขมใช้ดับร้อน , แก้พิษ , เพื่อรักษาไข้ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ดับพิษร้อน ระงับอักเสบในอาการไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ  ขับเสมหะ ลดบวม แก้บิด แก้กระเพาะอักเสบ ไส้อักเสบ รักษาโรคผิวหนัง ฝี การติดเชื้อ ที่ทำให้มีอาการปวดท้อง ท้องเสีย บิด ทำให้เจริญอาหาร ลดความดันเลือด คางทูม หูชั้นกลางหรือปากอักเสบอื่นๆอีกมากมาย
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้เจาะจงสรรพคุณของฟ้าทะลายขโมยไว้ดังต่อไปนี้  ช่วยรักษาโรคหวัด เพราะมีสารสำคัญทางวิชาพฤกษศาสตร์หลายแบบ อย่างเช่น ไดเทอร์ปีนแลคโตน (Diterpene Lactones) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) และก็สารประกอบอื่นๆซึ่งเชื่อว่าช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายให้ดำเนินงาน แล้วก็มีส่วนช่วยทุเลาอาการจากหวัดสำหรับผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการไม่ร้ายแรง และออกจะไม่เป็นอันตรายสำหรับการรับประทาน เพราะว่าจากการเรียนไม่พบผลกระทบ ซึ่งอาจเป็นอีกตัวเลือกเสริมของการดูแลและรักษาโรคไข้หวัดทั่วไป
โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ ฟ้าทะลายโจรมีคุณสมบัติช่วยยั้งการหลั่งสารที่นำไปสู่อาการอักเสบภายในร่างกาย ต้านอนุมูลอิสระ การแข็งตัวของเลือด และก็ยังพบกล่าวว่าสารสกัดจากฟ้าทะลายมิจฉาชีพช่วยคุ้มครองปกป้องโรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการทดลองในสัตว์ อีกทั้งยังถูกบรรจุเป็นยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติของกระทรวงสาธารณสุขในหมวดกลุ่มลักษณะของระบบทางเดินอาหาร จึงมักประยุกต์ใช้ประโยชน์สำหรับเพื่อการรักษาแล้วก็ทุเลาโรคลำไส้อักเสบ
จากข้อมูลในข้างต้นมั่นใจว่าฟ้าทะลายขโมย มีความน่าจะเป็นไปได้สำหรับในการทุเลาอาการโรคลำไส้ใหญ่อักเสบได้เช่นเดียวกับยาเมซาลาซีนที่ใช้เป็นรักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบในตอนนี้ แต่ว่าควรรอบคอบสำหรับในการใช้อย่างเหมาะควรรวมทั้งอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เป็นสำคัญ เพราะว่าการใช้ฟ้าทะลายขโมยยังเป็นการหมอโอกาสและเจอรายงานผลกระทบจากการศึกษาเล่าเรียนอยู่นิดหน่อย
ลดอาการไข้รวมทั้งอาการเจ็บคอที่มีต้นเหตุจากต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นการอักเสบของต่อมทอนซิลจากการติดเชื้อในช่องคอ ด้วยสรรพคุณช่วยยับยั้งอาการอักเสบและต้านทานเชื้อการติดเชื้อของฟ้าทะลายมิจฉาชีพ และก็จากการศึกษาเรียนรู้ทดลองก็เลยมั่นใจว่าฟ้าทะลายมิจฉาชีพ ช่วยรักษาหรือทุเลาอาการติดเชื้อในทางเดินหายใจช่วงต้นได้
โรคข้อรูมาตอยด์  เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดการอักเสบตามข้อและก็หลายอวัยวะในร่างกาย ซึ่งฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ โดยเฉพาะสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) จึงถูกประยุกต์ใช้เป็นการรักษาทางเลือกในโรคภูมิต้านทานตัวเองหรือแพ้ภูเขามิตนเอง รวมทั้งจากการศึกษาการใช้ยาที่มีสารสกัดจากฟ้าทะลายมิจฉาชีพในคนเจ็บโรคข้อรูมาตอยด์ที่มีลักษณะของโรคกำเริบเสิบสาน  ก็เลยคาดว่าฟ้าทะลายโจรก็บางทีอาจเอาไปใช้เป็นการรักษาเสริมในผู้ป่วยโรคข้อรูมาตอยด์ได้
โรคไข้หวัดใหญ่ คุณลักษณะของฟ้าทะลายขโมยเป็นช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ดำเนินการเจริญขึ้น ฟ้าทะลายขโมย จึงมีคุณภาพสำหรับเพื่อการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ได้ จากการศึกษานำร่อง 2 ชิ้น เกี่ยวกับประสิทธิภาพของการใช้สารสกัดที่มีส่วนประกอบของฟ้าทะลายโจรในคนไข้ไข้หวัดใหญ่ จำนวน 540 คน เปรียบเทียบกับยาอะแมนตาดีน (Amantadine) ที่เป็นยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ผลพบว่า คนไข้ที่ได้รับสารสกัดฟ้าทะลายขโมยมีลักษณะดีขึ้นเร็วรวมทั้งอาการเข้าแทรกน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปที่ได้รับยาอะแมนตาดีน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสารสกัดฟ้าทะลายขโมย มีคุณภาพต่อการดูแลรักษาโรคไข้หวัดใหญ่
แบบ/ขนาดการใช้
ตำรับยาไทย

  • แก้บิดจากแบคทีเรีย (บิดไม่มีตัว หรือบิดชิเกลล่า) ไส้อักเสบ ใช้ใบสด 10-15 กรัม ต้มน้ำผสมน้ำผึ้งรับประทาน
  • แก้บิดจากแบคทีเรียอย่างฉับพลัน ลำไส้อักเสบ กระเพาะอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำ รับประทานวันละชุด แบ่งกินเป็น 2 ครั้ง เช้า-เย็น
  • แก้หวัด เป็นไข้ ปวดหัว ท้องร่วง ใช้ต้นแห้งบดเป็นผง ผสมน้ำสุก รับประทานครั้งละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง
  • แก้ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ ใช้ต้นแห้งบดเป็นผงผสมน้ำสุก รับประทานทีละ 3 กรัม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ใช้ใบแห้ง 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  • แก้วัณโรคปอดในระยะเริ่มต้น


           ใช้ใบแห้งบกเป็นผุยผงผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดขนาดเม็ดถั่วเหลือง กินทีละ 15-30 เม็ด วันละ 2-3 ครั้ง กับน้ำสุก
           ใช้ต้นแห้ง 15 กรัม ใบจับไต่กงเล้า (Mahonia bealei (Fort) Carr) 15 กรัม เถาฮงอาเสี่ยโกยฮ๊วย (Milletia reticulate Benth) 30 กรัม ต้มน้ำ แบ่งให้กินเป็น 2 ครั้ง วันละ 1 ชุด ติดต่อกัน 15-30 วัน เป็น 1 รอบ ของการดูแลและรักษา

  • แก้ไอกรน ใช้ใบ 3 ใบ ชงน้ำ ผสมน้ำผึ้งกินวันละ 3 ครั้ง
  • แก้ความดันเลือดสูง จนถึงมีลักษณะปรากฏให้เห็น ใช้ใบ 5-7 ใบ ชงน้ำดื่มวันละหลายๆครั้ง
  • แก้ปากอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ใช้ใบแห้งบดเป็นผงหนัก 3-5 กรัม ผสมน้ำผึ้งกินร่วมกับน้ำ
  • แก้คออักเสบ ใช้ต้นสดบดกลืนช้าๆให้ทำลายเชื้อที่บริเวณคอ
  • แก้ไส้ติ่งอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 25 กรัม กับดอกต้นเบญจมาศสวน (Chrysanthemum indicum L.) 30 กรัม ต้มน้ำกินวันละ 2 ชุด
  • แก้จมูกอักเสบ หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ ปอดฟัน ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่มหรือใช้ต้นสดตำคั้นเอาน้ำหยอดหูอีกด้วย
  • แก้โรคหนองใน ฟุตบาทปัสสาวะอักเสบ ใช้ใบสด 10-15 ใบ ตำผสมน้ำผึ้งชงน้ำดื่ม
  • แก้บาดแผลไฟเผา น้ำร้อนลวก ใช้ใบแห้งบดเป็นผุยผงละเอียดผสมน้ำมันพืชทา หรือใช้ใบสดต้ม เอาน้ำที่ต้มเย็นแล้วมาล้างรอยแผล
  • แก้พิษงูกัด


           ใช้ใบสดตำ เอาไปอังเหนือควันกระทั่งติดน้ำมันจากควันไฟ เอามาพอกที่ปากแผล หรือใช้ใบแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน
           ใช้ต้นสด 30 กรัม ร่วมกับ Paris polyphylla 10 กรัม ฮั่งชิ้งเช่า (Scutellaria indica L.) เลือกเอาแบบใบแคบ 30 กรัม จั่วจิเช่า จำพวกดอกขาว (Oldenlandia diffusa Roxb) 30 กรัม ต้มน้ำดื่มวันละ 1-2 ชุด

  • แก้ผื่น ผื่นคัน ใช้ผงยานี้ 30 กรัม ผสมน้ำมันพืชลงไป กระทั่งมีปริมาตร 100 หม่อมหลวง ใช้ทาบริเวณที่เป็น
การใช้ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขพื้นฐาน)

  • ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาอาการท้องร่วง โดยใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 250 มก. จำนวน 2 แคปซูล กิน 4 ครั้งต่อวัน
  • ใช้ฟ้าทะลายขโมยรักษาอาการไอและเจ็บคอ โดยนำใบฟ้าทะลายโจรสดตากแห้งในร่ม บดเป็นผุยผงละเอียด เอามาปั้นเป็นยาลูกกลอน ขนาดปลายนิ้วก้อย ผึ่งลมให้แห้ง กิน 3-6 เม็ด วันละ 4 ครั้ง 3 เวลา หลังรับประทานอาหารและก่อนนอน หรือใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพ ขนาด 250 มก. จำนวน 2 แคปซูล รับประทานวันละ 4 ครั้งหลังอาหารและก่อนนอน
  • ใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพรักษาฝี โดยนำใบออกจะแก่โดยประมาณ 1 กำมือ แล้วเอาเกลือ 3 เม็ด ใส่ผสมตำรวมกันในครกพอละเอียดดี เอาสุราครึ่งถ้วยชา น้ำครึ่งช้อนชา ใส่รวมลงไปคนจนเข้ากันดีเทน้ำกินค่อนถ้วยชา กากที่เหลือพอกแผลฝี แล้วเอาผ้าสะอาดพันไว้ พอกใหม่ๆจะรู้สึกเจ็บปวดนิดนึง


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ    ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายมิจฉาชีพแห้ง 250 มิลลิกรัม รวมทั้ง 500 มิลลิกรัม      ทุเลาอาการท้องเสียไม่ติดโรค รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม – 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร    บรรเทาลักษณะการเจ็บคอ กินวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารแล้วก็ก่อนนอน                 ทุเลาอาการหวัด กินวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารแล้วก็ก่อนนอน  การใช้เพื่อรักษาหรือบรรเทาโรคอื่น หรือใช้บำรุงร่างกาย ควรต้มน้ำหรือรับประทาน 1-3 กรัม หลังรับประทานอาหาร 1-7 วัน แล้วก็ควรจะเว้นระยะการกิน 3-4 วัน เพื่อลดผลที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากการสะสมของสารหรือได้รับสารในปริมาณมากในร่างกาย

การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดไข้     เมื่อป้อนส่วนสกัด 85% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน ขนาด 2.5 ก./กิโลกรัม แก่กระต่ายที่ถูกฉีดวัคซีนไทฟอยด์เข้าใต้ผิวหนังเพื่อให้ป่วย พบว่าไข้ลดลง เช่นเดียวกับเมื่อป้อนสารสกัด 95% เอทานอล ขนาด 2 และก็ 4 มล./กิโลกรัม แก่หนูขาว albino ที่ถูกฉีดเชื้อยีสต์เข้าใต้ผิวหนังขนาด 300 มิลลิกรัม/กก. เพื่อให้เจ็บป่วย พบว่าไข้จะน้อยลงภายหลังที่ได้รับสารสกัด 180 รวมทั้ง 270 นาที และก็มีความเข้าใจสำหรับการลดไข้เท่ากับยาลดไข้แอสไพริน แม้กระนั้นสารสกัดดังที่กล่าวถึงมาแล้วไม่สามารถที่จะลดไข้หนูขาวที่จับไข้เนื่องมาจากถูกฉีดเชื้อยีสต์ขนาด 600 มก./กก. ส่วนสกัดน้ำ หรือ 50% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน เมื่อให้ทางปากกระต่าย ขนาดสูงสุด 5 กรัม/กิโลกรัม ไม่สามารถลดไข้กระต่ายที่ถูกทำให้ป่วยโดยการฉีดยาไทฟอยด์เข้าใต้ผิวหนัง  Madav S, et al. พบว่า andrographolide ขนาด 100 มก./กก. ให้ทางสายยางเข้าไปยังกระเพาะของกินหนูถีบจักร สามารถลดไข้หนูที่ถูกทำให้เป็นไข้โดย Brewer’s yeast
ส่วนการศึกษาเล่าเรียนทางคลินิกในคนเจ็บแก่กว่า 12 ปี จำนวน 152 คน มีลักษณะจับไข้ และเจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน 6 ที่ และก็องค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกรุ๊ปแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล จำนวน 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 3 กรัม/วัน จำนวน 48 คน ขนาด 6 กรัม/วัน จำนวน 51 คน รับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการรักษาคนเจ็บกลุ่มที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายมิจฉาชีพ ขนาด 6 ก./วัน อาการไข้และลักษณะการเจ็บคอจะหายไปมากยิ่งกว่ากลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 3 ก./วัน แม้กระนั้นผลของการรักษาไม่ต่างอะไรกันในวันที่ 7 ของการดูแลและรักษา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ        เมื่อป้อนส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 2 ก./กิโลกรัม แก่หนูขาว พบว่าสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan และฉีดส่วนสกัดน้ำ ส่วนสกัดเอทานอล (50%) และก็ส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดินเข้าช่องท้องหนูขาว ขนาด 0.5-2.5, 0.06-0.25 และก็ 1-2 ก./กก. เป็นลำดับ จะสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้ แต่ถ้าเกิดป้อนส่วนสกัดน้ำ และส่วนสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 0.125-2 กรัม/กิโลกรัม ไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนู
          เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายขโมย 500 มิลลิกรัม/กก. สารสกัดอัลกอฮอล์จากใบ ขนาด 200 แล้วก็ 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม  รวมทั้งสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แก่หนูขาว พบว่าสามารถยับยั้งอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้อักเสบโดย carrageenan ได้เท่ากับ 54.97, 38.01, 53.22 แล้วก็ 41.23% ตามลำดับ และมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านการอักเสบ prednisolone ขนาด 5 มิลลิกรัม/กก., indomethacin ขนาด 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม รวมทั้ง ibuprofen ขนาด 10 มก./กก. เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายขโมย สารสกัดอัลกอฮอล์ และสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มิลลิกรัม/กก. จะยับยั้งการเคลื่อนที่ของเซลล์เม็ดเลือดขาวในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่เข้าทางบริเวณพุง เท่ากับ 40.67, 45.63 แล้วก็ 35.25% เป็นลำดับ และก็มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านทานการอักเสบ prednisolone แล้วก็ ibuprofen  และเมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพ สารสกัดอัลกอฮอล์ และก็สารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 200 แล้วก็ 500 มิลลิกรัม/กก. เท่ากันทั้ง 3 แบบ สามารถยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่เข้าทางรอบๆท้องทิ้งไว้ 5 วัน พอๆกับ 11.86 รวมทั้ง 19.85%, 15.15 แล้วก็ 22.78%, 11.76 และ 15.89% เป็นลำดับ และก็มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต่อต้านการอักเสบ ibuprofen ผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพและสารสกัดอัลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดการอักเสบมากที่สุด
          สาร andrographolide จากฟ้าทะลายมิจฉาชีพสามารถยับยั้งกรรมวิธีอักเสบได้ เมื่อป้อนให้หนูขาวในขนาด 30, 100 และ 300 มิลลิกรัม/กก. สามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูขาวที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan, kaolin รวมทั้ง nystatin ยับยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีไว้ที่ท้อง และลดบวมใน adjuvant ซึ่งจะทำให้กำเนิดข้ออักเสบ andrographolide ขนาด 300 มก./กก. จะยับยั้งการรั่วซึมของ acetic acid ซึ่งจะทำให้เกิด vascular permeability andrographolide ขนาด 20 มคกรัม/มล. จะลดการผลิต a-tumor necrosing factor (ซึ่งเป็น cytokine ที่อยู่ในกระบวนการทำให้เกิดการอักเสบ) ของเม็ดเลือดขาวโมโนซัยท์ ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide และเพิ่มการสร้าง interleukin-1-b แล้วก็ interleukin-6 เล็กน้อย ลดการผลิต a-tumor necrosing factor ในเม็ดเลือดแดงของอาสาสมัครสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide ได้มากกว่า 96% แต่ว่าไม่เป็นผลยับยั้ง interleukin-1-b รวมทั้ง interleukin-6 สาร andrographolide ขนาด 0.1-10 ไมโครโมล คุ้มครองการยึดติดแล้วก็เปลี่ยนที่ (adhesion and transmigration)ของเม็ดเลือดขาวนิวโตรฟิลที่ถูกรั้งนำโดย -formyl-methionyl-leucyl-phenylalanine (fMLP) โดยผ่านวิธีการที่ andrographolide จะไปลดการแสดงออก (up-expression) ของ CD11b แล้วก็ CD18 รวมทั้งไปแย่ง fMLP จับกับ phorbol-12-myristate-13-acetate (PMA) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้น protein kinase C ที่จะไปทำให้มีการเกิดการผลิต ROS (reactive oxygen species)  ส่วนสกัดจากสารสกัดฟ้าทะลายขโมย (ไม่กำหนดจำพวกของสารสกัดและส่วนที่ใช้) ความเข้มข้น 100 มค.ก./มล. จะยั้งสารที่เกี่ยวกับวิธีการมีการอักเสบ โดยไปยับยั้ง platelet activating factor (PAF) 82±3% และยั้ง fMLP 79±4%  ซึ่งเป็นสารที่ไปกระตุ้น neutrophil granulocyte ให้ผลิตสารที่จะไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ นอกจากนั้นสามารถยับยั้ง neutrophil สำหรับในการผลิต elastase ซึ่งเป็นสารที่นำไปสู่การอักเสบได้ 73±4%   สาร andrographolide ขนาด 1-100 ไมโครโมล จะยับยั้งการสร้าง NO ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide แล้วก็ g-interferon ขนาดของสารที่สามารถยับยั้งได้ 50% พอๆกับ 17.4±1.1 ไมโครโมล  นอกเหนือจากนั้นยังลด inducible NO synthase protein (iNOS protein) รวมทั้งลดความคงตัวของโปรตีนโดยผ่านกรรมวิธีการ post-transcription แล้วก็สารสกัดเมทานอลจากใบมีฤทธิ์ลดการผลิต nitric oxide ของ macrophage ที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide ขึ้นรถ andrographolide แล้วก็ neoandrographolide ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ จะมีฤทธิ์ยั้งการผลิต nitric oxide ที่ความเข้มข้น 0.1-100 ไมโครโมล รวมทั้งความเข้มข้นซึ่งสามารถยั้งการผลิต nitric oxide 50% พอๆกับ 7.9 รวมทั้ง 35.5 ไมโครโมล เป็นลำดับ ผลสำหรับเพื่อการออกฤทธิ์ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสาร เมื่อให้สัตว์ทดลองที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide กิน neoandrographolide ขนาด 5 รวมทั้ง 25 มิลลิกรัม/กก./วัน จะยับยั้งการสร้าง nitric oxide 35 แล้วก็ 40% ตามลำดับ ส่วน andrographolide เมื่อให้ทางปาก ไม่มีฤทธิ์ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น (3)  ยิ่งไปกว่านี้ยังมีการศึกษาค้นคว้าพบว่าสาร deoxyandrographolide, didehydrodeoxyandrographolide รวมทั้ง neoandrographolide มีฤทธิ์ลดการอักเสบเช่นกัน
          การเล่าเรียนทางคลินิกในผู้เจ็บป่วยแก่กว่า 12 ปี จำนวน 152 คน มีลักษณะป่วย รวมทั้งเจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงหมอชุมชน 6 แห่ง และองค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกรุ๊ปแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล ปริมาณ 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 3 ก./วัน ปริมาณ 48 คน ขนาด 6 ก./วัน ปริมาณ 51 คน รับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการดูแลและรักษาผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายโจร
ขนาด 6 ก./วัน ลักษณะของการมีไข้และอาการเจ็บคอจะหายไปมากกว่ากลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายขโมยขนาด 3 กรัม/วัน  แต่ผลของการรักษาไม่ได้มีความแตกต่างกันในวันที่ 7 ของการดูแลและรักษา
ฤทธิ์ต่อต้านแบคทีเรีย  สารสกัดเอทานอล 95% จากใบอย่างเข้มข้น รวมทั้งสารสกัดน้ำจากราก ยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ สารสกัดเอทานอล 80% จากราก ขนาด 12.5 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร และ 25 มก./มล. ให้ผลคลุมเครือสำหรับในการยั้งเชื้อ Pseudomonas aeruginosa รวมทั้ง S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ เป็นลำดับ และสารสกัดน้ำร้อนจากใบอย่างเข้มข้น ให้ผลไม่ชัดแจ้งสำหรับในการยั้งเชื้อ S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อด้วยเหมือนกัน ทดลองสารสกัดเฮกเซน และก็สารสกัดน้ำจากฟ้าทะลายมิจฉาชีพอีกทั้งต้น ความเข้มข้น 200 มก./มิลลิลิตร ด้วยแนวทาง agar well diffusion method ไม่เป็นผลยั้งเชื้อ S. aureus เมื่อป้อนสารแขวนลอยของผงใบแล้วก็ลำต้นฟ้าทะลายมิจฉาชีพแก่หนูขาว (Wistar albino weaning rats) 3 กลุ่มๆละ 24 ตัว ขนาด 0.12, 1.2 แล้วก็ 2.4 ก./กก. นาน 6 เดือน โดยมีหนูอีก 24 ตัว รับประทานอาหารตามธรรมดา เป็นกรุ๊ปควบคุม ต่อจากนั้นวางยาสลบหนู ดูดเอาเลือดจากห้องหัวใจ ตัดเยื่อปอดแล้วก็ตับมาวางไว้ที่จานเลี้ยงเชื้อที่มี B. subtilis และก็ pathogenic bacteria พบว่า ฟ้าทะลายโจรทุกขนาดความเข้มข้นไม่เป็นผลยั้งแบคทีเรีย S. aureus และได้ทดสอบในอาสาสมัคร 10 ราย สุ่มรับประทานสมุนไพรขนาดเดียวต่อหนึ่งอาทิตย์ เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ขนาดต่างๆที่ใช้ คือ 1, 2, 3 แล้วก็ 6 กรัม เจาะเลือด

2

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือมีผลอย่างไรต่อเซลล์ต่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันสูง และโรคอื่นๆอันแสนเพลียที่จะรักษา ติดตามผลการค้นคว้ายืนยันสรรพคุณได้ในบทความนี้ค่ะ
บทความเหล่านี้อ้างอิงคุณประโยชน์ของเห็ดหลินจือจากผลการศึกษาเรียนรู้ยืนยันจากที่ต่างๆเพื่อให้เพื่อนฝูงได้พินิจพิเคราะห์ด้วยตัวเองว่ารักษาโรคเจริญขนาดไหนรวมทั้งน่าไว้ใจเพียงใด ถ้าเกิดสหายๆเคยอ่านบทความเกี่ยวกับสรรรพคุณหรือการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือจากที่อื่นมาก่อน แล้วรู้สึกอ่านไม่ง่ายเท่าใดหรือไม่เข้าใจ บทความในเว็บแห่งนี้ผู้เขียนได้คัดรวมทั้งสะสมจากหลายที่และเขียนในภาษาที่อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้
สหายๆชอบเนื้อหานี้ก็จะเป็นอย่างยิ่งดวงใจให้ผู้เขียนได้บทความดีๆให้เพื่อนอ่านกันอีกต่อไปบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคเด็ดๆที่เพื่อนๆจะต้องชอบ
ระบบภูมิต้านทานเป็นกลไกการกำจัดเชื้อโรค สารเคมีแปลกปลอม เซลล์มะเร็ง และสิ่งเจือปนอื่ๆที่จะเข้ามาทำอัตรายต่อสุขภาพพวกเรานั้นเอง ด้วยเหตุนั้นหากเพื่อนๆมีระบบภูมิคุ้มกันดีก็จะไม่ป่วยง่าย หรือถ้าป่วยก็จะรู้สึกตัวเร็ว แต่หากระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีก็จะป่วยบ่อยครั้งและเป็นหนักกว่าคนที่มีระบบูมิคุ้มกันแข็งแรง มาถึวนี้แล้วเพื่อนๆคงจะเห็นจุดสำคัญของการมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกันแล้ว
คนจีนโบราณใช้สมุนไพร [url=http://www.disthai.com/16484916/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%AD]เห็ดหลินจือ[/url]มานานกว่า 2000 ปีแล้ว แม้กระนั้นในยุคนั้นยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเพราะเหตุไรผู้ที่ทานเห็ดหลินจือถึงแก่ยืนและแข็งแรงไม่ค่อยเป็นโรค ขณะนี้เราสมารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสารกรุ๊ป Polysacchayide ในเห็ดหลินจือนั้นสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเราได้จริง สารกลุ่มดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นสามารถกระตุ้นการสร้าง Interleukin และก็ Immuoglodulin ซึ่งนำมาซึ่งการทำให้ระบบภูมปกป้องดีแล้วก็แข็งแรงขึ้น
ระบบภูมิต้านทานที่ถูกเสริมด้วยสาร Polysaccharide ในเห็ดหลินจือจะสามารถต่อต้านวรัส เซลล์ของมะเร็ง และจำกัดสารอนุมูลอิสระก้าวหน้าขึ้น ยิ่งไปกว่านี้ยังช่วยทำให้ถูกผลกระทบที่โดนยาต้านมะเร็งบางตัวรวมทั้งกระบวนการทำคีโมกดภูมิต้านทานให้มีระบบระเบียบภูมิคุ้มกันดียิ่งขึ้นอีก แล้วก็เห็ดหลินจือยังมีสารออกฤทธิ์ต้านทานการแบ่งตัวของเชื้อ HIV อีกด้วย ซึ่ง กรุ๊ปดังที่กล่าวผ่านมาแล้วเป็นกลุ่ม Bitter Triterpenoids
นักวิจัยได้ศึกษาค้นพบสารหลายชนิดในสมุนไพร เห็ดหลินจือที่ช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นโลหิตเป็นGanoderic Acid แล้วก็ Lucidenic Acid ซึ่งสาร 2 ประเภทที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เว้นแต่ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้แล้ว ยังคุ้มครองป้องกันไม่ให้ไขมันตันเส้นเลือดได้โดยตรงอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นยังมีสารกรุ๊ป Nucleotide ที่สามารถช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือดในเส้นเลือด รวมทั้งช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่ญี่ปุ่นทดลองให้สารสกัดเห็ดหลินจือกับคนที่เป็นโรคไขมันเส้นโลหิตสูง 70 ราย และทำเก็บผลการทดลองภายหลังผ่านไป 3 เดือน พบว่าวัวเรสเตอรอคอยลของคนรับการทดสอบลดน้อยลงไปถึง 74% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลการวิเคาะห์จากทั่วทั้งโลก และยังพบว่าเห็ดหลินจือ นอกจากช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดแล้ว ยังทำให้เลือดไหลเวียนอีกด้วย
โดยเหตุนั้น ก็เลยอาจจะกล่าวว่า สิ่งพิสูจน์ทางคุณสมบัติและคุณประโยชน์ซึ่งมาจากเห็ดหลินจือยังคงมีจำกัด บาง งานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยเป็นการทดลองขนาดเล็ก หลักฐานที่ได้ยังไม่มีคุณภาพเพียงพอ หรือเป็นเพียงแต่การทดลองในคนไข้บางกลุ่มเพียงแค่นั้น ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อโรคมะเร็ง จึงยังคงเป็นหัวข้อการค้นคว้าที่ควรดำเนินงานทดลองถัดไป เพื่อได้เห็นผลลัพ์ที่แจ่มกระจ่าง และก็เป็นประโยชน์ในวงกว้างต่อการรักษาผู้ป่วยมะเร็งได้ในอนาคต
ภาวะต่อมลูกหมากโต และการเจ็บป่วยในระบบทางเท้าฉี่
มีวิธีการทดลองหนึ่งที่ใช้สารสกัดจากสมุนไพร เห็ดหลินจือทดสอบในคนป่วยเพศ 88 รายซึ่งมีอายุเกินกว่า 49 ปีขึ้นไป ที่มีลักษณะปัสสาวะขัดข้อง ข้างหลังการทดลองกว่า 12 สัปดาห์ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผู้ป่วยต่างมีระดับคะแนน IPSS ที่ ( TNE lnternational Prostate Symptom Score )ซึ่งเป็นค่าคะแนนสากลสำหรับในการวัดปัญหาในระบบทางเท้าปัสวะของคนป่วยจากการตอบปัญหา กลับไม่ปรากฏผลในเชิงการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิต การขับถ่ายปัสวะ หรือขนาดของต่อมลูกหมากแต่อย่างใด
ดังนั้น การทดลองดังที่กล่าวมาแล้วจึงยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาสตร์ที่ชัดเจนพอเพียง จึงควรมีการค้นคว้าทดสอบในด้านนี้ต่อไปในอนาคต เพื่อค้นหาข้างหลังฐานที่ชัดแจ้งในการสรุปเกี่ยวกับประสิทธิของเห็ดหลินจือต่อการดูแลและรักษาภาวการณ์ต่อมลูกหมากโตหรือปัญหาด้านสุขภาพอะไรก็ตามที่เกี่ยวเนื่อง

ลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ
จากการวิเคราะห์ผลของการทดสอบทางการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีผู้ป่วยโรคเบาหวานจำพวก 2 ร่วมทดลองกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่เป็นผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพพอเพียงจะช่วยเหลือผลทางการรักษาพวกนั้น และไม่มีข้อมูลที่พอเพียงสำหรับในการรับรองด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจืออย่างเดียวกัน โดยหนึ่งในงานค้นคว้าวิจัยพวกนั้น ได้แสดงถึงผลกระทบจากการบริโภคเห็ดหลินจือในคนไข้บางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องเดิน หรือท้องผูก
สมุนไพร ด้วยเหตุดังกล่าวจะต้องมีการค้นคว้าทดสอบถึงประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือสำหรับการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เพื่อคุ้มครองปกป้องและการดูแลและรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจถัดไป รวมทั้งให้ได้เรื่องแจ่มกระจ่างชัดดเจนในด้านดังที่กล่าวมาข้างต้นมากยิ่งขึ้น อันเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการรักษาคุ้มครองโรคหลอดเลือดหัวใจและอาการต่างๆที่เกี่ยวถัดไปในอนาคต

Tags : สมุนไพรเห็ดหลินจือ

3

ถั่งเช่า
[url=http://www.disthai.com/16484912/%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2]ถั่งเช่า[/url]ถือเป็นสมุนไพรลำดับหนึ่งของโลกยุคปัจจุบัน ด้วยสรรพคุณเยอะมากที่ได้จากถั่งเช่า จึงทำให้ไม่ว่าใครก็ต่างชื่นชมให้ ถั่งเช่านั้นเป็นสมุนไพรที่ยอดเยี่ยม คราวก่อนหากกล่าวถึง ถั่งเช่าอาจจะมีไม่ค่อยดังสักเท่าไหร่ โดยยิ่งไปกว่านั้นคนประเทศไทยอย่างพวกเราๆแต่ว่าลองมาถามปัจจุบันนี้สิจะมีผู้ใดกันบ้างที่ไม่รู้สุดยอดสมุนไพรประเภทนี้ เพราะในปัจจุบันถั่งเช่านั้นได้รับความนิยมอย่างยิ่ง แล้วก็แพร่หลายด้วยสรรพคุณเยอะแยะตัวอย่างเช่น ช่วยบำรุงรักษาร่ากาย บำรุงเกี่ยวกับฟุตบาทหายใจรวมถึงยังสามารถช่วยเพิ่มสามารถทางเพศได้อีกด้วย มิหนำซ้าผู้คนเยอะมากยังมั่นใจว่าเจ้าตัว ถั่งเช่านั้นสามารถรักษามะเร็งเจริญอีกด้วย
เพราะเหตุใด....ทานถั่งเช่าแล้วบางเจ้ามองไม่เห็นผล
เพราะเหตุใดถั่งเช่าถึงแพง
เนื่องจากว่าสมุนไพรถั่งเช่านั้นเป็นที่นิยมมากมายในขณะนี้ทำให้ราคาของสมุนไพรจำพวกนี้สูงมากอย่างต่ำเกรดปกติก็ตกอยู่ที่กิโลละ 2-3 แสนบาท แต่ว่าถ้าเกิดเป็นแบบอย่างดีราคาแพงสุดอยู่ที่2-3 ล้านบาทอย่างยิ่งจริงๆ ปัจจัยที่ทำให้ราคาของ ถั่งเช่าแพงได้ขนาดนี้เพราะถั่งเช่าไม่ได้หากันกล้วยๆมีเฉพาะบางพื้นที่แค่นั้น แตกต่างจากสมุนไพรประเภทอื่นๆที่สามารถหากันง่ายดายกว่านี้ ถั่งเช่าจะหาได้จากพื้นที่สูงเข้าถึงยาก รวมทั้งมีลักษณะอากาศที่คนธรรมดาทั่วๆไปไม่อาจจะเข้าไปหาถึงได้อย่างไม่ยากเย็นจะต้องให้คนทื้นที่เป็นผู้เข้าไปหาในป่าแค่นั้น ทั้งถั่งเช่ายังมีคุณประโยชน์ยังมีคุณประโยชน์ต่างๆอีกเยอะมาก อีกทั้งช่วยรักษโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ หรือช่วยบำรุงรักษาของกินลดน้าตาลในเลือด ฯลฯ แถมยังช่วยชะลอความแก่ แล้วก็ช่วยเพิ่มสามารถทางเพศ ได้ดิบได้ดีอีกด้วย ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานั้นก็เลยเป็นต้นเหตุที่ทำให้ถั่งเช่าแพงแพง แต่ว่าเดี๋ยวนี้มีโรงงานในไทยสามารถเพาะถั่งเช่าได้ โดยไม่ต้องเดินไปเก็บตามแนวเขาทำให้ราคาต้นทุนถั่งเช่าลดลดน้อยลงไปมากกว่าก่อนหน้า สามารถควบคุมปริมาณสาระสำคัญได้เป็นเพาะในภาวะควบคุม แล้วก็ยังแก้ไขปัญหาสารโลหะหนักเจือปนที่ไม่อาจจะควบคุมได้ในธรรมชาติได้อีกด้วย
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย ได้ทำการวิจัยคุณประโยชน์ของถั่งเช่า ร่วมกัน มีการทดลองกับหนูทดลองแล้วก็กรุ๊ปผูรับการทดลองตัวอย่าง ก็เลยทำให้พวกเราสามารถพูดได้ว่าถั่งเช่ามีสรรพคุณดีจริงจากที่คนส่วนมากหล่าวอ้าง
-ถั่งเช่า ช่วยลด และรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด
-ช่วยลด และก็รักษาความสมมองลของระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
-ช่วยแก้อาการอ่อนล้าอ่อนแรงของร่างกายช่วยเพิ่มภูมิต้านทานต่างๆรวมทั้งช่วยบำรุงรักษาให้กระปรี้กกระเปล่าด้วย
-แก้ภูมิแพ้ โรคหอบหืด ภูมิแพ้ หรือภูมิคุ้มกันอ่อน
-ช่วยคุ้มครองการยึดบริเวณด้านในหลอดเลือดของไขมันเลวทราม(LDL)
-ช่วยบำรุงแล้วก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของแนวทางการทำงานของตับและก็ไต

มองอย่างไรอันไหนถั่งเช่าเลียนแบบ
สำหรับสมุนไพรถั่งเช่าประเทศทิเบตซึ่งเป็นถั่งเช่าที่แพงแพง จึงมีการทำปลอมกันมากมาย เอาเข้าจริงเกิดเรื่องยากมากมายๆที่จะรู้ว่าจะต้องมองหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ทางโดยประมาณก็จะเป็นไปตามนี้
1.ส่วนหัวของ ถั่งเช่านั้นควรจะเป็นแท่งทรงกลมเป็นเงาคล้ายทรงกระบอก
2.เนื่องมาจาก ถั่งเช่าเคยเป็นหนอนมาก่อน ของแท้ต้องเป็นหยักๆเรียงกันสวยงามเหมือนตัวหนอน
3.ถั่งเช่า ราคาจะต้องผิดจนถึงเกินความจำเป็น ถ้าหากมีคนใดเสนอขาย ถั่งเช่าให้เราราคาถูกสันนิฐานไว้ก่อนเลยว่าเลียนแบบ
แต่ว่าถ้าว่าเป็นถั่งเช่าในแคปซูลเราก็จะต้องมองว่าได้รับการรับรองจากหน่วยงานราชการอย่างถูกต้องไหม เพราะถ้าหากเป็นของแท้จะมี หากไม่มีมีความหมายว่ามีโอการเป็นของสมุนไพรปลอมสูงมากมาย ไหมปลอดภัย
วิธีทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การที่จะทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชนสูงสุดนั้นเราก็จำเป็นต้องเลือกทานตามแบบของถั่งเช่าเป็นหลัก โดยที่มีหลักๆอยู่ 2 แบบก็คือ แบบธรรมชาติ รวมทั้งแบบ แคปซูล
1.ถั่งเช่าแบบธรรมชาติ-หลายท่านนิยมถั่งเช่าแบบธรรมชาติด้วยการเคี้ยว ซึ้งถือได้ว่าเป็นการเปลืองที่ไม่ค่อยถูกแนวทางเยอะแค่ไหน เนื่องจากคุณสมบัติในตัวถั่งเช่านั้น จะดำเนินงานได้ดิบได้ดีเมื่อถูกความร้อนด้วยเหตุนั้นควรรับประทานแบบที่โนความร้อนดียิ่งกว่าโดยแนวทางที่ค่อนข้างได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็คือการนำถั่งเช่าประมาณ 2-3 ตัว ไปแช่ลงไปภายในน้ำร้อน ทิ้งไว้ซัก 5 นาทีแล้วจึงนำน้ำมาดื่มจนกว่าน้ำหมด แล้วหลังจากนั้นให้เพิ่มเติมน้ำร้อน ได้อีก 2 ครั้ง ร่างกายก็จะได้สารคอร์ไดเซปินไปอย่างสมบูรณ์
2.ถั่งเช่าแบบแคปซูล- ตัวสมุนไพรถั่งเช่าแบบแคปซูลเวลาทานจะมองสิ่งที่มีความต้องการเป็นหลักว่า อยากทานเพื่อสุขภาพ หรือเจาะจงที่โรคอะไร และก็ทานตามปริมาณที่สมควร อย่างถ้าเกิดเราอยากได้ทารเพื่อสุขภาพ ให้ทาน รุ่งเช้า-เย็น อย่างละ 1 แคปซูล เน้นย้ำโรคภูมิแพ้และอื่นๆทาน รุ่งเช้า เย็น อย่างละ 2 แคปซูลเวลาทานจะทานตอนหลังของกินหรือท้องว่างก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดอันตรายหรือกัดกระเพาะ

4

ถั่งเช่า
ทานถั่งเช่าเห็นผลด้านในกี่วัน
-ถั่งเช่า ช่วยรักษาคนที่มีลักษณะจากการที่สืบเนื่องมาจากการเป็นโรคไตเช่นอาการ ปวดหลัง ปัสสาสะบ่อย ฯลฯ
-ช่วยเพิ่มความฟิตให้กับร่างกายของนักกีฬาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะนักกีฬาจำพวกวิ่งแข็ง หรือนักกีฬาที่ใช้ภาระกำลังอย่างยิ่ง
-ช่วยเพิ่มสมรรถภาพเพศได้เป็นอย่างดีเพราะเหตุว่า ถั่งเช่านั้นช่วยให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงที่ของลับได้มากขึ้น-สมุนไพร ถั่งเช่าช่วยทำให้น้ำกามน้ำเชื้อแข็งแร็ง
-ถั่งเช่า ช่วยลด และก็ต้านอนุมูอิสระภายในร่างกาย ช่วยยับยั้งและก็ชะลอความแก่ได้ รวมถึงปรับปรุงแก้ไขซ่อนแซมเซลต่างๆที่เสื่อมภายในร่างกาย
-ช่วยเพิ่มความจำ และก็คุ้มครองป้องกันโรคสมองเสท่อมได้
-ช่วยลดอาการใจสั่น แล้วก็หัวใจเต้นเร็ว ที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากโรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับความดันเลือด
-ช่วยขยายเส้นเลือด ช่วยเพิ่มระดับออกสิเจนในเลือด รวมถึงช่วยทำให้เลือดมีระบบไหลเวียนที่ดีขึ้น
-ช่วยยั้งเชื้อร้ายอย่างแบคทีเรียภายในร่างกายได้กระทั่งเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงอย่างวัณโรคก็ตาม
-ถั่งเช่า ช่วยทำให้เลือดลมของสุขภาพสตรีเดินดีขึ้น เมนส์มาปกติ รวมทั้งยังช่วยให้สุขภาพสตรีมีความพร้อมเพรียงที่จะมีบุตรมากขึ้นเรื่อยๆดด้วย
-ช่วยต้านโรคมะเร็ง ด้วยความที่สารคอร์ไดเซปินใน ถั่งเช่าเป็นสารต้านทานมะเร็งทำให้ยั้งการเป็นวัณโรคโรคมะเร็งได้ รวมถึงช่วยไม่ให้ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งที่หายแล้วกลับมาเป็นอีก
สารออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่า
ที่ตัวของ สมุนไพร ถั่งเช่านั้นมีสรรพคุณต่างๆจำนวนมากก็เนื่องจากในตัวของถั่งเช่า มีสารออกฤทธิ์สำคัญนั้นเอง ขึ้นรถออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่าที่ออกจะเป็นอระโยชน์และก็ได้รับการยืนยันทางด้านวิทยาศาสตร์แล้วมีดังนี้
1.สาร Cordycepin งานศึกษาเล่าเรียนทดลองพบว่าสารตัวนี้สามารถ ช่วยแก้อาการเหน็ดเหนื่อย ชูกำลัง ต้านเชื้อโรคช่วยทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ ต้านทานการโตของเซลล์ของมะเร็ง บำรุงไต รักษาโรคไตอักเสบ บำรุงระบบขยายพันธุ์ ปรับสมดุลร่างกาย รวมทั้ง เสริมภูมิคุ้มกัน
2.สาร Nitric oxides สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยขั้นตอนแข็งของของลับชายให้ทำงาน แข็งเร็ว และก็ นานขึ้น มันจะออกฤทธิ์สำหรับการขยายเส้นโลหิตให้ไปสู่องคชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถั่งเช่า ให้การแข็งตัวของอวัยวะสืบพันธุ์นานขึ้นอย่างสมบูรณ์
3.สาร Adrenaline สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย มันจะมีผลให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ไม่มีอาการอ่อนเพลีย และก็สามารถนอนได้อย่างเต็มที่หลับเต็มที่มากเพิ่มขึ้น ทั้งยังสามารถช่วยชะลอความแก่ให้กับคนอย่างเราๆได้อีกด้วย
4.สารPolysaccharide สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของผู้คน มันจะสร้างกลไกการปกป้องคุ้มครองโรค รวมทั้งป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี
แบบอย่างงานวิจัยเล็กน้อยที่เกี่ยวเนื่องกับฤทธิ์ของ ถั่งเช่าในทางเภสัชวิทยา โดยที่เป็นงานศึกษาเรียนรู้วิจัยในตัวของคน ดังต่อไปนี้
-จากการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธิ์จาก ถั่งเช่าที่ส่งผลกระตุ้นสมรรถทางเพศของเพศชายจากจำนวนแบบอย่างทั้งหมดทั้งปวง 22 คน ผลปรากฏว่า ฤทธิ์ของ ถั่งเช่านั้นสามารถช่วยเพิ่มสเปิร์มในเชื้อน้ำเชื้อของผู้ชายจากกลุ่มทดลองได้ถึง33%รวมทั้งยังสามารถช่วยลดปริมาณสเปิร์มที่อ่อนแอ หรือไม่ธรรมดาลงในเชื้อน้ำเชื้อของผู้ชายจากกลุ่มของตัวอย่าง29%จากการที่แค่ให้เพศชายจากกลุ่มตัวอย่างนี้รับประทาน ถั่งเช่าเพียงแค่เป็นอาหารเสริมแค่นั้น นอกเหนือจากนั้นยังมีอีกหนึ่งแบบอย่างตัวอย่างร่วมกันที่เป็นการวิจัยเกี่ยวกับความสามารถทางเพศ คือมีการให้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดศ คือมีการให้กลุ่มของตัวอย่างทั้งสิ้นศชาย และก็เพศหญิงปริมาณ 189 คน ที่มีภาวะอารมณ์ทางเพศน้อยลงได้ทดลองรับประทาน ถั่งเช่าผลปรากฏว่า สามารถช่วยให้กลุ่มทดลองทั้งปวงศชาย แล้ผู้หญิงนั้นให้กลับมามีอารมณ์ทางเพศที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 66%
-จากการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธ์จาก สมุนไพร ถั่งเช่าที่มีผลช่วยลดน้ำตาลในเลือด ศึกษาและทำการค้นพบว่าถั่งเช่านั้นสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สูงสุดถึง 95% โดยทานถั่งเช่าแค่เพียงวันละ 3 กรัมแค่นั้น โดยต่างจากกลุ่มที่ยังคงรักษาโดยใช้ยาแผนปัจุบันอย่างสิ้นเชิง เพราะการควบคุมระดับน้ำตาลจากยาแผนปัจจุบันนั้นสามารถคุมระดับน้ำตาลแค่ได้เพียงแค่ 54 % เท่านั้น

ถั่งเช่าสายพันธุ์ไหนที่เหมาะสมที่สุด?[/size][/b]
ถั่งเช่ามีมากมายหลายชนิด นานาประการสายพันธุ์ และก็จากหลายพื้อที่ ทั้งแบบเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และแบบที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเพาะเลี้ยง ส่วนถั่งเช่าสายพันธ์ไหนที่แพงที่สุดในโลกนั้นก็คงจำต้องกล่าวว่าเป็นถั่งเช่าสายพันธ์ทิเบต ต้นเหตุก็เพราะเหตุว่าหายาก แม้กระนั้นในปัจจุบันได้มีหลักฐานการตรวจสอบแล้วก็พบว่าสารออกฤทธิ์สำคัญสำหรับการรักษาโรคของเห็ดถั่งเช่าสีทอง(ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย) มีมากกว่าถั่งเช่าทิเบตหลายเท่า ยิ่งกว่านั้นการที่เห็ดถั่งเช่าสีทองสามารถเพาะเลี้ยงได้ทให้สามารถควบคุมสารเจือปนรวมทั้งโลหะหนักให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ง่ายยิ่งกว่าถั่งเช่าทิเบตที่เก็บมาจากธรรมชาติ
-เกรดของถั่งเช่า
นอกจากถั่งเช่ามีหลายสายพันธุ์แล้ว ถั่งเช่ายังมีหลายเกรดอีกด้วย โดยหลักๆที่พบในปัจจุบันรวมทั้งตามตลาดก็จะมี 2 เกรดด้วยกันดังนี้
-เกรด AAA –ถั่งเช่าเกรด AAA คือ ถั่งเช่าที่ได้รับการคัดสรรมาอย่าดีว่าเป็น ถั่งเช่าที่มีคุณประโยชน์ แล้วก็สารอาหารมากว่า ถั่งเช่าปรกติ รวมทั้งเป็น ถั่งเช่าที่มีขนาดมาตรฐาน แล้วก็ถูกเก็บมาในขณะที่ถูก
-เกรด A-ถั่งเช่าเกรด A คือ สมุนไพร ถั่งเช่าที่มีคุณสมบัติแทบราวกับถั่งเช่าเกรด AAA ทุกอย่าง เพียงแต่ว่าขนาดของมันนั้นมิได้มาตรฐานเพียงเท่านั้น
นอกเหนือจากถั่งเช่า 2 เกรดที่ว่ามาแล้วนั้นยังมีเกรดอื่นๆแต่ไม่ได้รับความนิยมในตลาด ที่นิยมก็มีเพียงแค่ 2 เกรดสำคัญๆแค่นั้น เพื่อให้มีความปลอดภัยพวกเราควรจะซื้อ ถั่งเช่าจากร้านขายยา หรือสมุนไพรจีนที่เปิดให้บริการมาอย่างช้านาน หรือร้านค้าที่เป็นที่ชื่นชอบกับคนทั่วไป ดังนี้นั้นก็เพื่อก็เพื่อความไม่กังวลใจและก็จะได้ไม่ถูกหลอกให้จับจ่ายซื้อของปลอมนั้นเอง

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

5
บัวบก
ชื่อสมุนไพร บัวบก
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน ใบบัวบก (ภาคกลาง) ผักหนอก จำปาเครือ (ภาคเหนือ) ปะหะ เอขาเด๊าะ (กะเหรี่ยง) แว่นโคก (อีสาน) ผักแว่น (ภาคใต้) เดียกำเช่า ฮมคัก (จีน)
ชื่อสามัญ Asiatic pennywort , Gotu kola , Indian pennywort , Woter pennywort
ชื่อวิทยาศาสตร์  Centella asiatica (Linn.) Urban.
สกุล  UMBELLIFERAE (APIACEAE)
บ้านเกิด  บัวบกหรือใบบัวบก มีถิ่นเกิดเดิมในทวีปแอฟริกา ถัดมาก็เลยถูกนำเข้ามาปลูกภายในทวีปเอเชียที่อินเดียรวมทั้งประเทศในแถบอเมริกาใต้ อเมริกากึ่งกลาง รวมทั้งประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และก็เอเชียเหนือ เดี๋ยวนี้ บัวบกได้แพร่ขยายไปทั่วโลก ทั้งยังในประเทศเขตร้อน แล้วก็เขตอบอุ่น ซึ่งพบว่ามีการแพร่ขยายในประเทศแถบอเมริกา ยุโรป แอฟริกา รวมทั้งเรื่อยมาจนกระทั่งทุกประเทศในเอเชีย ส่วนเมืองไทยพบบัวบกขึ้นในทุกภาคของประเทศ  ดังนี้บัวบกได้ถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพรในวิถีชีวิตของคนประเทศไทยมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว ซึ่งมีการกล่าวขวัญและบันทึกในตำรายาของไทยไว้หลายฉบับด้วยกัน นอกจากนั้นคนประเทศไทยยังมีการนำบัวบกมาใช้เพื่อการประกอบอาหารทั้งยังคาวและก็หวานอีกด้วย ที่สามารถสะท้องถึงความใกล้ชิดของบัวบกกับวิธีชีวิตของคนประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนกระทั่งตอนนี้ได้เป็นอย่างดี
ลักษณะทั่วไป บัวบก เป็นไม้ล้มลุกอายุนับเป็นเวลาหลายปี มีลำต้นเป็นไหล(stolen) เลื้อยไปตามพื้นดินหรืออยู่ข้างล่างหน้าผิวดิน ไหลมีลักษณะทรงกลม ไหลอ่อนมีสีขาว ไหลแก่มีสีน้ำตาล ขนาดราว 0.2-0.4 มิลลิเมตร ยาวได้มากกว่า 1 เมตร ไหลมีลักษณะเป็นข้อบ้อง รอบๆข้อเป็นจุดแทงออกของก้านใบ ส่วนข้างล่างของข้อมีรากแขนงแทงลึกลงดิน และก็แต่ละข้อแตกกิ่งแยกไหลไปเรื่อยๆทำให้ต้นบัวบกขึ้นปกคลุมพื้นที่รอบๆได้อย่างดกทึบ ใบบัวบกออกเป็นใบคนเดียว รวมทั้งออกเป็นกลุ่มปริมาณหลายใบรอบๆข้อ แต่ละข้อมีใบ 2-10 ใบ ใบประกอบด้วยก้านใบที่แทงตั้งตรงจากข้อ ก้านใบสูงราว 10-15 ซม. มีลักษณะทรงกลม สีเขียวอ่อน ถัดมาเป็นแผ่นใบที่เชื่อมติดกับก้านใบรอบๆกึ่งกลางของใบ ฐานใบโค้งเว้าเข้าหากัน แผ่นใบมีทรงกลมหรือมีรูปร่างคล้ายไต ขอบใบหยัก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-4 เซนติเมตร แผ่นใบด้านใบเรียบ สีเขียวสด แผ่นใบข้างล่างมีขนสั้นๆปกคลุม แล้วก็มีสีเขียวจางกว่าข้างบน ขอบของใบหยักเป็นคลื่น  ดอกบัวบกออกเป็นช่อที่ซอกใบของข้อ ช่อดอกมีทรงช่อคล้ายร่ม อาจมีช่อคนเดียวหรือมีราวๆ 2-5 ช่อ แต่ละช่อมีโดยประมาณ 3-4 ดอก มีก้านช่อดอกยาวทรงกลม ขนาดเล็ก ประมาณ 0.5-5 เซนติเมตร ส่วนกลีบมีสีขาว ตรงกลางมีเกสรตัวผู้ขนาดสั้น  ผลมีขนาดเล็ก มีลักษณะกลมแบน ยาวราวๆ 3 มม. เปลือกเมล็ดแข็ง มีสีเขียวหรือม่วงน้ำตาล
การขยายพันธุ์ การปลูกบัวบกแรกเริ่มใช้วิธีปลูกด้วยเมล็ด โดยนำมาเพาะในกระบะ เมื่อต้นกล้าแข็งแรงดีแล้ว หรือมีอายุ 15-25 วัน จึงย้ายกล้าลงปลูกไว้ในแปลงแล้ว ทำการดูแล ใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ถัดมาได้พัฒนาเป็นการปลูกให้มีความรวดเร็วเพิ่มขึ้น ลำต้นของบัวบกที่แตกจากต้นแม่ ซึ่งจะทำการขุดไหลหรือลำต้นนั้นให้ติดดิน ต่อจากนั้นนำดินมาพอกที่รากให้เป็นก้อนแล้วเก็บพักเอาไว้ภายในที่ร่ม แล้วพรมน้ำน้อย จึงเก็บไว้อย่างน้อย 1 วัน พอเพียงวันที่ 2 สามารถจะนำกิ้งก้านนั้นไปปลูกได้เลย หรือถ้าเกิดไม่สะดวกที่จะเก็บพักไว้ก็สามารถจะขุดกิ้งก้านมาแล้วปลูกทันทีเลยก็ได้ สำหรับแนวทางการปลูกนั้นมีขั้นตอนดังนี้
การเตรียมดิน ควรจะไถยกร่องเพื่อตากดินแล้วทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 วัน โดยไถพรวนดินให้ร่วนซุยจากนั้นจึงขุดแต่งให้เป็นรูปแปลง ชูร่องเป็นแปลงปลูกกว้าง 3 เมตร ระหว่างแปลงปลูกจัดเป็นร่องน้ำหรือทางเดินกว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 15 เซนติเมตร เพื่อมีการระบายน้ำทิ้งก้าวหน้า เมื่อทำแปลงเสร็จให้ใส่อินทรียวัตถุหว่านลงบนแปลงให้ทั่ว แล้วรดน้ำให้ชุ่ม
                การปลูก ขุดหลุมลึก 3-4 เซนติเมตร แล้วนำต้นกล้าบัวบก ปลูกหลุมละ 1 ต้น โดยให้ระยะห่างระหว่างต้นและก็ระยะระหว่างแถว 15 x 15 เซนติเมตร ซึ่งก็จะได้บัวบกจำนวนต้นต่อไร่โดยประมาณ 70000-72000 ต้น เมื่อปลูกเสร็จแล้วให้กระทำการรดน้ำให้เปียกแฉะ
                การใส่ปุ๋ย ควรจะใส่ปุ๋ยคราวแรกภายหลังจากปลูก 15 – 20 วัน โดยใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 อัตรา 5 กิโลต่อไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งที่สองจะห่างจากการใส่ทีแรก 15 – 20 วันโดยเปลี่ยนเป็นให้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 3 โลต่อไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งที่สามจะห่างจาการใส่ครั้งสอง 15 – 20 วัน โดยเปลี่ยนเป็นใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ในอัตรา 50  กิโลกรัม/ไร่ ทุกครั้งที่มีการให้ปุ๋ยเสร็จแล้วจะต้องรดน้ำให้เปียกแฉะ
                การให้น้ำ สามารถให้น้ำได้ 2 แนวทางเป็น ระบบมินิสปริงเกอร์ ซึ่งเปิดให้น้ำรุ่งเช้าและเย็น ช่วงละ 10-15 นาที ถ้าคือการใช้สายยางเดินฉีดน้ำให้รดกระทั่งจะเปียกเนื่องจากใบบัวบกจะเติบโตก้าวหน้าเมื่อได้รับความชุ่มชื้นที่สมควร
คุณประโยชน์ทางโภชนาการใบบัวบก (ใบสด 100 กรัม)
น้ำ                                                           86                                           กรัม
พลังงาน                                 54                                           กิโลแคลอรี่
โปรตีน                                                    1.8                                          กรัม
ไขมัน                                                       0.9                                          กรัม
คาร์โบไฮเดรต                                        9.6                                          กรัม
ใยอาหาร                                                2.6                                          กรัม
ขี้เถ้า                                                           1.7                                          กรัม
แคลเซียม                                               146                                         มก.
ฟอสฟอรัส                                              30                                           มก.
เหล็ก                                                       3.9                                          มิลลิกรัม
แอสคอบิด (วิตามิน C)                         15                                           มก.
ไทอะมีน (วิตามิน B1)                           0.24                                        มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน (วิตามิน B2)    0.09                                        มก.
ไนอะซีน (วืตามิน B3)                           0.8                                          มก.
เบต้า แคโรทีน                                        2,428                                      ไมโครกรัม
วิตามิน A                                               405                                         ไมโครกรัม
ผลดี / คุณประโยชน์ ประโยช์จากบัวบกที่พวกเราพบเห็นจนกระทั่งคุ้นตาก็คือ การนำใบของบัวบกมาทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรหรือเอามาทำเป็นชาชงรวมไปถึง การนำใบแล้วก็เถาบัวบกมารับประทานเป็นผักสดกับน้ำพริกกะปิคั่ว หมี่กรอบ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ลาบ ก้อย แกงเผ็ด ยำใบบัวบก ซุปหน่อไม้ เป็นต้น
แม้กระนั้นในขณะนี้มีการนำสิ่งใหม่ใหม่ๆมาดัดแปลงให้บัวบก เป็นผลิตภัณฑ์ในแบบต่างๆอีกเยอะมาก เช่น มีการทำสารสกัดจากใบบัวบกเพื่อนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องแต่งตัว ใช้ทำเป็นวัสดุปิดแผล รวมถึงนำมาสร้างเป็นสบู่ใบบัวบก ซึ่งผู้ผลิตระบุว่าช่วยรักษาสิว ทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างขาวสวยใส ผิวหน้าเต่งตึงได้ ทั้งยังยังมีการนำมาผลิตเป็นแคปซูลวางจำหน่าย ซึ่งเจาะจงถึงคุณประโยชน์ว่าในการช่วยทำนุบำรุงสมองเป็นหลัก (Brain tonic) ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของบัวบกนั้นมีดังนี้ สรรพคุณตามตำรายาไทยใช้บัวบกแก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้ช้ำใน ใช้เป็นยาภายนอกรักษาแผล ทำให้แผลหายเร็ว เป็นยาบำรุงและยาอายุวัฒนะ ช่วยสร้างเสริมความจำ บรรเทาอาการปวดศีรษะ แก้อาการมึนศีรษะ ช่วยบำรุงรักษาหัวใจ ชูกำลัง ทุเลาลักษณะของการปวดตามข้อ ตามกล้ามเนื้อ แก้อาการท้องผูก กระตุ้นระบบขับถ่าย แก้อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย แก้โรคซาง แก้โรคดีซ่านในเด็ก ช่วยทำนุบำรุงตับ และไต แก้โรคตับอักเสบ ช่วยบำรุงสายตา แก้ตามัวมัว  เป็นยาขับโลหิตเสีย แก้หิวน้ำ ทุเลาอาการไอ อาการเจ็บคอ แก้อาการเจ็บคอ รักษาโรคหลอดลมอักเสบ รักษาอาการโรคหืดหอบ แก้โรคลมชัก ช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน  รักษาโรคปากเปื่อยยุ่ย ช่วยขับปัสสาวะ แก้โรคนิ่วในระบบทางเท้าปัสสาวะ ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยขับเมนส์ กระตุ้นประจำเดือนให้มาปกติ และก็แก้ลักษณะของการปวดรอบเดือน รักษาฝี ช่วยทำให้ฝียุบ  ส่วนด้านการแพทย์แผนปัจจุบันระบุว่า ข้อมูลจากการศึกษาเรียนรู้ในคนพบว่าบัวบกมีฤทธิ์รักษาความผิดปกติของเส้นเลือดดำ ช่วยทำให้คลายความกลุ้มอกกลุ้มใจ รักษาแผลที่ผิวหนัง และก็รักษาแผลในทางเดินของกิน ช่วยสร้างเสริมแล้วก็กระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและก็อีลาสติน มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านการเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย ช่วยทำนุบำรุงประสาทแล้วก็สมองเสมือนใบแปะก๊วย ช่วยเสริมรูปแบบการทำงานของกาบา (GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยรักษาสมดุลของจิตใจ จึงช่วยบรรเทาและก็ทำให้หลับง่ายมากยิ่งขึ้น  ช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ใบบัวบกมีสารยับยั้งหรือชะลอการขยายตัวของเซลล์ของโรคมะเร็ง
แบบอย่าง/ขนาดการใช้
แก้ไข้ แก้ร้อนใน บอบช้ำใน  จำพวกแคปซูล (รพ.), จำพวกชง(รพ.) ชนิดชง รับประทานทีละ 2 – 4 กรัม ชงน้ำร้อนประมาณ 120 – 200 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร ประเภทแคปซูล  กินครั้งละ 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร ใช้บัวบกรักษาแมลงกัดต่อย และก็รักษาแผล ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข                  ให้ใช้ใบขยี้ทาแก้แมลงกัดต่อย หรือใช้ส่วนใบสด พอกที่แผลสด วันละ 2 ครั้ง   ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ครีมใบบัวบก  ชำระล้างแผลด้วยยาฆ่าเชื้อก่อนทาครีมที่มีสารสกัดจากบัวบกสดปริมาณร้อยละ 7 โดยน้ำหนัก  ทาบริเวณที่เป็นแผลวันละ 1 – 3 ครั้ง หรือตามแพทย์สั่ง ถ้าใช้แล้วไม่ดีขึ้นข้างใน 2 สัปดาห์ ให้หยุดใช้   ควรเก็บครีมใบบัวบกในที่เย็น อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส แก้อาการฉี่ติดขัด ด้วยการใช้ใบบัวบกราวๆ 50 กรัม เอามาตำแล้วพอกบริเวณสะดือ เมื่อปัสสาวะชำนาญดีแล้วค่อยเอาออก  ใช้เป็นยาห้ามเลือด ใส่แผลสด ด้วยการใช้ใบสดประมาณ 20 ใบเอามาล้างให้สะอาด ตำพอกแผลสด  แก้อาการฟกช้ำ ด้วยการกางใบบัวบกมาตีให้แหลกแล้วนำมาโปะบริเวณที่บวมช้ำ หรือจะใช้ใบบัวบกราว 40 กรัม ต้มกับสุราแดงประมาณ 250 cc. ประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วนำมาดื่ม
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย  สารสกัดเอทานอล (2-4) และก็สารสกัดด้วยน้ำร้อน จากส่วนเหนือดิน มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus (2-5), b-Streptococcus group A และ Pseudomonas aeruginosa สารสกัดเฮกเซน สารสกัดไดคลอโรมีเทน สารสกัดเอทิลอะซีเตท สารสกัดอีเทอร์ และก็สารสกัดเมทานอลจากใบ มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ S. aureus แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ P. aeruginosa        สารสกัดจากส่วนราก ใบและส่วนเหนือดิน แล้วก็น้ำมันหอมระเหยจากบัวบก มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียหลายแบบ เป็นต้นว่า Bacillus subtilis, Escherichia coli, Proteus vulgaris แล้วก็ Pseudomonas cichorii  มีกล่าวว่าอนุพันธ์บางประเภทของ asiaticoside สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อวัณโรคในหลอดทดลอง แล้วก็ลดร่องรอยโรคที่เกิดจากเชื้อวัณโรคในตับ ปอด ปมประสาทของหนูตะเภาที่ทำให้เป็นวัณโรคได้           
ฤทธิ์ลดการอักเสบ สารสกัดเอทานอลจากใบมีฤทธิ์ลดการอักเสบอย่างอ่อนในหนูขาว โดยไปยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี cyclooxygenase-1 ซึ่งเกี่ยวกับการสังเคราะห์ prostraglandin สาร saponin ขนาด 1 ไมโครโมล จะลดการอักเสบและอาการบวมในหนูถีบจักรที่ถูกรั้งนำให้เกิดอาการบวมที่หูด้วย croton oil ขี้ผึ้ง Madecassol ซึ่งประกอบด้วยสาร asiatic acid, madecassic acid รวมทั้ง asiaticoside สามารถลดการอักเสบ เมื่อใช้ทาที่ผิวหนังหนูซึ่งมีการอักเสบจากการฉายรังสี ผงแห้งจากส่วนเหนือดินของบัวบก ให้ผู้รับประทาน สามารถลดอาการอักเสบได้
ฤทธิ์รักษาแผลสารสกัด 95% เอทานอลจากใบ ขนาด 1 มล./กิโลกรัม พบว่าส่งผลเพิ่มการเจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุผิว เพิ่มการสร้างคอลลาเจน เมื่อให้ทางปากและทาที่แผลของหนูขาว สารสกัดจากบัวบก (titrated extract) ซึ่งมีสาร asiatic acid, made cassic acid แล้วหลังจากนั้นก็ asiaticoside มีฤทธิ์รักษาแผลในหนูขาว โดยจะรีบการสร้าง connective tissue เพิ่มปริมาณคอลลาเจน และกรด uronic เมื่อนำสารสกัดมาใช้ทาภายนอกเพื่อรักษาแผลในหนูขาว พบว่าทำให้แผลหายเร็วขึ้น โดยการทำให้มีการกระจายตัวของโรคหนองในรอยแผล รวมทั้งแผลมีขนาดเล็กลง แม้กระนั้นถ้าเกิดใช้กินจะไม่เป็นผล  เวลาที่รายงานบางฉบับพบว่า เมื่อให้หนูขาวรับประทานสารสกัดในขนาดวันละ 100 มิลลิกรัม/กก. มีผลสำหรับการรักษาแผลโดยทำให้การสร้างผิวหนังชั้นนอกเร็วขึ้น และจากนั้นก็รอยแผลมีขนาดเล็กลง ครีม ขี้ผึ้งและเจลที่มีสารสกัดน้ำจากบัวบก 5% เมื่อใช้ทาที่แผลของหนูขาว 3 ครั้ง/วัน นาน 24 วัน พบว่ามีผลเพิ่มการเติบโตของเยื่อบุผิว เพิ่มการผลิตคอลลาเจนแล้วก็เพิ่ม tensile strength ซึ่งสูตรที่อยู่ในรูปเจลจะได้ผลดีกว่าขี้ผึ้งแล้วก็ครีม
          สาร asiaticoside มีฤทธิ์รักษาแผล รีบการหายของแผลเมื่อทดสอบในหนูขาว หนูถีบจักร และก็ในคน เมื่อให้สาร asiaticoside ขนาด 1 มิลลิกรัม/กก. ทางปากแก่หนูตะเภาและใช้ทาที่ผิวหนังในหนูตะเภาปกติรวมทั้งหนูขาวที่เป็นเบาหวานซึ่งแผลหายช้า ที่ความเข้มข้น 0.2% และ 0.4% เป็นลำดับ พบว่ามีผลเพิ่ม tensile strength เพิ่มปริมาณของคอลลาเจน และลดขนาดของแผล tincture ที่มี asiaticoside เป็นองค์ประกอบ 89.5% จะรีบการหายของแผล เมื่อใช้ทาที่แผลของหนูตะเภา
          สำหรับเพื่อการทดสอบในคน มีกล่าววว่าครีมที่มีสารสกัดอัลกอฮอล์จากบัวบกเป็นองค์ประกอบ 0.25-1% สามารถช่วยรักษาและก็สร้างผิวหนังในผู้สูงวัย ครีมที่มีสารสกัดจากบัวบก 1% สามารถรักษาแผลอักเสบและก็แผลแยกข้างหลังผ่าตัดในคนไข้ปริมาณ 14 ราย ภายใน 2-8 อาทิตย์ โดยพบว่าได้ประสิทธิภาพที่ดี 28.6% ผลปานกลาง 28.6% รวมทั้งผลพอควร 35.7% ไม่เป็นผล 1 ราย  และรักษาแผลเรื้อรังที่เกิดขึ้นมาจากอุบัติเหตุ ในผู้ป่วยจำนวน 22 ราย ด้านใน 21 วัน พบว่าขนาดของแผลจะลดลง มีแผลหายสนิท 17 ราย ยังไม่หายสนิท 5 ราย  tincture ที่อยู่ในรูป aerosol ซึ่งมี asiaticoside 89.5% เมื่อใช้ฉีดที่แผลของคนเจ็บซึ่งเป็นแผลประเภทต่างๆปริมาณ 20 ราย พบว่าสามารถรักษาแผลหายได้ 16 ราย (64%) และทำให้อาการ 4 ราย (16%) โดยมีอาการใกล้กันเป็น การไหม้ของผิวหนัง (burning sensation)  เมื่อให้ผู้ป่วยที่เป็น post-phlebitic syndrome กินสารสกัด triterpenoid ในขนาด 90 มิลลิกรัม/วัน นาน 3 สัปดาห์ พบว่าจะลดการเพิ่มปริมาณของ circulating endothelial cell
ฤทธิ์แก้ปวดสารสกัด 60% เอทานอลจากใบ ขนาด 20 มิลลิกรัม/กก.  แล้วก็สารสกัด 95% เอทานอลจากทั้งยังต้น ขนาด 100 มก./กก.  มีฤทธิ์แก้ปวดในหนูขาวแล้วก็หนูถีบจักร แม้กระนั้นสารสกัด 50% เอทานอลจากอีกทั้งต้นในขนาด 125 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไม่มีฤทธิ์แก้ปวด เมื่อฉีดเข้าท้องหนูถีบจักร
ฤทธิ์ลดไข้  สารสกัด 95% เอทานอลสามารถลดไข้ได้ 1.20F เมื่อฉีดเข้าทางท้องของหนูขาว แม้กระนั้นถ้าหากฉีดสารสกัด 50% เอทานอล ขนาด 125 มก./โล เข้าท้องหนูถีบจักรจะไม่ได้เรื่อง  สารสกัดเมทานอลจากส่วนเหนือดินและใบ ขนาด 2 ก./กิโลกรัม ไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิของร่างกาย เมื่อทดลองในหนูถีบจักร
ฤทธิ์ต้านฮีสตามีนสารสกัดใบบัวบกด้วยแอลกอฮอล์ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:1 ใช้ทาข้างนอกจะสามารถลดการแพ้ได้ แล้วก็ช่วยบรรเทาลักษณะการเจ็บปวด หรืออักเสบเพราะว่าแมลงกัดต่อย
ฤทธิ์ต้านเชื้อราสารสกัดเอทานอลจากทั้งยังต้น มีผลต่อต้านเชื้อราที่กระตุ้นให้เกิดโรคกลาก ตัวอย่างเช่น Trichophyton mentagrophytes  แล้วหลังจากนั้นก็ T. rubrum เวลาที่สารสกัดด้วยน้ำร้อน ไม่พบว่าส่งผลต้านเชื้อรา 2 จำพวกนี้    ส่วนน้ำมันหอมระเหยจะมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา Aspergillus niger, Rhizopus oryzae, Fusarium solani, Candida albicans และจากนั้นก็ Colletotrichum musae
รักษาแผลในกระเพาะจากการทดสอบในหนูแรทพบว่า สารสกัดด้วยเอทานอล และก็สารสกัดด้วยน้ำจากอีกทั้งต้นรวมทั้งจากใบ มีฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะในหนูที่ถูกรั้งนำให้กำเนิดแผลในกระเพาะด้วยความเครียดและก็กรดเกลือในเอทานอล  โดยจะลดขนาดของแผล เพิ่มจำนวนของเส้นโลหิตขนาดเล็กในเยื่อ เพิ่มแล้วหลังจากนั้นก็การกระจายของเซลล์ที่บริเวณแผล  ซึ่งสอดคล้องกับการทดสอบในกินสารสกัดจากบัวบก (Madecassol) พบว่าช่วยรักษาแผลในกระเพาะและจากนั้นก็ลำไส้ได้
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ     ไม่พบความเป็นพิษของสารสกัดด้วย 50% เอทานอล เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร ขนาด 250 มิลลิกรัม/กก. และฉีดเข้าใต้ผิวหนังหรือให้ทางปากของหนูขาว ขนาด 10 ก./กิโลกรัม  สารสกัด 70% เอทานอลมีค่า LD50 เท่ากับ 675 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ในหนูขาวเพศผู้ (ไม่เจาะจงกรรมวิธีให้) แต่ว่ามีรายงานการแพ้แล้วก็อักเสบต่อผิวหนังในคน เมื่อใช้ผงแห้ง  สารสกัดที่มีกลัยวัวไซด์จากบัวบกจำนวนร้อยละ 2   สารสกัดด้วยน้ำ สารสกัดจากทั้งต้นในความเข้มข้นจำนวนร้อยละ 2 รวมทั้งสารสกัด Madecassol ที่ประกอบด้วย asiatic acid, madecassic acid และ asiaticoside ทาภายนอก 
พิษต่อเซลล์ น้ำคั้นจากบัวบกเป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัด 50% เอทานอลเป็นพิษต่อเซลล์ 9KB  สารสกัดเมทานอลและสารสกัดอะซีโตน มีความเป็นพิษต่อเซลล์ CA-Ehrich, Dalton’s lymphoma และ L929 แต่ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ human lymphocyte สารไทรเทอร์ป่ายปีนส์จากอีกทั้งต้น มีความเป็นพิษต่อเซลล์ fibroblast ของคน
 ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์สารสกัดอัลกอฮอล์มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ในแบบที่อยากเอนไซม์จากตับกระตุ้นการออกฤทธิ์ต่อเชื้อ Salmonella typhimurium TA98, TA100  โดยมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์แบบ frameshift เท่านั้น ไม่พบแบบ base-pair substitution สารสกัดน้ำจากส่วนเหนือดิน ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อ S. typhimurium TA98, TA100
พิษต่อระบบแพร่พันธุ์ น้ำคั้นจากอีกทั้งต้น ขนาด 0.5 มิลลิลิตร ส่งผลคุมกำเนิดในหนูถีบจักร 55.60% สารสกัดจากบัวบกขนาด 0.2 มล. ฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูถีบจักร พบว่าไม่มีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน  สาร saponin จากอีกทั้งต้น ขนาด 2% ไม่เป็นผลฆ่าเชื้อโรคสเปิร์มของคน
กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้        สารสกัด 30% อีเทอร์ นำมาซึ่งการระคายเคืองอย่างอ่อนต่อผิวหนังหนูตะเภา  ในคนมีรายงานการแพ้แล้วก็อักเสบต่อผิวหนัง เมื่อใช้ผงแห้ง  สารสกัดกลัยโคไซด์ 2% สารสกัดน้ำ สารสกัดจากทั้งยังต้น 2% (ไม่เจาะจงจำพวกสารสกัด) รวมทั้งสารสกัด Madecassol ที่มี asiatic acid, madecassic acid และ asiaticoside  oinment ที่มีบัวบกเป็นส่วนประกอบ 1% ทำให้มีการเกิด acute erythemato-bullous การระคายเคืองต่อผิวหนังกำเนิดได้การใช้พืชสดหรือแห้ง  อาการเคืองต่อผิวหนังของบัวบกส่งผลออกจะต่ำ
คำแนะนำ / ข้อควรพิจารณา

  • บัวบกไม่เหมาะสมกับผู้ที่มีภาวะเย็นพร่อง หรือขี้หนาว ท้องเฟ้อเสมอๆ
  • ไม่เสนอแนะให้ใช้ยาที่มีส่วนประกอบของบัวบกในคนที่สงสัยว่าไม่สบายเลือดออกเนื่องจากว่าบางทีอาจบังอาการของไข้เลือดออกได้
  • ควรระวังการกางใบบัวบกร่วมกับยาที่มีผลต่อตับ ยาขับปัสสาวะ และก็ยาที่ส่งผลใกล้กันทำให้ อยากนอน เนื่องจากบางทีอาจเสริมฤทธิ์กันได้
  • ควรจะระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีวิธีการเมแทบอลิซึมผ่าน Cytochrome P450 (CYP 450) เนื่องจากบัวบกมีฤทธิ์ยั้งเอนไซม์ CYP 2C9 และ CYP 2C19
  • สำหรับในการทำเป็นสมุนไพรไม่สมควรนำใบบักบกไปตากแดดเพื่อทำให้แห้ง เนื่องจากว่าจะทำให้สูญเสียตัวยาสมุนไพรซึ่งอยู่ในน้ำมันหอมระเหยได้ โดยให้ผึ่งลมตากเอาไว้ในที่ร่มอากาศถ่ายเทสะดวก เมื่อแห้งแล้ว ให้นำมาใส่ขวดปิดฝาให้สนิทป้องกันความชุ่มชื้น
  • การรับประทานบัวบกในจำนวนที่มากเหลือเกิน จะทำให้ธาตุในร่างกายเสียสมดุลได้ ด้วยเหตุว่าเป็นยาเย็นจัด แม้กระนั้นถ้าหากรับประทานในขนาดที่พอดีแล้วจะไม่มีโทษต่อร่างกายแล้วก็ได้ประโยชน์สูงสุด
เอกสารอ้างอิง

  • อารีรัตน์ ลออปักษา สุรัตนา อำนวยผล วิเชียร จงบุญประเสริฐ. การศึกษาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ (ตอนที่ 1).  ไทยเภสัชสาร 2531;13(1):23-35.
  • จันทรพร ทองเอกแก้ว, 2556, บัวบก : สมุนไพรมากคุณประโยชน์.
  • พิมพร ลีลาพรพิสิฐ สุมาลี พฤกษากร ไชยวัฒน์ ไชยสุต และคณะ. การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางรักษาสิวจากน้ำหมักชีวภาพที่ได้จากพืชไทย.  การประชุมวิชาการประจำปีการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือกแห่งชาติ ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 3, 30 สิงหาคม-3 กันยายน, นนทบุรี, หน้า 40.   
  • บัวบก.สมุนไพรที่มีการใช้ในสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Chen YJ, Dai YS, Chen BF, et al. The effect of tetradrine and extracts of Centella asiatica on acute radiation dermatitis in rats.  Biol Pharm Bull 1999;22(7):703-6.
  • บักบก/ใบบัวบก (Gotu kola) ประโยชน์และสรรพคุณใบบัวบก.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรกรไทย
  • วีระสิงห์ เมืองมั่น.  รายงานผลการวิจัยเรื่องการใช้ครีมบัวบกรักษาแผลอักเสบ.  การประชุมโครงการการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาตำรับยาสมุนไพรที่ใช้ในโรงพยาบาล, กรุงเทพฯ, 30 พค. 2526.
  • กองโภชนาการ กรมอนามัย, 2544, ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย. http://www.disthai.com/
  • บัวบก.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • นันทวัน บุณยะประภัศร และอรนุช โชคชัยเจริญพร,2547, สมุนไพรไม้พื้นบ้าน(2).
  • Dabral PK, Sharma RK.  Evaluation of the role of rumalaya and geriforte in chronic arthritis-a preliminary study.  Probe 1983;22(2):120-7.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์ ชนิพรรณ บุตรยี่. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสมุนไพรไทยในรูปของยาตำรับ  สามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขและสมุนไพรบางชนิด โดยวิธีเอมส์เทสต์.  การประชุมวิชาการ  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 3, 3-4 สิงหาคม 2533:47-9.
  • Maquart FX, Chastang F, Simeon A, Birembaut P, Gillery P, Wegrowski Y. Triterpenes from Centella asiatica  stimulate extracellular matrix accumulation in rat experimental wounds.  Eur J Dermatol 1999;9

6
ตะไคร้
ชื่อสมุนไพร ตะไคร้
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อเขตแดน จะไคร (ภาคเหนือ) , ติดอยู่หอม (ไทใหญ่แม่ฮ่องสอน) , ไคร (ภาคใต้) , สิงไคร , หัวสิงไคร (อีสาน) , ห่อวอตะโป่ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) , เชิดเกรย , เหลอะเกรย (เขมร)
ชื่อสามัญ Lemon grass, West Indian lemongrass , Sweet rush
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf
วงศ์   GRAMINEAE
บ้านเกิด ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวไทยพวกเรามาตั้งแต่อดีตกาลแล้ว ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะตะไคร้เป็นพืชที่มีบ้านเกิดเมืองนอนในแถบเขตร้อนของทวีปเอเชีย ดังเช่น ไทย , ประเทศพม่า , ลาว , มาเลเซีย , อินโดนีเซีย , ประเทศอินเดียว , ศรีลังกา เป็นต้นและยังสามารถเจอได้ในประเทศเขตร้อนบางประเทศในแถบอเมริกาใต้ เช่นเดียวกัน โดยธรรมดา ตะไคร้จัดเป็นไม้ล้มลุกเชื้อสายหญ้าแล้วก็สามารถแบ่งได้เป็น 6 จำพวก ได้แก่ ตะไคร้หอม ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค และตะไคร้หางสิงห์
ลักษณะทั่วไป ตะไคร้ เป็นไม้ล้มลุกสกุลเดียวกับต้นหญ้า มักแก่มากกว่า 1 ปี (ขึ้นกับต้นสายปลายเหตุทางสภาพแวดล้อม)ลำต้นตะไคร้มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง ทรงกระบอก มีความสูงได้ถึง 1 เมตร (รวมทั้งใบ) ส่วนของลำต้นที่เราเห็นจะเป็นส่วนของกาบใบที่ออกเรียงช้อนกันแน่น โคนต้นมีลักษณะกาบใบห่อครึ้ม ผิวเรียบ และมีขนอ่อนปกคลุม ส่วนโคนมีรูปร่างอ้วน มีสีม่วงอ่อนนิดหน่อย และก็เบาๆเรียวเล็กลงกลายเป็นส่วนของใบ แกนกลางเป็นปล้องแข็ง ส่วนนี้สูงราว 20-30 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมทั้งจำพวก และก็เป็นส่วนที่นำมาใช้สำหรับเตรียมอาหาร ใบตะไคร้มี 3 ส่วน คือ ก้านใบ (ส่วนลำต้นที่กล่าวข้างต้น) หูใบ (ส่วนต่อระหว่างกาบใบ และใบ) แล้วก็ใบ  ใบตะไคร้ เป็นใบโดดเดี่ยว มีสีเขียว มีลักษณะเรียวยาว ปลายใบโค้งทางลงดิน โคนใบเชื่อมต่อกับหูใบ ใบมีรูปขอบขนาน ผิวใบสากมือ รวมทั้งมีขนปกคลุม ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ แต่คม กลางใบมีเส้นกึ่งกลางเรือใบแข็ง สีขาวอมเทา มองเห็นต่างกับแผ่นใบชัดเจน ใบกว้างประมาณ 2 ซม. ยาว 60-80 เซนติเมตร  ตะไคร้เป็นพืชที่ออกดอกยาก จึงไม่ค่อยพบเจอ ดอกตะไคร้ดอกจะมีดอกเป็นช่อกระจัดกระจาย มีก้านช่อดอกยาว รวมทั้งมีก้านช่อดอกย่อยเรียงเป็นคู่ๆในแต่ละคู่จะมีใบประดับประดารองรับ มีกลิ่นหอมยวนใจ ดอกมีขนาดใหญ่เหมือนดอกอ้อ
การขยายพันธุ์ ตะไคร้สามารถแพร่พันธุ์ได้ด้วย การปักชำต้นเหง้า โดยตัดใบออกให้เหลือตอนโคนราวๆหนึ่งคืบ เอามาปักชำไว้สักหนึ่งอาทิตย์ก็จะมีรากงอกออกมา แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปลงแปลงดินที่ตระเตรียมไว้  สำหรับวิธีการปลูกตะไคร้มีดังนี้

  • การเตรียมดิน ตะไคร้ถูกใจดินร่วนซุย ให้ไถกลับดินแล้วก็ไถกระพรวนลึกราวๆ 0.5 เมตร แล้วทำหลุม แต่ละหลุมห่างกันราวๆ 0.5 เมตร
  • ลงต้นพันธุ์หลุมละ 3 ต้น กลบดินให้เพียงพอมิดรากตะไคร้ราว 10 ซม.
  • ตอนแรกรดน้ำแต่ละวัน แม้กระนั้นระวังอย่าให้น้ำเข้าไส้ตะไคร้เวลารดน้ำให้รดทีโคนต้นตะไคร้เพียงแค่นั้น มิฉะนั้นต้นตะไคร้จะเน่าห้ามใช้สปริงเกอร์เป็นอันขาดจะต้องให้น้ำที่โคนเท่านั้น
  • ในช่วง 3 วันแรกที่ปลูกให้พรางแสงแดดให้ตะไคร้ด้วย หลังจากตะไคร้ปรับนิสัยได้แล้วให้เอาวัสดุปิดบังแสงออกเพราะเหตุว่าธรรมชาติของตะไคร้ชอบแดด แล้วก็เติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงแรง
  • เมื่อผ่านไป 1 เดือนตะไคร้จะเริ่มตั้งกอ ให้ดูที่ต้น ถ้าต้นเติบโตดี ลำต้นจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 1.5-2 เซนติเมตรก็สามารถตัดไปใช้หรือขายได้ การตัดตะไคร้ให้ตัดติดกก แม้กระนั้นอย่าให้สะเทือนรากที่อยู่ในดินเพราะเหตุว่าตะไคร้สามารถแตกขึ้นมาตั้งกอได้อีก ไม่ต้องไปหาต้นประเภทมาปลูกใหม่แทน
  • เมื่อตัดควรตัดให้หมดกอ เพื่อต้นตะไคร้ที่แตกใหม่จะได้เติบโตได้เต็มกำลัง
  • หลัง จากตัดแล้วตะไคร้จะตั้งกอใหม่ภายในเวลา 1-2 เดือนเมื่อตะไคร้โตเต็มกำลังและก็สามารถตัดได้อีกอยู่ตลอดไปกระทั่งต้นจะชำรุดทรุดโทรม หรือ ตะไคร้ไม่แตกขึ้นมาอีก


ตะไคร้ถูกใจดินที่ร่วนซุย แต่ก็สามารถรุ่งเรืองได้ในดินเกือบทุกประเภทเป็นพืชที่ดูแลง่ายดายถูกใจน้ำถูกใจแดดจ้า เป็นพืชทนแล้งได้ดี รวมทั้งเป็นพืชที่มีโรคน้อย ศัตรูพืชก็ไม่ค่อยมี (คงจะเกิดจากการที่ตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหยในทุกๆส่วนจึงสามารถคุ้มครองป้องกันจากแมลงต่างๆได้)
องค์ประกอบทางเคมี
พบสาร  citral 80% นอกเหนือจากนั้นยังเจอ trans – isocitral , geranial, nerol, geraniol, myrcene, limonene, eugenol, linalool, menthol, nerolidol, camphor, farnesol, citronellol,
ที่มา : wikipedia
citronellal, farnesol , caryophyllene oxide ส่วนในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ มีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้เป็นmenthol, cineole, camphor แล้วก็ linalool จึงลดอาการแน่นจุกเสียด  รวมทั้งช่วยขับลม  ยิ่งกว่านั้นมี citral, citronellol, geraneol และก็ cineole มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียเป็นต้นว่า E. coli   ส่วนค่าทางโภชนาการของตะไคร้มีดังนี้
คุณประโยชน์ทางโภชนาการของตะไคร้ ( 100 กรัม)

  • พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน 1.2 กรัม
  • ไขมัน 2.1 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม
  • เส้นใย 4.2 กรัม
  • แคลเซียม 35 มก.
  • ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 2.6 มก.
  • วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม
  • ไทอามีน 0.05 มก.
  • ไรโบฟลาวิน 0.02 มก.
  • ไนอาสิน 2.2 มก.
  • วิตามินซี 1 มิลลิกรัม
  • ขี้เถ้า 1.4 กรัม


ที่มา: กองโภชนาการ (2544)
ประโยชน์ / สรรพคุณ ใช้ส่วนของเหง้า ลำต้นและใบของตะไคร้ เป็นส่วนประกอบของของกินที่สำคัญหลายอย่างยกตัวอย่างเช่น ต้มยำ รวมทั้งของกินไทยหลากหลายประเภท รวมทั้งใช้เป็นเครื่องเทศทำกับข้าวสำหรับกำจัดกลิ่นคาว ช่วยให้อาหารมีกลิ่นหอม รวมทั้งปรับแต่งรสให้น่ารับประทานมากเพิ่มขึ้น สามารถประยุกต์ใช้ทำเป็นน้ำตะไคร้ น้ำตะไคร้ใบเตย ช่วยดับร้อนแก้หิวได้เป็นอย่างดี  สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายประเภท อาทิเช่น เครื่องปรุงอบแห้ง ตะไคร้แห้งสำหรับชงดื่ม นำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย เป็นต้น
น้ำมันตะไคร้ (น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการสกัดตะไคร้)
– ใช้เป็นส่วนผสมของน้ำหอม
– ใช้เป็นส่วนผสมสำหรับทำสบู่ แชมพูสระผม
– ใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องแต่งตัว
– ใช้ทานวด แก้เมื่อย
– ใช้ทาลำตัว แขน ขา เพื่อปกป้อง ยุง และก็แมลง
– ใช้เป็นส่วนผสมของสารคุ้มครอง และกำจัดแมลง
ส่วนสรรพคุณของทางยาของตะไคร้นั้นมีดังนี้
ตำรายาไทย: ต้น รสหอมปร่า ขับลม ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด  แก้อาการเกร็ง ขับเหงื่อ แก้โรคทางเท้าฉี่ แก้อาการขัดเบา แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะเป็นเลือด ทำให้เจริญอาหาร ลดระดับความดันโลหิต เหง้า แก้เบื่ออาหาร บำรุงไฟธาตุ แก้กษัย ขับลมในไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ปัสสาวะขัด แก้ปัสสาวะทุพพลภาพ แก้นิ่ว เป็นยารักษาโรคเกลื้อน แก้ไข้หวัด ขับเมนส์ ขับตกขาว ใช้ภายนอกทาแก้ลักษณะของการปวดบวมตามข้อ
           หนังสือเรียนยาประจำถิ่นอีสาน : ใช้ต้น ลดไข้ โดยเอามาต้มจนกระทั่งเดือดราว 10 นาที ยกลงดื่มครั้งละครึ่งแก้วสามเวลา ใช้ข้างนอกรักษาโรคผิวหนังโดยต้มกับน้ำและนำมาอาบ
           ตำรับยาสมุนไพรล้านนา: ใช้รักษาอาการบวมในเด็ก กลางคน รวมทั้งคนวัยแก่ โดยในตำรับประกอบด้วยตะไคร้ และก็สมุนไพรอื่นอีก 13 ชนิด นำไปต้มอาบ
           ทางสุคนธบำบัดน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้บ้าน ช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัว สดชื่น ทำให้ขมีขมัน คลายเครียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยสำหรับการย่อยอาหาร ช่วยเจริญอาหาร ทุเลาลักษณะของการปวดโรคข้ออักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ
ส่วนสรรพคุณทางการแพทย์แผนปัจจุบันที่ได้มีการวิจัยทางสถานพยาบาลผลปรากฏว่า น้ำยาบ้วนปากจากตะไคร้สามารถช่วยลดกลิ่นปากที่เกิดขึ้นจากเชื้อแบคทีเรียบางจำพวกลงได้และก็พบว่ามีความปลอดภัยจากการใช้แรงงานในกลุ่มผู้ถูกทดสอบ ยังคงจะต้องมีการปรับปรุงกลิ่นฉุนและรสจากตะไคร้เพิ่มเติมต่อไป และในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากตะไคร้มีอัตราการรักษาคนเจ็บโรคเกลื้อนอยู่ที่ประมาณ 60% เวลาที่ตัวยาคีโตโคนาโซลมีประสิทธิผลทางการรักษาสูงยิ่งกว่า คือ อยู่ที่ 80%  รวมทั้งมีการทดสอบประสิทธิภาพของตะไคร้ด้วยการทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันตะไคร้ลงบนแขนของผู้อาสาสมัครทดสอบ แล้วให้ผู้ทดลองอยู่ในบริเวณที่มีตัวริ้นจำพวก Culicoides Pachymerus อยู่อย่างมากมาย โดยทดสอบซ้ำๆ10 ครั้ง เพื่อทดสอบประสิทธิผลทางการปกป้องภายใน 3-6 ชั่วโมง ผลการทดลองพบว่า โลชั่นที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิผลทางการป้องกันตัวริ้นชนิดนี้ได้สูงสุดถึงโดยประมาณ 5 ชั่วโมง  ส่วนการทดสอบถึงประสิทธิภาพของตะไคร้สำหรับการคุ้มครองยุงก้นปล่องสายพันธุ์ Anopheles Arabiensis ในอาสาสมัครทดสอบผู้ชาย 3 คน พบว่ายากันยุงที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิภาพสำหรับเพื่อการปกป้องยุงได้นานที่ราวๆ 3 ชั่วโมง  ส่วนในประเด็นการกำจัดรังแคนั้น มีงานทดลองหนึ่งในไทยที่นำเอาน้ำมันสกัดจากตะไคร้มาเป็นส่วนผสมในสินค้าน้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่น 5, 10 และก็ 15% โดยมีอาสาสมัครทดสอบเป็นคนประเทศไทยในวัย 20-60 ปี ปริมาณ 30 คน ผลของการทดลองพบว่า ผลิตภัณฑ์น้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่นตะไคร้มีประสิทธิผลต่อการลดปริมาณรังแคลงอย่างเป็นจริงเป็นจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าที่มีส่วนผสมของตะไคร้ 10%
แบบอย่าง/ขนาดการใช้
ใช้รักษาอาการขัดเบา    เหง้าและก็ลำต้นสด   หรือแห้ง  1  กำมือ  หรือน้ำหนักสด  40-60  กรัม  แห้ง  20-30  กรัม  ตีต้มกับน้ำพอควร  แบ่งดื่ม  3  ครั้งๆละ  1  ถ้วยชา (75  ไม่ลิลิตร) ก่อนที่จะรับประทานอาหาร  หรือจะหั่นตะไคร้  คั่วด้วยไฟอ่อนๆเพียงพอเหลือง  ชงด้วยน้ำเดือด  ปิดฝาทิ้งเอาไว้  5-10  นาที  ดื่มแม้กระนั้นน้ำ 3 ครั้ง ครั้งละ  1  ถ้วยชา  ก่อนที่จะกินอาหาร                     
ใช้รักษาท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด   ใช้เหง้ารวมทั้งลำต้นสด  1  กำมือ  น้ำหนัก  40-60  กรัม  ทุบพอแตก  ต้มกับน้ำ  2  ถ้วยแก้ว  เดือด  5-10  นาที  ดื่มแม้กระนั้นน้ำ  ทีละ  1/2  แก้ว  วันละ  3  คราวหน้าอาหาร     
การใช้ตะไคร้รักษาอาการแน่นจุกเสียด ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)

  • นำตะไคร้ต้นรวมทั้งรากจำนวน 5 ต้น สับเป็นท่อน ต้มกับเกลือ เพิ่มน้ำต้ม 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มทีละ 1 ถ้วยแก้ว ติดต่อกัน 3 วัน จะหายปวดท้อง
  • นำลำต้นแก่สดๆทุบเพียงพอแหลกราวๆ 1 กำมือ (40-60 กรัม) ต้มเอาน้ำ


                ใช้รักษาอาการแฮงค์ ใช้ต้นสดโขลกคั้นเอาน้ำกินแก้อาการเมาในกรณีผู้ที่เมามากๆช่วยทำให้หายเร็ว
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้ สารเคมีในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ช่วยขับลม น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้จึงลดอาการแน่นจุกเสียดได้
  • ฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรียปัจจัยอาการแน่นจุกเสียดและท้องเดิน เมื่อนำน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ (ความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 0.3) มาทดลอง พบว่าสามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้มีการเกิดอาการท้องเสียได้ปานกลาง   มีการพัฒนาสูตรตำรับเจล ล้างมือจากน้ำมันตะไคร้สำหรับยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการท้องเดิน พบว่าตำรับที่มีประสิทธิภาพสำหรับเพื่อการยั้งเชื้อแบคทีเรียดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นได้ดีที่สุดหมายถึงตำรับที่มีความเข้มข้นของน้ำมันตะไคร้ร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก รวมทั้งมีการจดสิทธิบัตรสำหรับสารสกัดตะไคร้ที่เป็นส่วนประกอบในยา ของกิน หรือเครื่องสำอาง โดยระบุว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli ได้
  • ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา สารสกัดด้วยเอทานอล และก็น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สามารถต่อต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง ดังเช่น กลาก โรคเกลื้อน ได้  โดยน้ำมันตะไคร้ที่มีสาร citral รวมทั้ง myrcene เป็นองค์ประกอบหลักจะมีฤทธ์ยับยั้งเชื้อราดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แล้วก็เมื่อนำน้ำมันตะไคร้ไปพัฒนาเป็นครีมต้านเชื้อราพบว่าที่ความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 2.5 และก็ 3.0 จะให้ผลต้านทานเชื้อราได้ดิบได้ดีที่สุดรวมทั้งเหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นตำรับยาถัดไป


เมื่อนำน้ำมันหอมระเหย แล้วก็สารสกัดด้วยเฮกเซน, คลอโรฟอร์ม, เอทานอล และน้ำ มาทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อรา พบว่าน้ำมันหอมระเหยและก็สารสกัดตะไคร้ด้วยเฮกเซนสามารถต้านทานเชื้อราได้ทุกชนิด  ส่วนสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราได้น้อย เวลาที่สารสกัดด้วยเอทานอลรวมทั้งน้ำไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา รวมทั้งจากผลของการทดลองยังพบว่าสารประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหย และในสารสกัดด้วยเฮกเซนที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อราได้ดิบได้ดีเป็นสาร citral
                 มีการจดสิทธิบัตรสินค้าตะไคร้ในรูปของ emulsion รวมทั้ง nanocapsule ที่ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ใช้สำหรับรักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา E.  floccosum, Microsporum canis รวมทั้ง  T.  rubrum โดยไปยั้งการเจริญเติบโตหรือฆ่าเซลล์ของเชื้อราดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

  • ฤทธิ์ต้านทานยีสต์ สารสกัดด้วยเอทานอล และน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้สามารถต้านยีสต์ Candida albicans ได้
  • ฤทธิ์แก้ปวด พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถทุเลาอาการปวดได้เมื่อฉีดเข้าทางท้องหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้กำเนิดความเจ็บด้วยความร้อน  หรือถ้าเกิดป้อนน้ำมันหอมระเหยในขนาดเหมือนเดิมทางปากจะสามารถบรรเทาอาการปวดได้เมื่อเทียบกับยา meperidine


ชาชงตะไคร้ เมื่อป้อนให้หนูเม้าส์รับประทานเป็นเวลา 30 นาที ก่อนจะเหนี่ยวนำหนูให้ปวดอุ้งเท้าด้วยสารคาราจีแนน 100 ไมโครกรัม/อุ้งเท้า  หรือด้วยสาร prostaglandin E2  รวมทั้ง dibutyryl cyclic AMP พบว่าสามารถยั้งอาการปวดจากการที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสารคาราจีแนน รวมทั้ง prostaglandin E2 ได้  แม้กระนั้นไม่ได้เรื่องถ้าเกิดเหนี่ยวนำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP  นอกนั้นน้ำมันหอมระเหยตะไคร้  และก็สาร myrcene เมื่อป้อนให้หนูที่ถูกรั้งนำให้กำเนิดอาการปวดด้วย prostaglandin E2  พบว่าสามารถยับยั้งลักษณะของการปวดได้

  • ฤทธิ์ลดไข้ เมื่อให้สารสกัดน้ำร้อนจากใบของตะไคร้ ทางสายยางแก่หนูขาวในขนาด 20 มิลลิลิตร/กิโลกรัม ไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิของหนูขาว แต่ว่าเมื่อฉีดเข้าท้องหนูขาวในขนาด 40.0 มิลลิลิตร/กิโลกรัม พบว่าลดอุณหภูมิของหนูขาวได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง (p< 0.05) (2) เมื่อให้สารสกัดน้ำร้อนจากใบของตะไคร้ ทางสายยางแก่หนูขาวในขนาด 20-40 มล./กก. ทุกเมื่อเชื่อวันตรงเวลา 8 อาทิตย์ พบว่าไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิกายของหนูขาว
  • ฤทธิ์ขับน้ำดี ตะไคร้มีสารช่วยสำหรับเพื่อการขับน้ำดีมาช่วยสำหรับในการย่อยหมายถึงborneol, fenchone รวมทั้ง cineole
  • ฤทธิ์ขับลม ยาชงตะไคร้เมื่อให้กินไม่มีผลขับลม แต่ว่าถ้าหากให้โดยฉีดทางช่องท้องจะให้ผลดี


เมื่อกรอกน้ำมันหอมระเหยจากใบเข้ากระเพาะอาหาร หรือฉีดเข้าท้องหนูถีบจักรเพศผู้ ขนาด 10, 50, 100 มิลลิกรัม/กก. พบว่าสามารถทุเลาลักษณะของการปวดได้ และก็เมื่อกรอก    น้ำมันหอมระเหยจากใบ เข้าด้านในกระเพาะอาหารหนูขาว ขนาด 20% พบว่ามีฤทธิ์ทุเลาลักษณะของการปวดที่รั้งนำด้วย carageenan หรือ PGE2 แต่ไม่เป็นผลในหนูที่ทำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP ซึ่งสารออกฤทธิ์หมายถึงmyrcene (1) นอกเหนือจากนี้เมื่อกรอกสารสกัดเอทานอล 95% จากใบสด เข้ากระเพาะอาหารหนูถีบจักร ขนาด 1 กรัม/กก. พบว่าไม่สามารถทุเลาอาการปวดได้
การศึกษาทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษและการทดลองความเป็นพิษ
เมื่อให้น้ำมันหอมระเหยเข้าทางกระเพาะกระต่าย พบว่ามีค่า LD50 มากกว่า 5 ก./กิโลกรัม ส่วนพิษในหนูขาวไม่ชัดเจน รวมทั้งเมื่อป้อนสารสกัดใบด้วยอัลกอฮอล์รวมทั้งน้ำ (1:1) ขนาด 460 มก./กก. เข้ากระเพาะอาหารหนูถีบจักร พบว่าเป็นพิษ แต่สารสกัดใบด้วยน้ำ ขนาด 20-40 ซีซี/กิโลกรัม เมื่อให้ทางปากไม่พบพิษ และไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน และไม่ส่งผลต่อน้ำหนักตัวของหนูขาว มีผู้ศึกษาเล่าเรียนพิษของน้ำมันหอมระเหย พบว่าอัตราส่วน LD50/TD เท่ากับ 6.9 การป้อนยาชงตะไคร้ให้หนูขาวในขนาด 20 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนเป็นเวลา 2 เดือน ไม่เจอความเป็นพิษ
          การเล่าเรียนพิษรุนแรงของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ขนาด 1,500 ppm ตรงเวลา 60 วัน พบว่าหนูขาวกรุ๊ปที่ได้ตะไคร้ โตเร็วกว่ากลุ่มควบคุม แต่ว่าค่าเคมีเลือดไม่เปลี่ยนแปลง
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล (80%) ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน Staphylococcus typhimurium TA98 แล้วก็ TA100 มีผู้ทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน mammalian cells ของ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญในตะไคร้ พบว่าไม่พบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ มีผู้ทดลองใช้ตะไคร้แห้ง ขนาด 400 มคก./จานเพาะเชื้อ มาทดสอบกับ S. typhimurium TA98 แล้วก็เมื่อนำน้ำต้มใบตะไคร้กับเนื้อ (วัว ไก่ หมู) ขนาด 4, 8 รวมทั้ง 16 มก./จานเพาะเชื้อ ทดลองกับ S. typhimurium TA98 รวมทั้ง TA100 ไม่พบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ และสารสกัดด้วยน้ำขนาด 0.5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่มีผลก่อกลายพันธุ์ใน Bacillus subtilis H-17 (Rec+) รวมทั้ง M-45 (Rec-) ตะไคร้สดในขนาด 1.23 มก./ซีซี ไม่มีพิษต่อยีน (16) แล้วก็ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญก็ไม่เจอพิษเช่นกัน
สาร citral ซึ่งเป็นสารที่ได้จากน้ำมันหอมระเหยจากใบ เป็นพิษต่อเซลล์ P388 mouse leukemia และก็น้ำมันหอมระเหย เป็นพิษต่อเซลล์ P388 leukemia โดยมีค่า IC50 5.7 มคกรัม/มล. แม้กระนั้นเมื่อผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้กับโหระพาช้าง (1:1 vol./vol.) มีค่า IC50 10.2 มคก./มิลลิลิตร ส่วนสกัด (partial purified fraction) ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ PS (murine lymphocytic leukemia P388),FA   ( murine ascites mammary carcinoma FM3A ) แต่สารสกัดหยาบแสดงฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเซลล์ FA สารสกัดใบด้วยเมทานอล ในขนาด 50 มคกรัม/ มล. ออกฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง CA-9KB แม้กระนั้นในขนาด 20 มคก./ มิลลิลิตร ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ RAJI
มีผู้ทดลองพิษของชาที่จัดเตรียมจากตะไคร้พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครร่างกายแข็งแรงกินชาตะไคร้ 1 ครั้ง หรือรับประทานวันละครั้งเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ไม่เจอความเคลื่อนไหวทางเคมีในเลือด เม็ดเลือดรวมทั้งปัสสาวะ มีบางรายเท่านั้นที่มีจำนวนบิลลิรูบิน รวมทั้ง amylase สูงมากขึ้น จึงนับว่าไม่เป็นอันตราย ส่วนน้ำมันตะไคร้เมื่อผสมในน้ำหอม โดยผสมน้ำมันตะไคร้จำนวนร้อยละ 0.8 พบว่ามีอาการแพ้ อย่างไรก็แล้วแต่การแพ้นี้อาจเป็นเพราะเนื่องจากสารอื่นได้ และก็มีรายงานความเป็นพิษต่อถุงลมปอดเมื่อสูดกลิ่นน้ำมันตะไคร้
ข้อเสนอแนะ / ข้อพึงระวัง

  • การบริโภคตะไคร้หรือการใช้ตะไคร้ทาบนผิวหนังเพื่อวัตถุประสงค์ทางการรักษาโรค อาจจะไม่เป็นอันตรายถ้าใช้ตะไคร้ในช่วงเวลาสั้นๆภายใต้การดูแลและคำแนะนำจากหมอ
  • การสูดดมสารที่มีส่วนประกอบของตะไคร้ อาจจะเป็นผลให้เป็นผลข้างๆที่ก่อให้เกิดอันตรายรวมทั้งเป็นพิษต่อร่างกายได้ในคนไข้บางราย อาทิเช่น ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพปอด
  • ขอความเห็นหมอ เภสัชกร และศึกษาเล่าเรียนข้อมูลบนฉลากอย่างระมัดระวังก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆที่มีสารสกัดมาจากตะไคร้ก่อนเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลข้างเคียงที่บางทีอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพข้างหลังการบริโภค
  • ระวังการใช้ตะไคร้รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากตะไคร้ในเป็นต้อหิน (glaucoma) เพราะ citral จะก่อให้ความดันในลูกตาเพิ่มขึ้น
เอกสารอ้างอิง

  • ตะไคร้.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ฉบับประชาชนทั่วไป.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ตะไคร้แกง.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Puatanachokchai R, Vinitketkumnuen U, Picha P.  Antimutagenic and cytotoxic effects of lemon grass.  The 11th   Asia Pacific Cancer Conference, Bangkok Thailand, 16-19 1993.
  • คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.2544.
  • Carlini EA, Contar JDDP, Silva-Filho AR, Solveira-Filho NG, Frochtengarten ML, Bueno,OFA. Pharmacology of  lemongrass (Cymbopogon citratus Stapf).    Effects of teas prepared from the leaves on laboratory animals.  J  Ethnopharmacol 1986;17(1):37-64.
  • ตะไคร้สรรพคุณประโยชน์กับบทพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Lemongrass oil West Indian.  Food Cosmet Toxicol 1976;14:457.
  • กาญจนา ขยัน,การอบแห้งตะไคร้ด้วยเทคนิคการให้ความร้อนแบบไดอิเล็กตริกโดยใช้เครื่องอบไมโครเวฟที่ควบคุมอุณหภูมิได้.
  • Vinitketkumnuen U, Puatanachokchai R, Kongtawelert P, Lertprasertsuke N, Matsushima T.  Antimutagenicity of   lemon grass (Cymbopogon citratus Stapf) to various known mutagens in Salmonella mutation assay.  Mutat Res   1994;341(1):71-5.
  • ตะไคร้ใบตะไคร้ประโยชน์และสรรพคุณตะไคร้.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรไทย.
  • Souza Formigoni MLO, Lodder HM, Filho OG, Ferreira TMS, Carlini EA. Pharmacology of lemongrass  (Cymbopogon citratus Stapf).    Effects of daily two month administration in male and female rats and in  offspring exposed "in utero". J Ethnopharmacol 1986;17(1):65-74.
  • Parra AL, Yhebra RS, Sardinas IG, Buela LI.  Comparative study of the assay of Artemia salina L. and the  estimate of the medium lethal dose (LD50 value) in mice, to determine oral acute toxicity of plant extracts.   Phytomedicine 2001;8(5):395-400.
  • ตะไคร้.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Kauderer B, Zamith H, Paumgartten FJ, Speit G. Evaluation of the mutagenicity of b-myrcene in mammalian cells   in vitro.  Environ Mol Mutagen 1991;18(1):28-34.
  • Lorenzetti BB, Souza GEP, Sarti SJ, et al. Myrcene mimics the peripheral analgesic activity of lemongrass tea.  J  Ethnopharmacol 1991;34(1):43-8.   
  • Skramlik EV. Toxicity and toleration of volatile oils.  Pharmazie 1959;14:435-45.
  • Ostraff M, Anitoni K, Nicholson A, Booth GM. Traditional Tongan cures for morning sickness and their   mutagenic/toxicological evaluations.  J Ethnopharmacol 2000;71(1/2):201-19.
  • Wohrl S, Hemmer W, Focke W, Gotz M, Jarisch R. The significance of fragrance mix, balsam of Peru, colophony   and propolis as screening tools in the detection of fragrance allergy.  Br J Dermatol 2001;145(2):268-73.
  • Onbunma S, Kangsadalampai K, Butryee B, Linna T. Mutagenicity of different juices of meat boiled with herbs   treated with nitrite.  Ann Res Abst, Mahidol Univ (Jan 1 – Dec 31, 2001) 2002;29:350.
  • Costa M, Di Stasi LC, Kirizawa M, et al. Screening in mice of some medicinal plants used for analgesic purposes  in the state of Sao Paulo.  J Ethnopharmacol 1989;27(1/2):25-33.
  • Mishra AK, Kishore N, D

7

หญ้าหนวดแมว
ชื่อสมุนไพร  หญ้าหนวดแมว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  พยับเมฆ (จังหวัดกรุงเทพ) บางรักป่า (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์), อีตู่ป่าดง (เพชรบุรี) ต้นหญ้าหนวดเสือ
ชื่อสามัญ Kidney tea plant, Cat’s whiskers, Java tea, Hoorah grass
ชื่อวิทยาศาสตร์ Orthosiphon aristatus (Blume) Miq.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Orthosiphon grandiflorus Bold. ,Orthosiphon stamineus Benth.
ตระกูล Lamiaceae หรือ Lamiaceae
บ้านเกิดเมืองนอน  ต้นหญ้าหนวดแมวจัดเป็นพืชป่าในเขตร้อนชื้นมีบ้านเกิดแถวเอเชียใต้แถบประเทศอินเดีย , บังคลาเทศ , ศรีลังกาและทางตอนใต้ของจีนแล้วมีการกระจัดกระจายประเภทไปสู่ในประเทศเขตร้อนที่ใกล้เคียง (ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) อย่างเช่น ประเทศพม่า ไทย ลาว เขมร มาเลเซีย ฯลฯ ในประเทศไทย มีการนำหญ้าหนวดแมวมาเป็นสมุนไพรรักษาโรคนิ่วและก็ขับฉี่มานานแล้ว จนกว่าในขณะนี้มีการทำการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับหญ้าหนวดแมวว่าสามารถบรรเทาโรครวมทั้งภาวะต่างๆได้มากมายหลายโรคจึงทำให้ความนิยมชมชอบสำหรับในการใช้หญ้าหนวดแมวมากขึ้นเรื่อยๆ
ลักษณะทั่วไป   หญ้าหนวดแมวมีลักษณะ ต้น เป็นไม้พุ่มล้มลุก ขนาดเล็ก เนื้ออ่อน สูง 30-60 เซนติเมตร มีอายุหลายปี ลำต้นและแขนงออกจะเป็นสี่เหลี่ยมเห็นได้ชัดเจน มีสีม่วงแดง และก็มีขนเล็กน้อย แตกกิ่งก้านสาขามากมาย โคนต้นอ่อนโค้ง ปลายตั้งชัน ตามยอดอ่อนมีขนกระจาย ใบเป็นคนเดียว ออกตรงข้าม สีเขียวเข้ม รูปไข่ หรือรูปสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัด ตามเส้นใบมักมีขน กว้าง 2-5 ซม. ยาว 5-10 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยห่างๆนอกจากขอบที่โคนใบจะเรียบ มีขนตามเส้นใบทั้งยังข้างบนและก็ข้างล่าง เนื้อใบบาง ก้านใบยาว 2-4.5 ซม. มีขน ดอก มีสีขาว หรือขาวอมม่วงอ่อน ออกเป็นช่อกระจะตั้งขึ้น ที่ปลายยอด เป็นรูปฉัตร ยาว 7-29 ซม. มีดอกย่อยราว 6 ดอก ขนาดดอก 1.5 ซม. ดอกจะบานจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน ริ้วประดับรูปไข่ ยาว 1-2 มิลลิเมตร ไม่มีก้าน กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง งอบางส่วน ยาว 2.5-4.5 มิลลิเมตร เมื่อสำเร็จยาว 6.5-10 มิลลิเมตร ด้านนอกมีต่อมน้ำมันหรือเป็นปุ่มๆกลีบโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดตรงเล็ก ยาว 10-20 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นปากสองปาก ปากบนใหญ่กว่า ปากบนมีหยักตื้นๆ4 หยัก โค้งไปทางข้างหลัง ปากข้างล่างตรง โค้งเป็นรูปช้อน เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็น 2 คู่ คู่ด้านล่างยาวกว่าคู่บนบางส่วน ก้านเกสรยาว เกลี้ยง ไม่ติดกัน ยื่นยาวออกมานอกกลีบดอกเห็นได้ชัดเหมือนหนวดแมว อับเรณูเป็น 2 พู ข้างบนบรรจบกัน ก้านเกสรเพศเมียเรียวเล็ก ยาว 5-6 ซม. ปลายก้านเป็นรูปกระบอง ปลายสุดมี 2 พู ผลสำเร็จแห้งไม่แตก รูปขอบขนานกว้าง แบน แข็ง สีน้ำตาลเข้ม ขนาดเล็ก ยาวโดยประมาณ 1-2 มม. ผลจะเจริญก้าวหน้าเป็น 4 ผลย่อยจากดอกหนึ่งดอก ตามผิวมีรอยย่น ออกดอกรวมทั้งติดผลราวกันยายนถึงต.ค. ชอบขึ้นที่ชื้น มีแดดรำไรในป่าริมลำน้ำ หรือน้ำตก
การขยายพันธุ์ หญ้าหนวดแมว เป็นไม้ล้มลุกที่เติบโตเจริญในดินชื้น คล้ายกับกระเพราและโหระพา ก็เลยทนต่อภาวะแห้งได้น้อย โดยเหตุนั้น การปลูกต้นหญ้านวดแมวจำเป็นต้องเลือกสถานที่ปลูกที่ค่อนข้างจะชื้นเสมอหรือมีระบบให้น้ำอย่างทั่วถึง แต่ว่าในฤดูฝนสามารถเติบโตได้ทุกพื้นที่
                อีกทั้งต้นหญ้าหนวดแมวเป็นพืชถูกใจดินร่วน และก็มีอินทรียวัตถุสูง เพราะฉะนั้น ดินหรือแปลงปลูกควรจะเติมสารอินทรีย์ เป็นต้นว่า ปุ๋ยมูลสัตว์ ปุ๋ยคอก ก่อนกระพรวนผสมให้เข้ากันและกำจัดวัชพืชออกให้หมด
ส่วนการปลูกต้นหญ้าหนวดแมว ปลูกได้ด้วย 2 วิธี เป็น

  • การปักชำกิ่ง ตัดกิ่งที่ยังไม่มีดอก ยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร แล้ว เด็ดกิ่งกิ่งก้านสาขา และก็ใบออกด้านโคนกิ่งออก ในความยาวโดยประมาณ 5 เซ็นติเมตร พร้อมทั้งเด็ดยอดทิ้ง ก่อนเอามาปักชำ ซึ่งอาจปักชำในกระถางหรือปักชำลงแปลงปลูก
  • การโปรยเม็ด นำเม็ดหว่านลงแปลงที่ตระเตรียมไว้ โดยหว่านให้เม็ดมีระยะห่างกันโดยประมาณ 3-5 ซม. ก่อนให้น้ำ ใส่ปุ๋ย แล้วก็ดูแลจนถึงต้นกล้าอายุราว 20-30 วัน หรือสูงราวๆ 10-15 เซนติเมตร ก่อนแยกปลูกลงแปลงต่อไป


หญ้านวดแมว เป็นพืชที่อยากความชื้นสูง แม้ขาดน้ำนาน ลำต้นจะเหี่ยว รวมทั้งตายได้รวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ กล้าต้นหญ้าหนวดแมวหรือต้นที่ปลูกไว้ในแปลงแล้ว จะต้องมีการให้น้ำขั้นต่ำ 2 วัน/ครั้ง
การเก็บเกี่ยว ต้นหญ้าหนวดแมว มีอายุเก็บเกี่ยวราว 120-140 วัน ข้างหลังปลูก อาจเก็บเกี่ยวด้วยการถอนอีกทั้งต้นหรือทยอยเด็ดเก็บกิ่งมาใช้ประโยชน์ก็ได้
ส่วนประกอบทางเคมี
หญ้าหนวดแมวมีองค์ประกอบทางด้านพฤกษเคมีที่เด่นเป็น สารกลุ่ม phenolic compoundsยกตัวอย่างเช่น rosmarinic acid, 3’-hydroxy-5, 6,    7, 4’-tetramethoxyflavone, sinensetin แล้วก็eupatorin และก็ pentacyclic triterpenoid ที่สำคัญคือ betulinic acid2 ยิ่งไปกว่านี้ยังเจอ glucoside orthosiphonin, myoinositol, essential oil, saponin, alkaloid, phytosterol, tannin เจอสารกรุ๊ปฟลาโอ้อวดน เป็นต้นว่า sinensetin, 3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxy flavones Potassium Salf ในใบ รวมทั้งHederagenin, Beta-Sitosterol, Ursolic acid ในต้นอีกด้วย
ซึ่งสารในหญ้าหนวดแมวเหล่านี้มีรายงานฤทธิ์ทางสรีรวิทยาแล้วก็เภสัชวิทยามากมายก่ายกอง ตัวอย่างเช่น การขับปัสสาวะ ลดระดับกรดยูริค (hypouricemic activity) ป้องกัน ตับ ไต และกระเพาะ ลดระดับความดันเลือด ต้านสารอนุมูลอิสระหรือปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน ต้านการอักเสบ เบาหวาน รวมทั้งจุลชีวัน ลดไขมัน (antihyper-lipidemic activity) ลดความต้องการรับประทานอาหาร (anorexic  activity)  และก็ปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของร่างกาย (immunomodulation)
 
 
 ส่วนประกอบทางเคมีของสารพฤกษเคมีในหญ้าหนวดแมว (a)    rosmarinic acid, (b)  3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxyflavone, (c) eupatorin, (d) sinensetin, (e) betulinic acid
                 
     Tannin ที่มา: Wikipedia                      Myo-inositol   ที่มา: Google
คุณประโยชน์  ต้นหญ้าหนวดแมวเป็นสมุนไพรที่คนประเทศไทยได้ประยุกต์ใช้รักษาโรคมานานแล้ว โดยมีสรรพคุณตามตำราไทย คือ ใบมีรสจืด ใช้เป็นยาชงแทนใบชา กินขับปัสสาวะ ขับนิ่ว แก้โรคไต และก็กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แก้เมื่อย และไขข้ออักเสบ แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้ถุงน้ำดีอักเสบ ทุเลาอาการไอ แก้หนองใน ราก ขับเยี่ยว ขับนิ่ว ทั้งต้น แก้โรคไต ขับเยี่ยว รักษาโรคกระษัย รักษาโรคปวดตามสันหลัง และก็บั้นท้าย รักษาโรคนิ่ว แก้โรคหนองใน รักษาโรคเยื่อจมูกอักเสบ ล้างสารพิษในไต
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้น มีผลการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยระบุว่า ต้นหญ้าหนวดแมวมีคุณประโยชน์

  • ความดันเลือดสูง หญ้าหนวดแมวทำให้ความดันโลหิตลดน้อยลง แล้วก็ยังสามารถลดภาวการณ์หลอดเลือดหดตัวได้ด้วย ก็ยิ่งทำให้ไม่มีอันตรายในคนไข้กลุ่มนี้เยอะขึ้น
  • การต่อว่าดเชื้อระบบทางเดินฉี่ โรคนี้หมอมักแนะนำให้คนเจ็บดื่มน้ำมากๆโดยยิ่งไปกว่านั้นในระยะเริ่มแรกถ้าดื่มน้ำมากมายๆก็จะสามารถช่วยให้หายได้โดยไม่ต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ การกินน้ำมากมายๆราวกับเป็นการช่วยให้เชื้อโรคถูกขับออกไทยจากระบบฟุตบาทเยี่ยวไปเรื่อยๆยิ่งขับออกเร็วมากเท่าไรลักษณะของโรคก็จะหายเร็วขึ้นมากเพียงแค่นั้นถ้าเกิดเชื้อสะสมอยู่ในระบบทางเดินเยี่ยวก็จะเป็นตัวกระตุ้นการหลั่งสารกลุ่ม cytokines โดยเฉพาะ interleukin 6  ที่ได้ผลเฉพาะที่ในระบบฟุตบาทฉี่และก็กระทบไปทั่วร่างกาย (systemic effect) คือก่อให้เกิดการปวด อักเสบ แล้วก็มีไข้ได้ หญ้าหนวดแมวก็ยังสามารถช่วยลดการอักเสบ ปวด ไข้ และก็ปกป้องไม่ให้เชื้อเกาะติดเนื้อเยื่อระบบฟุตบาทเยี่ยว เชื้อก็จะหลุดออกไปกับน้ำปัสสาวะได้เร็วขึ้น
  • โรคเบาหวาน หญ้าหนวดแมวทำให้น้ำตาลในกระแสโลหิตลดลงเพราะว่ายั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี α-glucosidase และก็  α-amylase  และก็ลดพิษจากการได้รับกลูโคสจำนวนสูง ก็เลยสามารถนำมาใช้ในคนไข้เบาหวานได้อย่างปลอดภัยและหนังสือเรียนยาโบราณยังอาจใช้รักษาโรคเบาหวานได้ด้วย
  • นิ่ว หญ้าหนวดแมวเป็น hypourecimic agent เป็นขับกรดยูริกออกมาจากกระแสเลือด ลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริกได้ อีกทั้งยังลดการบิดเจ็บในไตที่เกิดขึ้นจากนิ่ว calcium oxalate ได้ด้วย
  • โรคมะเร็ง หญ้านวดแมวเป็นพิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็งหลายอย่างรวมทั้งลดการผลิตเส้นเลือดใหม่ไม่ให้ผลิออกไปเลี้ยงก้อนเนื้อโรคมะเร็ง จึงได้ผลดีในการร่วมรักษามะเร็งได้
  • ท่อปัสสาวะตีบแคบ หญ้าหนวดแมวถือได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์มากมายสำหรับการช่วยขับฉี่ในคนไข้ที่มีปัญหาในเรื่องท่อเยี่ยวตีบแคบซึ่งพบได้ย่อยในสุภาพสตรีสูงอายุ เนื่องจากทำให้กล้ามเนื้อเรียบของท่อปัสสาวะคลายตัว
แบบ/ขนาดวิธีการใช้ ตามตำรายาไทยระบุได้ว่า

  • ใช้ขับปัสสาวะ
  • ใช้กิ่งกับใบหญ้าหนวดแมว ขนาดกึ่งกลาง ไม่แก่หรืออ่อนกระทั่งเกินไป ล้างสะอาด เอามาผึ่งในที่ร่มให้แห้ง นำมา 4 กรัม หรือ 4 จับมือ ชงกับน้ำเดือด 1 ขวดน้ำปลา (750 ซีซี.) เช่นกันชงชา ดื่มต่างน้ำตลอดทั้งวัน รับประทานนาน 1-6 เดือน
  • ใช้ต้นกับใบวันละ 1 กอบมือ (สด 90- 120 กรัม แห้ง 40- 50 กรัม ) ต้มกับน้ำรับประทาน ทีละ 1 ถ้วยชา (75 ซีซี.) วันละ 3 ครั้ง ก่อนรับประทานอาหาร
  • ใช้แก้นิ่ว/ขับนิ่ว ให้นำใบอ่อน (ไม่ใช่ดอก) ขอบหญ้าหนวดแมว ราว 2-3 ใบ (ควรจะเก็บตอนที่หญ้าหนวดแมวกำลังออกดอก) มาหั่นเป็นท่อนราวๆ 2-3 ซม. ผึ่งแดดให้แห้งแล้วเอามาชงกับน้ำร้อน (โดยประมาณ 2 กรัมต่อน้ำร้อน 1 แก้ว) ปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที ใช้ดื่ม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้อาการคลื่นไส้ คลื่นไส้ ตำราเรียนยาให้ใช้ใช้ทั้งใบ แล้วก็กิ่งต้มน้ำรวมกับสารส้ม ดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนที่จะกินอาหาร


การเรียนรู้ทางพิษวิทยา การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาของหญ้าหนวดแมวส่วนมากจะมีด้านฤทธิ์การขับปัสสาวะแล้วก็ฤทธิ์สำหรับในการรักษานิ่ว ดังเช่น

  • มีสารฤทธิ์ขับเยี่ยว ทดสอบป้อนทิงเจอร์ของสารสกัดจากใบด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 และจำนวนร้อยละ 70 ให้หนูแรทพบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจำนวนร้อยละ 50 มีฤทธิ์ขับฉี่แล้วก็ขับโซเดียมได้ดีมากว่าสารสกัดด้วยเอทานอลความเข้มข้นร้อยละ 70 แต่ขับโปแตสเซียมออกได้น้อยกว่า นอกเหนือจากนี้สารสกัดด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 ยังมีฤทธิ์ขับกรดยูริคก้าวหน้ามากมาย และพบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 มีปริมาณสารสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น sinesetine, eupatorine, caffeic acid และ cichoric acid สูงยิ่งกว่าสารสกัดด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 70 แต่มีสาร rosemarinic acid น้อยกว่า
  • ฤทธิ์สำหรับเพื่อการรักษานิ่ว มีการศึกษาฤทธิ์สำหรับในการรักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะส่วนบนของหญ้าหนวดแมวเปรียบเทียบกับการดูแลและรักษามาตรฐานด้วยไฮโดรคลอไรไธอาไซด์ และโซเดียมไบคาร์บอเนต พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับต้นหญ้าหนวดแมวมีการเคลื่อนของนิ่วรอบๆกระดูกกระเบนเหน็บมากยิ่งกว่า แล้วก็ช่วยลดการใช้ยารับประทานแก้ปวดได้มากกว่ากลุ่มที่ใช้ยามาตรฐาน แต่ว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้เจ็บป่วยที่ได้รับต้นหญ้าหนวดแมวจะมีความดันเลือดน้อยลงน้อย เวลาที่กรุ๊ปที่ได้ยามาตรฐานจะมีความดันเลือดลดน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ ผู้เจ็บป่วยที่ได้รับต้นหญ้าหนวดแมวจะมีชีพจรในระยะต้น (วันที่ 3 ของการทดสอบ) เร็วขึ้น แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับโปแตสเซียมในเลือด กรุ๊ปที่ได้ยามาตรฐานจะมีเม็ดเลือดแดงในฉี่ในวันที่ 30 ของการทดลองลดน้อยลง การเปลี่ยนแปลงของความถ่วงจำเพาะของปัสสาวะทั้งสองกรุ๊ปไม่ต่างอะไรกัน ขณะที่เจอผลกระทบในกรุ๊ปที่ใช้หญ้าหนวดแมวน้อยกว่ากลุ่มที่ใช้ยามาตรฐาน แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกเหนือจากนี้ มีรายงานผลของการรักษานิ่วในไตในคนไข้ที่ให้รับประทานยาต้มที่เตรียมจากใบหญ้าหนวดแมวแห้ง ความเข้มข้นร้อยละ 0.5 ขนาด 300 มิลลิลิตร ครั้งเดียว ติดต่อกันเป็นเวลานาน 1-10 เดือน พบว่า 9 ราย มีการสนองตอบทางสถานพยาบาลที่ดี พบว่าฉี่ของคนป่วยมีทิศทางเป็นด่างเพิ่มขึ้น ซึ่งชี้แนะว่าน่าจะช่วยลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริคได้


    ยิ่งไปกว่านี้ยังมีการวิจัยในต่างแดนของฤทธิ์สำหรับเพื่อการบำบัดและรักษาลักษณะของโรคต่างๆดังต่อไปนี้

  • การขับฉี่ (diuresis) ตอนนี้พบว่าเนื้อเยื่อบุผิวของกระเพาะปัสสาวะ (uroepithelial tissue) ที่มีตัวรับขอบ ที่มีตัวรับของ adenosinereceptor ทั้ง A1 A2A A2B และก็ A3    สาระสำคัญในต้นหญ้าหนวดแมวมีกลไกการทำงานที่สำคัญคือ กระตุ้น adenosine receptor ประเภท A1    receptor แต่ว่าก็ให้ฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องถึง adenosine receptor อีก 3 ประเภทด้วย ทำให้กล้ามเรียบของกระเพาะปัสสาวะหดตัวแม้กระนั้นกล้ามเรียบของท่อฉี่ (urethra) คลายตัวซึ่งเอื้อต่อการขับปัสสาวะ จึงน่าจะเป็นกลไกที่ประยุกต์ใช้อธิบายการขับเยี่ยวได้
  • นิ่วในไต (urolithiasis) เป็นโรคที่ยังนับว่าเป็นปัญหาอยู่มากและยังไม่รู้จักกลไกที่แจ่มแจ้ง ยาแผนโบราณใช้หญ้าหนวดแมวในการรักษานิ่ว Gao แล้วก็คณะชี้ให้เห็นสมรรถนะของต้นหญ้าหนวดแมวในการปรับปรุงนิ่วที่เกิดขึ้นจากผลึกของ calcium oxalateในเนื้อเยื่อไตของตัวทดลอง โดยการทำให้สาร biomarker กว่า 20 จำพวกที่เปลี่ยนไปเมื่อไตเจ็บจากผลึกของ calcium oxalate สามารถคืนกลับสู่สภาวะธรรมดาได้เรื่องปฏิบัติงานของสารในหญ้าหนวดแมวคาดว่าน่าจะผ่านหลายกลไกในลักษณะ multiple metabolicpathways โดยเฉพาะเมแทบอลิซึมของพลังงานต่างๆกรดอะมิโน taurine hypotaurine purine แล้วก็ citrate cycle นอกจากนี้ยังมีรายงานเพิ่มว่าการขับฉี่บางทีอาจเป็นการช่วยละลายนิ่วแล้วก็ขับออกมากับฉี่ง่ายมากยิ่งขึ้น ทั้งช่วยขับกรดยูริคและก็คุ้มครอง  uric acid stone formation
  • การติดเชื้อของระบบทางเท้าปัสสาวะ (urinary tract infection, UTI) เมื่อนำต้นหญ้าหนวดแมวมาใช้ในระบบทางเดินเยี่ยว ผลพลอยได้ที่น่าดึงดูดเป็น นอกเหนือจากที่จะขับฉี่ที่ช่วยทำให้อาการของการต่อว่าดเชื้อแล้ว ยังสามารถลดการยึดติดของเชื้อประเภท uropathognicEscherichia coli กับเซลล์กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เชื้อถูกขับออกไปจากระบบทางเท้าเยี่ยวได้ง่ายรวมทั้งเร็วขึ้น นอกจากนั้นคุณลักษณะสำหรับการต่อต้านปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน ที่จะลดความเคร่งเครียดจากภาวการณ์ออกซิเดชัน (oxidative stress) ก็เลยลดการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชันสำคัญคือ lipid peroxidation ทำให้ลดการเกิดแผลเป็น (scar formation) ได้
  • การต้านอักเสบ (anti-inflammation) สารสกัดจากใบหญ้าหนวดแมว  (chloroform extract) มีคุณลักษณะตามอักเสบได้ดิบได้ดี ก็เลยมีการประยุกต์ใช้ใน rheumatoid arthritis gout และก็โรคอันมีสาเหตุจากการอักเสบต่างๆกลไกหนึ่งของสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวที่ลดการอักเสบเป็นยับยั้ง cytosolic phospholipaseA2a (cPLA2a) ทำให้การสลาย phospholipid ต่ำลงสาร eupatorin รวมทั้ง sinensetin ยับยั้งการแสดงออกของยีน iNOS รวมทั้ง COX-2 ทำให้การสังเคราะห์ nitric oxide และก็ PGE2 ลดน้อยลงเป็นลำดับ เว้นแต่สารกรุ๊ป phenolic compounds  คือ eupatorin รวมทั้งsinensetin แล้วสารกรุ๊ป diterpines ในหญ้าหนวดแมวก็สามารถยั้งการสังเคราะห์ nitric oxide ได้เช่นเดียวกัน นอกนั้นยังลดการสังเคราะห์ tumornecrosis factor a อีกด้วย สันนิษฐานว่ากลไกการต้านอักเสบผ่าน transcription factor ที่ชื่อ STAT1a
  • การลดไข้ (antipyretic activity)สารสกัดจากหญ้าหนวดแมวมีคุณสมบัติลดการเกิดไข้ได้โดยสารสำคัญที่ออกฤทธิ์คือ rosmarinic acid,sinensetin, eupatorin รวมทั้ง tetramethoxy-flavone ข้อดีที่นอกเหนือจากการต้านทานอักเสบและก็ลดไข้แล้วยังช่วยลดอาหารปวดได้อีกด้วย31 ซึ่งอาการอักเสบ ไข้และก็ปวดจะพบมากสำหรับในการติดโรคของระบบฟุตบาทฉี่
  • สภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycaemia) การใช้หญ้าหนวดแมวในคนเจ็บโรคเบาหวานน่าจะมีความปลอดภัยสูงเพราะสารสกัดหญ้าหนวดแมว สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูทดลองที่เป็นเบาหวานได้ โดยยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี a-glucosidase เพิ่มการแสดงออกของยีนอินซูลินและป้องกันความเป็นพิษที่เกิดจากการรับเดกซ์โทรสขนาดสูงๆ(high glucosetoxicity) โดยผ่านการเติมหมู่ฟอสเฟตให้กับphosphatidylino-sitol 3-kinase (PI3K)


เมื่อกระทำสกัดแยกสาร sinensetin ออกมาทดลองฤทธิ์การยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี a-glucosidase รวมทั้งa-amylase ก็พบว่าสมรรถนะของสารบริสุทธิ์sinensetin สำหรับการยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี a-glucosidase สูงกว่าสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมว (ethanolic extract) ถึง 7 เท่า ด้วยค่า IC50 เท่ากับ 0.66 และก็ 4.63 มก.ต่อมิลลิลิตร เป็นลำดับ ขณะที่ประสิทธิภาพของsinensetin สำหรับเพื่อการยั้งเอนไซม์ a-amylase สูงกว่าสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวถึง 32.5 เท่า ด้วยค่า IC50 พอๆกับ 1.13 และ 36.7 มก.ต่อมิลลิลิตรเป็นลำดับ จึงสันนิษฐานว่าสาร sinensetin อาจเป็นสารสำคัญชนิดหนึ่งสำหรับเพื่อการออกฤทธิ์ของหญ้าหนวดแมวสำหรับการต้านทานโรคเบาหวานชนิดที่ไม่สังกัดอินซูลิน (non-insulin-dependent diabetes) ได้

  • ความดันโลหิตสูง (Hypertension) สารสกัดต้นหญ้าหนวดแมว สามารถลดสภาวะเส้นเลือดหดรัด (vasoconstriction) ด้วยการขัดขวางตัวรับ alpha 1 adrenergic และก็ angiotensin 1 ก็เลยน่าจะปลอดภัยในคนไข้ความดันโลหิตสูง นอกเหนือจากการที่จะไม่มีอันตรายในผู้เจ็บป่วยความดันโลหิตสูงแล้วยังสามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์สำหรับการรักษาความดันโลหิตสูงได้ด้วย คาดว่าสารสำคัญที่ออกฤทธิ์มาจากกรุ๊ป diterpenes และก็ methylripario-chromene A
  • พิษต่อเซลล์ของมะเร็ง (cytotoxicity)ต้นหญ้าหนวดแมวที่สกัดด้วยวิธี supercritical carbon-dioxide ให้ผลที่น่าสนใจ สำหรับในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากด้วยความเข้มข้นที่ยับยั้งการก้าวหน้าของเซลล์ (inhibitory concemtration) ได้ 50 % คือค่า IC50 ต่ำเพียงแต่ 28 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เมื่อเรียนรู้ลงไปในระดับเซลล์ก็พบว่าทำให้เซลล์ตายในลักษณะ apoptosis ที่สามารถมองเห็น nuclearcondensation แล้วก็ความแตกต่างจากปกติของเยื่อไมโตคอนเดรียได้อย่างชัดเจน เมื่อกระทำการสกัดสาร eupatorin มาทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งหลายๆชนิดก็ให้ค่า    IC50  ในระดับตำเป็นไมโครโมล่าร์ ด้วยการขัดขวางวงจรการแบ่งเซลล์ ระยะ G2/M phase จุดเด่นที่เหนือยาเคมีบรรเทาในตอนนี้คือ eupatorin ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ปกติ
  • การต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (anti-oxidation) สารสกัดหญ้าหนวดแมวสามารถลดสารอนุมูลอิสระ อาทิเช่น การลดปฏิกิริยา lipid peroxidation ทำให้เยื่อเซลล์ทนทานแล้วก็แข็งแรง ก็เลยลดการเกิดรอยแผลของระบบทางเท้าฉี่ได้  เว้นเสียแต่ลดการเกิดปฏิกิริยา lipid peroxidation แล้วยังสามารถลดการเกิด hydrogen peroxide ได้อีกด้วย ทำให้เซลล์รอดพ้นจากการถึงแก่กรรมแบบ apoptosis ด้วยการเพิ่มการแสดงออกของยีน  Bcl-2  กับลดการแสดงออกของยีน Bax42  Ho และแผนกทดลองใช้เคล็ดวิธีultrasound-assisted extraction (UAE) มาช่วยสำหรับการสกัดสารจากต้นหญ้าหนวดแมวทำเป็นสารสกัดที่มีฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชันดีขึ้น โดยพบสารrosmarinic  acid,  kaempferol-rutinoside  และก็sinesetine อยู่ในสารสกัดดังที่กล่าวมาแล้ว


การเรียนทางพิษวิทยา เมื่อฉีดสารสกัดด้วยน้ำร้อนจากใบรวมทั้งลำต้นเข้าช่องท้องหนูแรทเพศผู้รวมทั้งเพศเมีย หนูเม้าส์เพศผู้แล้วก็เพศเมีย เจอความเป็นพิษปานกลาง   เมื่อป้อนสารสกัดเดียวดันนี้ให้กับหนูแรททั้งสองเพศทุกๆวันต่อเนื่องกัน 30 วัน ไม่เจอการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว ค่าการตรวจทางชีวเคมีในเลือด และพยาธิภาวะของอวัยวะสำคัญเมื่อดูด้วยตาเปล่า  แล้วก็เมื่อศึกษาความเป็นพิษในระยะยาวนาน 6 เดือน โดยการป้อนหนูแรทด้วยยาชงด้วยน้ำร้อน ซึ่งมีความแรงเสมอกันกับ 11.25, 112.5 แล้วก็ 225 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนเจ็บโรคนิ่วในท่อไต ไม่เจอไม่เหมือนกันของการเติบโต  การกินอาหาร ลักษณะข้างนอกหรือการกระทำที่ผิดปกติ แล้วก็ค่าการตรวจทางชีวเคมีในเลือดเมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม เว้นเสียแต่จำนวนเกร็ดเลือดจะมากขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อใช้ยาในขนาด 18 กรัม/โล/วัน พบว่าระดับโซเดียมในเลือดในกลุ่มทดลองทุกกลุ่ม โปแตสเซียมในหนูเพศเมีย และก็คอเลสเตอรอลในหนูเพศผู้ จะมีระดับต่ำกว่ากรุ๊ปควบคุม   ยิ่งกว่านั้น เมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดจากหญ้าหนวดแมว ติดต่อกันนาน 6 เดือน เทียบกลุ่มควบคุม พบว่า หนูทุกกรุ๊ปมีการเติบโตและรับประทานอาหารได้ใกล้เคียงกัน ไม่พบความไม่ดีเหมือนปกติในระบบเลือดวิทยาและก็ความไม่ปกติของอวัยวะภายใน ส่วนการตรวจผลทางชีวเคมีพบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดทุกขนาดหรูหราโซเดียมต่ำยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม แต่ว่าระดับโปแตสเซียมมีลัษณะทิศทางสูงขึ้น ในหนูเพศผู้ที่ได้รับสารสกัด 0.96 กรัม/โล/วัน จะมีน้ำหนักโดยเฉลี่ยของตับรวมทั้งม้ามมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างไรก็แล้วแต่การตรวจทางจุลพยาธิสภาพไม่เจอความแตกต่างจากปกติที่เซลล์ตับและก็อวัยวะอื่นๆนอกจากการโป่งพองของกรวยไตในหนูขาวที่ได้รับสารสกัด 4.8 กรัม/กก./วัน ที่มีจำนวนเพิ่มมากยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม  กล่าวโดยสรุปสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวมีพิษน้อย  แม้กระนั้นจะต้องรอติดตามวัดระดับโซเดียมรวมทั้งโปแตสเซียมแม้ใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ
ข้อแนะนำ/ข้อควรไตร่ตรอง

  • สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตหรือโรคหัวใจ ไม่สมควรใช้สมุนไพรหญ้าหนวดแมว เนื่องจากว่าสมุนไพรประเภทนี้มีสารโพแทสเซียมสูงมากมาย ถ้าหากไตเปลี่ยนไปจากปกติก็จะไม่สามารถที่จะขับโพแทสเซียมออกมาได้ นำมาซึ่งโทษต่อสภาพทางด้านร่างกายอย่างร้ายแรง รวมทั้งยังมีฤทธิ์ในการขับฉี่ให้ออกมามากกว่าธรรมดา และเกรงว่าขนาดของโพแทสเซียมที่สูงมากมายนั้น บางทีก็อาจจะไปกระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วเปลี่ยนไปจากปกติ ก็เลยบางทีอาจส่งผลเสียต่อโรคหัวใจได้
  • การใช้ใบชองหญ้าหนวดแมวไม่ควรใช้การต้ม ให้ใช้การชง และก็ควรใช้ใบอ่อน เพราะใบแก่จะมีความเข้มข้นอาจก่อให้มีฤทธิ์กดหัวดวงใจ
  • การเลือกต้นนำมาใช้เป็นยาสมุนไพร ควรเลือกต้นที่มองแข็งแรง แข็งและก็ครึ้ม ไม่อ่อนห้อยลงมา ลำต้นมองอวบเป็นเหลี่ยม ต้นมีสีม่วงแดงเข้ม รวมทั้งมองได้จากใบที่มีสีเขียวเข้มเป็นเงาแล้วก็ใหญ่
  • การใช้สมุนไพรต้นหญ้าหนวดแมวเพื่อรักษานิ่วจะได้ประสิทธิภาพที่ดีก็เมื่อใช้กับนิ่วก้อนเล็กๆแต่ว่าจะไม่เป็นผลกับก้อนนิ่วที่มีขนาดใหญ่
  • สมุนไพรต้นหญ้าหนวดแมว ไม่สมควรใช้ร่วมกับยาแอสไพริน เหตุเพราะต้นหญ้าหนวดแมวจะทำให้ยาแอสไพรินไปจับกล้ามเนื้อหัวใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • ผลข้างเคียงของหญ้าหนวดแมว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับคนธรรมดาที่ไม่เคยเป็นโรคหัวใจมาก่อน โดยอาการที่อาจเจอได้คือ ใจสั่น หายใจไม่สะดวก โดยเหตุนั้นการใช้สมุนไพรประเภทนี้หนแรก ถ้าใช้แนวทางการชงด

8

โรคต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)
โรคต่อมทอนซิลอักเสบเป็นยังไง  ต่อมทอนซิล เป็นอวัยวะที่อยู่ภายในลำคอ ซึ่งเป็นต่อมคู่ซ้ายขวาใกล้กับโคนลิ้น โดยเป็นต่อมน้ำเหลืองที่ปฏิบัติหน้าที่จับสิ่งเจือปนจากอาหาร , น้ำดื่มและก็การหายใจ ตัวอย่างเช่น แบคทีเรียที่เข้าสู่ร่างกายคล้ายกองทหารด่านหน้า รวมทั้งบ่อยมากที่ต่อมทอนซิลมักเกิดการอักเสบขึ้น
ต่อมทอนซิลอักเสบ หรือทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)เป็นโรคจากการอักเสบติดเชื้อของต่อมทอนซิลซึ่งเป็นโรคมักพบโรคหนึ่ง พบได้ในทุกอายุ แต่ว่ามักพบกว่าในเด็ก และไม่ค่อยพบในผู้ใหญ่และก็ผู้สูงอายุ จังหวะกำเนิดโรคเท่ากันในเพศหญิงและก็ผู้ชาย  ต่อมทอนซิลอักเสบเจอได้ทั้งการอักเสบติดเชื้อทันควันซึ่งเมื่อกำเนิดมักมีลักษณะร้ายแรงกว่า แม้กระนั้นรักษาหายได้ภายใน 1 - 2 อาทิตย์ รวมทั้งอักเสบเรื้อรังที่ชอบเป็นๆหายๆอาการแต่ละครั้งร้ายแรงน้อยกว่าจำพวกเฉียบพลัน แม้กระนั้นมีลักษณะอักเสบกะทันหันซ้อนได้เป็นระยะๆซึ่งนิยามของต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังตัวอย่างเช่น มีต่อมทอนซิลอักเสบเกิดขึ้นขั้นต่ำ 7 ครั้งใน 1 ปีที่ล่วงเลยไป หรืออย่างต่ำ 5 ครั้งทุกปีต่อเนื่องกันใน 2 ปีที่ล่วงเลยไป หรืออย่างน้อย 3 ครั้งทุกปีต่อเนื่องกันใน 3 ปีที่ล่วงเลยไป
ทั้งโรคนี้กำเนิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่มีเหตุที่เกิดจากกรุ๊ปโรคติดเชื้อรวมทั้งกรุ๊ปโรคไม่ติดเชื้อ ซึ่งในบทความนี้จะขอกล่าวถึงการอักเสบจากโรคติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียซึ่งพบได้เป็นส่วนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า “เบต้า-ฮีโมไลติเตียนกสเตรปโตค็อกคัสกรุ๊ปเอ” (Group A beta-hemolytic streptococcus) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “สเตรปโตค็อกคัส ไพโอจีเนส” (Streptococcus pyogenes) ซึ่งอาจจะก่อให้ผู้เจ็บป่วยมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงตามมาได้
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคต่อมทอนซิลอักเสบ การติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลจำนวนมากเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากไวรัสหรือแบคทีเรียที่ผ่านเข้าทางปาก โดยต่อมทอนซิลจะช่วยป้องกันการต่อว่าดเชื้อด้วยการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวออกมาต่อสู้กับเชื้อโรค แล้วก็เพราะเหตุว่าเป็นภูมิคุ้มกันด่านแรก ต่อมทอนซิลก็เลยเป็นอวัยวะที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการอักเสบแล้วก็ติดเชื้อโรคมาก
โดยต่อมทอนซิลอักเสบส่วนมาก เป็นการติดเชื้อไวรัส ซึ่งเจอได้สูงขึ้นมากยิ่งกว่าการตำหนิดเชื้ออื่นๆโดยประมาณ 70 - 80% ของต่อมทอนซิลอักเสบทั้งผอง ซึ่งเชื้อไวรัสที่ก่อโรคต่อมทอนซิลอักเสบมีหลายอย่างยกตัวอย่างเช่น

  • ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) เชื้อไวรัสที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดหวัดทั่วไป
  • เชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza) ไวรัสที่เป็นต้นเหตุของไข้หวัดใหญ่
  • ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza) ทำให้เกิดโรคกล่องเสียงอักเสบแล้วก็กลุ่มอาการครู้ป
  • ไวรัสเอนเทอร์โร (Enteroviruses) สิ่งที่ทำให้เกิดโรคมือเท้าปาก
  • ไวรัสรูบิโอลา (Rubeola) กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคฝึกฝน
  • ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) เชื้อไวรัสที่มักเป็นสาเหตุ ที่มา : wikipedia           ของอาการท้องเสีย
  • ไวรัสเอ็บสไตน์บาร์ (Epstein-Barr) ซึ่งสามารถนำไปสู่โรคโมโนนิวคลีโอซิส แต่ว่าทอนซิลอักเสบที่เกิดจากแบคทีเรียชนิดนี้จะเจอได้นานๆครั้ง
  • และก็อีกปัจจัยหนึ่งเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียราว 15 - 20 %


สิ่งที่ทำให้เกิดต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่พบได้มากที่สุดเป็นผลมาจากการเชื้อสเต็ปโตคอคคัสกลุ่ม  ที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดทอนซิลอักเสบแบบเป็นหนอง (exudative tonsil litis)
อาการโรคต่อมทอนซิลอักเสบ โดยปกติโรคต่อมทอนซิลอักเสบมักเกิดร่วมกับการอักเสบติดเชื้อของลำคอเสมอ
อาการโรคต่อมทอนซิลอักเสบแยกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ

  • กลุ่มที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัส มีลักษณะเจ็บคอนิดหน่อยถึงปานกลาง และไม่เจ็บเยอะขึ้นตอนกลืน อาจมีอาการเป็นหวัด น้ำมูกใส ไอ เสียงแหบ จับไข้ ปวดหัวเล็กน้อย ตาแดง บางคนอาจมีอาการท้องร่วงหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย  การตรวจดูคอจะเจอผนังคอหอยแดงเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ ทอนซิลบางทีอาจโตนิดหน่อยมีลักษณะแดงเพียงเล็กน้อย
  • กลุ่มที่เป็นผลมาจากแบคทีเรีย จะมีลักษณะอาการไข้สูงเกิดขึ้นเฉียบพลัน หนาวสั่น  ปวดหัว  เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวเรียกตัว  เหน็ดเหนื่อย  เบื่ออาหาร  เจ็บคอมากจนกลืนน้ำลายหรืออาหารลำบาก  อาจมีอาการปวดร้าวขึ้นไปที่หู  บางบุคคลอาจมีลักษณะของการปวดท้อง  หรือคลื่นไส้แล้วก็มีกลิ่นปากร่วมด้วย  ชอบไม่มีอาการน้ำมูกไหล ไอ  หรือตาแดง  แบบการตำหนิดเชื้อจากไวรัส


                นอกจากนี้จะเจอผนังคอหอยแล้วก็เพดานอ่อน  มีลักษณะแดงจัดและบวม  ต่อมทอนซิลบวมโตสีแดงจัด  และมีแผ่นหรือจุดหนองสีขาวๆเหลืองๆติดอยู่บนต่อมทอนซิล  ยิ่งไปกว่านี้       ยังบางทีอาจตรวจเจอต่อมน้ำเหลืองที่ใต้ขากรรไกรบวมโตแล้วก็เจ็บ
กรรมวิธีการรักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบ
การวิเคราะห์โรคต่อมทอนซิลอักเสบ หมอจะวิเคราะห์พื้นฐานด้วยอาการแสดงและการตรวจลำคอโดยอาจใช้ขั้นตอนการต่อไปนี้

  • ใช้ไฟฉายส่องมองรอบๆคอ แล้วก็บางทีอาจมองบริเวณหูรวมทั้งจมูกร่วมด้วย เหตุเพราะเป็นบริเวณที่แสดงอาการติดโรคได้เช่นเดียวกัน
  • ตรวจดูผื่นแดงที่เป็นลักษณะโรคไข้อีดำอีแดงซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียตัวเดียวกับกับโรคคออักเสบ
  • ตรวจด้วยการคลำสัมผัสเบาๆที่คอเพื่อมองว่าต่อมน้ำเหลืองบวมหรือไม่
  • ใช้เครื่องสเต็ทโทสโคปฟังเสียงจังหวะการหายใจของคนเจ็บ


ถ้าเจอฝาผนังคอหอยแล้วก็ทอนซิลมีลักษณะแดงเพียงเล็กน้อยหรือเปล่ากระจ่าง ก็มักเป็นผลมาจากการติดเชื้อไวรัส   ถ้าหากทอนซิลบวมโต แดงจัด และก็มีแผ่นหรือจุดหนองติดอยู่บนต่อมทอนซิล  ก็ชอบมีเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อบีตาฮีโมโลติเตียนกสเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ  ในรายที่ยังไม่แน่ใจแพทย์อาจจำต้องทำการตรวจหาเชื้อจากรอบๆคอหอยและก็ทอนซิล  โดยใช้แนวทางที่เรียกว่า "rapid strep test" ซึ่งสามารถรู้ผลประโยชน์ในไม่กี่นาที หากผลการตรวจไม่ชัดแจ้ง  ก็อาจจำเป็นต้องทำการเพาะเชื้อซึ่งจะทราบผลใน 1-2 วัน

การดูแลรักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบ แพทย์จะให้การรักษาตามปัจจัยที่พบ เป็น

  • มีต้นเหตุมาจากเชื้อไวรัส ก็จะให้การรักษาแบบช่วยเหลือตามอาการ เป็นต้นว่า ยาลดไข้ แก้ไอ แก้หวัด ไม่มีการให้ยายาปฏิชีวนะ เนื่องจากไม่สามารถที่จะฆ่าเชื้อโรคไวรัสได้ ซึ่งลักษณะของโรคมักจะหายได้ด้านใน 1 สัปดาห์
  • เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเชื้อแบคทีเรีย เว้นเสียแต่ให้ยาทุเลาตามอาการแล้ว ก็จะให้ยายาปฏิชีวนะรักษาโดยใช้ ได้แก่ เพนิสิลลินวี (Penicillin V) อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) อีริโทรไมซิน (Erythromyin)  อาการมักทุเลาหลังกินยาปฏิชีวนะ 48-72 ชั่วโมง  โดยหมอจะให้กินยาสม่ำเสมอกระทั่งครบ 10 วัน เพื่อคุ้มครองปกป้องภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา


ดังนี้การกินยาปฏิชีวนะจำเป็นจะต้องกินให้ครบตามคำแนะนำของหมอ เพื่อแน่ใจว่าแบคทีเรียถูกกำจัดจนหมด เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียที่กำจัดไม่หมดอาจจะส่งผลให้การต่อว่าดเชื้อห่วยลงหรือแพร่ไปไปยังส่วนอื่นของร่างกาย ยิ่งไปกว่านี้ในเด็กยังเสี่ยงเกิดภาวะแทรก ยกตัวอย่างเช่น การตำหนิดเชื้ออย่างหนักที่ไต และก็ไข้รูมาติกซึ่งเป็นการติดเชื้อโรครอบๆลิ้นหัวใจร่วมกับจับไข้ตามมาได้
ยิ่งกว่านั้นยังมีวิธีการผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออก (tonsillectomy) ซึ่งเป็นวิธีรักษาทอนซิลอักเสบที่เป็นซ้ำบ่อยมาก หรือต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง หรือทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ตอบสนองต่อการดูแลและรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเท่านั้น โดยพิจารณาได้จากอาการที่กำลังจะกล่าวต่อไปนี้

  • ทอนซิลอักเสบมากกว่า 7 ครั้งในรอบหนึ่งปี
  • ต่อมทอนซิลอักเสบมากยิ่งกว่า 4-5 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 2 ปีให้หลัง
  • ทอนซิลอักเสบมากยิ่งกว่า 3 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 3 ปีให้หลัง


นอกเหนือจากนั้น แพทย์ยังอาจใช้การผ่าตัดทอนซิลในเรื่องที่ต่อมทอนซิลอักเสบทำให้มีการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ยากจะรักษาตามมา เป็นต้นว่า

  • ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการนอนกรมเพราะเหตุว่าต่อมทอนซิลโต)
  • หายใจลำบาก (เพราะเหตุว่าต่อมทอนซิลโตมากมายจนถึงอุดกั้นทางเท้าหายใจ)
  • กลืนลำบาก โดยเฉพาะเมื่อกลืนเนื้อหรือของกินชิ้นครึ้มๆ
  • เป็นฝีที่ใช้ยาปฏิชีวนะแล้วยังไม่ดีขึ้น
  • มีต่อมทอนซิลโตด้านเดียว ซึ่งอาจเป็นลักษณะโรคโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (ต่อมทอนซิล)


ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ  การบวมอักเสบของต่อมทอนซิลบ่อยมากหรือเรื้อรังอาจตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อนอื่นๆอาทิเช่น เกิดภาวะหยุดหายใจขณะกำลังนอนหลับ หายใจไม่สะดวก การต่อว่าดเชื้อที่แพร่ลึกลงไปสู่เนื้อเยื่อรอบๆ
ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่จะนำมาซึ่งโรคต่างๆตามมา ได้แก่  ในกรุ๊ปที่มีเหตุที่เกิดจากไวรัส จำนวนมากจะไม่มีภาวะแทรกซ้อน ส่วนผู้ที่ลักษณะโรคร่วมกับเป็นไข้หวัด  ไข้หวัดใหญ่  ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อน ดังเช่นว่า ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ  ปอดอักเสบ เป็นต้น แล้วก็ในกรุ๊ปที่มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย อาจมีภาวะแทรกซ้อนดังนี้

  • เชื้อบางทีอาจแผ่ขยายไปยังบริเวณใกล้เคียง ทำให้เป็นหูชั้นกลางอักเสบ จมูกอักเสบ ภูมิแพ้ ปอดอักเสบ ฝีที่ต่อมทอนซิล
  • เชื้ออาจเข้ากระแสเลือดแพร่ระบาดไปยังที่ต่างๆ ทำให้เป็นข้ออักเสบประเภทรุนแรง กระดูกอักเสบเป็นหนอง  เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • ทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิต่อต้านตัวเอง (autoimmun reaction) พูดอีกนัยหนึ่งภายหลังติดเชื้อโรคแบคทีเรียจำพวกนี้ ร่างกายจะสร้างสารภูมิคุ้มกัน (แอนติบอดี) ต่อเชื้อขึ้นมา แล้วไปก่อปฏิกิริยาขัดขวางเนื้อเยื่อของตนเอง กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคแทรกรุนแรง ดังเช่นว่า ไข้รูมาติก (มีการอักเสบของข้อรวมทั้งหัวใจ ถ้าหากปล่อยให้เป็นเรื้อรัง อาจจะก่อให้เกิดโรคลิ้นหัวใจพิการ หัวใจวายได้) รวมทั้ง หน่วยไตอักเสบกะทันหัน (มีไข้ บวม ฉี่สีแดง อาจจะเป็นผลให้เกิดภาวะไตวายได้) โรคแทรกซ้อนเหล่านี้มักกำเนิดข้างหลังต่อมทอนซิลอักเสบ 1-4 สัปดาห์


สำหรับไข้รูมาติก มีโอกาสเกิดขึ้นประมาณร้อยละ 0.3-3 ของคนที่มิได้รับการดูแลรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างแม่นยำ แต่ทั้งนี้การคุ้มครองป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงดังที่กล่าวมาข้างต้นสามารถทำเป็นง่ายๆด้วยการกินยาปฏิชีวนะให้ครบ 10 วัน (ถึงแม้อาการจะดีขึ้นหลังกินยาได้ 2-3 วันไปรวมทั้งตาม)
การติดต่อของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบติดต่อได้เช่นเดียวกับในโรคไข้หวัดทั่วๆไปและก็ในไข้หวัดใหญ่เป็น เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของดรคอยู่ในน้ำลายและเสลด (รวมทั้งสารคัดเลือกหลั่งอื่นๆ) ของคนป่วย และก็จะติดต่อจากการสัมผัสเชื้อโรคดังกล่าวข้างต้นจากผู้เจ็บป่วย จากการไอ จาม หายใจ หรือการสัมผัสสารคัดเลือกหลั่งจากจมูกรวมทั้งโพรงปากดังเช่น น้ำมูก น้ำลายผู้เจ็บป่วย และก็จากใช้ของใช้ส่วนตัวที่สัมผัสสารคัดเลือกหลั่งดังที่กล่าวถึงมาแล้ว

  • มีต่อมต่อมทอนซิลโตข้างเดียว ซึ่งอาจเป็นลักษณะโรคโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (ต่อมทอนซิล)


ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ  การบวมอักเสบของต่อมทอนซิลบ่อยหรือเรื้อรังอาจตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อนอื่นๆเช่น เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หายใจลำบาก การตำหนิดเชื้อที่แพร่ลึกลงไปสู่เยื่อรอบๆ
ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่จะส่งผลให้เกิดโรคต่างๆตามมา ตัวอย่างเช่น  ในกรุ๊ปที่มีสาเหตุมาจากไวรัส จำนวนมากจะไม่มีภาวะแทรกซ้อน ส่วนผู้ที่ลักษณะโรคร่วมกับป่วยหวัด  ไข้หวัดใหญ่  ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อน เป็นต้นว่า ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ  ปอดอักเสบ ฯลฯ แล้วก็ในกลุ่มที่มีต้นเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย อาจมีภาวะแทรกซ้อนดังต่อไปนี้

  • เชื้ออาจแผ่ขยายไปยังรอบๆใกล้เคียง ทำให้เป็นหูชั้นกลางอักเสบ จมูกอักเสบ ภูมิแพ้ ปอดอักเสบ ฝีที่ต่อมทอนซิล
  • เชื้ออาจเข้ากระแสเลือดแพร่ระบาดไปยังที่ต่างๆ ทำให้เป็นข้ออักเสบจำพวกเฉียบพลัน กระดูกอักเสบเป็นหนอง  เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • ก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง (autoimmun reaction) พูดอีกนัยหนึ่งภายหลังติดโรคแบคทีเรียจำพวกนี้ ร่างกายจะสร้างสารภูมิคุ้มกัน (แอนติบอดี) ต่อเชื้อขึ้นมา แล้วไปก่อปฏิกิริยาต่อต้านเยื่อของตนเอง นำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรง เป็นต้นว่า ไข้รูมาติก (มีการอักเสบของข้อและก็หัวใจ หากปล่อยให้เป็นเรื้อรัง อาจจะทำให้กำเนิดโรคลิ้นหัวใจทุพพลภาพ หัวใจวายได้) รวมทั้ง หน่วยไตอักเสบฉับพลัน (มีไข้ บวม ฉี่สีแดง อาจจะส่งผลให้เกิดภาวะไตวายได้) โรคแทรกพวกนี้มักกำเนิดหลังทอนซิลอักเสบ 1-4 สัปดาห์


สำหรับไข้รูมาติก มีโอกาสเกิดขึ้นราวจำนวนร้อยละ 0.3-3 ของคนที่มิได้รับการดูแลและรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้อง แต่ทั้งนี้การป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงดังกล่าวสามารถทำได้กล้วยๆด้วยการกินยาปฏิชีวนะให้ครบ 10 วัน (หากว่าอาการจะดีขึ้นกว่าเดิมข้างหลังกินยาได้ 2-3 วันไปรวมทั้งตาม)
การติดต่อของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบติดต่อได้เช่นเดียวกับในหวัดทั่วๆไปแล้วก็ในโรคไข้หวัดใหญ่เป็น เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของดรคอยู่ในน้ำลายและเสมหะ (รวมถึงสารคัดหลั่งอื่นๆ) ของคนป่วย รวมทั้งจะติดต่อจากการสัมผัสเชื้อโรคดังที่กล่าวมาแล้วจากผู้เจ็บป่วย จากการไอ จาม หายใจ หรือการสัมผัสสารคัดเลือกหลั่งจากจมูกรวมทั้งโพรงปากดังเช่นว่า น้ำมูก น้ำลายคนเจ็บ และก็จากใช้ของใช้ส่วนตัวที่สัมผัสสารคัดหลั่งดังที่กล่าวมาข้างต้น
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบ
ฟ้าทะลายขโมย ชื่อวิทยาศาสตร์ Andropraphis paniculata (Burm.f.) Wall. EX Nees ชื่อพ้อง Justicia paniculata Burm.f. ชื่อตระกูล Acanthaceae คุณประโยชน์: ตำราเรียนยาไทย: มีการใช้ส่วนเหนือดินเก็บก่อนจะมีดอก เพื่อรักษาไข้ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ดับพิษร้อน ยับยั้งอักเสบในอาการไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ขับเสลด ลดบวม แก้ติดเชื้อ ต้นแบบแล้วก็ขนาดการใช้ยา:.ทุเลาลักษณะการเจ็บคอ                   กินทีละ 3-6 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารแล้วก็ก่อนนอน บรรเทาอาการหวัด กินทีละ 1.5-3 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก็ก่อนนอน  ส่วนประกอบทางเคมี: สารประเภทแลคโตน andrographolide,neoandrographolide,deoxyandrographolide, deoxy-didehydroandrographolide สารกลุ่มฟลาโอ้อวดน ตัวอย่างเช่น aroxylin, wagonin, andrographidine A 
จากการศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากฟ้าทะลายมิจฉาชีพในคนเจ็บระบบทางเดินหายใจส่วนบนไม่ร้ายแรง  223 คน แบ่งเป็นกรุ๊ปที่กินสารสกัดจากฟ้าทะลายมิจฉาชีพ 200 มก.ต่อวัน รวมทั้งอีกกรุ๊ปรับประทานยาหลอกเป็นระยะเวลา 5 วัน ซึ่งจะประเมินผลด้วยการวัดอาการจากเพศผู้เจ็บป่วยเองในด้านต่างๆได้แก่ อาการไอ เสมหะ มีน้ำมูก ปวดหัว มีไข้ เจ็บคอ อาการอ่อนเพลียง่าย และก็ปัญหาในการนอน ผลพบว่า ทั้ง 2 กลุ่มมีลักษณะอาการดีตั้งแต่เริ่มจนจบการทดลอง แม้กระนั้นกลุ่มที่กินสารสกัดจากฟ้าทะลายโจรได้ผลได้อย่างเห็นได้ชัดในช่วงวันที่ 3-5 มากยิ่งกว่ากลุ่มที่รับประทานยาหลอก อย่างไรก็แล้วแต่ ยังเจอผลข้างเคียงนิดหน่อยในอีกทั้ง 2 กลุ่ม จากการทดสอบจึงมั่นใจว่าฟ้าทะลายมิจฉาชีพบางทีอาจช่วยรักษาหรือบรรเทาอาการติดเชื้อในทางเดินหายใจตอนต้น
โทงเทง ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Physalis angulata  L. ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ : Physalis minima ชื่อสามัญ :   Hogweed, Ground Cherry ชื่อสกุล :   SOLANACEAE สรรพคุณโทงเทง : หนังสือเรียนยาไทย ผลรสเปรี้ยวเย็น แก้ต่อมน้ำลายอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้ฝีในคอ แก้อักเสบในคอ แก้ร้อนในหิวน้ำ ตำพอกแก้ปวดบวม
ส่วนคุณประโยชน์ที่สำคัญของโตงเตงที่ ใช้รักษาอาการต่อมทอนซิลอักเสบ โดยแพทย์ประจำถิ่นนั้นจะใช้ทั้งยังต้นตำให้แหลกละลายกับเหล้า เอาสำลีชุบเอาน้ำยาใช้อมไว้ข้างแก้ม กลืนน้ำผ่านลำคอทีละนิด แก้ทอนซิลอักเสบ หรือที่เรียกว่าต่อมน้ำลายอักเสบ แก้ฝีในคอ ใช้แก้อาการอักเสบในลำคอได้ดี หรือผู้ที่แพ้แอลกอฮอล์ก็ใช้ละลายกับน้ำส้มสายชูแทน ใช้ภายในแก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ ใช้ภายนอกแก้ฟกบวมอักเสบทำให้เย็น และอีกแบบเรียนยาหนึ่งบอกว่าแก้ต่อมทอนซิลอักเสบ ให้ใช้ต้นนี้ใหม่ๆ(หรืออย่างแห้งก็ใช้ได้) 3 หัว แผ่น ฝักชุบน้ำตาล 2 แผ่น ใส่น้ำ 1 ถ้วย ต้มให้เหลือครึ่งถ้วย กินครั้งเดียวหมด เด็กก็รับประทานลดลงตามส่วน จากการดูแลรักษาคนไข้ร้อยกว่าราย บางคนกิน 4-10 ครั้งก็หาย บางบุคคลรับประทานติดต่อกันถึง 2 เดือนจึงหาย
ปลาไหลเผือก ชื่อวิทยาศาสตร์ :  EURYCOMA LONGIFOLIA Jack. วงศ์ : SIMAROUBACEAE คุณประโยชน์ทางยา : ราก ต่อต้านโรคมะเร็ง รักษาโรคอัมพาต ช่วยถ่ายน้ำเหลือง ขับพยาธิ แก้อาการท้องผูก แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้อาการเจ็บคอ วิธีการใช้ตามตำราไทย : ต้านทานโรคมะเร็ง ช่วยขับถ่ายน้ำเหลือง ขับพยาธิ แก้ท้องผูก แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้ลักษณะของการเจ็บคอ นำรากแห้งประมาณ 8-15 กรัม เอามาต้มเอาน้ำก่อนกินอาหารทุกตอนเช้าและเย็น (2 เวลา)
เอกสารอ้างอิง

  • พรพิมล พฤกษ์ประเสริฐ.(2550). การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน. ใน ประยงค์ เวชวนิชสนอง และวนพร อนันตเสรี. กุมารเวชศาสตร์ทั่วไป (หน้า214-216).หน่วยผลิตตำราคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ทอนซิลอักเสบ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่324.คอลัมน์สารานุภาพทันโรค.เมษายน.2549
  • ศ.พญ.นวลอนงค์ วิศิษฎสุนทร.คออักเสบและตอ่มทอนซิลอกัเสบปัญหาของหนูน้อย.ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.
  • ทอนซิลอักเสบ-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 410-413.
  • วิทยา บุญวรพัฒน์.”โทงเทง” หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.หน้า284.
  • ฟ้าทะลายโจร.ฐานข้อมูลเครื่องยา.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • โทงเทง สมุนไพรหยุดการอักเสบในลำคอ.ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร.สถาบันวิจัยสมุนไพร.กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.



Tags : โรคต่อมทอนซิลอักเสบ

9

พิมเสน (Bomed Camphor)
พิมเสนคืออะไร พิมเสนมีชื่อเรียกหลายชื่อ อย่างเช่น ภิมเสน ภีมเสน พิมเสนเกล็ด พิมเสนจังหวัดตรังกานู พรมแสน มีชื่อสามัญว่า “Borneo Camphor” แขกอินเดียในบอมเบย์เรียก “Bhimseni” หรือ “Boras” ชาวฮินดูเรียก “Bhimsaini-kapur” หรือ “Barus kapur”  โดยทั่วไปแล้วพิมเสนแบ่งออกได้เป็น 2 จำพวกหมายถึงพิมเสนที่ได้จากธรรมชาติหรือพิมเสนแท้ ชื่อสามัญ Borneol camphorและพิมเสนสังเคราะห์ หรือพิมเสนเทียม ชื่อสามัญ Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนจะมีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆแบนๆมีสีขาวขุ่นหรือออกแดงเรื่อๆ(ถ้าหากเป็นพิมเสนบริสุทธิ์จะเป็นผลึกรูปแผ่นทรงหกเหลี่ยม) มีเนื้อแน่นกว่าการบูร ระเหิดได้ช้ากว่าการบูร ติดไฟให้แสงสว่างจ้าแล้วก็มีควันมากมาย ไม่มีเถ้าถ่าน ละลายได้ยากในน้ำ ละลายได้ดิบได้ดีในตัวทำละลายประเภทขั้วต่ำ พิมเสนมีกลิ่นหอมหวนเย็น ฉุน รสหอม เย็นปากเย็นคอ สมัยเก่าคนไทยนิยมใช้ใส่เอาไว้ภายในหมากพลูบด
สูตรทางเคมีและสูตรโครงสร้าง พิมเสนแท้ (Borneo Camphor) เป็นสารประกอบอินทรีย์ประเภทไบไซคิก  แล้วก็เป็นสารกรุ๊ปเทอร์พีน มีสูตรเคมีเป็น C10H18O มีชื่อทางเคมีว่า(+)-borneol หรือ endo-2-camphanol หรือ endo-2-hydroxycamphane  มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาว 6 เหลี่ยม มีกลิ่นหอมสดชื่นฉุนเหมือนการบูร ติดไฟให้แสงจ้ารวมทั้งมีควันมาก ไม่มีขี้เถ้า มีมวลโมเลกุล 154.25                gmd -1 แล้วก็มีความถ่วงจำเพาะพอๆกับ 1.011 มีจุดหลอมละลาย 208 องศาเซลเซียส แทบไม่ละลายน้ำ ละลายได้ในตัวทำละลายจำพวกขั้วต่ำ อย่างเช่น น้ำมันปิโตรเลียมอีเธอ(1:6) ในเบนซีน (1:5)
 
ที่มา : Wikiperdia
ที่มาที่ไป พิมเสนธรรมชาติ หรือ พิมเสนแท้เป็นพิมเสนที่ได้มาจากการระเหิด (ผู้กระทำลั่นของแก่นไม้โดยธรรมชาติ) ของยางจากต้นไม้จำพวก (เข้าใจว่าตัวต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้มิได้ถูกบัญญัติชื่อไทยไว้ ซึ่งในตำราเรียนยาแผนโบราณส่วนมากก็จะเอ่ยถึงแต่สิ่งที่สกัดได้จากเจ้าพืชต้นใหญ่นี้ว่า พิมเสน เนื่องจากว่าถ้าเกิดเรียกว่าต้นพิมเสนอาจเกิดความสับสน เพราะว่าต้นพิมเสน นั้นยังหมายถึงพืชอีกชนิด เป็นไม้เนื้ออ่อน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pogostemon cablin (Blanco) Benth. ตระกูล Labiatae ซึ่งเจ้าต้นนี้ สกัดได้น้ำมันหอมระเหย ที่ฝรั่งเรียกว่า Patchouli) ซึ่งมีชื่อด้านวิทยาศาสตร์ว่า Dryobalanops aromatica Gaertn. จัดอยู่ในวงศ์ยางที่นา (DIPTEROCARPACEAE) (ภาษาจีนกลางเรียกว่า “หลงเหน่าเซียงสู้”) ซึ่งพบมากในเมืองจังหวัดตรังกานู ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพืชจำพวกนี้(Dryobalanops aromatic Gaertn.) มีชื่อเรียกหลายชื่อ ยกตัวอย่างเช่น Borneo Camphor Tree, Pokok Kapur Barus (มลายู), Pokok Kapurum (อินโดนีเซีย-เกะสุมาตรา), Mahoborn Teak(อินโดนีเซีย-บอร์เนียว) เป็นไม้ขนาดใหญ่ บางทีอาจสูงได้ถึง 70 เมตร มีพูพอนใหญ่มาก วัดโดยรอบลำต้นได้ 2-10 เมตร เปลาตรง เรือนยอดเป็นรูปฉัตร มีกิ่งก้านใหญ่ ปลายกิ่งตก ยอดทรงแหลม ใบเป็นใบคนเดียว ใบที่อยู่ตอนบนของต้นเรียงสลับกัน ส่วนใบที่อยู่ตอนล่างของต้นออกตรงกันข้าม รูปไข่ เบาๆเรียวแหลมสู่ปลายใบ ขนาดกว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 7.5-17.8 ซม. ขอบของใบเรียบ ผิวใบเรียบ ก้านใบสั้น ใบอ่อนสีแดงแล้วก็แขวน ดอกเป็นดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมสดชื่น กลีบชั้นนอกมี 5 กลีบ ขนาดเท่าๆกัน แข็ง กลีบชั้นในห่อตามยาว เกสรตัวผู้มีจำนวนไม่น้อย ก้านเกสรชิดกันเป็น 2 แถว รวมกันเป็นหลอดยาวกว่าเกสรตัวเมีย เกสรตัวเมียมีรังไข่อยู่เหนือกลีบดอก มี 3 ห้อง ผลได้ผลแห้ง ไม่แตก กลีบนอกจะแบออกเป็นปีก มี 1 เมล็ด
พิมเสนสังเคราะห์ หรือ พิมเสนเทียมหมายถึงพิมเสนที่ได้จากสารสกัดจากต้นการบูร (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora (L.) Presl. จัดอยู่ในจัดอยู่ในวงศ์อบเชย (LAURACEAE), แล้วก็ต้นหนาด (หนาดหลวง หนาดใหญ่ หรือพิมเสนหนาด ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blumea balsamifera (L.) DC. จัดอยู่ในสกุลทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) โดยผ่านวิธีทางเคมีวิทยา  ซึ่งพิมเสนที่ได้จากการกลั่นพืชชนิดนี้ จีน(แต้จิ๋ว) เรียก “ไหง่เผี่ยง” ก็เลยเรียกกันว่า “Ngai Camphor” หรือ “Blumea Camphor” นิยมใช้กันมากในเกาะไหหลำ
ผลดี/คุณประโยชน์ ถึงแม้พิมเสนจะสกัดได้มาจากต้นไม้แต่ว่า ตามตำรายาแผนโบราณ จัดพิมเสน เป็นชนิดธาตุวัตถุ ไม่ใข่พืชวัตถุ แพทย์แผนโบราณใช้พิมเสนเป็นยาขับเหงื่อ ขับเสมหะ กระตุ้นการหายใจ กระตุ้นสมองบำรุงหัวใจ ใช้เป็นยาระงับความกระวนกระวายใจ ทำให้ง่วงซึมแก้เคล็ดปวดเมื่อยคลายเส้นการอบสมุนไพรมีพิมเสนเป็นส่วนประกอบในตัวยา พิมเสนซึ่งระเหิดเมื่อถูกความร้อน มีกลิ่นหอมหวน ใช้แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ แก้โรคผิวหนัง ผสมในลูกประคบ เพื่อช่วยแต่งกลิ่น มีฤทธิ์แก้พุพอง แก้หวัดนอกเหนือจากนั้นยังผสมอยู่ในยาหม่อง น้ำอบไทย
                ในแบบเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์: ระบุ “ตำรับยาทรงจมูก”  เข้าเครื่องยา 17 สิ่ง ใช้จำนวนเท่าๆกัน และ พิมเสนด้วย ผสมกัน บดเป็นผงละเอียด ใช้นัตถุ์แก้ลมทั้งหลาย ตลอดจนโรคที่เกิดในศีรษะ ตา รวมทั้งจมูก อีกขนานหนึ่งเข้าเครื่องยา 15 สิ่ง รวมทั้งพิมเสนด้วย บดเป็นผงละเอียด ห่อผ้าบาง ทำเป็นยาดม แก้ปวดศีรษะ หน้ามืด แก้สลบ แก้ริดสีดวงจมูก คอ แล้วก็ตา ยิ่งไปกว่านี้พิมเสนยังคงใช้เป็นส่วนผสมใน “ตำรับยาสีปากบี้พระเส้น” ใช้ถูนวดเส้นที่แข็งให้หย่อนยานได้ และในตำรับ “ขี้ผึ้งขาวแก้พิษแสบร้อนให้เย็น”
การเรียนทางเภสัชวิทยา ถึงแม้ชาวไทยเราจะรู้จักพิมเสนกันมานาน แม้กระนั้นเนื้อหาสาระเกี่ยวกับพิมเสนกลับไม่มีให้ค้นคว้าเท่าไรนัก เพราะเหตุว่าต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ เป็นพืชที่มีเฉพาะถิ่นที่ขึ้นกับเฉพาะในเขตป่าของ เกาะเกะสุมาตรา บอร์เนียว และก็แหลมมลายู จึงทำให้การค้นคว้าวิจัยในต้นไม้ชนิดนี้เป็นไปแบบแคบๆไม่กว้างขวางแต่ว่าก็ยังมีตัวอย่างข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพิมเสนบางฉบับที่มีการเผยแพร่กัน อาทิเช่น

  • สารที่เจอในพิเสนแท้ ยกตัวอย่างเช่น d-Borneol, Humulene, Caryophyllene, Asiatic acid, Dryobalanon Erythrodiol, Dipterocarpol, Hydroxydammarenone2
  • จากการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาฉบับหนึ่งระบุว่า พิมเสนมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคได้หลายประเภท อาทิเช่น เชื้อในลำไส้ใหญ่, เชื้อราบนผิวหนัง, Staphelo coccus, Steptro coccus และยังใช้ในการรักษาอาการปวดเส้นประสาทหรืออาการอักเสบได้เป็นอย่างดี
  • กลไกสำหรับการออกฤทธิ์ของพิมเสนสำหรับในการลดการอักเสบเป็น กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณใต้ผิวหนังรอบๆที่ทา ยับยั้งสารที่นำมาซึ่งการอักเสบจากกลไกของร่างกาย ดังเช่น prostaglandin E2,interleukin ฯลฯ ซึ่งการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดนี้ จะช่วยทำให้ลดอาการปวดได้เร็วขึ้น


การศึกษาทางพิษวิทยา เหมือนกับการศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาพิมเสนกับการเล่าเรียนทางพิษวิทยานี้ก็ไร้การศึกษากันอย่างแพร่หลาย ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเนื่องจากการที่ต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้เป็นต้นไม้เฉพาะถิ่น แต่ว่าก็มีการระบุข้อจำกัดในการใช้พิมเสนไว้ว่า แม้สูดกลิ่นต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เนื่องด้วยสารนี้นำมาซึ่งอาการเคืองบริเวณทางเท้าหายใจ นอกเหนือจากนี้สารนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นรวมทั้งสงบระบบประสาทศูนย์กลาง ซึ่งรวมถึงการใช้กำเนิดขนาดด้วย
ขนาด/จำนวนที่ควรที่จะใช้ ในตำรายาไทยระบุไว้ว่า วิธีการใช้พิมเสนสำหรับกิน ให้ใช้ครั้งละ 0.15-0.3 กรัมนำมาบดเป็นผงเข้ากับตำราเรียนยาอื่น หรือใช้ทำเป็นยาเม็ด และไม่ควรจะปรุงยาด้วยวิธีการต้ม ถ้าใช้ภายนอกให้นำมาบดเป็นผุยผงใช้โรยแผลดังที่ต้องการ ส่วนขนาด/ปริมาณของพิมเสนที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยอนุญาตให้ใช้เป็นองค์ประกอบกับตัวยาอื่นๆนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจะกำหนดให้ใช้เป็นตำรับๆไป

ข้อเสนอ/ข้อควรคำนึง

  • ห้ามสูดพิมเสนตอดต่อกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเนื่องจากว่าจะมีผลให้เกิดอาการระคายรอบๆฟุตบาทหายใจ
  • พิมเสนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทศูนย์กลางจึงไม่สมควรใช้เกินขนาดที่กำหนด
  • สตรีท้องห้ามรับประทานพิมเสน
  • การเก็บพิมเสนจำเป็นต้องเก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดอย่างมิดชิด ควรที่จะเก็บเอาไว้ข้างในที่แห้งแล้วก็มีอุณหภูมิต่ำ


อนึ่งในขณะนี้พิมเสนแท้เกือบจะไม่มีแล้ว เพราะว่าแพงแพง จำนวนมากจึงใช้พิมเสนสังเคราะห์ ซึ่งได้มาจากปฏิกิริยารีดักชันของการบูร (dl-camphor) ได้เป็น (dl-borneol) ก็คือ พิมเสนเกล็ดขาวๆที่เห็นกันโดยปกติ จึงเรียก พิมเสนเทียมนี้ ว่า "พิมเสนเกล็ด" Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนสังเคราะห์ (หรือพิมเสนเทียม)นี้มักจะมีรสเผ็ดกัดลิ้น ถ้าเกิดเป็นของจากธรรมชาติจะไม่กัดลิ้นแต่จะมีผลให้เย็นปากเย็นคอ จึงควรต้องระวังสำหรับในการใช้พิมเสนสังเคราะห์นี้ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์ พิเชียรสุนทร และคณะ, ตำราพระโอสถพระนารายณ์, หน้า 499, พ.ศ. 2544, สำนักพิมพ์อมรินทร์ กรุงเทพฯ
  • ผศ.สุปรียา ยืนยงสวัสดิ์.พิมเสน.ภาควิชา เภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.หน้า1-3
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  “พิมเสน”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 386.
  • ชัยนต์ พิเชียรสุนทร และวิเชียร จีรวงส์ 2545 คู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม 2 เครื่องยาพฤกษวัตถุ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) http://www.disthai.com/
  • พิมเสน.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก.
  • เภสัชจุลศาสตร์ของยาหม่องน้ำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • นันทวัน กลิ่นจำปา 2545 เครื่องหอมไทย ภูมิปัญญาไทย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชัน จำกัด (มหาชน)
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดม อันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์ Drug Tips.ฉบับที่5กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า6-7



Tags : พิมเสน

10

เกล็ดสะระแหน่ (Menthol)
เกล็ดสะระแหน่เป็นยังไง เมื่อกล่าวถึงเกล็ดสะระแหน่หลายท่านอาจไม่รู้จะแต่ว่าหากพูดถึงเมนทอล (Menthol) แล้วละก็น่าเชื่อถือว่าอาจรู้จักกันเป็นอย่างดี แม้กระนั้นโดยข้อเท็จจริงแล้วเกล็ดสะระแหน่ก็คือเมนทอลนั่นเอง เพียงแต่เกล็ดสะระแหน่เป็นชื่อเรียกของไทย ส่วนเมนทอลเป็นชื่อสากลนาๆประเทศนิยมเรียกกัน ซึ่งเกล็ดสะระแหน่ หรือเมนทอลนั้นคือสารประเภทหนึ่งที่เจอในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้ สะระแหน่ไทย  ไม่นท์ หรือสะระแหน่ฝรั่ง รวมถึงสะระแหน่ประเทศญี่ปุ่นด้วย โดยเกล็ดสะระแหน่จะมีลักษณะเป็นผลึกสีขาว มีกลิ่นและรสชาติหอมเย็น (มีกล่าวว่าในใบสะระแหน่พบสารเมนทอลอยู่มากถึง 80-89% อย่างยิ่งจริงๆ) ดังนี้เกล็ดสะระแหน่มักถูกนำมาใช้คุณประโยชน์ในด้านการปรุงแต่งกลิ่นอาหาร ของหวาน  ขนมขบเคี้ยวต่างๆรวมไปถึงอุตสาหกรรมเครื่องแต่งตัวรวมทั้งแวดวงผลิตยาทั้งยังยาทาภายนอกและก็ยาสำหรับรับประทานด้วย
สูตรทางเคมีรวมทั้งสูตรองค์ประกอบ เกล็ดสะระแหน่ (Menthol) เป็นสารพวกแอลกอฮอล์ที่ได้จากธรรมชาติ ดังเช่น น้ำมันไม่นต์ (mint oil) ที่สังเคราะห์ขึ้น เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 5-เมทิล-2-(1-เมทิลเอทิล)-ไซโคลเฮกซะนอล (5-methyl-2-(1-methylethyl)-cyclohexanol) มีสูตรเคมี C¹ºH²ºO น้ำหนักโมเลกุล 156.27 และก็มีสูตรโครงสร้างทางเคมีดังต่อไปนี้
แหล่งที่มา เกล็ดสะระแหน่เพียงแต่ชื่อก็สามารถบอกมูลเหตุของสารประเภทนี้แล้ว เพราะเหตุว่าโดยธรรมชาติของการเรียกขื่อสารต่างๆของไทยนั้น ชอบเรียกตามแหล่งวัตถุดิบซึ่งสามารถสกัดได้ ซึ่งเกล็ดสะระแหน่ก็ด้วยเหมือนกัน โดยเกล็ดสะระแหน่นั้นสกัดได้จากเปปเปอร์มินต์ (ฟวันออกกลาง ปัจจุบันเพาะปลูกกันอย่างมากมายในหลายรอบๆทั้งโลก มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ คือ เป็นพืชมีลำต้นใต้ดิน เติบโตได้ถึง 30-90 เซนติเมตร (12-35 นิ้ว) ลำต้นยืดออกกว้าง ใบยาว 4-9 เซนติเมตร (1.6-3.5 นิ้ว) กว้าง 1.5-4 เซนติเมตร (0.59-1.57 นิ้ว) ใบสีเขียวเข้ม ดอกสีม่วงยาวขนาด 6-8 มม. (0.24-0.31 นิ้ว) รวมทั้งสะระแหน่ (mint Spearmint) ซึ่งเป็นผักประจำถิ่นของไทย ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mentha cordifolia Opiz. สกุล : Labiatae  ชื่อสามัญ : Spearmint  Mint  Kitchen mint
ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์ คือ ราก รวมทั้งลำต้น สะระแหน่มีลักษณะลำต้นพร้อมเลื้อย มีเฉพาะรากฝอย ขนาดเล็ก รวมทั้งสั้น ลำต้นสูงราว 15-30 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ผิวลำต้นมีสีแดงอมม่วงจนถึงปลายยอด ลำต้นสามารถแตกเหง้าฯลฯใหม่กระทั่งขยายเป็นกอใหญ่ และลำต้นแตกกิ่งแขนงเยอะแยะสะระแหน่ ลำต้นทอดเลื้อยแผ่ไปตามดิน ลำต้นเป็นเหลี่ยม สีเขียวปนม่วงน้ำตาล แตกกิ่งก้านมากมาย ใบคนเดียวมีสีเขียว ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อย พื้นใบขรุขระ มีกลิ่นหอมยวนใจฉุน ดอกช่อ ออกเป็นกลุ่มที่ซอกใบ ใบใบสะระแหน่ ออกเป็น ใบเดี่ยว และก็ออกเป็นคู่ๆตรงกันข้ามกันบนกิ่ง ลำต้น ใบมีสีเขียว รูปทรงรี กว้างประมาณ 1.5 – 3.5 เซนติเมตร แล้วก็ยาวประมาณ 2 – 7 เซนติเมตร ผิวใบร่นเป็นลูกคลื่น ขอบของใบหยัก ปลายใบมนหรือแหลม ดอกดอกสะระแหน่ออกเป็นช่อ เหนือซอกใบบริเวณปลายยอด แต่ละช่อมีดอกจำนวนไม่ใช่น้อย ดอกมีสีชมพูอมม่วง มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ รวมทั้งกลีบที่เชื่อมชิดกันเป็นกรวยตื้น 4 กลีบ ด้านในดอกมีเกสรตัวผู้ 4 อัน ส่วนเกสรตัวเมียจะไม่ค่อยพบดอกสะระแหน่ ผล ผลสะระแหน่มีสีดำ ขนาดเล็ก มีรูปผลเป็นรูปกระสวย เปลือกผลหมดจดมัน ทั้งนี้ ผลสะระแหน่มักไม่ติดผลให้มองเห็นบ่อยนัก ด้วยเหตุว่ามีดอกที่เป็นหมันเป็นส่วนมาก
น้ำมันหอมระเหย ในใบสะระแหน่ของไทย (Spearmint) มีสีเหลืองใส มีความหนาแน่นประมาณ 0.904 มีสารเคมีหลายแบบ ดังเช่น
– menthol 63.5 %
– p-menthone19.5 %
– pluegone 42.9-45.4 %
– isomenthone12.9 %
– piperitone12.2 %
– Menthone 15-32 %
– Menthyl acetate3-10 %
– piperitone 38.0 %
– piperitenone 33.0 %
– α-terpeneol 4.7%
– limonene
– hexenolphenylacetate
– enthyl amylcarbinal
ประโยชน์/สรรพคุณ
คุณประโยชน์ของเกล็ดสะระแหน่เป็นมีฤทธิ์เย็น ช่วยทุเลาอาการเวียนหัวศีรษะ หน้ามืดตาลาย คลื่นไส้อาเจียน ช่วยทำให้ร่างกายมีชีวิตชีวาตื่นตัว ทุเลาอาการหวัด คัดจมูก แก้ไอ แก้ไข้ ลดการกระหายน้ำ ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ ขับปัสสาวะ ขับรอบเดือน นอกจากนั้นกลิ่นหอมยวนใจๆของมันยังช่วยผ่อนคลายความเครียดแล้วก็แก้ปวดศีรษะได้ บรรเทาลักษณะของการปวดศีรษะ ช่วยขับลม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่น แล้วก็มักใช้แต่งกลิ่นแล้วก็รสยา อย่างเช่น ยาฉาบกระเพาะ ทั้งยังมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่อย่างอ่อนๆลดการบวมของเส้นเลือดที่จมูก รวมทั้งลดลักษณะของการปวดต่างๆภายในร่างกาย สารนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้รู้สึกเย็น

การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา ในการศึกษาเรียนรู้ของเกล็ดสะระแหน่พบว่ามีการทำการศึกษาเรียนรู้น้อย ซึ่งจำนวนมากเป็นรายงานการศึกษาค้นคว้าวิจัยในน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่เสียมากกว่ามีรายงานการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัย
พบว่าในใบมินต์ มีน้ำมันและก็สารเมนทอล (เกล็ดสะระแหน่) มากถึง 80-89% พบว่าให้กลิ่นหอมเย็นลึก ช่วยทำให้รู้สึกชื่นบาน กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความคล่องแคล่ว ช่วยให้ความจำดีขึ้น  รวมทั้งรายงานการเล่าเรียนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของส่วนประกอบน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง  (Mentha piperita  L.) โดยสำหรับเพื่อการวิเคราะห์น้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง พบว่าส่วนประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่งคือ alpha-terpinene, isomenthone, trans-carveol, pipertitinone oxide และ beta-caryophyllene เมื่อทดลองฤทธิ์สำหรับการต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ พบว่า มีฤทธิ์ต้านเชื้อ  E. coli , Staphylococcus aureus  แล้วก็  Candida albicans  ยิ่งกว่านั้น ยังมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ โดยจับกับอนุมูลอิสระ DPPH และก็ยั้งการเกิด lipid peroxidation
การศึกษาทางพิษวิทยา  เช่นเดียวกับการวิจัยทางเภสัชวิทยาของเกล็ดสะระแหน่ การวิจัยทางพิษวิทยาของเกล็ดสะระแหน่นี้ยังมีน้อยมาก ซึ่งผู้เขียนยังไม่อาจจะค้นหาและเก็บข้อมูลมาได้
ขนาด/ปริมาณที่ควรใช้ เกล็ดสะระแหน่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งที่ยังไม่ตายยาที่ใช้ภายนอกและก็ยาที่ใช้สำหรับกินโดยต้องนำไปเป็นส่วนผสมเพียงแค่นั้น ไม่สมควรใช้ขณะเป็นผลึก นอกจากนี้ยังมีการนำไปผสมกับสินค้าต่างๆตัวอย่างเช่น ยาสีฟัน ลูกกวาด หมากฝรั่ง ยาดม ฯลฯ ดังนี้สำหรับการใช้ อย่างเช่นยาสำหรับภายนอกอายไม่เป็นที่กลุ้มอกกลุ้มใจเท่ากับการใช้เป็นยาสำหรับข้างใน (ยารับประทาน) โดยองค์การอนามัยโลกได้กำหนดขนาดของเกล็ดสะระแหน่ซึ่งสามารถ (WHO) ใช้กินได้เป็น0.2 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว และก็ยังมีมีรายงานพบอาการไม่ประสงค์ (adverse effect) ของผู้ที่กิน menthol ขนาด 2 มก./กก./วัน
ข้อแนะนำ/ข้อพึงระวัง

  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมลูก ไม่มีข้อห้ามสำหรับเพื่อการใช้อาหารหรือยาที่มีส่วนผสมของมินต์ หรือ เมนทอลแม้กระนั้นไม่ควรใช้เกินที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้
  • สารเมนทอลนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้รู้สึกเย็น แต่ว่าในความเข้มข้นสูงและใช้ต่อเนื่องกัน โดยการสูดดมสารนี้ อาจจะก่อให้เกิดอาการระคายบริเวณทางเท้าหายใจ และก็อาจจะก่อให้เกิดปอดอักเสบได้
  • เกล็ดสะระแหน่เป็นสารที่ส่งผลต่อระบบประสาท ด้วยเหตุดังกล่าวไม่สมควรใช้(สูด เป็นต้นว่า ยาดม) ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆเพราะเหตุว่าอาจส่งผลให้มีการเสพติดได้
  • ถ้าผิวหนังสัมผัสเกล็ดสะระแหน่ (ที่เป็นผนึก) ในปริมาณมากอาจก่อให้เกิดการเคือง ผิวหนังแดง ผิวหนังไหม้ แสบรวมทั้งคันได้
เอกสารอ้างอิง

  • ฤทธิ์ทางเภสัชของน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง (Mentha piperita L.) และน้ำมันเขียว Myrtus Communis L. ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ยุวดี จอมพิทักษ์.ผักสวนครัว.กรุงเทพฯ,2545. http://www.disthai.com/
  • Galeotti Di Cesare Mannelli L, Mazzanti G, Bartolini A, Ghelardini C. Menthol: a natural analgesic compound. Neurosci Lett. 2002 Apr 12;322(3):145-8.
  • เกวลิน รัตนจรัสกุล,2555.การพัฒนาฟิล์มต้านจุลทรีย์จากคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลสร่วมกับน้ำมันสะระแหน่
  • สะระแหน่ สรรพคุณ และการปลูกสะระแหน่.พืชเกษตร.คอม เว็บเพื่อเกษตรกรไทย.เปปเปอร์มินต์.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.คอลัมน์ Drug Tips จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.ฉบับที่5.กรกฎาคม-กันยายน 2555 หน้า 6-7.
  • ข้อมูลเกี่ยวกับเมนทอล.กระดาน ถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


11

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies , Hidrophobia)
โรคพิษสุนัข คืออะไร  “โรคพิษสุนัขบ้า” “โรคกลัวน้ำ” หรือ “โรคหมาว้อ” (ในภาษาอีสาน) เป็นโรคติดเชื้อของระบบประสาทส่วนกลางที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน (ZOONSIS) ที่มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ผู้ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะเสียชีวิตเกือบทุกราย เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษา โดยผู้ป่วยทุกรายที่มีอาการแสดงมักจะเสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน และในอดีต จะมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคนี้อยู่พอสมควร  ซึ่งผู้ป่วยมักมีประวัติถูกสุนัขกัดแล้วไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่ทั้งนี้โรคพิษสุนัขบ้าก็ยังเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนหลังจากถูกกัดหรือข่วน   
ในแต่ละปีองค์การอนามัยโลกรายงานผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่า 60,000 รายทั่วโลก โดยพบมากในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ซึ่งผู้ป่วยเกือบทั้งหมดได้รับเชื่อจากการถูกสุนัขกัด และแม้ว่าทุกคนจะมีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้าแต่ร้อยละ 40 ของผู้ที่ถูกสุนัขบ้ากัดเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยผู้ป่วยโรคนี้พบมากที่สุดในประเทศอินเดียประมาณ 20000 รายต่อปี สำหรับในประเทศไทยมีรายงานคนถูกสัตว์กัดหรือข่วนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี และสถิติของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขในช่วงปี พ.ศ. 2554-2558 มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า 5-7 รายต่อปี และในปี (2559) นี้นับจากต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคมมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว 7 ราย โรคนี้จึงนับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีความสำคัญยิ่งของประเทศไทยอีกโรคหนึ่ง
สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส rabies virus ซึ่งเป็น  lyssavirus type 1 ในตระกูล Rhabdoviridae ที่อยู่ในน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเชื้อไวรัสนี้จะทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบทั้งในคนและสัตว์ แต่ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสแล้ว ถ้าได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าและสารภูมิคุ้มกันต้านทาน (Immunoglobulin) อย่างรวดเร็วเหมาะสมก็จะไม่เป็นโรค แต่ถ้าไม่ได้การรักษาดังกล่าวก็จะป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งไม่มียารักษาและเสียชีวิตในที่สุด
            โรคพิษสุนัขบ้าพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น สุนัข แมว ค้างคาว วัว ลิง ชะนี  กระรอก กระต่าย รวมถึงหนู เป็นต้น แต่พบว่าสุนัขและแมวเป็นสัตว์ที่นำโรคพิษสุนัขบ้ามาสู่คนได้บ่อยที่สุดในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ใน 
            ที่มา  : Wikipedia 
ประเทศที่พัฒนาแล้วแทบไม่พบว่าสุนัขและสัตว์เลี้ยงในบ้านชนิดอื่นๆเป็นสาเหตุของโรค เนื่องจากมีการควบคุมการให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงอย่างเข้มงวด ไม่มีสัตว์จรจัด สัตว์ที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ (มากกว่า 90%) จึงเป็นสัตว์ป่า เช่น แรคคูน สกั๊ง สุนัขจิ้งจอก และที่สำคัญคือค้างคาว  แม้ว่ารายงานจากสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2556 พบว่าสัตว์ที่ตรวจยืนยันพบเชื้อพิษสุนัขบ้าส่วนใหญ่ไม่เคยได้ฉีดหรือไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่ร้อยละ 9.2 ของสัตว์ที่ยืนยันเป็นโรคพิษสุนัขบ้า พบว่ามีประวัติการได้รับเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน
อาการของโรคพิษสุนัขบ้า อาการของผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะอาการนำของโรค (Prodrome) ผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำๆ (38-38.5 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน อาจมีอาการกระสับกระส่าย ลุกลี้ลุกลน วิตกกังวล มีความรู้สึกกลัว นอนไม่หลับ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ที่สำคัญซึ่งถือเป็นอาการที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคนี้คือ บริเวณบาดแผลที่ถูกกัด อาจมีอาการปวดเสียว คัน ชา หรือปวดแสบปวดร้อน โดยเริ่มที่บริเวณบาดแผล แล้วลามไปทั่วทั้งแขนหรือขา

ระยะปรากฏอาการทางระบบประสาท (Acute neurol มักเกิดภายหลังอาการนำดังกล่าว 2-10 วัน ซึ่งแบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่

  • แบบคลุ้มคลั่ง (Forious rabies) ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด (ประมาณร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วย) ในระยะแรกๆ อาจมีเพียงอาการไข้ กระวนกระวาย สับสน ซึ่งจะเกิดบ่อยเมื่อถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า เช่น แสง เสียง เป็นต้น ต่อมาจะมีการแกว่งของระดับความรู้สึกตัว (เดี๋ยวดี เดี๋ยวไม่ดีสลับกัน) ขณะรู้สึกตัวดี ผู้ป่วยจะพูดคุยตอบโต้ได้เป็นปกติ แต่ขณะความรู้สึกตัวไม่ดี ผู้ป่วยจะมีอาการกระวนกระวาย ผุดลุกผุดนั่ง เดินเพ่นพ่าน เอะอะอาละวาด ต่อมาจะมีอาการกลัวลม (เพียงแต่เป่าลมเข้าที่หน้าหรือคอจะมีอาการผวา) กลัวน้ำ (เวลาดื่มน้ำจะปวดเกร็งกล้ามเนื้อคอหอยทำให้กลืนไม่ได้ ไม่กล้าดื่มน้ำทั้งๆ ที่กระหาย หรือแม้แต่จะกล่าวถึงน้ำก็กลัว) ซึ่งพบได้เกือบทุกราย แต่ไม่จำเป็นต้องพบร่วมกันทั้ง 2 อาการ และอาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อผู้ป่วยเริ่มเข้าสู่ระยะไม่รู้สึกตัว



    นอกจากนี้ ยังพบอาการถอนหายใจเป็นพักๆ (มักพบในระยะหลังของโรค) และอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น น้ำตาไหล น้ำลายไหล เหงื่อออกมาก ขนลุก ในผู้ชายอาจมีการแข็งตัวขององคชาตและหลั่งน้ำอสุจิบ่อย ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยไม่ตั้งใจในที่สุดผู้ป่วยจะซึม หมดสติ หยุดหายใจ และเสียชีวิตภายใน 7 วัน (เฉลี่ย 5 วัน) หลังจากเริ่มแสดงอาการ

  • แบบอัมพาต (นิ่งเงียบ) (Paralytic rabies) ซึ่งพบได้บ่อยรองลงมา (ประมาณร้อยละ 30) มักมีอาการไข้ ร่วมกับกล้ามเนื้อแขนขาและทั่วร่างกายอ่อนแรง กลั้นปัสสาวะไม่ได้ พบอาการกลัวลมและกลัวน้ำประมาณร้อยละ 50 ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเสียชีวิตช้ากว่าแบบที่ 1 คือเฉลี่ย 13 วัน  บางครั้งอาจแยกจากกลุ่มอาการกิลเลนบาร์เร (Guillain Barre syndrome) ได้ยาก
  • แบบแสดงอาการไม่ตรงต้นแบบ (non-classic) ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่ถูกค้างคาวกัด ในระยะแรกผู้ป่วยอาจมีอาการปวดประสาทหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ต่อมาจะมีอาการแขนขาซีกหนึ่งเป็นอัมพาตหรือชา มีอาการชักและการเคลื่อนไหวผิดปกติ มักไม่พบอาการกลัวลม กลัวน้ำและอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติดังแบบที่ 1


  • ระยะไม่รู้สึกตัว (coma) ผู้ป่วยทุกรายเมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายจะมีอาการหมดสติและเสียชีวิต (จากระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว รวมทั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะ) ภายใน 1-3 วันหลังมีอาการของระยะไม่รู้สึกตัว
แนวทางการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า การวินิจฉัยแพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการแสดง (เช่น กลัวลม กลัวน้ำ ซึม ชัก แขนขาอ่อนแรง) ร่วมกับประวัติการถูกสัตว์กัดมาก่อน  ส่วนในรายที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้แน่ชัด  เช่น ผู้ป่วยมีอาการของโรคพิษสุนัขบ้าในช่วงระยะอาการนำของโรคจะเป็นอาการที่ไม่จำเพาะ หรืออาการแสดงในระยะปรากฏอาการทางระบบประสาทในช่วงแรกที่คล้ายกับโรคสมองอักเสบจากเชื้ออื่น ๆ แพทย์ต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยว่าอาการที่ปรากฏนั้นจากโรคพิษสุนัขบ้าไม่ใช่จากโรคอื่น ๆ โดยวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังกล่าวนั้น ได้แก่

  • Direct fluorescent antibody test เป็นการตัดชิ้นเนื้อผิวหนังบริเวณคอ แล้วนำมาตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีการใช้สารเรืองแสง ซึ่งจะพบเชื้ออยู่บริเวณเส้นประสาทใต้ต่อมขน ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง
  • RT-PCR เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสจากน้ำลาย น้ำไขสันหลัง หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ จากผู้ป่วย โดยเป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงเช่นกัน แต่มีราคาแพง
  • ในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว เมื่อนำศพไปผ่าพิสูจน์จะพบลักษณะของเซลล์ประสาทที่มีความจำเพาะกับโรคนี้มาก ที่เรียกว่า “เนกริบอดีส์” (Negri bodies) อยู่ภายในเซลล์

    สำหรับการรักษาโรคพิษสุนัขบ้านั้นหากเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าเข้าสู่เส้นประสาทแล้วก็จะไม่มียาชนิดไหนที่สามารถรักษาให้หายได้เลย ดังนั้น
    หลักของการรักษาโรคพิษสุนัขบ้าคือ การล้างแผล การให้สารภูมิต้านทาน เพื่อไปทำลายเชื้อ และการให้วัคซีนพิษสุนัขบ้าหลังจากถูกกัดให้เร็วที่สุด

  • การล้างแผล เมื่อผู้ป่วยถูกสัตว์กัดมาจะต้องรีบล้างแผลโดยเร็ว การล้างแผลด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวก็สามารถลดจำนวนเชื้อไวรัสที่บริเวณบาดแผลได้บ้าง การใช้สบู่และยาฆ่าเชื้อเช่น น้ำ ยาเบตาดีน หรือน้ำยาแอลกอฮอล์ 70% จะสามารถทำลายเชื้อได้มากขึ้น

    การล้างแผลควรล้างให้ลึกถึงก้นแผล ทั้งนี้เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเป็นเชื้อที่ไม่ทนถูกทำลายง่ายด้วยยาฆ่าเชื้อต่างๆ รวมทั้งแสงยูวี (UV, ultraviolet light) หรือแสงแดด และอากาศที่แห้ง  ขนาดของบาดแผล จำนวนของบาดแผล และตำแหน่งของบาดแผล สัมพันธ์กับการเกิดโรค ถ้าแผลยิ่งอยู่ใกล้สมองเท่าไหร่ ระยะฟักตัวก็จะยิ่งสั้น แผลจำนวนยิ่งมากหรือขนาดแผลยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับเชื้อมากเท่านั้น

  • การให้สารภูมิคุ้มกันต้านทาน เชื้อไวรัสเมื่อเข้าสู่บาดแผลจะเดินทางเข้าสู่กล้ามเนื้อ แบ่งตัวเพิ่มจำนวนและพร้อมจะเข้าสู่เส้นประสาท ในช่วงนี้เองที่การรักษาด้วยการให้สารภูมิคุ้มกันต้าน ทานจะไปทำลายเชื้อไม่ให้เข้าสู่เส้นประสาทได้ ผู้ป่วยจึงไม่เกิดเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานช้าเกินไป รวมทั้งไม่ได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าด้วย เชื้อจะเข้าสู่เส้นประสาทได้ในที่สุด ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทได้แล้วจะไม่มียาตัวใดรักษาให้หายได้เลย ซึ่งการให้สารภูมิ คุ้มกันต้านทานสามารถให้พร้อมกับวัคซีนได้เลย โดยจะฉีดเข้าสู่รอบๆแผลที่ถูกกัด แต่ถ้าไม่มีบาดแผล เช่น โดนสัตว์เลียปากมาก็ให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  • การให้วัคซีนพิษสุนัขบ้า เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านทาน (Antibody) ขึ้นมาทำลายเชื้อโรคเอง เนื่องจากสารภูมิคุ้มกันต้านทานที่ผู้ป่วยได้รับจะมีฤทธิ์อยู่เพียงชั่วคราว ซึ่งหลังจากฉีดวัคซีนร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 10 - 14 วันจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาพอที่จะทำลายเชื้อโรคได้

    สำหรับแนวทางในการพิจารณาว่าผู้ป่วยรายใดที่ถูกสัตว์สัมผัสถูกกัดหรือถูกข่วน จำเป็นต้องให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าหรือไม่นั้น ในแต่ละประเทศจะมีแนวทางการรักษาที่ไม่เหมือนกัน สำหรับในประเทศไทยมีแนวทางดังนี้

  • ถ้าสัมผัสกับสัตว์ (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดทั้งสัตว์บ้านและสัตว์ป่า) หรือถูกเลียโดยที่ผิว หนังไม่มีบาดแผลใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร
  • ถ้าถูกงับเป็นรอยช้ำเล็กๆบนผิวหนัง หรือถูกข่วนเป็นรอยถลอกมีเลือดออกเพียงซิบๆ หรือถูกเลียบนผิวหนังที่มีบาดแผล ให้รีบฉีดวัคซีนทันที
  • ถ้าถูกกัดหรือข่วนที่มีเลือดออกชัดเจน หรือถูกเลียโดนเยื่อบุต่างๆ เช่น เลียตา เลียปาก ให้รีบให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนทันที


ในประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ใช้สูตรการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าในผู้ป่วยภายหลังสัมผัสสัตว์ที่เป็นโรคหรือสงสัยเป็นโรค (เรียกว่า Post exposure prophylaxis) เพียง 2 สูตร คือ

  • การฉีดเข้ากล้ามเนื้อแบบวิธีมาตรฐาน (แบบ ESSEN) คือให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขนในผู้ใหญ่ หรือที่ต้นขาในเด็กเล็ก โดยกำหนดให้ฉีดในวันที่ 0 (วันแรกที่มาฉีดวัคซีน) 3, 7, 14 และ 28 หรือ 30
  • การฉีดเข้าผิวหนังตามสภากาชาดไทย (Thai Red Cross-ID) คือให้ฉีดเข้าในผิว หนัง 2 จุดที่บริเวณต้นแขนทั้ง 2 ข้าง ในวันที่ 0, 3, 7 และฉีด 1 จุดในวันที่ 28 และ 90 หรือฉีด 2 จุดในวันที่ 28 ซึ่งปริมาณวัคซีนที่ใช้ฉีดจะน้อยกว่าแบบที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ จึงประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
สามารถสังเกตอาการของสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร
            อาการของโรคพิษสุนัขบ้าไม่แตกต่างกันมากนักในแต่ละชนิดของสัตว์ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงอาการในสุนัขและแมวเท่านั้น เนื่องจากเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดและพบว่าเป็นพาหนะนำโรคที่สำคัญในประเทศไทย โดยอาการป่วยที่สังเกตได้แบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะอาการนำ (Prodromal phase)

    สุนัข : ในระยะนี้สุนัขจะมีพฤติกรรมและนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปโดยจะเปลี่ยนไปในลักษณะตรงข้ามกับที่เป็นอยู่ สุนัขที่เคยเชื่องกับคนจะดุร้ายขึ้น ส่วนสุนัขที่ชอบหนีคนจะเข้าหาคนและแสดงความเป็นมิตรมากขึ้น หากสังเกตให้ดีจะพบว่าสุนัขบางตัวมีม่านตาขยายกว้างกว่าปกติ และมีการตอบสนองต่อแสงลดลง นอกจากนี้สุนัขบางตัวจะคันและเลียบริเวณที่ถูกกัดจนกระทั่งเกิดเป็นแผลถลอก สุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้ประมาณ 2-3 วัน
    แมว : อาการในระยะนี้ของแมวจะคล้ายคลึงกับอาการในสุนัข แต่ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ในแมวจะมีไข้สูงเป็นช่วงๆ และจะแสดงพฤติกรรมผิดไปจากปกติมาก โดยแมวจะแสดงอาการในระยะนี้ 1-2 วัน

  • ระยะตื่นเต้น (Excitative phase)

    สุนัข : อาการของสุนัขในระยะนี้จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดและเป็นที่มาของชื่อ “โรคพิษสุนัขบ้า” โดยสุนัขจะมีอาการกระวนกระวายมากขึ้น พยายามที่จะหนีออกจากที่อยู่เดิม เมื่อหนีออกมาได้จะวิ่งเตลิดอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย มักจะแสดงอาการแปลกๆ เช่น งับลมหรือกัดสิ่งของต่างๆ เช่นก้อนหิน ดิน และมักจะไล่กัดทุกสิ่งที่ขวางหน้าเป็นอาการบ้าคลั่งอย่างเด่นชัด หากจับขังกรงจะงับและกัดกรงอย่างรุนแรงจนเกิดบาดแผลที่ปากที่เลือดไหล หรือฟันหักโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด ต่อมาเสียงเห่าหอนจะเริ่มผิดปกติไปเนื่องจากเกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อกล่องเสียง ต่อมากล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการเคี้ยว และควบคุมการทำงานของลิ้นอาจเกิดอัมพาตขึ้นทำให้ลิ้นห้อยออกมานอกปาก มีน้ำลายไหลมาก ต่อมาลำตัวจะเริ่มแข็ง ขาหลังเริ่มอ่อนเปลี้ย ซึ่งเป็นอาการที่เริ่มเข้าสู่ระยะอัมพาต โดยทั้งสิ้นสุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้อยู่ประมาณ 1-7 วัน
    แมว : อาการของแมวในระยะนี้จะแปลกไปกว่าปกติโดยจะแสดงอาการกระวนกระวาย จ้องมองสิ่งของหรือมองโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย เมื่อจับขังกรงแมวจะแสดงอาการกระวนกระวาย ตื่นกลัวอย่างมาก และจะกัดหรือข่วนวัตถุต่างๆ ที่อยู่ใกล้ แมวบางตัวยังแสดงอาการกล้ามเนื้อสั่น อ่อนแรงและทำงานไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้แมวบางตัวจะวิ่งออกไปอย่างไร้จุดหมายจนเหนื่อยและตายในที่สุด

  • ระยะอัมพาต (Paralytic phase)

    สุนัข : ระยะนี้เป็นระยะสุดท้ายของโรคพิษสุนัขบ้า โดยพบว่าอาการในระยะนี้จะขึ้นกับอาการในระยะตื่นเต้นสุนัขที่แสดงอาการตื่นเต้นหรือดุร้ายอย่างชัดเจน อาการในระยะนี้จะสั้นมาก เมื่อสุนัขเริ่มแสดงอาการขาหลังอ่อนเปลี้ยแล้วในที่สุดจะล้มลงแล้วลุกไม่ได้ อาการอัมพาตที่เกิดขึ้นจะแผ่ขยายจากส่วนท้ายของลำตัวไปยังส่วนหัวอย่างรวดเร็ว และจะตายเนื่องจากการเกิดอัมพาตของระบบหายใจ  (respiratory paralysis) ส่วนในรายที่แสดงอาการตื่นเต้นไม่ชัดเจน หรือพบในระยะสั้นๆ อาจแสดงอาการระยะอัมพาตนานขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการซึม อ้าปาก คางห้อยตก ลิ้นห้อยยาว ออกมานอกปาก น้ำลายไหลมาก ในระยะนี้สุนัขมักจะไม่กัดคนและจะแสดงอาการอยู่ 2-4 วัน หลังจากนั้นอาการอัมพาตจะแผ่ขยายทั่วตัวทำให้ตายด้วยการเกิดอัมพาตของระบบหายใจเช่นเดียวกัน
    แมว : ในระยะนี้แมวจะแสดงอาการคล้ายกับในสุนัขแต่อาการในระยะอัมพาตนี้มักจะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 5 หลังเริ่มแสดงอาการ
    การติดต่อของโรคพิษสุนัขบ้า โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อที่มีการติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonosis) ซึ่งเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลบนผิวหนัง โดยการถูกสัตว์ที่เป็นโรค กัด ข่วน หรือเลีย (สำหรับการเลีย จะต้องเลียถูกเยื่อเมือกหรือรอยแผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ เชื้อจึงจะเข้าได้ แต่ถ้าผิวหนังเป็นปกติดี เชื้อจะผ่านเข้าไปไม่ได้) เชื้อจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวน แล้วเดินทางขึ้นไปตามเส้นประสาทส่วนปลายเข้าสู่ไขสันหลังและสมอง หลังจากนั้นจะแพร่กระจายลงมาตามระบบประสาทส่วนปลายไปยังอวัยวะต่างๆ รวมทั้งต่อมน้ำลาย บางครั้งเชื้ออาจเดินทางเข้าสมองโดยไม่ต้องรอให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคสั้นกว่า 7 วัน) บางครั้งเชื้ออาจเข้าไปอาศัยอยู่ในเซลล์อื่น เช่น มาโครฟาจ (macrophage) เป็นเวลานานก่อนจะออกมาสู่เซลล์ประสาท (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคยาว)

    นอกจากนี้ เชื้อยังอาจเข้าสู่ร่างกายได้จากการที่คนหายใจเอาละอองไอน้ำที่มีเชื้อโรคอยู่ (แต่พบได้น้อยมาก เช่น การเข้าไปในถ้ำที่มีค้างคาวอยู่กันเป็นล้าน ๆ ตัว หรือเป็นเจ้าหน้าที่ในห้องแล็บที่ต้องทำงานเกี่ยวกับเชื้อไวรัสชนิดนี้)
    ระยะฟักตัว (ระยะที่ถูกกัดจนกระทั่งมีอาการ) 7 วัน ถึง 6 ปี ส่วนใหญ่เกิดในช่วง 20-60 วัน หลังสัมผัสโรค มีส่วนน้อยที่พบอาการหลังสัมผัสโรคมากกว่า 1 ปี
    แต่ได้เฉลี่ยแล้วหลังได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าผู้ป่วยจะแสดงอาการป่วยประมาณ 3 สัปดาห์ - 3 เดือน ในบางรายอาจใช้เวลานานหลายปีกว่าจะมีอาการก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งที่ถูกกัด ขนาด จำนวนและความลึกของบาดแผล รวมถึงภูมิต้านทานของคนที่ถูกสัตว์กัดด้วย
    การปฏิบัติตนเมื่อถูกสัตว์กัน/ข่วน

  • รีบล้างแผลให้เร็วที่สุดด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือล้างแผล (Normal saline) หลายๆครั้ง (ประมาณ 15 นาที) ล้างทุกแผล และล้างให้ลึกถึงก้นแผล แล้วเช็ดแผลให้แห้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน เป็นต้น
  • ไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการป้องกันรักษาที่ถูกต้อง ถ้ามีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้า อาทิเช่น ถูกกัดหรือข่วนจนมีเลือดซิบหรือลึกกว่านั้น แพทย์จะพิจารณาฉีดวัควัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงวัคซีนป้องกันบาดทะยัก และยาฆ่าเชื้อ นอกจากนี้ในกรณีที่มีโอกาสติดโรคพิษสุนัขบ้าสูง แพทย์อาจพิจารณาให้อิมมูโนโกลบุลินซึ่งมีภูมิต้านทานโรคพิษสุนัขบ้าร่วมด้วย โดยวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจะฉีดประมาณ 4-5 ครั้ง เป็นวัคซีนมีความปลอดภัยสูง  สามารถฉีดได้ทุกวัย รวมทั้งในเด็กและสตรีมีครรภ์ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีประสิทธิภาพสูงหากไปรับการฉีดตรงตามแพทย์นัดทุกครั้ง
  • จดจำลักษณะและสังเกตุอาการสัตว์ที่กัด รวมทั้งสืบหาเจ้าของ เพื่อสอบถามประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และสังเกตุอาการสัตว์ที่กัดเป็นเวลา 10 วัน ถ้าสบายดีไม่น่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าสุนัขตายให้นําซากมาตรวจ
  • ซึ่งในการส่งซากตรวจควรส่งให้เร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง (ในขณะเก็บซากสัตว์ควรสวมถุงมือยางและล้างมือหลังจากเก็บซากให้สะอาด) และควรส่งตรวจเฉพาะส่วนหัวของสัตว์ (เชื้อและลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อที่ชัดเจนที่สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำจะอยู่ที่สมอง) แต่หากเป็นสัตว์ตัวเล็กก็สามารถส่งตรวจได้ทั้งตัว โดยสัตว์ที่ส่งตรวจจะต้องใส่ถุงพลาสติกให้มิดชิด ห่อด้วยกระดาษหลาย ๆ ชั้น แล้วใส่ถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่งและปิดปากถุงให้สนิทเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่กระจาย
การป้องกันตนเองจากโรคพิษสุนัขบ้า

  • ควบคุมไม่ให้สัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้า


                        - พาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าตามกำหนด และฉีดซ้ำทุกปี
                        - ไม่ปล่อยสัตว์เลี้ยงไปในที่สาธารณะ ทุกครั้งที่จะนำสุนัขออกนอกบ้านควรอยู่ในสายจูง
                        - ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง

  • หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกสัตว์กัด โดยไม่แหย่ หรือรังแกให้สัตว์โมโห รวมทั้งไม่ยุ่งหรือเข้าใกล้สัตว์ที่ไม่รู้จักหรือไม่มีเจ้าของ
  • คนที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูงได้แก่ สัตว์แพทย์และผู้ช่วย คนเพาะสัตว์เลี้ยงขาย ร้านขายสัตว์เลี้ยง เจ้าหน้าที่กำจัดสุนัขและแมวจรจัด เจ้าหน้าที่บ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ เร่ร่อนต่างๆ บุรุษไปรษณีย์ คนที่ทำงานในห้องแลปที่ต้องเกี่ยวข้องกับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ควรได้ รับวัคซีนแบบป้องกันล่วงหน้า (Preexposure prophylaxis) คือให้ฉีดวัคซีนในวันที 0, 3 และ 21 หรือ 28 และให้ฉีดกระตุ้นซ้ำ 1 เข็มทุกๆ 5 ปี
  • แม้จะยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าโรคนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีรายงานพบผู้ป่วยที่ติดโรคนี้จากการปลูกถ่ายกระจกตาหรืออวัยวะ ดังนั้น เมื่อมีการสัมผัสกับผู้ป่วย เช่น ถูกผู้ป่วยกัด เยื่อบุหรือบาดแผลไปสัมผัสถูกสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาฉีดยาป้องกันแบบเดียวกับการสัมผัสโรคจากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
สมุนไพรที่ใช้ป้องกัน/รักษาโรคพิษสุนัขบ้า  เนื่องจากโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่รุนแรงโดยหากเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทส่วนปลายแล้วจะไม่สามารถรักษาได้ เพราะไม่มียาตัวไหนหรือวิธีไหนที่จะฆ่าเชื้อไวรัสหรือรักษาให้หายได้ แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างดีในห้องไอซียู (ICU, inten sive care unit) แต่อัตราการเสียชีวิตก็็็๋่าสคือ 100%         ดังนั้นจึงไม่มีสมุนไพรชนิดไหนที่สามารถรักษา / ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าคืออะไร 
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้จากการนำเชื้อ Rabies virus ที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงโดยวิธีการเฉพาะ ซึ่งเชื้อจะถูกทำให้ตายก่อนที่จะนำมาฉีดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสามารถทำได้ 2 แบบ คือ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular; IM)และฉีดเข้าในผิวหนัง (Intradermal; ID)
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่มีจำหน่ายในประเทศไทยมีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่

  • Lyssavac N® (Purified Duck Embryo Cell Rabies Vaccine; PDEV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในตัวอ่อนไข่เป็ดที่ฟักแล้ว (embryonated duck eggs)แนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะเป็นสารแขวนตะกอนสีขาว ขุ่นเล็กน้อย เนื่องจากมี thimerosal เป็นสารกันเสีย ปริมาตรรวม 1 ml
  • SII Rabivax® (Human Diploid Cell Rabies Vaccine; HDCV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในhuman diploid cellแนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส สีชมพู ปริมาตรรวม 1 ml
  • Rabipur® (Purified Chick Embryo Cell Rabies Vaccine; PCECV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน primary chick embryo fibroblast cell สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 1 ml
  • Verorab® (Purified Vero Cell Rabies Vaccine; PVRV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน vero cells สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำเกลือสำหรับทำละลาย (solution of sodium chloride 4%) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 0.5 ml


วัคซีนทั้ง 4 ชนิดมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า วัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยง ซึ่งจะมีความปลอดภัยและมีความบริสุทธิ์มากกว่าวัคซีนแบบเก่าที่ผลิตจากการนำเชื้อ

12

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer Disease)
โรคอัลไซเมอร์เป็นยังไง โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นเลิศในโรคสมองเสื่อมที่พบมากที่สุด โรคนี้ศึกษาค้นพบหนแรกโดยจิตแพทย์ชาวเยอรมันชื่อ Alois Alzheimer ในปี พ.ศ. 2499 ซึ่งมีสาเหตุจากการตายของเซลล์สมอง ทำให้หลักการทำงานของสมองเสื่อมลง จนกระทั่งทำให้เกิดผลกระทบต่องานกิจวัตรของคนไข้ ในช่วง 8 -10 ปี ภายหลังจากเริ่มมีลักษณะอาการและไม่ได้รับการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์จะมีลักษณะโรคสมองเสื่อมร้ายแรงยิ่งขึ้น
            โดยโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) นี้มีรูปร่างคิดเป็นร้อยละ 50 ของคนเจ็บภาวะสมองทั้งหมดทั้งปวง จะมีอาการหลงลืม โดยจะลืมเรื่องที่พึ่งจะเกิดขึ้นใหม่ๆในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ลืมว่าวันนี้กินอาหารตอนเช้าหรือยัง ลืมว่าเคยพบคนใดกันแน่ในวันนี้ ชอบกล่าวซ้ำ ถามคำถามซ้ำ เชาวน์ความฉลาดมากต่ำลง ความสามารถต่างๆเริ่มสูญเสียไป การดำเนินของโรคจะค่อยๆเป็น ค่อยๆไป และก็ย่ำแย่ลงไปเรื่อยซึ่งเป็นโรคที่ไม่สามารถที่จะรักษาให้หายสนิทได้
            ในปี ค.ศ.2007 มีการรายงานว่าประเทศสหรัฐอเมริการมีคนเจ็บเป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) สูงถึง 5 ล้านคน แล้วก็จะมากเพิ่มขึ้นเป็น 16 ล้านคน ในอีก 40 ปีข้างหน้า ในประเทศทางแถบซีกโลกตะวันตก พบว่าโรคอัลไซเมอร์จะกำเนิดกับคนวัยแก่เป็นส่วนใหญ่ โดยอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากขึ้นตามอายุ จากบุคคลที่มีอายุ 60-64 ปี มีอัตราเสี่ยงโดยประมาณ 1-3% บุคคลที่แก่มากกว่า 65 ปี มีอัตราเสี่ยง 6-8% แล้วก็มากขึ้นเป็น 30-40% ในบุคคลที่อายุมากกว่า 85 ปี
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ มูลเหตุรวมทั้งการดำเนินโรคของโรคอัลไซเมอร์ยังไม่เป็นที่รู้ดีนักในตอนนี้ งานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยระบุว่าโรคนี้มีความข้องเกี่ยวกับส่วนประกอบเหมือนคราบในสมองที่เรียกว่า พลาก (plaque) และก็แทงเกิล (tangle)  และความผิดแปลกที่มีผลโดยตรงต่อสมอง ซึ่งเป็นศูนย์การสื่อสารที่น่าประหลาดในการควบคุมความรู้สึก และก็การโต้ตอบ การติดต่อสื่อสารที่สำคัญต่างๆภายในร่างกายจะถูกส่งผ่านสมอง โดยมีสารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อประสาท (NEURO-TRANMITTER) เป็นตัวติดต่อสื่อสาร สารนี้จะช่วยนำคำสั่งจากสมองไปยังอวัยวะวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการทำงานขึ้น สำหรับสารสื่อประสาทที่มีความหมายอย่าง  ยิ่งต่อความจำของคนคือ สารอะเซติลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่าสารนี้ช่วยให้มนุษย์มีความรู้สำหรับในการจำ รวมทั้งแม้ในสมองมีสารนี้ลดลงมากมายจะทำให้เซลล์สมองมีปัญหาสำหรับเพื่อการสื่อสาร และพบว่าผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มีระดับของสารอะเซติลโคลีนต่ำลงอย่างยิ่ง ซึ่งเชื่อว่าเป็นเหตุทำให้ความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการจำรวมทั้งการใช้เหตุผลของคนไข้ต่ำลงตามไปด้วย  และก็ยังมีต้นเหตุอื่นๆอีกเป็นต้นว่า คนไข้โดยประมาณ 7% มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม แล้วก็สามารถถ่ายทอดสู่ลูกหลานได้ ตำแหน่งความแปลกบนโครโมโซมที่พบเด่นชัดแล้วว่าส่งผลให้เกิดโรคอัลไซเมอร์อยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 21, 14, 1, รวมทั้ง 19 คนที่มีความผิดปกติของพันธุกรรมกลุ่มนี้ จะป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ที่อายุน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้มีความผิดปกติทางพันธุกรรม นอกเหนือจากนั้นพบว่าในคนป่วยโรคกลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome) ซึ่งมีความผิดธรรมดาเป็นมีสารพัดธุกรรมของโครโมโซมแท่งที่ 21 เกินมา ถ้าเกิดมีชีวิตอยู่เกิน 40 ปี จะป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์สุดท้าย

อาการโรคอัลไซเมอร์
ในระยะก่อนโรคสมองเสื่อม (Predementia) อาการแรกสุดชอบรู้ผิดว่าเกิดขึ้นเองจากความแก่ หรือเกิดจากสภาวะเครียด ความผิดพลาดที่เห็นกระจ่างคือการความจำเสื่อม เป็นบากบั่นจำข้อมูลที่ทำความเข้าใจเมื่อเร็วๆนี้ไม่ได้และไม่สามารถรับข้อมูลใหม่ๆได้ ในระยะก่อนแสดงอาการทางสถานพยาบาลนี้บางทีอาจเรียกอีกอย่างว่า ความบกพร่องทางการรู้น้อย (mild cognitive impairment)
โรคสมองเสื่อมระยะเริ่มต้น (Early dementia) อาการเริ่มแรกมักเป็นการลืมเรื่องราวที่เพิ่มเกิดขึ้นใหม่ๆไม่นาน ในระหว่างที่ความจำเรื่องเก่าๆในสมัยก่อนจะยังดีอยู่ คนเจ็บบางทีอาจถามซ้ำเรื่องที่เพิ่มบอกไปหรือพูดย้ำเรื่องที่พึ่งจะเล่าให้ฟัง นอกเหนือจากนี้ยังอาจมีอาการอื่นๆดังเช่น วางของแล้วลืม ทำอะไรที่เคยทำประจำไม่ได้ งงเรื่อง วัน เวลา สถานที่ นึกคำบอกเล่าไม่ค่อยออกหรือใช้คำไม่ถูกๆแทน มีอารมณ์ ความประพฤติปฏิบัติแล้วก็บุคลิกที่เปลี่ยนไปจากเดิม การตัดสินใจแย่ลง ไม่สามารถมีความคิดเริ่มใหม่ๆได้ อาการต่างๆเหล่านี้จะค่อยเริ่มเปลี่ยนแปลง จนก่อปัญหาต่อการทำงานและก็กิจวัตรที่ทำเป็นประจำ
โรคสมองเสื่อมระยะปานกลาง (Moderate dementia) เมื่อลักษณะของโรคเริ่มพัฒนาถึงขนาดถัดมา คนเจ็บจะยิ่งมีปัญหาด้านความจำ ผู้ป่วยมักจำเป็นต้องได้รับความให้การช่วยเหลือสำหรับการดำเนินชีวิตทุกวัน ยกตัวอย่างเช่น การกินอาหาร การอาบน้ำแต่งตัว รวมทั้งการเข้าห้องสุขาทำธุระส่วนตัว โดยอาการที่แสดงมากขึ้นอาจมีดังต่อไปนี้
การจำชื่อของคนรู้จักกันเปลี่ยนเป็นเรื่องยากมากเพิ่มขึ้นทุกครั้ง มานะคิดชื่อเพื่อนพ้องรวมทั้งครอบครัวแต่จำไม่ได้
เกิดภาวะงงงวยและก็สูญเสียการรับทราบด้านสถานที่ เวลา แล้วก็บุคคล ดังเช่นว่า หลงทาง หรือเดินไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่รู้เรื่องวันเวลา
กระบวนการทำงานกิจวัตรที่มีหลายขั้นตอนกลายเป็นเรื่องยากขึ้น เช่น การแต่งตัว
มีพฤติกรรมหมกมุ่น ทำอะไรซ้ำๆหรือวู่วาม
ไม่สามารถที่จะทำความเข้าใจสิ่งใหม่ๆมีปัญหาสำหรับในการจัดการกับเหตุการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
มีลักษณะอาการหลงทาง เชื่อในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงอย่างวางใจ รวมทั้งอาจรู้สึกระแวงหรือสงสัยในตัวผู้ดูแลหรือครอบครัวของตนเอง
มีปัญหาเกี่ยวกับการพูดหรือการใช้ภาษาติดต่อ
มีปัญหาด้านการนอนหลับ
เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ อย่างเช่น อารมณ์ไม่คงเดิม ผันแปรหลายครั้ง มีสภาวะซึมเศร้า หรือวิตก รำคาญ กระวายกระวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ดำเนินงานที่จำต้องใช้การกะระยะได้ตรากตรำ
มีอาการประสาทหลอน
โรคสมองเสื่อมระยะสุดท้าย (Advanced dementioa) ระยะที่อาการโรคร้ายแรงขึ้นเป็นอย่างมากจนนำความเศร้าเสียใจรวมทั้งวิตกมาให้บุคคลใกล้ชิด ในตอนนี้คนเจ็บบางทีอาจจำต้องได้รับการดูแลแล้วก็ให้การช่วยเหลือตลอด ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การเคลื่อนไหว หรือการเข้าห้องน้ำ
อาการหลงทางหรือจิตหลอนที่เป็นๆหายๆกลับยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ
คนไข้อาจอาละวาด เรียกร้องความสนใจ และไม่ไว้ใจผู้คนรอบตัว
กลืนและก็กินอาหารลำบาก
เปลี่ยนแปลงอิริยาบถหรือเคลื่อนตัวเองตรากตรำ ต้องได้รับการเกื้อกูล
น้ำหนักลดลงมาก แม้ว่าจะรับประทานอาหารมากมายหรือมานะเพิ่มน้ำหนักแล้วหลังจากนั้นก็ตาม
มีลักษณะชัก
กลั้นฉี่หรืออุจจาระไม่อยู่
เบาๆสูญเสียความรู้ความเข้าใจสำหรับในการบอกลงไปทีละน้อยๆจนกระทั่งไม่สามารถที่จะติดต่อได้
มีปัญหาด้านความทรงจำในระยะสั้นและก็ระยะยาวอย่างร้ายแรง
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดโรคอัลไซเมอร์
อายุ โดยภาวการณ์เสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแก่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆโดยช่วงอายุระหว่าง 65-74 ปี พบว่าจะมีอัตราเสี่ยงโดยเฉลี่ย 3% ช่วงอายุระหว่าง 75-84 ปี พบว่ามีอัตราเสี่ยงสูงขึ้นเป็น 19%
พันธุกรรม รวมทั้ง กลุ่มอาการ Down Syndrome จากการเรียนพบว่าในแฝดแม้ ถ้าแฝดคนหนึ่งมีอาการป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์แล้ว แฝดอีกคนหนึ่งจะมีภาวการณ์การเสี่ยงสูงถึง 40-50% และนอกจากถ้ามีเครือญาติในครอบครัวป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ พบว่าก็จะโอกาสเสี่ยงในการเป็นเพิ่มสูงมากขึ้น ในเรื่องพันธุกรรมพบว่ามีการเปลี่ยนของยีนแล้วก็ในผู้ที่เป็น Down Syndrome ถ้าแก่ยืนถึง 40-50 ปี จะพบว่ามีภาวการณ์โรคสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้
สาเหตุทางสภาพแวดล้อม แม้ว่ายีนจะเป็นต้นสายปลายเหตุที่บ่งบอกถึงอัลไซเมอร์ในคู่แฝดแท้ แต่ว่าอย่างไรก็ตามสิ่งแวดล้อมก็น่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากพบว่าคู่แฝดนั้นบางทีอาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์แตกต่างถึง 15 ปี รวมทั้งคนชราคนประเทศญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในฮาวายจะมีอัตราการเป็นอัลไซเมอร์สูงกว่าผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น
การตรวจเจอโปรตีนชนิดหนึ่งในยีนที่อยู่ในโครโมโซมคู่ที่ 19 ผลจากหายๆการศึกษาเรียนรู้วิจัยบอกว่า apolipoprotein E4 (APOE4) จะเพิ่มภาวการณ์ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์
การใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช้สเตียรอยด์อย่างไม่สม่ำเสมอ จากการเล่าเรียนพบว่าคนที่ใช้ยาในกลุ่ม NSAIDS เป็นประจำ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี มีอัตราเสี่ยงลดลงถึง 30-60% ที่จะเป็นอัลไซเมอร์ งานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยอีกขั้นหนึ่งบอกว่าหลังจากที่ใช้ NSAIDS มากขึ้นพบว่า สภาวะการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจรวมทั้งอารมณ์ลดน้อยลง
การใช้ไหมได้ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ระยะสั้นในวัยหมดระดูจากหลายๆกรณีการค้นคว้าวิจัย พบว่าหญิงในวัยหมดระดูที่ได้รับฮอร์โมนชดเชยสามารถปกป้องหรือ ชะลอโรคอัลไซเมอร์ได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจมีผลต่อการช่วยรักษาโรคนี้ได้
ภาวการณ์ขาดสารอาหารที่มีแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นที่ชื่อกันว่า โมเลกุลออกสิเจน ภายในร่างกาย หรือ เรียกว่า Free radicles เป็นต้นต่อของการเกิดโรคมะเร็งโรคลำไส้และก็ยังมีส่วนนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์ได้สารอาหารที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นองค์ประกอบ เช่น วิตามินเอ ซี อี ซีเลเนียม
ภาวการณ์เกิดสมองกระเทือน มีหลักฐานที่แนะนำว่าการที่สมองได้รับการกระทบกระเทือนจนถึงทำให้หมดสติ จะส่งผลทำให้มีการเกิดช่องทางเป็นอัลไซเมอร์สูงมากขึ้น
โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคนี้มีสาเหตุการเกิดมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ทางที่ดีควรปรับเปลี่ยนด้วยการเลิกสูบบุหรี่ กินอาหารมีคุณประโยชน์ รักษาน้ำหนักให้ไม่มากเกิน ดื่มแอลกอฮอล์ให้ลดน้อยลง แล้วก็ตรวจสุขภาพบ่อยๆ เพื่อคุ้มครองป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจแล้วก็โรคอัลไซเมอร์ไปในคราวเดียวกัน เพศ (SeX) จากรายงานการศึกษาทางระบาดวิทยา พบว่าเพศเป็นปัจจัยเสี่ยงของพัฒนาการของภาวะสมองเสื่อมเหมือนกัน โดยพบว่าเพศหญิงมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์มากกว่าผู้ชายถึง 3.5 เท่าการบริหารร่างกาย (Physical activity) จากรายงานการวิจัยหลายฉบับยืนยันได้ว่า การบริหารร่างกายในคนวัยชราจะช่วงเพิ่มความสามารถสำหรับการเรียนรู้ (cognitive function)  ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยลดความถดถอยสำหรับเพื่อการทำความเข้าใจ (cognitive decline) ลงได้ ด้วยเหตุนั้นผู้ที่ไม่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจึงได้โอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้มากกว่าคนที่บริหารร่างกาย
แนวทางการรักษาโรคอัลไซเมอร์  สำหรับการตรวจเบื้องต้นจะพิเคราะห์จากอาการที่ผู้เจ็บป่วยหรือคนสนิทแจ้งให้ทราบ และก็ซักถามครอบครัวหรือคนที่อยู่รอบข้างของคนไข้เกี่ยวกับสุขภาพโดยรวม ประวัติสุขภาพ ความรู้ความเข้าใจในการดำเนินชีวิตประจำวัน พฤติกรรมและก็ลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้เจ็บป่วย แล้วก็ใช้การถามคำถามหรือทำข้อสอบความจำ การแก้ปัญหา การนับเลข หรือทักษะทางด้านภาษา เพื่อตรวจทานแนวทางการทำงานของสมองในแต่ละส่วนและก็ไตร่ตรองว่าควรจะรับการตรวจเพิ่มเติมหรือส่งให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางตรวจรักษาต่อไปหรือไม่
โดยเหตุนี้เมื่อวิเคราะห์จากอาการได้แล้วว่าคนป่วยมีสภาวะของความจำเสื่อมเกิดขึ้น ขั้นต่อไปหมอจะต้องตรวจค้นสาเหตุของความจำเสื่อมนั้น โดยอาศัยการตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องทดลองแล้วก็การเอกซเรย์ต่างๆเพื่อการวิเคราะห์โรคที่เป็นสาเหตุของสูญเสียความทรงจำ รวมทั้งให้การรักษาที่ถูกต้องต่อไป ดังเช่น การเจาะเลือดดูภาวะไทรอยด์ฮอร์โมน การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเพื่อดูว่ามีเนื้องอกในสมอง มีเลือดออกใต้ชั้นเยื่อหุ้มสมองหรือเปล่า ฯลฯ   หากการตรวจวิเคราะห์ไม่เจอต้นสายปลายเหตุอื่นๆประกอบกับอาการและก็การทดลองทางสมองรวมทั้งสภาพจิต ตรงเกณฑ์การวิเคราะห์ของโรคอัลไซเมอร์ ก็เลยจะวินิจฉัยว่าคนเจ็บเป็นโรคอัลไซเมอร์    ในเรื่องที่มีปัญหาสำหรับการวิเคราะห์ บางทีอาจจำเป็นต้องอาศัยการตัดชิ้นเนื้อสมองเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา
ปัจจุบันนี้ยังไม่มีขั้นตอนการรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายสนิท การดูแลและรักษาด้วยยาบางทีอาจช่วยรักษาอาการที่เป็นได้มากมายน้อยแตกต่างกันไป แม้กระนั้นไม่มียาตัวไหนที่จะสามารถชะลอหรือหยุดการดำ เนินของโรคได้ แบ่งการดูแลและรักษาออกได้เป็น3 ต้นแบบ ดังเช่นว่า
การดูแลรักษาด้วยยา แบ่งเป็น
การดูแลและรักษาอาการความจำเสื่อม เดี๋ยวนี้มียาอยู่ 4 จำพวกที่ได้รับการรับรองจากคณะ กรรมการอาหารและก็ยาที่สหรัฐอเมริกา สำหรับในการนำมาใช้กับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เป็นDonezpezil , Rivastigmin, Galantamine, รวมทั้ง Memantine มีการเรียนรู้พบว่า การใช้สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba) ช่วยบรร เทาอาการของคนป่วยได้ แต่ว่าก็ยังการศึกษาต่ำยืนยันแน่ชัด บางการเล่าเรียนพบว่าการให้วิตามินอี เสริมในขนาดสูงจะช่วยชะลอการตายได้ แม้กระนั้นก็อาจมีผลข้างเคียงต่อระบบหัวใจแล้วก็เส้นโลหิตได้
การดูแลรักษาอารมณ์และก็ความประพฤติปฏิบัติที่รุนแรง รวมทั้งอาการประสาทหลอน โดยการใช้ยารักษาโรคจิตมารักษาตามอาการที่ปรากฏ
การดูแลรักษาทางจิตใจสังคม ตัวอย่างเช่น
การดูแลรักษาที่มุ่งเน้นการกระตุ้นสมอง เป็นต้นว่า ศิลปะบำบัด ดนตรีบรรเทา การบำบัดโดยอาศัยสัตว์เลี้ยง
การบำบัดด้วยการระลึกถึงเรื่องราวในอดีต ตัวอย่างเช่น การจับกลุ่มทำกิจกรรมแลก เปลี่ยนประสบการณ์ในสมัยก่อน การใช้ภาพถ่าย สิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน ดนตรี ที่ผู้ป่วยรู้จักดีในสมัยก่อนมาช่วยฟื้นความจำ
การให้เข้าไปอยู่ด้านในห้องที่เรียกว่า Snoezelen room ซึ่งเป็นห้องที่วางแบบให้มีสภาพแวดล้อมภายในที่เหมาะสมกับแนวทางการกระตุ้นการรับทราบและก็ความรู้สึกที่นานัปการ ที่เรียกว่า Multisensory integration อันตัวอย่างเช่น การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับสัมผัส และก็การเคลื่อนไหว
การให้การดูแลผู้ป่วย เป็นเรื่องสำคัญที่สุด คนที่อยู่ใกล้ชิดจะต้องเข้าใจลักษณะโรคต้องทำใจ สารภาพ และอดทน ไม่ละทิ้งผู้ป่วยไว้ผู้เดียว และก็รู้เรื่องการดำเนินของโรคว่า คนเจ็บต้องอาศัยความช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อตอบสนองสิ่งที่ต้องการพื้นฐานมากขึ้นเรื่อยๆ
การติดต่อของโรคอัลไซเมอร์ เพราะเหตุว่าโรคอัลไซเมอร์เป็นหนึ่งในโรคของสภาวะสมองเสื่อมที่เกิดขึ้นมาจากความผิดแปลกของสมอง ดังนั้นก็เลยไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คน

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์
 คนไข้ที่เริ่มมีลักษณะของจำอะไรไม่ค่อยได้ควรหยุดขับขี่รถด้วยตนเองคนเดียว ไม่ควรไปยังสถานที่ไม่คุ้นเคยผู้เดียวหรือไปทำธุระคนเดียวโดยเฉพาะหากเป็นสิ่งสำคัญ ตัวอย่างเช่น ธุรกรรมทางการเงิน และเมื่อมีลักษณะอาการมากแล้วควรจะมีผู้ดูแลสนิทสนมตลอดเวลา
คนไข้จะต้องไปพบแพทย์หรือให้ผู้ดูแลพาไปพบแพยท์ตามนัดบ่อย เพื่อประเมินอาการต่างๆติดตามการใช้ยา และก็ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
คนเจ็บควรจะพกป้ายประจำตัว หรือใส่สายข้อมือที่ระบุชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรติด แม้กระทั่งชัดแจ้ง เพื่อป้องกันการพลัดหลงถ้าหากจะต้องออกนอกบ้าน หรือเกิดเดินหนีออกนอกบ้านไปคนเดียว
ต้องมีการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมด้านในภาย เพื่อให้คนเจ็บมีความปลอดภัยและลดภาระต่อผู้ดูแลได้บ้าง อาทิเช่น การล็อกบ้านรวมทั้งรั้วไม่ให้ผู้ป่วยออกนอกบ้านไปคนเดียว การตำหนิดป้ายบนของใช้ต่างๆด้านในภายให้แจ่มชัดโดยกล่าวว่าเป็นอย่างไร ใช้งานอย่าง ไร การตำหนิดป้ายหน้าห้องต่างๆให้ชัดเจนว่าเป็นห้องอะไร ฯลฯ
คนเจ็บควรจะหากิจกรรมทำ รวมทั้งควรจะเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับคนที่ดูแลและก็ผู้ที่อยู่ในบ้าน เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้คนเจ็บเป็นประจำ
คนเจ็บควรจะออกกำลังกายเท่าที่จะทำเป็นเพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงซึ่งส่งผลที่ดีไปถึงสมองได้
การปกป้องตนเองจากโรคอัลไซเมอร์ ในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลพอเพียงสำหรับการปกป้องโรคนี้ แม้กระนั้นการปฏิบัติตัวบางสิ่งอาจช่วยทำให้สมองมีความจำที่ดีได้ อย่างเช่น
หลีกเลี่ยงยาหรือสารที่จะก่อให้มีอันตรายแก่สมอง ดังเช่นว่า การดื่มเหล้าจัด การสูบยาสูบ การกินยาโดยไม่จำเป็น
การฝึกหัดสมอง เป็นต้นว่า การพยายามฝึกฝนให้สมองได้คิดเป็นประจำยกตัวอย่างเช่น อ่านหนังสือ แต่งหนังสือบ่อยๆคิดเลข ดูเกมส์ตอบปัญหา ฝึกซ้อมการใช้อุปกรณ์ใหม่ๆเป็นต้น
ออกกำลังกายเป็นประจำ สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ยกตัวอย่างเช่น เดินเที่ยว รำมวยจีน เป็นต้น
การพูดคุยกัน พบปะสนทนาผู้อื่นเป็นประจำได้แก่ ไปวัด ไปงานสังสรรค์ต่างๆหรือเข้าชมรมคนสูงอายุ เป็นต้น
ตรวจสุขภาพประจำปี หรือถ้ามีโรคประจำตัวอยู่เดิมก็ต้องติดตามการดูแลและรักษาเป็นระยะ อาทิเช่น การตรวจหา ดูแลแล้วก็รักษาโรคความดันเลือดสูง โรคเบาหวาน ฯลฯ
ระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุต่อสมอง ระวังการหกล้ม เป็นต้น
มานะมีสติในสิ่งต่างๆที่กำลังทำรวมทั้งฝึกให้มีสมาธีอยู่ตลอดระยะเวลา
เพียรพยายามไม่คิดมาก ไม่เครียด หากิจบาปต่างๆทำเพื่อคลายความเครียด เนื่องมาจากความตึงเครียดรวมทั้งอาการเหงาหงอยอาจจะก่อให้จำอะไรได้ไม่ดี
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคอัลไซเมอร์
ขมิ้นชัน  หรือ  ขมิ้น  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa L. มีรายงานการวิจัยหลายฉบับรับรองว่าสาร curcumin มีคุณภาพในการต้านทานอนุมูลอิสระ สาร curcumin มีคุณสมบัติป้องกันเซลประสาทในสมองของสัตว์ทดลองจากการทำลายของสารเอทานอล (ethanol-induced brain injury) สารชนิดนี้ยังช่วยลดปริมาณ lipid peroxide และเพิ่มปริมาณ glutathione ในสมองหนูแรท สาร curcumin และก็ curcuminoids ที่ได้จากเหง้าขมิ้น มีฤทธิ์ชมรมกับการต้านอนุมูลอิสระรวมทั้งการต้านการอักเสบ ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคอัลไซเมอร์
บัวบก มีชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica L. มีรายงานการวิจัยพบว่า น้ำมันหอมระเหยจากใบบัวบก ซึ่งมีสารกลุ่ม monoterpenes อย่างเช่น bornyl acetate, α-pinene, β-pinene, γ-terpinene มีฤทธิ์ยับยั้งหลักการทำงานของเอ็นไซม์acetylcholinesterase  พบว่าสารสกัดประเภทนี้มีฤทธิ์กล่อมประสาท (tranquilizing) ซึ่งมีสาเหตุจากสารสามเทอร์ไต่ (triterpenes) ที่ชื่อว่า brahmoside สารสกัดจากใบบัวบกยังมีฤทธิ์กดประสาท (sedatvie) ต่อต้านอาการซึมเซา (antidepressant) และก็มีฤทธิ์เป็น cholinomimetic ในสัตว์ทดลอง จากการศึกษาค้นพบนีก็เลยบางทีอาจนำบัวบกไปใช้รักษาอาการเศร้าหมองและก็อาการกลุ้มอกกลุ้มใจในผู้เจ็บป่วยอัลไซเมอร์ได้ โดยส่งผลกระตุ้นระบบ cholinergic activity และก็เพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการทำความเข้าใจ (cognitive function)
ถั่ว  เว้นแต่ถั่วจะเป็นแหล่งโปรตีนที่ก็ดี ถั่วยังเป็นแหล่งของวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระระดับแม่ทัพตามธรรมชาติ และเป็นแหล่งของเกลือแร่ที่มีส่วนสำคัญในระบบแนวทางการทำงานของร่างกาย รวมถึงระบบการนำประสาทต่างๆด้วย ได้แก่ แมกนีเซียม สังกะสี ซีลีเนียม ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่ช่วยคุ้มครองการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้
ใบแปะก้วย (Ginkgo biloba) เป็นสมุนไพรจีนที่ได้รับความนิยมไปทั้งโลกมีสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอดเยี่ยม แล้วก็มีสรรพคุณสำหรับเพื่อการเพิ่มสมาธิรวมทั้งความจำ
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.อารีย์ ตัณฑ์เจริญรัตน์. โรคอัลไซเมอร์  ALZHE1MER DISEASE. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.ปีที่ฉบับที่2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2553.หน้า 169-182.
  • ภก.ผศ.ชาญชัย สาดแสงจันทร์.ศักยภาพของพืชสมุนไพรไทยกับภาวะสมองเสื่อม.วารสารไทภษัชยนิพนธ์(ฉบับการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์) มศก.ปีที่ฉบับเดือน มกราคม-เดือนธันวาคม 2555 หน้า 1-21
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ.กรุงเทพฯ.กรมการแพทย์.
  • อัลไซเมอร์ โรคอัลไซเมอร์ หาหมอ.com  (ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://haamor.com/th
  • Barnes DE,Yaffe K, Satariano WA, et al.A longitudinal study of cardiorespiratory fitness and cognitive function in older adults. Journal of the American Geriatric Society 2003;51:459-65.
  • ผศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล โรคสมองเสื่อม.ภาควิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Karp A, Paillard-Borg S, Wang HX, et al. Mental, physical and social components in leisure activities equally contribute to dementia  risk. Dementia Geriatric Cognitive Disorders 2006; 21: 65-73.
  • บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล.(2551).ตำราบำบัดโรคด้วยอาหารและสารเสริม.กรุงเทพฯ: บริษัท รวมทรรศน์ จำกัด  http://www.disthai.com/
  • อัลไซม์เมอร์-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://pobpad.com
  • พนัส ธัญญะกิจไพศาล.(2544).คู่มือการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา.
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).ความรู้เรื่องอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:ศูนย์สารนิเทศและประชาสัมพันธ์.
  • Alzheimer’s disease, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 17th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2008 (electronic book)
  • Berchtold NC, Cotman CW (1998). "Evolution in the conceptualization of dementia and Alzheimer's disease: Greco-Roman period to the 1960s". Neurobiol. Aging 19 (3): 173–89. PMID 9661992. doi:10.1016/S0197-4580 (98) 00052-9
  • Tiraboschi P, Hansen LA, Thal LJ, Corey-Bloom J (June 2004). "The importance of neuritic plaques and tangles to the development and evolution of AD". Neurology 62 (11): 1984–9. PMID 15184601
  • Albert MS. Changing the trajectory of cognitive decline? The New England Journal


Medicine 2007; 357: 502-3.

  • Walsh DM, Selkoe DJ. Deciphering the molecular basis of memory failure in Alzheimer’s disease. Neuron 2004; 44: 181-93.
  • May AB, Adel B, Marwan S, et al, Sex differences in the association of the apolipoprotein E epsilon 4 allele with incidence of dementia, cognitive impairment, and decline. Neurobiology of Aging 2012; 33(4): 720-731.
  • Yaffe K, Barnes D, Nevitt M, et al. A prospective study of physical activity and cognitive decline in elderly women: women who walk. Archives International Medicine 2001; 161: 1703-8.


13

โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี[/u] (Respiratory Syncytial virus infection)[/size][/b]
โรคอาร์เอสวี เป็นยังไง โรคอาร์เอสวี หรือโรคไวรัสอาร์เอสวี หรือ โรคติดเชื้อฟุตบาทหายใจอาร์เอสวี(Respiratory syncytial virus infection ย่อว่า RSV infection) เป็นโรคติดโรคระบบฟุตบาทหายใจที่เกิดขึ้นจากไวรัสชื่อ Respiratory syncytial virus ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อกำเนิดอาการต่างๆในระบบทางเดินหายใจ ทำให้ร่างกายผลิตสารคัดหลั่งเยอะแยะ เป็นต้นว่า เสมหะ เป็นต้น เชื้อไวรัสนี้แพร่ผ่านการไอหรือจาม โดยผู้เจ็บป่วยมักจะมีอาการเบื้องต้นคล้ายเป็นหวัดหมายถึงปวดศีรษะ จับไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล
                สำหรับในการติดเชื้อโรคเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV, Respiratory Syncytial Virus) จะเจอการตำหนิดเชื้อได้ตลอดทั้งปี ซึ่งโรคนี้จัดเป็นโรคติดโรคฟุตบาทหายใจส่วนล่างในเด็กเล็กที่มักพบที่สุดโรคหนึ่ง โดยมีการคาดการณ์ว่าในเด็กอายุสองขวบทุกคนต้องเคยติดเชื้อประเภทนี้อย่างต่ำ 1 ครั้ง  อันที่จริงแล้วเชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้ฟุตบาทหายใจอักเสบในคนป่วยทุกช่วงอายุ แต่ชอบพบบ่อยในเด็กเล็ก
                ดังนี้ เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory syncytial virus :RSV) พบหนแรกเมื่อปี ค.ศ 1955(พ.ศ.2498) ในลิงชิมแปนซีที่ป่วยด้วยอาการหวัดทั้งยังฝูง ทำให้มีชื่อเรียกว่า Chimpanzee Coryza Agent (CCA) ก่อนจุพบว่าสามารถติดต่อไปสู่คนได้ โดยสามารถแยกเชื้อได้จากเด็กเล็กอายุต่ำยิ่งกว่า 1 ปีที่มีอาการปอดบวมและเมื่อต้นปี พ.ศ. 2553 นิตยสารแลนเซต อังกฤษ รายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับเชื้อไวรัส RSV ว่า ทำให้เด็กเป็นปอดอักเสบ หรือปอดอักเสบ เสียชีวิตปีละ 2 แสนราย ซึ่งจำนวนร้อยละ 99 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา โดยมีเด็กอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 5 ปีทั่วทั้งโลก ติดเชื้อโรคไวรัสดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว 33.8 ล้านคน เชื้อไวรัสอาร์เอสวีเป็นสาเหตุการตายของเด็กเล็กชั้น 1 เฉพาะในอเมริกาเด็กเสียชีวิตปีละ 2,500 กว่าคน  สำหรับประเทศไทยนั้นมีรายงานว่าเฉพาะปี พุทธศักราช 2552 มีเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี ราว 1 ใน 4 ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ รวมกว่า 1 หมื่นราย
ต้นเหตุของโรคอาร์เอสวี  โรคอาร์เอสวี มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส Respiratory Syncytial Virus  (RSV) ซึ่งเป็นไวรัสในสกุล Pneumovirus แล้วก็อยู่ในสกุล Paramyxoviridae โดยเป็นเชื้อไวรัสที่เจอในคน โดยพบมากอยู่ในโพรงหลังจมูก และก็จากการเรียนพบว่าไวรัสนี้สามารถก่อโรคได้ในสัตว์หลายจำพวก อาทิเช่น หนู แกะ ฯลฯ  โดยทั่วไปเชื้อไวรัสอาร์เอสวีแบ่งเป็น 2 ชนิดย่อย(Subtype)เป็นจำพวก เอ รวมทั้งประเภทบี โดยชนิดย่อย A, มักมีความรุนแรงสูงขึ้นยิ่งกว่าประเภทย่อย B   ไวรัสอาร์เอสวี ขณะที่อยู่ภายในคนเจ็บที่มีภูมิต้านทานธรรมดา เชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่สู่ผู้อื่นได้นานโดยประมาณ 1 สัปดาห์ นับจากวันที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการ แต่ว่าถ้าหากอยู่ในคนที่มีภูมิต้านทานยับยั้งโรคต่ำจะแพร่สู่คนอื่นๆได้นานถึง 4 สัปดาห์
อาการของโรคอาร์เอสวี  ไวรัส RSV  จำพวกนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 6 ครั้งหน้าจากได้รับเชื้อ โดยส่วนมากมักไม่ค่อยแสดงอาการร้ายแรงในผู้ใหญ่ อาการที่พบในผู้ใหญ่โดยทั่วไปมักคล้ายกับอาการโรคหวัดเป็นปวดศีรษะ จับไข้ต่ำ เจ็บคอ ไอแบบไม่มีเสลด มีอาการคัดจมูก โดยอาการเหล่านี้มักหายได้เองใน 1–2 อาทิตย์  แม้กระนั้นในผู้เจ็บป่วยที่มีการเสี่ยงจะมีลักษณะอาการที่ร้ายแรงเป็นคนไข้ที่มีโรคเรื้อรังเกี่ยวกับหัวใจหรือปอด หรือในผู้เจ็บป่วยที่มีสภาวะภูมิต้านทานต่ำมักส่งผลให้เกิดอาการรุนแรง นอกนั้นคนเจ็บอีกกลุ่มที่พบการติดเชื้อโรคนี้ได้บ่อยรวมทั้งมีลักษณะอาการร้ายแรงคือ เด็กตัวเล็กๆที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบ โดยเฉพาะในเด็กอ่อนจะมีอัตราการเสี่ยงที่จะเกิดการติดโรคในทางเดินหายใจข้างล่างและก็ทำให้โรคมีความร้ายแรงสูง
ในผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะอาการร้ายแรงอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการเริ่มต้นเหมือนกับอาการติดเชื้อโรคในทางเดินหายใจส่วนบนคือ มีลักษณะเหมือนหวัดปกติ แต่หลังจากนั้น 1–2 วันอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการแสดงของการต่อว่าดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่างดังเช่น จับไข้ ไอร้ายแรง หายใจติดขัดโดยอาจมีอาการหายใจเร็ว หรือมีเสียงวี๊ดขณะหายใจ
ในเด็กตัวเล็กๆซึ่งยังติดต่อมิได้ต้องบางทีก็อาจจะต้องอาศัยการสังเกตอาการ โดยในขั้นแรกจะมีอาการคัดจมูกน้ำมูกไหล ซึมลง และก็ทานอาหารได้น้อย ต่อไป 1–3 วัน จะมีลักษณะไอ เป็นไข้ หายใจติดขัด หายใจตื้น สั้นๆเร็วๆรวมทั้งอาจจะมีเสียงตอนหายใจด้วย ในรายที่อาการรุนแรงมากมายอาจมีอาการตัวเขียวหรือภาวะ cyanosis กำเนิดเนื่องจากการขาดออกซิเจนทำให้สีผิวออกม่วงๆโดยมักจะเริ่มเห็นจากริมฝีปากหรือที่เล็บ นอกเหนือจากนี้แล้วการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีบางทีก็อาจจะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆที่พบบ่อยคือ หูชั้นกลางอักเสบ (otitis media) หรือในภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวโยงกับการตำหนิดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่างอื่นๆดังเช่นว่า หลอดลมอักเสบหรือปวดบวมได้

กลุ่มบุคคลที่เสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคอาร์เอสวี

  • ผู้ที่มีภูเขามิคุ้นกันของร่างกายต่ำมาก
  • เด็กคลอดก่อนกำหนดโดยเฉพาะอย่างยิ่งรายที่อายุท้องต่ำลงมากยิ่งกว่า 35 อาทิตย์
  • คนที่มีโรคปอดเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีโรคหัวใจ โดยยิ่งไปกว่านั้นจำพวกที่มีความผิดปกติสำหรับการไหลเวียนของโลหิต ที่เรียกว่า Cyanotic heart disease
  • ผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • เด็กที่น้ำหนักตัวน้อยกว่า 5 กก.


ขั้นตอนการรักษาโรคอาร์เอสวี โดยปกติ หมอวิเคราะห์ผู้ป่วยโรคอาร์เอสวีจากลักษณะทางสถานพยาบาล ดังเช่นว่า ใช้เครื่องช่วยฟัง (Stethoscope) เพื่อฟังเสียงหวีดในระบบฟุตบาทหายใจ เสียงลักษณะการทำงานของปอด หรือเสียงแตกต่างจากปกติจากส่วนอื่นๆภายในร่างกาย และก็อาศัยวิธีซักเรื่องราวคนเจ็บโดยวิเคราะห์จาก อายุผู้ป่วย ความเป็นมาลักษณะของโรค การระบาดในแหล่งที่อยู่อาศัย การระบาดในสถานศึกษา ฯลฯ แม้กระนั้นบ้างครั้งถ้าหากคนเจ็บมีอาการร้ายแรง แพทย์อาจจำต้องวินิจฉัยแยกโรคที่มีสาเหตุเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสประเภทอื่น หรือจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หมอจึงจะมีการตรวจค้นหาเสริมเติม ดังเช่นว่า

  • วัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry) เพื่อตรวจทานระดับออกซิเจน
  • ตรวจจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว ตรวจหาไวรัส แบคทีเรีย หรือสิ่งปลอมปนอื่นๆ
  • เอกซ์เรย์ทรวงอก เพื่อตรวจค้นโรคปอดอักเสบ
  • ตรวจค้นเชื้อไวรัสจากสารคัดเลือกหลั่งในจมูก


ในปัจจุบันบางโรงหมออาจจะมีการตรวจยืนยันหาเชื้อด้วยวิธี RSV Rapid Ag-detection test ซึ่งสำเร็จการทดลองข้างในไม่กี่ชั่วโมง   เนื่องจากโรค อาร์เอสวี เป็นโรคติดเชื้อโรคที่เกิดขึ้นมาจากไวรัสจึงทำให้ไม่มียารักษาอาการโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนั้นการดูแลรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ ยาขยายหลอดลม ฯลฯ ส่วนในรายที่เริ่มมีลักษณะรุนแรง อย่างเช่น เมื่อยล้า หอบ มีค่าออกสิเจนในเลือดต่ำลง อาจมีการให้ยาพ่นขยายหลอดลม ร่วมกับการให้ออกสิเจน ในรายที่มีอาการรุนแรงมากมาย อาจจะควรมีการใส่ท่อช่วยหายใจหรือใช้เครื่องช่วยหายใจ นอกจากนี้บางครั้งอาจจะจะต้องมีการให้สารน้ำทดแทนเพื่อปกป้องสภาวะขาดน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการต่อว่าดเชื้ออื่นๆชอบได้รับยาฆ่าเชื้ออื่นๆที่เหมาะสมตามอาการ
การติดต่อของโรคอาร์เอสวี การตำหนิดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีมีต้นเหตุจากการติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่งจากฟุตบาทหายใจอย่างเช่น น้ำมูก น้ำลาย เสลด ฯลฯ และก็เชื้อไวรัสจำพวกนี้สามารถทนอยู่นอกร่างกายได้หลายชั่วโมง เพราะฉะนั้นนอกเหนือจากการได้รับเชื้อผ่านการไอจามใส่กันแล้ว ยังสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสิ่งของที่แปดเปื้อนเชื้อไวรัสแล้วนำเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ปากรวมทั้งเยื่อบุดวงตาได้ วันหลังการได้รับเชื้อคนไข้สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ตั้งแต่ข้างหลังติดโรค 2–3 วันไปจนถึง 2–3 สัปดาห์ โดยเหตุนี้ในคนป่วยที่เริ่มมีลักษณะแสดงควรจะลดการแพร่เชื้อไปยังคนอื่นๆโดยการใส่ผ้าปิดปาก ส่วนผู้ที่จะต้องคลุกคลี่กับคนไข้ก็ต้องหมั่นล้างมือบ่อยๆรวมทั้งใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งเหมือนกัน

การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรค อาร์เอสวี

  • พักให้สุดกำลัง หยุดงาน หยุดโรงเรียน ตราบจนกระทั่งไข้จะลงธรรมดาแล้ว 48 ชั่วโมง
  • ล้างมือบ่อยๆและก็ทุกครั้งก่อนที่จะรับประทานอาหารและก็ข้างหลังเข้าสุขาภ
  • แยกเครื่องใช้สอยต่างๆจากคนในบ้าน
  • ไม่ไปในที่คับแคบ/ที่ชุมชน
  • รู้จักใช้หน้ากากอนามัย
  • ทานอาหารมีคุณประโยชน์ครบ 5 หมู่
  • กรณีที่เจอหมอแล้ว ให้กินยาต่างๆที่แพทย์สั่งให้ครบบริบรูณ์
  • ดื่มน้ำมากๆเนื่องจากว่าน้ำจะช่วยให้สารคัดเลือกข้างหลัง ยกตัวอย่างเช่น เสลด หรือน้ำมูก ไม่เหนียวจนถึงเกินไป และไม่ไปกีดกั้นแนวทางการทำงานของระบบทางเดินหายใจ
  • นั่งหรือนอนในตำแหน่งที่หายใจได้สะดวก ดังเช่นว่า นั่งหลังตรง ไม่ห่อตัว ใช้หมอนที่ไม่นุ่มหรือแข็งเหลือเกิน
  • ใช้ยาหยอดจมูก เพื่อช่วยลดอาการบวมของจมูก อาจล้างจมูกด้วยน้ำเกลือแล้วก็ดูดน้ำมูกเพื่อทำให้ฟุตบาทหายใจเตียนขึ้น
  • ถ้าเกิดอาการต่างๆสารเลวลง ให้รีบไปโรงหมอ เช่น ไข้สูงขึ้น ไอเยอะขึ้น มีเสมหะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เสมหะกลายเป็นสีอื่น ดังเช่นว่า เขียว น้ำตาล เทา


การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคอาร์เอสวี เนื่องจากว่าในประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนคุ้มครองเชื้อไวรัส RSV จึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสในช่วงที่แพร่ระบาดได้มาก จึงต้องมีการคุ้มครองป้องกันตนเองดังต่อไปนี้

  • ล้างมือให้สะอาด ล้างมือเสมอๆอาทิเช่น ก่อนมื้ออาหาร ข้างหลังเข้าส้วม เป็นต้น
  • ทำความสะอาดบ้านอยู่เป็นประจำ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทิชชูที่ใช้แล้ว ควรจะทิ้งลงไปในถังขยะที่ปิดมิดชิด
  • ไม่สมควรใช้ถ้วยน้ำร่วมกับคนอื่นๆ ควรที่จะใช้แก้วน้ำของตนเอง แล้วก็หลบหลีกการใช้ถ้วยน้ำที่ผู้ป่วยใช้แล้ว
  • ไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกับคนป่วยที่เป็นหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียน หรือในที่ชุมชนที่มีคนหนาแน่น ในช่วงระบาดของโรค
  • เมื่อจะต้องอยู่กลางอากาศที่หนาวเย็น ควรทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เป็นประจำ


สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครอง/รักษาโรคอาร์เอสวี เหตุเพราะโรคอาร์เอสวี เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสรวมทั้งสามารถติดต่อได้ทางสารคัดเลือกหลั่งของร่างกายโดยการ ไอ จาม รดกัน ซึ่งจะเกิดการฟุ้งกระจายของละอองน้ำมูก น้ำลายของคนป่วยซึ่งถ้าเกิดผู้ที่อยู่ใกล้ชิด สูดเอาละอองนั้นไปก็จะมีการติดต่อกันรวมทั้งการสัมผัสสารคัดหลั่งต่างๆที่ปนเปื้อนในสิ่งของต่างๆของผู้ป่วยด้วย ซึ่งเป็นโรคที่มีปัจจัย,อาการ รวมทั้งการติดต่อคล้ายกับโรคไข้หวัดมาก นอกนั้นยังเป็นโรคในระบบทางเท้าหายใจแบบเดียวกันอีกด้วย ด้วยเหตุนั้นสมุนไพรที่จะช่วยปกป้อง/รักษาโรคอาร์เอสวีนั้น จึงเป็นสมุนไพรชนิดเดียวกันกับโรคไข้หวัด (อ่านหัวข้อสมุนไพรที่ช่วยปกป้อง/รักษาโรคหวัดในเรื่องโรคหวัด)
เอกสารอ้างอิง

  • อาจารย์ ดร.ภก.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ไวรัสร้ายของลูกน้อย.โรคอาร์เอสวี (RSV).ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดร.นพ.นพพร อภิวัฒนากุล.ไวรัส RSV เชื้ออันตรายที่คล้ายไข้หวัด. Rama Channal. ภาควิชากุมรเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • Dawson-Caswell,M., and Muncle, JR, H. Am Fam Physician.2011;83(2):141-146
  • Mayo Foundation for Medical Education and Research. Respiratory syncytial virus (RSV). [Accessed on July 2016]
  • ไวรัสRSV-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • Krilov L.R. Respiratory Syncytial Virus Infection. [Accessed on July 2016]
  • Falsey,A. et al. NEJM.2005;352(17): 1749-1762



Tags : โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี,โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี

14

โรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids/Piles)
โรคริดสีดวงทวาร คืออะไร โรคริดสีดวงทวาร มาจากคำสองคำประสมกัน เป็นคำว่า "ริดสีดวง" + "ทวาร"   คำว่า "ริดสีดวง" จะหมายคือ เรื่องผิดปกติที่เป็นติ่ง หรือเนื้อยื่นออกมาจากร่างกาย ซึ่งนิยมใช้เรียกโรคริดสีดวง ที่เกิดขึ้นที่ทวารหนักเสียเป็นส่วนใหญ่ จนถึงครั้งคราวจะเรียกสั้นๆว่า  ริดสีดวงž ก็เป็นที่เข้าใจว่าเป็นโรคริดสีดวงของทวารหนัก
                ในอดีตมีอีกโรคหนึ่งที่ใช้คำว่าริดสีดวงเช่นกัน คือโรคริดสีดวงของจมูก ซึ่งก็คือ เนื้องอกไม่ปกติในโพรงจมูก พบได้มากในคนไข้ โรคภูมิแพ้จำพวกเรื้อรัง ซึ่งตอนนี้ไม่นิยมเรียกว่าริดสีดวงจมูกแล้ว แต่จะเรียกเนื้อแตกหน่อในโพรงจมูกแทน
โรคริดสีดวงทวาร ก็คือ โรคที่มีสาเหตุเนื่องมาจากการอักเสบ และการบวมของกรุ๊ปเนื้อเยื่อเส้นเลือด ที่อยู่ข้างในทวารหนักแล้วก็รอบๆปากทวารหนัก โดยเยื่อกลุ่มนี้มีหน้าที่ช่วยปกป้องรักษาเนื้อเยื่อทวารหนักในช่วงมีการถ่ายอุจจาระ และก็ช่วยให้ปากทวารหนักปิดสนิทช่วงไม่ปวดขี้
โดยริดสีดวงทวารจะเกิดความไม่ดีเหมือนปกติขึ้นในส่วนของรูทวารหนัก ที่เรียก ว่า หมอนรอง หรือ เบาะรอง (Cushion) หมอนรองจะอยู่ลึกเข้าไป โดยประมาณ 3-4 เซลเซียสม. ลักษณะเป็นก้อนนูนออกมา ด้านในมี เส้นโลหิตรวมทั้งกล้ามเนื้อ ซึ่งจะต่อกับกล้ามหูรูดทวารหนักแล้วก็อยู่ใต้ ต่อจากเยื่อบุทวารหนัก ริดสีดวงทวารหนักกำเนิด จากการเขยื้อนลงมาของหมอนรองมีการยืดตัวของกล้ามรวมทั้งการ โป่งพองของกรุ๊ปเส้นเลือดรวมทั้งเยื่อบริเวณส่วนปลายของลำไส้ตรง ในคนธรรมดาจะมีริดสีดวง (hemorrhoid tissue) ทุกคน โดยจะอยู่รอบๆ ด้านล่างของทวารหนัก เยื่อริดสีดวงจะมีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ๆเมื่อบวมหรืออักเสบจะมีพยาธิสภาพเป็น หัวริดสีดวง แล้วบางทีอาจมีการปริแตกของฝาผนังหลอดเลือดในขณะเบ่งขี้ จึงทำให้มีเลือดออกเป็นครั้งคราว โดยชอบมีลักษณะอาการของโรคเกิดขึ้นในเวลาท้องผูกหรือเกิดท้องเสียหลายครั้ง ปกติแล้วจะไม่ค่อยมีอาการร้ายแรงหรืออันตราย โดยบางครั้งก็อาจจะเป็นๆหายๆเรื้อรัง ทำให้ไม่น่าสนใจ หรือทำให้วิตกกังวลได้
โรคริดสีดวงทวาร แบ่งออกเป็น 2 ประเภทเป็น

  • ริดสีดวงข้างใน (Internal Hemorrhoids)เป็นริดสีดวงที่อยู่เหนือเส้นสมมุติที่เรียกว่า dentate line (บริเวณ แถวๆรอยที่หยักๆ) เป็นกรุ๊ปหลอดเลือดดำที่อยู่ใต้ชั้นเยื่อบุไส้ภายในรูทวารหนักปูดพอง (ขอด) ซึ่งจะตรวจพบได้เมื่อใช้กล้องส่องตรวจ
  • ริดสีดวงทวารนอก (External Hemorrhoids)เป็นริดสีดวงที่อยู่ใต้เส้น Dentate line เป็นกลุ่มหลอดโลหิตดำที่ อยู่ใต้ผิดหนังบริเวณปากทวารหนักปูดพอง (ขอด) ที่สามารถแลเห็นและก็คลำได้น่าฟังผิวหนังรอบๆทวารจะถูกดันจนถึงโป่งออกมาผู้เจ็บป่วยก็เลยรู้สึกเจ็บปวด


โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคพบบ่อย ในสหรัฐฯพบผู้เจ็บป่วยมีอาการจากโรคนี้ได้ราว 5% ของราษฎรผู้ใหญ่ทั้งหมด โดยพบได้สูงในช่วงอายุ 45-65 ปี โดยผู้หญิงและก็เพศชายมีโอกาสเกิดโรคได้ใกล้เคียงกันสาเหตุของโรคริดสีดวงทวาร  เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากกรุ๊ปเนื้อเยื่อเส้นโลหิตดังกล่าวมาแล้วข้างต้นได้รับบาดเจ็บ หรือมีการหมุนวนเลือด ไม่ดีจากปัจจัยต่างๆจนถึงก่อกำเนิดการโป่งพอง บวม อักเสบ หรือเกิดมีลิ่มเลือดในกลุ่มเยื่อดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ซึ่งสาเหตุ ส่วนมากมีต้นเหตุจากการเบ่งขี้บ่อยๆนานๆซึ่งได้ผลของท้องผูก การตั้งครรภ์ ความประพฤติการดำรงอยู่ รวมทั้งลักษณะของการอึ ซึ่งการเบ่งอุจจาระบ่อยๆนานๆจะส่งผลเพิ่มระดับแรงดันในท้อง ทำให้การไหลเวียนของเลือดในเส้นเลือดดำรอบๆทวารหนักไม่สะดวก มีการยืด ย่น คด งอ พอง และโตขึ้นเป็นติ่งเนื้อ เหมือนกับการเป่าเพิ่มเติมลมเข้าไปในลูกโป่ง เมื่อลูกโป่งโตขึ้น ก็จะมีความหนาของผนังลดน้อยลง เมื่อใดก็ตามที่มีของแข็งๆมาเสียดสี อย่างเช่น อุจจาระแข็งหรือเพิ่มระดับแรงดันขึ้นอีก ก็จะทำให้มีการปริแตกหรือฉีกขาดของหลอดเลือดดำ ก่อให้เกิดเลือดออกมาเป็นเลือดสดๆได้
    นอกเหนือจากการเบ่งถ่ายอุจจาระนานๆซึ่งเป็นต้นเหตุ หลักแล้ว ยังพบว่าระดับความดันเลือดในตับที่สูง (ซึ่งกำเนิดได้จากความอ้วน หรือโรคตับ) อายุที่มากขึ้น อาการท้องเสียเรื้อรังยังเป็นอีกมูลเหตุหนึ่งของโรคริดสีดวงทวารได้อีกด้วย
ลักษณะโรคริดสีดวงทวารด้านใน คือ คนป่วยส่วนมากชอบมีลักษณะเลือดออกทางทวารหนัก โดยไม่เคยรู้สึกเจ็บอะไร ซึ่งจะเกิดขึ้นในระหว่างหรือหลังจากถ่ายอุจจาระเสร็จ เลือดที่ออกมานั้นจะมีลักษณะเป็นเลือดสีแดงสด ออกปนมากับอุจจาระ หรือมีเลือดไหลหยดลงในโถส้วม และก็บางทีอาจสังเกตว่ามีเลือดเลอะเทอะบนกระดาษชำระ เลือดจะออกมาในลักษณะอาบก้อนอุจจาระ ไม่มีมูกคละเคล้า และก็เลือดมักจะหยุดไหลได้เอง ซึ่งอาการเหล่านี้จะมีลักษณะเป็นๆหายๆถ้าหากมีเลือดออกมากหรือเป็นเรื้อรัง อาจทำให้เกิดอาการซีดเผือดตามมาได้ ในรายที่เป็นมาก เส้นโลหิตจะบวมมาก ทำให้หัวริดสีดวงโผล่ออกมานอกปากทวารหนัก หรือมองเห็นเป็นก้อนเนื้อนิ่มๆปลิ้นโผล่ออกมา ซึ่งในภาวะแบบนี้จะทำให้กำเนิดอาการปวดหรือเจ็บที่ทวารหนักได้ ในบางรายอาจจะเป็นผลให้กำเนิดอาการคันและก็อาการกลั้นอุจจาระไม่อยู่ได้ด้วยด้วยเหมือนกัน
ทั้งนี้ โดยปกติแบ่งความรุนแรงของโรคริดสีดวงภายใน เป็น 4 ระดับตามความร้ายแรง ยกตัวอย่างเช่น

  • ระดับ 1 เส้นโลหิตที่โป่งพอง ยังเกิดอยู่ภายในทวารหนักแล้วก็ลำไส้ตรง
  • ระดับ 2 เส้นโลหิต พร้อมเนื้อเยื่อรอบๆเส้นเลือดปลิ้นโผล่ออกมาที่ปากทวารหนักในขณะอุจจาระ แต่ก้อนเนื้อนี้สามารถกลับเข้าไปข้างในทวารหนักได้เองหลังสิ้นสุดอุจจาระ
  • ระดับ 3 ก้อนเนื้อไม่กลับเข้าภายในทวารหนัก หลังสุดอุจจาระแล้ว แต่ว่าสามารถใช้นิ้วดันกลับเข้าไปได้
  • ระดับ 4 ก้อนเนื้อกลับเข้าไปภายในทวารหนักมิได้ ค้างอยู่หน้าปากทวารหนัก แม้ว่าจะใช้นิ้วช่วยดันและตาม ซึ่งระยะนี้คนป่วยจะเจ็บมากมาย ที่มา : Wikipedia


และจำเป็นจะต้องรีบเจอแพทย์เป็นการฉุกเฉิน ก่อนที่ก้อนเนื้อจะเน่าตายจากการขาดเลือด
อาการโรคริดสีดวงภายนอกหมายถึงมีติ่งเนื้อสีชมพูคล้ำออกมาจากปากทวารหนักเมื่อมีอาการท้องผูกหรือท้องเดิน ทำให้คนเจ็บมีลักษณะอาการปวด บวม เจ็บ รวมทั้งระคาย และก็หากมีลิ่มเลือดเกิดขึ้นในหลอดเลือดที่โป่งพองจะก่อให้กำเนิดอาการปวด บวม เจ็บเยอะขึ้น แต่ว่ามักจะไม่ค่อยพบว่ามีเลือดออกมาจากติ่งเนื้อนี้ ซึ่งปกติแล้วมักจะหายเจ็บได้ภายใน 2-3 วัน อย่างไรก็ตาม กว่าจะหายบวมอาจต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 2-3 อาทิตย์ เมื่อหายดีแล้วบางครั้งอาจจะยังมีผิวหนังเป็นติ่งเหลืออยู่ และก็หากหัวริดสีดวงมีขนาดใหญ่ก็อาจก่อให้เกิดการระคายหรือคันรอบๆรอบปากทวารหนักได้ด้วย
กรรมวิธีการรักษาโรคริดสีดวงทวาร หมอจะวินิจฉัยโรคริดสีดวงทวารได้จาก ความเป็นมาอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจก้อนเนื้อบริเวณทวารหนัก รวมทั้งการส่องกล้องตรวจทวารหนักรวมทั้งไส้ตรง ในบางครั้งอาจมีการตัดชิ้นเนื้อเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา เมื่อจำเป็นต้องแยกจากโรคมะเร็ง โดยแพทย์จะวิเคราะห์ในอาการหลักๆพวกนี้เป็นพิเศษ ดังเช่น

  • มีเลือดแดงสดหยดออกมา หรือพุ่งออกมาขณะเบ่งถ่าย หรือหลังจากถ่ายอุจจาระ จำนวนแต่ละครั้งไม่มากมายหนัก ไม่มีอาการปวดหรือแสบของทวาร
  • มีก้อนเนื้อปลิ้นจากข้างในขณะเบ่งอึ รวมทั้งยุบกลับเข้าเมื่อหยุดเบ่ง เมื่อเป็นมากต้องดันก็เลยจะกลับเข้าไป และขั้นตอนสุดท้ายบางทีอาจย้อนอยู่ข้างนอกตลอดระยะเวลา
  • มีก้อนแล้วก็ปวดที่ขอบทวารเกิดขึ้นเร็วใน 1 วัน แล้วก็เจ็บมากมายในช่วงเวลา 5-7 วันแรก


แนวทางการรักษาโรคริดสีดวงทวาร ได้แก่ ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคริดสีดวงทวาร และก็การใช้ยาต่างๆเช่น ยาทาลดอาการคัน ยาเหน็บทวารลดอาการบวม ปวด และก็ยาแก้ปวด เป็นต้น แม้กระนั้นเมื่อการรักษาในลักษณะประคับประคองไม่ได้เรื่อง การดูแลและรักษาขั้นถัดไปหมายถึงการดูแลและรักษาทางศัลยกรรม ที่มีหลายแบบ เช่น การจี้ด้วยไฟฟ้า หรือ เลเซอร์ การฉีดยาเข้าเส้นโลหิต เพื่อเส้นเลือดยุบแฟบ การผูกเส้นโลหิต หรือการผ่าตัดเส้นเลือด ดังนี้ สังกัดความรุน แรงของโรค ข้อชี้ชัด และดุลพินิจของแพทย์ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • การรักษาแบบจุนเจืออาการ อาทิเช่น การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเพิ่มความดันในกลุ่มเนื้อเยื่อเส้นเลือดที่เป็นต้นเหตุของโรคริดสีดวงทวาร แล้วก็การใช้ยาต่างๆซึ่งมักใช้ในกรณีที่เป็นริดสีดวงทวาร โดยไม่มีมูลเหตุที่ร้ายแรง อย่างเช่น
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ดังเช่น การใส่ยาใช้ภายนอกแถวๆหัวริดสีดวง การเหน็บยา หรือการกินยาต่างๆตามที่แพทย์สั่ง
  • ระวังไม่ให้ท้องผูกหรือท้องเดินบ่อยๆคนป่วยควรกินผักและกินผลไม้ที่มีกากใยสูงๆให้มากๆรวมทั้งกินน้ำให้มากๆขั้นต่ำวันละ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่มแล้วก็ถ่ายออกได้ง่าย
  • ฝึกถ่ายอุจจาระให้ตรงเวลา ไม่กลั้น และไม่เบ่งอุจจาระมากเกินไป
  • เลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด
  • การรักษาทางศัลยกรรม (หากใช้กรรมวิธีรักษาแบบจุนเจือมาสุดแท้แต่ไม่เป็นผล) ดังนี้ ขึ้นกับความรุนแรงของโรค ข้อชี้ชัด และดุลยพินิจของหมอ ดังเช่นว่า
  • การฉีดยาเข้าที่หัวริดสีดวงทวาร ตัวยาจะก่อให้หลอดเลือดดำฝ่อและก็หัวริดสีดวงยุบไป มักใช้กับโรคริดสีดวงในระยะที่ 2 แนวทางนี้เป็นแนวทางที่สะดวก ไม่เป็นอันตราย ไม่มีความเจ็บปวด หมอมักจะนัดมาฉีดอาทิตย์ละครั้งประมาณ 3-5 ครั้ง สามารถช่วยทำให้หายสนิทได้ราว 60-70%
  • การรักษาโดยวิธีการใช้ยางรัด (Rubber band ligation) หรือยิงยางรัดโคนหรือหัวของริดสีดวงที่โผล่ออกมา ซึ่งจะทำให้หัวของริดสีดวงนั้นฝ่อและหลุดออกไปเองด้านใน 5-7 วัน วิธีจะใช้ได้ผลในด้านที่ดีในระยะ 2 โดยยิ่งไปกว่านั้นเมื่อหัวริดสีดวงมีขนาดใหญ่ คนไข้มักไม่มีอาการเจ็บปวด แม้กระนั้นแม้รัดยางใกล้กับแนวเส้นประสาทมากจนเกินความจำเป็น จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดความรู้สึกเจ็บอย่างหนักในทันที
  • การทำลายเนื้อเยื่อด้วยการเผา เป็นกรรมวิธีรักษาที่ใช้กับโรคริดสีดวงระยะที่ 2 แต่ว่ายังไม่เป็นที่นิยมอย่างมากมาย ปกติแล้วแพทย์จะใช้เฉพาะเมื่อแนวทางอื่นไม่ได้ผล ซึ่งก็มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ยกตัวอย่างเช่น การเผาเนื้อเยื่อด้วยการใช้กระแสไฟฟ้าจี้, การฉายรังสีอินฟราเรด, การใช้แสงเลเซอร์ผ่าตัด, การผ่าตัดด้วยการใช้ความเย็น เป็นต้น (การทำลายเยื่อด้วยแสงอินฟราเรดบางทีอาจเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับกรณีที่เป็นโรคในระยะที่ 1-2 ส่วนระยะที่ 3-4 การกลับมาเป็นซ้ำจะมีอัตราที่สูง)
  • การผ่าตัดริดสีดวงทวาร มักทำให้ในกรณีที่เป็นมากแล้วในระยะที่ 3-4 หรือเมื่อมีลิ่มเลือด หรือมีการขาดเลือดของริดสีดวงทวาร ความเป็นจริงแล้วการผ่าตัดริดสีดวงไม่ใช่เรื่องน่าขนลุก และไม่เจ็บในขณะผ่าตัด เพราะเหตุว่าหมอจะให้ยาสลบหรือฉีดยาชาเข้าไขสันหลังก่อนเสมอ หลังการผ่าตัดคนไข้อาจมีลักษณะการเจ็บปวดบ้าง แม้กระนั้นก็ไม่มากมายก่ายกองอะไร รวมทั้งสามารถยับยั้งได้ด้วยการกินยาพารา นอนพักฟื้นในโรงหมอราวๆ 3-4 วันก็กลับบ้านได้


ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร ต้นสายปลายเหตุที่นำไปสู่โรคริดสีดวง

  • กรรมพันธุ์
  • อาชีพ ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ต้องยืนนานๆ
  • มีต้นเหตุที่เกิดจากโรคแทรกของโรค เป็นต้นว่า โรคตับแข็ง ซึ่งจะมีลักษณะอาการโรคท้องมานในระยะในที่สุด และก็เมื่อมีน้ำในท้องมากมายๆจะมีผลไปกดการไหลเวียนเลือดในช่องท้อง เป็นต้นเหตุทำให้หลอดโลหิตดำไหลกลับเข้าช่องท้องได้ไม่ดีนัก
  • ท้องผูก ต้องเบ่งอึเป็นประจำ
  • เพศหญิงมีครรภ์ เหตุเพราะมีการเพิ่มระดับความดันในช่องท้อง การขยายตัวของเส้นเลือดที่ปากทวารหนักร่วมกับท้องผูก
  • โรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน นำมาซึ่งการทำให้เพิ่มแรงดันในช่องท้องแล้วก็ในอุ้งเชิงกรานสูงมากขึ้น เลือดก็เลยคั่งในกรุ๊ปเยื่อเส้นเลือดเหมือนกับในหญิงมีท้อง
  • ท้องเสียเรื้อรัง การอุจจาระเป็นประจำจะเพิ่มความดัน รวมทั้ง/หรือการเจ็บต่อกลุ่มเยื่อเส้นโลหิต เหมือนกัน
  • โรคโดยกำเนิดที่ไม่มีลิ้นปิดเปิด (Valve) ในหลอดเลือดดำในเยื่อเส้นโลหิตซึ่งช่วยในการไหลเวียนเลือด ก็เลยเกิดภาวะเลือดคั่งในหลอดเลือด จึงเกิดเส้นเลือดโป่งพองง่าย
  • การนั่งแช่นานๆและนั่งถ่ายอุจจาระนานๆจะกดทับกลุ่มเยื่อหลอดเลือด จึงเพิ่มระดับความดัน/การบาดเจ็บต่อกลุ่มเยื่อหลอดเลือด
  • การร่วมเพศทางทวารหนัก ก็เลยมีการกดเบียดทับ/เจ็บต่อกรุ๊ปเนื้อเยื่อเส้นโลหิตส่วนนี้เรื้อรัง จึงมีเลือดคั่งในหลอดเลือด กำเนิดโป่งพองได้ง่าย


การติดต่อของโรคริดสีดวงทวาร โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบ แล้วก็การบวมของเยื่อหลอดเลือดของทวารหนัก และเมื่อมีของแข็งๆมาเสียดสี หรือมีการเพิ่มระดับแรงกดดันในช่องท้องขึ้น จึงทำให้เกิดอาการต่างๆของโรคริดสีดวงทวารขึ้น ซึ่งโรคริดสีดวงทวารนี้ไม่ได้เป็นโรคติดต่อแต่อย่างได
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคริดสีดวงทวาร

  • ทายาทาบริเวณตูด/บริเวณริดสีดวง หรือ เหน็บยาตามแพทย์แนะนำ
  • กินยาต่างๆรวมทั้งยาแก้ปวดตามแพทย์เสนอแนะ
  • เมื่อมีก้อนเนื้อบวมออกมารอบๆก้น อาจประคบด้วยน้ำเย็น ซึ่งบางทีอาจช่วยลดบวมได้
  • เมื่ออุจจาระ/ปัสสาวะ ไม่ควรกระทำความสะอาดด้วยกระดาษชำระที่แข็ง ควรชุบน้ำ หรือ ใช้กระดาษชำระจำพวกแฉะ (มีขายในตลาดแล้ว)
  • เมื่อเลือดออกมาก ใช้ผ้าขนหนูสะอาดกดบริเวณก้นไว้ให้แน่น ถ้าเลือดไม่หยุด ควรพบแพทย์เป็นการเร่งด่วน
  • กินน้ำสะอาดมากมายๆอย่างต่ำวันละ 8-10 แก้ว เมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำกิน
  • กินผัก ผลไม้ประเภทมีกากใยสูงมากมายๆดังเช่น ฝรั่ง แอบเปิ้ล มะละกอสุก เพื่อคุ้มครองปกป้องท้องผูก
  • ฝึกฝนอุจจาระให้ตรงเวลา ไม่กลั้น และไม่เบ่งอุจจาระ
  • ไม่สมควรนั่ง หรือ ยืนนานๆและก็นั่งส้วมนานๆไม่นั่งอ่านหนังสือนานๆขณะอุจจาระ
  • พบหมอตามนัดเสมอ รวมทั้งรีบพบก่อนนัดเมื่อมีอาการเปลี่ยนไปจากปกติไปจากเดิม หรือ เมื่ออาการต่างๆชั่วช้าลง หรือเมื่อกังวลใจในอาการ

การปกป้องตนเองจากโรคริดสีดวงทวาร

  • หลีกเลี่ยงท้องผูก เนื่องจากท้องผูกเป็นต้นเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งของริดสีดวงทวารหนัก ทั้งเป็นสาเหตุของการเบ่ง แล้วก็ทำให้อุจจาระแข็ง ซึ่งมีวิธีแก้ไขท้องผูกด้วยการปรับพฤติกรรมของตนเอง ดังต่อไปนี้
  • รับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง ดังเช่น ผัก ผลไม้ แล้วก็เมล็ดธัญพืช เพื่อช่วยทำให้อุจจาระนุ่มขึ้น
  • ควรจะดื่มน้ำขั้นต่ำวันละ 8 แก้ว หรือ 2 ลิตร อย่างสม่ำเสมอ
  • ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์ แล้วก็คาเฟอีน เป็นต้นว่า สุรา เบียร์สด ไวน์ กาแฟ ชา น้ำวัวล่า เพราะจะมีผลให้ร่างกายขาดน้ำ อุจจาระแข็ง รวมทั้งถ่ายลำบากขึ้น
  • ควรจะหลบหลีกกลั้นอุจจาระ
  • ไม่สมควรนั่งหรือเบ่งอุจจาระโดยไม่เคยรู้สึกปวดจะถ่าย
  • ควรเลี่ยงการขัดถูรอบๆทวารหนักอย่างรุนแรง เพราะเหตุว่าจะยิ่งระคายริดสีดวงทวารหนัก
  • ควรบริหารร่างกายเป็นประจำ เนื่องจากว่าจะช่วยเพิ่ม กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้ถ่ายอุจจาระได้ง่าย
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาระบายอย่างหนัก หรือการสวนทวาร
  • พักนอนให้พอเพียง
  • หลบหลีกความเครียด ทำจิตใจให้สบายอยู่เสมอ
  • เมื่อมีภาวะน้ำหนักตัวเกิน หรือ มีสภาวะอ้วนควรลดหุ่นเพื่อลดระดับความดันในช่องท้องและอุ้งเชิงกราน
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคริดสีดวงทวาร
เพชรสังฆาต
ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Cissus quadrangularis  L.
ตระกูล :   Vitaceae
สารเคมี :  เถา มีผลึก calcium oxalate รูปเข็มไม่น้อยเลยทีเดียวต้นสด 100 กรัม มี carotene 267 มก., ascorbic acid (Vitamin C.) 398 มิลลิกรัม
สรรพคุณ :  เถา – ใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงทวารหนัก
แก้ริดสีดวงทวาร  ใช้เถาสด 2-3 องคุลีต่อหนึ่งมื้อ รับประทานสดๆหากบดจะคันปากคันคอ เพราะว่าในสมุนไพรนี้จะมีสารเป็นผลึกรูปเข็มอยู่มากมาย เป็นสารลักษณะเดียวกันกับที่เจอในต้นบอน ต้นเผือก การกินจึงใช้สอดไส้ในกล้วยสุก หรือมะขาม แล้วกลืนลงไป รับประทาน 10-15 วัน จะเห็นผล
ครอบฟันสี
ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Abutilon indicum (L.) Sweet
ชื่อสามัญ :   Country mallow, Indian mallow
ตระกูล :   Malvaceae
ราก มี Asparagin
คุณประโยชน์ : ราก - เจ็บท้อง ท้องร่วง ริดสีดวงทวาร ขับฉี่
แก้ริดสีดวงทวาร  ใช้ราก 150 กรัม ต้มเอาน้ำข้นๆดื่มประมาณ 1 ถ้วยชา ที่เหลืออุ่นเอาไอรมที่ตูดเพียงพออุ่นๆทนได้ ใช้รมวันละ 5-6 ครั้ง เอาน้ำอุ่นๆล้างแผลริดสีดวงทวาร
ขทาง
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Pluchea indica  (L.) Less.
ชื่อสามัญ :  Indian Marsh Fleabane
วงศ์ :   Asteraceae (Compositae)
สรรพคุณ :
ทั้งต้นสด หรือแห้ง - ปรุงเป็นยาต้มกินขับเยี่ยว แก้โรคนิ่วในไต แก้เยี่ยวพิการ แก้ริดสีดวงทวารหนัก ริดสีดวงจมูก
เปลือก ใบ เมล็ด  - แก้ริดสีดวงทวาร ริดสีดวงจมูก
ใบ - มีกลิ่นหอมยวนใจ แก้ริดสีดวงทวาร
ยาริดสีดวงทวาร ใช้เปลือกต้น ต้มน้ำ เอาไอรมทวารหนัก แล้วก็กิน แก้โรคริดสีดวงทวาร หรือใช้เปลือกต้น (ขูดเอาขนออก) แบ่งเป็น 3 ส่วน
ส่วนที่ 1 เอามาตากแห้ง ทำเป็นยาสูบ
ส่วนที่ 2 นำมาต้มน้ำกิน
ส่วนที่ 3 ต้มน้ำเอาไปรมทวารหนัก
ว่านหางจระเข้
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe vera  (L.)  Burm.f.
ชื่อพ้อง : Aloe barbadensis  Mill
ชื่อสามัญ :  Star cactus, Aloe, Aloin, Jafferabad, Barbados
ตระกูล :  Asphodelaceae
สารเคมี:   ใบมี Aloe-emodin, Alolin, Chrysophanic acid Barbaboin, AloctinA, Aloctin B, Brady Kininase Alosin, Anthramol Histidine, Amino acid , Alanine Glutamic acid Cystine, Glutamine, Glycine.
คุณประโยชน์ :
ยางในใบ - เป็นยาระบาย
เนื้อวุ้น - เหน็บทวาร รักษาริดสีดวงทวาร
เป็นยาถ่าย/ยาระบาย ใช้น้ำยางสีเหลืองที่มีรสขม อ้วก อาเจียน น้ำยางสีเหลืองที่ไหลออกมาระหว่างผิวนอกของใบกับตัววุ้น จะให้ยาที่เรียกว่า ยาดำ
สารเคมี - สารสำคัญในยาดำเป็น G-glycoside ที่มีชื่อว่า barbaloin (Aloe-emodin anthrone C-10 glycoside)
รักษาริดสีดวงทวาร นอกจากจะช่วยรักษาแล้ว ยังช่วยทุเลาลักษณะของการปวด อาการคันได้ด้วย โดยทำความสะอาดทวารหนักให้สะอาดรวมทั้งแห้ง ควรปฏิบัติภายหลังการอุจจาระ หรือหลังอาบน้ำ หรือก่อนนอน เอาว่านหางจระเข้ปอกส่วนนอกของใบ แล้วเหลาให้ปลายแหลมนิดหน่อย เพื่อใช้เหน็บในช่องทวารหนัก ถ้าจะให้เหน็บง่าน นำไปแช่ตู้เย็น หรือน้ำแข็งให้แข็ง จะทำให้สอดได้ง่าย จำเป็นต้องหมั่นเหน็บวันละ 1-2 ครั้ง กระทั่งจะหาย
ไฟทวาร
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Clerodendrum serratum  (L.) Moon. var.wallichii  C.B.Clarke
สกุล :   Limiaceae (Labiatae)
คุณประโยชน์ : ใบ, ราก, ต้น – ใช้เป็นยารักษาริดสีดวงทวาร
ใช้เป็นยารักษาริดสีดวงทวาร

  • นำรากหรือต้นยาว 1-2 องคุลี ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้นๆทาที่ริดสีดวงทวาร เป็นยากระจัดกระจายหัวริดสีดวง
  • นำใบ 10-20 ใบ มาตากแห้ง บดให้เป็นผุยผง แล้วคลุกกับน้ำผึ้งรวง ปั้นเป็นเม็ดขนาดเม็ดพุทรา กินครั้งละ 2-4 เม็ด ทุกๆวันต่อเนื่องกัน 7-10 วัน
  • ใช้ใบแห้งป่นเป็นผุยผง โรยในถ่านไฟ เผาเอาควันรมหัวริดสีดวงแตกหน่อทวารหนัก ให้ยุบฝ่อ
เอกสารอ้างอิง

  • ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด.ยารักษาโรคริดสีดวง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่337.คอลัมน์การใช้ยาพอเพียง.พฤษภาคม.2550
  • ขลู่.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
  • แนะนำการปฏิบัติตัวโรคริดสีดวงทวาร.เอกสารเผยแพร่.ห้องตรวจศัลยกรรม.งานพยาบาลผู้ป่วยนอก กลุ่มภารกิจบริการวิชาการโรงพยาบาลราชวิถี.
  • Mounsey, A., Halladay, J., and Sadiq, T. (2011). Am Fam Physician. 84, 204-210. http://www.disthai.com/
  • เพชรสังฆาต.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
  • Chen, Herbert (2010). Illustrative Handbook of General Surgery. Berlin: Springer. p. 217. ISBN 1-84882-088-7.
  • ครอบฟันสี.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 551-553.
  • ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. “ผ่าตัดริดสีดวงทวารอย่างไรไม่ให้เจ็บ (หรือเจ็บน้อย)”.  (ผศ.ดร.นพ.วรุตม์ โล่ห์สิริวัฒน์).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : si.mahidol.ac.th.  [05 มี.ค. 2016].
  • อัคคีทวาร.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • ธีรพล อังกูรภักดีกุล.(2546).ริดสีดวงทวาร.Healthtoday,ปีที่3(ฉบับที่25),หน้า68-73.
  • สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ท้องผูกและริดสีดวงทวาร.(พิมพ์ครั้งที่1).กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน(2546).
  • ว่านหางจระเข้.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
  • รศ.นพ.วิรุณ บุญชู.ริดสีดวงทวาร.ภาควิชาศัลยศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.



Tags : โรคริดสีดวงทวาร

15

โรคลมชัก (Epilepsy)
โรคลมชักเป็นยังไง โรคลมชัก หรือ โรคลมหวน มีรากศัพท์จากภาษากรีกโบราณ:  คือ ยึด ถือครอง หรือ ทำให้เจ็บป่วย โดยเป็นกลุ่มโรคทางประสาทวิทยาซึ่งถูกจำกัดความโดยอาการชักอันมีเหตุที่เกิดจากการทำงานอย่างสอดคล้องกันมากเกินความจำเป็นของเซลล์ประสาท ดังนั้นโรคลมชัก ก็คือโรคที่เกิดขึ้นและมีสาเหตุมาจากความเปลี่ยนไปจากปกติของระบบประสาทศูนย์กลางซึ่งทำหน้าที่สำหรับการควบคุมการทำงานของร่างกาย จนกระทั่งนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการชัก
                โรคลมชักเป็นโรคระบบประสาทที่พบได้ทั่วไป ในรายงานการเล่าเรียนโดย World Health Organization (WHO) รวมทั้ง World Federal of Neurology ในปี 2547 พบว่าใน 102 ประเทศที่รายงานปัญหาสุขภาพ พบว่าปริมาณร้อยละ 72.5 ของประเทศพวกนี้กล่าวว่าโรคลมชักพบมากเป็นชั้นสองรองจากโรคปวดศีรษะ เวลาที่โรคเส้นโลหิตสมองเป็นชั้นสามคือ ปริมาณร้อยละ 62.7 ประมาณว่าทั่วทั้งโลกน่าจะมีบุคคลที่แก่น้อยกว่า 15 ปี เป็นโรคลมชักกว่า 10.5 ล้านคน ซึ่งน่าจะพอๆกับหนึ่งในสี่ของจำนวนคนที่เป็นโรคลมชักทุกอายุ แล้วก็ในทุกๆปี คงจะมีคนที่ได้รับการวิเคราะห์ใหม่เป็นโรคลมชัก ราวๆ 3.5 ล้านคน ซึ่งปริมาณร้อยละ 40 จะเป็นคนไข้เด็กที่อายุน้อยกว่า 15 ปี และกว่าปริมาณร้อยละ 80 เป็นผู้ป่วยในประเทศที่กำลังปรับปรุง
                ช่วงอายุที่เกิดโรคลมชักสูงคือตอนทารกแรกเกิดรวมทั้งเด็กเล็ก สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคลมชักในช่วงวัยทารกชอบเป็นพยาธิภาวะที่เกิดในช่วงการคลอดได้แก่ผลของการขาดออกซิเจน การติดเชื้อที่ระบบประสาท ส่วนแก่เป็นตอนๆที่มีโอกาสกำเนิดโรคลมชักสูงรองลงมา ในขณะนี้น่าจะพบว่าอุบัติการณ์โรคลมชักในวัยแก่มากขึ้นในช่วงเวลาที่ในช่วงวัยทารกต่ำลงเนื่องมาจากความรู้ความเข้าใจทางด้านการแพทย์ในการดูแลคนไข้ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพต่างจากเดิม การติดเชื้อที่ระบบประสาทที่บางทีอาจจะเป็นสาเหตุของโรคลมชักในวัยเด็กเริ่มน้อยลงจากการที่มีวัคซีนปกป้องโรคต่างๆอายุคนยืนยาวขึ้นกว่าเดิม โรคหลอดเลือดสมองซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากปัญหาความประพฤติปฏิบัติสำหรับในการทานอาหารไม่เหมาะสมเพิ่มขึ้น ฯลฯ สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาความชุกและก็อุบัติการณ์โรคลมชักยังคงสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก เนื่องจากปัญหาสุขลักษณะโรคติดเชื้อ ความรู้ความเข้าใจสำหรับการดูแลคนป่วยยังจำกัด มีการประมาณการว่าชาวไทยทั้งประเทศ เป็นโรคลมชักประมาณ 450,000 คน และก็พสกนิกรโดยปกติยังมีความสามารถต่อโรคลมชักไม่มากมาย
                ทั้งนี้ คนป่วยโรคลมชัก ถ้าได้รับการดูแลและรักษาอย่างเป็นจริงเป็นจังต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ต้นเกิดอาการ ผู้ป่วยจะสามารถดำรงชีพเป็นต้นว่าคนธรรมดา เรียนหนังสือ ดำเนินการ เล่นกีฬา ออกสังคม รวมทั้งสามารถสมรสได้ แม้กระนั้นหากไม่มีความสนใจไม่ได้รับการรักษาอย่างจริงจัง ปล่อยให้ชักอยู่เสมอๆก็อาจก่อให้โรคสมองเสื่อม บางรายบางทีอาจทุพพลภาพหรือตายเพราะเหตุว่าอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างชัก อย่างเช่น จมน้ำ ขับขี่รถชน ตกจากที่สูง ไฟเผา น้ำร้อนลวก ฯลฯ
ที่มาของโรคลมชัก
โรคลมชักจำนวนมากเกิดขึ้นโดยตรวจไม่พบต้นเหตุชัดเจน (Idiopathic หรือ Primary Epilepsy) มั่นใจว่ามีความ พร่องของสารเคมีอะไรบางอย่างในการควบคุมไฟฟ้าในสมอง (โดยที่องค์ประกอบของสมองปกติดี) ทำให้วิธีการทำหน้าที่ของสมองเสียความสมดุล มีการปล่อยไฟฟ้าอย่างผิดปกติของเซลล์สมอง ทำให้เกิดอาการชัก รวมทั้งหมดสติชั่วครู่ ผู้เจ็บป่วยกลุ่มนี้ชอบมีลักษณะอาการคราวแรกในช่วงอายุ 5-20 ปี และอาจมีประวัติว่ามีพ่อแม่หรือญาติเป็นโรคนี้ด้วย  แล้วก็มีส่วนน้อยซึ่งสามารถหาต้นเหตุที่ชัดเจนได้ (Symptomatic หรือ Secondary  Epilepsy)  อาจเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างสมอง ได้แก่ สมองพิการโดยกำเนิด สมองได้รับกระทบกระเทือนระหว่างคลอด สมองทุพพลภาพวันหลังการต่อว่าดเชื้อ แผลในสมองหลังผ่าตัด ฝีในสมอง เนื้องอกในสมอง โรคพยาธิในสมอง เลือดออกในสมอง (ซึ่งกลุ่มนี้พบบ่อยในเด็กอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 2 ปี) สภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวการณ์แคลเซียมในเลือดต่ำ โรคพิษสุรา ยาเสพติด (อาทิเช่น การเสพยาบ้าเกินขนาด) พิษจากการใช้ยาบางชนิดที่ใช้เกินขนาด (กลุ่มนี้พบมากในผู้ที่แก่ 25 ปีขึ้นไป)
ทั้งนี้ อาการในผู้เจ็บป่วยโรคลมชักบางทีอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการ แต่ก็มีบางกรณี หรือการใช้สารบางสิ่งที่นำมาซึ่งอาการชักได้ ดังเช่นว่า ความตึงเครียด การพักผ่อนน้อยเกินไป การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยารักษาอาการบางประเภทหรือกการใช้ยาเสพติด ภาวะมีเมนส์ของสตรี ยิ่งไปกว่านี้ยังมีคนเจ็บจำนวนหนึ่งแม้กระนั้นเป็นปริมาณน้อยที่สามารถกำเนิดอาการชักได้แม้มองเห็นแสงสว่างแฟลชที่สว่างจ้า โดยอาการชักที่เกิดขึ้นมาจากปัจจัยนี้เรียกว่า โรคลมชักที่คนไข้ไวต่อแสงสว่างกระตุ้น (Photosensitive Epilepsy)
อาการของคนไข้ลมชัก โรคลมชัก แตกต่างจากการชักจากโรคอื่นๆเป็น อาการชักจากโรคลมชัก ควรมีอา การ ชัก เกร็ง กระตุก กัดลิ้น น้ำลายฟูมปาก ซึ่งดังนี้ จริงๆแล้ว โรคลมชักเอง มีอาการชักได้ 3 แบบ ตัวอย่างเช่น
1.อาการชักที่มีผลต่อทุกส่วนของสมอง (Generalized Seizures) เป็นอาการชักที่เกิดขึ้นอยู่กับสมองทั้ง 2 ซีก แบ่งได้ 2 จำพวกย่อยๆคือ
   อาการชักแบบเหม่อลอย (Absence Seizures) เป็นอาการชักที่มักเกิดขึ้นในเด็ก อาการที่สะดุดตาคือการเหม่อ หรือมีการขยับเขยื้อนร่างกายเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ เป็นต้นว่า การกระพริบตาหรือขยับริมฝีปาก อาการชักชนิดนี้อาจเป็นสาเหตุนำไปสู่การเสียการรับรู้ในระยะสั้นๆได้
   อาการชักแบบชักเกร็ง (Tonic Seizures) เป็นอาการชักที่นำมาซึ่งอาการเกร็งของกล้าม โดยมักจะเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อรอบๆข้างหลัง แขนและขา จนทำให้คนป่วยล้มลงได้
             อาการชักแบบกล้ามอ่อนกำลัง (Atonic Seizures) อาการชักที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนล้าลง คนไข้ที่มีลักษณะชักจำพวกนี้จะไม่สามารถที่จะควบคุมกล้ามขณะกำเนิดอาการได้ จนกระทั่งทำให้คนไข้ล้มพับ หรือหกล้มลงได้อย่างฉับพลัน
   อาการชักแบบชักกระตุก (Clonic Seizures) เป็นอาการชักที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ไม่ดีเหมือนปกติ โดยอาจจะเป็นผลให้มีการขยับเขยื้อนในจังหวะซ้ำ มักเกิดขึ้นกับกล้ามบริเวณคอ ใบหน้า และแขน
             อาการชักแบบชักกระตุกและเกร็ง (Tonic-clonic Seizures) เป็นอาการชักที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อในร่างกายทุกส่วน ก่อให้เกิดอาการกล้ามเกร็งและกระตุก ส่งผลทำให้ผู้เจ็บป่วยล้มลง และก็หมดสติ บางรายอาจร้องไห้ในตอนที่ชักด้วย แล้วก็หลังจากอาการทุเลาลง ผู้ป่วยอาจรู้สึกอ่อนแรงเนื่องด้วยอาการชัก
   อาการชักแบบชักตกใจ (Myoclonic Seizures) อาการชักประเภทนี้มักเกิดขึ้นแบบทันควัน โดยจะเกิดอาการชักกระตุกของแขนและก็ขาคล้ายกับการโดนกระแสไฟฟ้าช็อต โดยมากมักจะเกิดภายหลังจากตื่นนอน บ้างก็เกิดขึ้นร่วมกับอาการชักแบบอื่นๆในกรุ๊ปเดียวกัน
2.อาการชักเฉพาะส่วน (Partial หรือ Focal Seizures) อาการชักชนิดนี้จะเกิดขึ้นกับสมองเพียงแต่เล็กน้อย ทำให้เกิดอาการชักที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเพียงแค่นั้น แบ่งได้ 2 ชนิดเป็น
    อาการชักแบบรู้สึกตัว (Simple Focal Seizures) สำหรับอาการชักจำพวกนี้ ระหว่างที่เกิดอาการ ผู้เจ็บป่วยจะยังคงมีสติครบถ้วนบริบูรณ์ โดยคนเจ็บอาจมีความรู้สึกแปลกๆหรือมีความรู้สึกวูบๆภายในท้อง บ้างก็บางทีอาจรู้สึกราวกับมีลักษณะอาการเดจาวู ซึ่งเป็นความรู้สึกเหมือนกับเคยประสบพบเห็นหรือเกิดเหตุการณ์ที่เผชิญอยู่มาก่อน ถึงแม้ว่าไม่เคย บางทีอาจเกิดความรู้สึกร่าเริงหรือกลัวทันทีทันใด และได้กลิ่นหรือรับทราบรสแปลกไป รู้สึกชาที่แขนแล้วก็ขา หรือมีอาการชักกระตุกที่แขนและมือ เป็นต้น ดังนี้ อาการชักดังที่กล่าวมาแล้วบางทีอาจเป็นสัญญาณเตือนของอาการชักชนิดอื่นๆที่กำลังตามมา อาการเหล่านี้สามารถที่จะช่วยให้ผู้เจ็บป่วยและคนรอบข้างเตรียมรับมือได้ทัน
    อาการชักโดยไม่รู้ตัว (Complex Partial Seizures) สามารถเกิดขึ้นโดยที่คนไข้อาจไม่รู้ตัวและไม่สามารถจดจำได้ว่ากำเนิดอาการขึ้นเมื่อใด ไม่ว่าจะในระหว่างที่เกิดอาการหรืออาการสงบแล้ว อาการชักชนิดนี้ไม่สามารถคาดการณ์ได้โดยอาจมีอาการดังเช่นว่า ขยับริมฝีปาก เช็ดมือ ทำเสียงแปลกๆหมุนแขนไปรอบๆจับเสื้อผ้า เล่นกับสิ่งของในมือ อยู่ในท่าทีแปลกๆเคี้ยวหรือกลืนอะไรบางอย่าง นอกจากนั้น ในเวลาที่กำเนิดอาการ คนเจ็บจะไม่สามารถที่จะรับทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบกายได้เลย
3.อาการชักตลอด (Status Epilepticus) อาการชักจำพวกนี้เป็นอาการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมากยิ่งกว่า 30 นาทีขึ้นไป หรือเป็นอาการชักสม่ำเสมอที่ผู้ป่วยไม่สามารถที่จะคืนสติในระหว่างที่ชัก ซึ่งเป็นคราวฉุกเฉินที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาโดยด่วนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ดังนี้ลักษณะสำคัญของการชักในโรคลมชักทุกชนิดคือ การที่คนไข้มีลักษณะอาการไม่ปกติทางระบบประสาทดังกล่าวมาแล้วข้างต้นอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆตั้งแต่ 30 วินาที ถึง 3 นาที อา การนั้นหายได้เอง แต่ว่าอาการเหล่านั้นจะเกิดบ่อยๆและอาการไม่ปกติที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งจะมีลักษณะคล้ายกัน
ก่อนจะชัก บางคนอาจมีอาการบอกเหตุล่วงหน้ามาก่อนหลายชั่วโมง หรือ 2-3 วัน ตัวอย่างเช่น รำคาญ เครียด ซึมเซา เวียนหัว กล้ามเนื้อกระตุก ฯลฯ และก่อนจะสลบเพียงแต่ไม่กี่วินาที คนป่วยอาจมีอาการเตือน ตัวอย่างเช่น ได้กลิ่นหรือรสแปลกๆหูแว่วว่ามีเสียงคนพูด ตาเห็นภาพหลอน มีลักษณะชาตามตัว จุกแน่นยอดอก ตากระเหม็นตุก เป็นต้น ถ้าหากมิได้กินยารักษา อาจมีอาการชักกำเริบซ้ำได้ปีละหลายหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีสิ่งเร้า (มองหัวข้อ “การรักษาตัวเอง”) คนเจ็บจะไม่มีลักษณะของการมีไข้ (ตัวร้อน) ร่วมด้วย ลักษณะของการเกิดอาการดังกล่าวมาแล้วข้างต้นออกจะเป็นลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของโรคลมชัก ถ้าหากเคยเห็นเพียงแต่ครั้งเดียวก็จะจำได้ตลอดไป
ส่วนอาการชักซึ่งเป็นผลมาจากโรคลมชัก มีต้นสายปลายเหตุมีเหตุมาจากการที่กลุ่มของเซลล์ประสาทเริ่มศักยะงานในจำนวนสูงอย่างเปลี่ยนไปจากปกติ และสอดคล้องต้องกัน ผลลัพธ์ส่งผลให้เกิดคลื่นของการลดความต่างศักย์ เรียกว่า ดีโพลาไรซิ่ง ชิฟท์ ปกติภายหลังจากเซลล์ประสาทที่ได้รับการเร้า ปฏิบัติงานหรือสร้างศักยะงาน ตัวของมันจะแข็งแรงต่อการผลิตศักยะงานซ้ำในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มูลเหตุส่วนหนึ่งอาจสำเร็จของรูปแบบการทำงานของเซลล์ประสาทที่ถูกยับยั้ง ความเคลื่อนไหวกระแสไฟฟ้าภายในเซลล์ประสาทที่ได้รับการปลุกเร้า และผลกระทบของอะดีโนซีน
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยด้วยโรคลมชัก

  • รับประทานยาป้องกันโรคลมชักตามขนาดที่แพทย์สั่งเป็นประจำ อย่าให้หยุดยาเอง หรือรับประทานๆหยุดๆตราบจนกระทั่งหมอจะพิจารณาให้หยุด ซึ่งอาจกินเวลา 2-3 ปี
  • ไปตรวจกับแพทย์ประจำตามนัด อย่าเปลี่ยนแพทย์เปลี่ยนแปลงโรงหมอโดยไม่จำเป็น
  • หลบหลีกสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้กำเนิดอาการชัก ได้แก่ อย่าอดนอน หรือนอนไม่เป็นเวลา หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ  อย่าทำงานทุกข์ยากลำบากคร่ำคร่าเครียดหรืออ่อนแรงเกินไป  อย่าไม่กินอาหารหรือกินอาหารไม่เป็นเวลา  อย่าดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์  อย่าเข้าไปในที่ๆมีเสียงครึกโครม หรือมีแสงจ้า หรือแสงสว่างวอบแวบ  เมื่อจับไข้สูง จำต้องรีบรับประทานยาลดไข้และเช็ดตัวให้ไข้ลดน้อยลง ไม่งั้นอาจกระตุ้นให้ชักได้
  • หลบหลีกการกระทำหรือสิ่งแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตราย อาทิเช่น ว่ายน้ำ ป่ายปีนขึ้นที่สูง อยู่ใกล้ไฟ ปฏิบัติงานกับเครื่องจักร ขับรถ ขับเรือ เดินข้ามถนนโดยลำพัง เป็นต้น เนื่องจากว่าถ้าหากว่ากำเนิดอาการชักขึ้นมา บางทีอาจได้รับอันตรายได้
  • ควรเผยให้เพื่อนที่ทำงานหรือที่สถานศึกษาได้รู้ถึงโรคที่เป็น แล้วก็ควรพกบัตรที่บันทึกเนื้อความเกี่ยวกับโรคที่เป็นและแนวทางรักษาเบื้องต้นเพื่อว่าเมื่อเกิดอาการชัก ผู้ที่ประสบพบเห็นจะได้ไม่ตระหนกตกใจ และหาทางช่วยเหลือให้ไม่เป็นอันตรายได้
  • ออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างเหมาะควรจะช่วยทำให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงเยอะขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดอาการสภาวะเซื่องซึมได้ แต่ก็ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และก็ควรจะหยุดพักถ้าเกิดรู้สึกอ่อนแรง
  • คุ้มครองป้องกันการเจ็บที่สมอง ด้วยแนวทางดังต่อไปนี้
  • ขับขี่รถอย่างปลอดภัย ใช้เครื่องไม้เครื่องมือคุ้มครอง คาดเข็มขัดนิรภัย หมวกกันน็อก หากผู้โดยสารเป็นเด็กตัวเล็กๆควรจัดให้นั่งบนที่นั่งเฉพาะสำหรับเด็กเพื่อให้มีความปลอดภัย
  • เดินอย่างถี่ถ้วน เพื่อคุ้มครองป้องกันการหกล้ม โดยยิ่งไปกว่านั้นเด็กและผู้สูงอายุที่มีโอกาสในการเสี่ยงที่จะตกหกล้มได้ง่าย โดยเหตุนั้นต้องมีคนรอดูแลอยู่เป็นประจำ

การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคลมชัก แม้การกำเนิดโรคลมชักในหลายสาเหตุนั้นเกิดขึ้นโดยไม่ทรายปัจจัยและก็จะไม่สามารถที่จะปกป้องได้ แต่ความมานะบากบั่นที่จะลดการบาดเจ็บแถวๆหัว การดูแลเด็กแรกเกิดที่ดีในขณะหลังคลอด อาจช่วยลดอัตราการเกิดโรคลมชัก(ที่มีต้นสายปลายเหตุ)ได้ รวมทั้งเมื่อมีลักษณะชักเกิดขึ้นแล้ว ควรจะหาทางคุ้มครองปกป้องไม่ให้อาการไม่ดีขึ้นขึ้น ด้วยการกินยากันชักตามขนาดที่หมอเสนอแนะ รวมทั้งคนป่วยจำต้องหลบหลีกปัจจัยที่กระตุ้นให้อาการแย่ลง
ดังนี้เดี๋ยวนี้ยังไม่มียาที่ใช้คุ้มครองป้องกันการเกิดโรคลมชักได้ผลดี 100% และแพทย์ไม่นิยมที่จะให้ยาปกป้องการชัก แพทย์จะเริ่มให้ยารักษาอาการชักในโรคลมชักต่อเมื่อมีอาการชักเกิด ขึ้นแล้ว เพื่อคุ้มครองป้องกัน/ลดโอกาสมีการชักซ้ำ
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคลมชัก ในช่วงเวลานี้ยังไม่ได้รับรายงานว่าสมุนไพรชนิดไหนที่สามารถคุ้มครอง/รักษาโรคลมชักได้แต่มีการนำสมุนไพรของไทยไปทำการวิจัยและก็ทดสอบในสัตว์ทดลองและได้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจแม้กระนั้นยังไม่ได้มีการนำไปทดลองในมนุษย์ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้ ได้แก่

  • พริกไทยดำ ชื่อทางด้านวิทยาศาสตร์ piper nigrum Linn. อยู่ในสกุล Piperraceae เมื่อเร็วๆนี้มีแถลงการณ์ว่าสารสกัดพริกไทยดำมีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบ ฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ รักษามะเร็ง ต่อต้านโรคลมชัก โดยต้านทานการกระตุ้นสมองของสารสื่อประสาทกลุ่มกลูตาเมตผ่านตัวรับชนิด NMDA ซึ่งฤทธิ์โต้ลมชักนี้จะสอดคล้องกับสรรพคุณของพริกไทยดำที่มีการอ้างถึงไว้ในแบบเรียนหมอแผนไทยและหมอแผนจีน นอกจากนั้นยังมีกล่าวว่าหนูอ้วนที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยการให้กินอาหารที่มีไขมันสูงที่ได้รับพริกไทยดำจะหรูหราความตึงเครียดขบวนการออกซิเดชัน (oxidation stress) น้อยกล่ากลุ่มที่ไม่ได้รับพริกไทยดำ
  • ประพรมมิ มีชื่อสามัญว่า Thyme-leaf Gratiola และชื่ออังกฤษว่า Dwarf bacopa มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bacopa monnieri Wettst อยู่ในสกุล Scrophulariaceae ในประพรมไม่มีสารสำคัญในกรุ๊ปแอลติดอยู่ลอยด์ ยกตัวอย่างเช่น บราไม่น (brahmine), นิโคติน และสารกลุ่มซาโปนิน มีคุณสมบัติช่วยในการศึกษารวมทั้งจำ ช่วยลดอาการตื่นตระหนก ลดอาการเศร้าหมอง และก็ต่อต้านอาการชัก ซึ่งมีการทดลองที่สำคัญ ได้ดังนี้
  • ฤทธิ์ต่อต้านอาการชัก (Anticonvulsive action)การแพทย์แผนไทย มีการนำพรมมิมาใช้เป็นสมุนไพรแก้ลมบ้าหมู ซึ่งในปัจจุบัน มีการนำพรมมิมาทดสอบในสัตว์ทดลอง (หนูถีบจักร) พบว่า สารสกัดน้ำจากประพรมมิขนาด 1-30 กรัม/โล (น้ำหนักตัว) สามารถควบคุมอาการลมชัก (epilepsy) ได้อย่างดีเยี่ยมโดยออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทศูนย์กลาง
เอกสารอ้างอิง

  • Magiorkinis E, Kalliopi S, Diamantis A (January 2010). "Hallmarks in the history of epilepsy: epilepsy in antiquity". Epilepsy & behavior : E&B 17 (1): 103– PMID 19963440. doi:10.1016/j.yebeh.2009.10.023.
  • รศ.นพ.อนันต์นิตย์ วิสุทธิพันธ์ . อาการชัก และโรคลมชัก. บทความประกอบการบรรยายในการประชุมวิชาการ วิทยาการก้าวหน้าทางการพยาบาลเด็ก.2555
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.โรคลมชัก-ลมบ้าหมู.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่166.คอลัมน์แนะยา-แจงโรค.กุมภาพันธ์ 2536
  • Liu Y, Yadev VR, Aggarwal BB, Nair MG. Inhibitory effects of black pepper (Piper nigrum) extracts and compounds on human tumor cell proliferation, cyclooxygenase enzymes, lipid peroxidation and nuclear transcription factor-kappa-B. Nat Prod Commun. 2010 ;5(8):1253-7
  • โรคลมชัก.ความหมาย,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • ชาญชัย สาดแสงจันทร์.พรมมิ สมุนไพรที่คนแก่ต้องกิน.วารสารธรรมศาสตร์เวชสาร.ปีที่13.ฉบับที่4.ตุลาคม-ธันวาคม.2556
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ลมบ้าหมู.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่363.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กรกฏาคม.2553
  • Hi RA, Davies JW. Effects of Piper nigrum L. on epileptiform activity in cortical wedges prepared from DBA/2 mice. Brother Res 1997; 11(3): 222-225
  • Hammer, edited by Stephen J. McPhee, Gary D. (2010). "7". Pathophysiology of disease : an introduction to clinical medicine (6th ed. ed.). New York: McGraw-Hill Medical. ISBN 978-0-07-162167-0.
  • Nisha P, Singhal RS, Pandit AB. The degradation kinetics of flavor in black pepper (Piper nigrum L.).Journal of Food Engineering 2009; 92: 44-49.
  • Chang BS, Lowenstein DH (2003). "Epilepsy". N. Engl. J. Med. 349 (13): 1257–66. PMID 14507951. doi:10.1056/NEJMra022308.


หน้า: [1] 2 3 ... 7
Sorry, the copyright must be in the template.
Please notify this forum's administrator that this site is missing the copyright message for SMF so they can rectify the situation. Display of copyright is a legal requirement. For more information on this please visit the Simple Machines website.